วันอังคารที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2566

หลักคิด 27

คุณไม่จำเป็นต้อง "จูบสาวทุกคน" ถึงแม้ผมจะพลาดหุ้น 10 เด้งมากมาย ผมก็ยังคงทำผลตอบแทนได้เหนือกว่า wall street - Peter Lych

********
หุ้นไม่เคยรู้ว่าใครเป็นเจ้าของมัน
*****

คุณภาพชีวิต ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจ
การตัดสินใจ ขึ้นอยู่กับความคิด
ความคิด ขึ้นอยู่กับ ประสบการณ์และความรู้ ที่ถูกเสริมด้วยอารมณ์

ดังนั้น อ่านและลงมือทำให้มากเพื่อเพิ่มประสบการณ์และความรู้ หมั่นดูใจเพื่อจัดการอารมณ์ตนเองให้อยู่ในจุดที่สมดุล

ทำเหตุให้ดีแล้วผลลัพธ์จะดีเอง

********

อย่าเสียดายหุ้นที่ไม่ได้ซื้อเพราะมันไม่ได้เข้ากับหลักการลงทุนของตนเอง ถ้าไม่อย่างนั้นคุณจะเสียดายไปเรื่อยเปื่อยได้ทุกวัน

*******

การขายหุ้นโตเร็วที่โดดเด่นเพราะรู้สึกว่าหุ้นมีราคาสูงเกินไปหน่อย เป็นเทคนิคที่จะทำให้พลาดโอกาสดีๆ

*****

ในระยะสั้นราคาหุ้นอาจจะเคลื่อนไหวไปในทิศทางตรงกันข้ามจากพื้นฐาน 

แต่ในระยะยาวราคาหุ้นและความสามารถในการทำกำไรของบริษัท จะไปในทิศทางเดียวเสมอ

*****

เคยทบทวนบ้างไหมว่าอะไรที่ทำให้เราไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่ตั้งใจ อะไรที่ทำให้เราไม่มีความสุข อะไรที่ทำให้เราไปข้างหน้าช้ากว่าที่ควรจะเป็น 

เสียเวลาสักนิด หยุดคิดทบทวนช้าๆ หาสาเหตุให้เจอ ซึ่งโดยมากสิ่งที่จะช่วยได้คือการเปลี่ยนแปลงนิสัยบางอย่าง และการเปลี่ยนแปลงนิสัยนั้นก็ไม่เกินความสามารถของตนเอง มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับคนอื่นที่เราควบคุมไม่ได้ แต่มันขึ้นอยู่กับตัวเราเองที่สามารถควบคุมได้

******
หลายครั้งที่คนเราตั้งเป้าหมายระยะยาวเอาไว้ แต่ความเพลิดเพลินระหว่างทางที่จะไปถึงเป้าหมายนั้น ทำให้เราไขว้เขว สุดท้ายไปไม่ถึงเป้าหมายที่วางไว้เพราะมัวแต่สนใจเป้าหมายระยะสั้น มัวแต่เก็บรางวัลเล็กๆล่อใจระหว่างทาง จนทำให้พลาดเป้าหมายหลักไป

ตัวอย่างเช่น อยากมีรูปร่างดี อยากมีสุขภาพดี แต่เพลินเพลินกับการทานของอร่อย อร่อยประเดี๋ยวประด๋าว แต่สุดท้ายไปไม่ถึงรูปร่างดีสุขภาพดีที่เป็นเป้าหมาย เพราะมัวเก็บรางวัลระยะสั้น (ความอร่อย)

คนที่จะไปถึงเป้าหมายใหญ่ได้ทุกคนล้วนแต่ ต้องอดทนต่อสิ่งยั่วเย้าระหว่างทางเสมอในแทบทุกเรื่อง
*****

เคยทบทวนบ้างไหมว่าอะไรที่ทำให้เราไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่ตั้งใจ อะไรที่ทำให้เราไม่มีความสุข อะไรที่ทำให้เราไปข้างหน้าช้ากว่าที่ควรจะเป็น 

เสียเวลาสักนิด หยุดคิดทบทวนช้าๆ หาสาเหตุให้เจอ ซึ่งโดยมากสิ่งที่จะช่วยได้คือการเปลี่ยนแปลงนิสัยบางอย่าง และการเปลี่ยนแปลงนิสัยนั้นก็ไม่เกินความสามารถของตนเอง มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับคนอื่นที่เราควบคุมไม่ได้ แต่มันขึ้นอยู่กับตัวเราเองที่สามารถควบคุมได้

********

การซื้อหุ้นโดยใช้มุมมองของธุรกิจนั้น อาจจะคาดหวังผลตอบแทนปีละ 15% นานต่อเนื่อง 5-10 ปี ซึ่งมันอาจจะไม่ดึงดูดใจเมื่อเทียบกับเหตุผลที่จะซื้อหุ้นโดยหวังว่าจะได้ผลตอบแทน 25% ภายใน 1 เดือน หรือหนึ่งไตรมาส จากหุ้นเก็งกำไร และนี่คือเหตุผลที่ทำให้มี value investor น้อยกว่า เทรดเดอร์ หรือ นักเก็งกำไรรายไตรมาส

แต่ในระยะยาวแล้วมีกี่คนที่จะทำผลตอบแทนได้เดือนละ 25% หรือไตรมาสละ 25% ต่อเนื่อง นั่นเท่ากับผลตอบแทนปีละ 100% ถึง 300% เชียวนะ

อย่าหลงกลกับตัวเลขผลตอบแทนระยะสั้นที่มี Big loss รออยู่

******
สามสิ่งที่ช่วยลดความผิดพลาดครั้งใหญ่ของชีวิตไปได้มาก 
1. ไม่ข้องเกี่ยวกับยาเสพติดทุกชนิด
2. ไม่ข้องเกี่ยวกับการพนัน
3. ไม่ค้ำประกันทุกกรณี

*******

ในตลาดหุ้น คุณอาจจะได้เห็นหุ้น A ราคา 8 บาทแพงกว่าหุ้น B ราคา 20 บาทก็ได้ 

มือใหม่มักเข้าใจผิด โดยคิดว่าราคาสูงคือแพง มักคิดว่า 20 บาทแพงกว่า 8 บาท

*********

คนไม่น้อยหลงผิดคิดว่าการมีงานยุ่งตลอดเวลาทำให้ตนเองเป็นคนสำคัญ เป็นคนเก่ง (จริงๆมันก็ทำให้รู้สึกแบบนั้นแหละ)  

แต่การมีงานยุ่งตลอดเวลานั้นไม่ต่างอะไรกับการเป็นทาสของงาน 

งานที่ยุ่งตลอดเวลาจะทำให้ไม่มีเวลาพอที่ที่จะมีความคิดสร้างสรรค์ ทำให้ไม่มีเวลาพอที่จะจัดสรรเวลาเพื่อสิ่งที่สำคัญจริงๆ

เราเห็นคนที่เก่งจริงๆ จัดสรรเวลาได้ คุมสติได้ มีเวลาให้กับความสวยงามของบางช่วงเวลาได้

*******
เวลาเจอคนที่มีทัศนคติ "ต่ำๆ' 
Block อย่างเดว ให้เขาได้มีคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมกับทัศนคติของเขา 

เราอย่าไปเปลืองตัว มันจะดึงความคิดเราแย่ไปด้วย

แต่ละคนมีอุปสรรคไม่เหมือนกัน แต่ทัศนคติต่ำๆ คืออุปสรรคที่แก้ได้ยากที่สุด เสมือนบัวใต้โคลนตม

******
ลงทุนโดยให้มีเวลาเป็นเพื่อนกับเรา อยู่ข้างเดียวกับเวลา แล้วจะแพ้ไม่เป็น 

กำไรเร็วหรือช้าอีกเรื่องนึง แต่จะไม่แพ้ หากเลือกองค์ประกอบของบริษัทให้เป็นเพื่อนกับเวลา บริษัทที่ไม่มีหนี้สิน(มีหนี้สินไม่สูง) มีรายได้เติบโต แม้ราคาหุ้นจะไม่ขึ้นเร็วนัก แต่ก็ไม่ล้มหายตายจาก อยู่กันไปได้อีกยาวๆคู่เคียงกับเวลา

*********

บริษัทที่ไม่สามารถคาดการณ์ผลกำไรในอนาคตของกิจการได้ หากนำมาประเมินมูลค่าในอนาคตไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม อย่างมากก็เป็นได้แค่การเก็งกำไรเท่านั้น

*******
เห็นราคาหุ้นของ Beyond Meat +19.15% เลยไปหาข้อมูลเพิ่มเติม
- ROE งบปีล่าสุด -72.9% 
- ROE งบไตรมาสล่าสุด -1,167%
- Debt to Equity 28.24 เท่า
- BV ล่าสุด -2.22$
- หุ้นสามัญปี 2021 จำนวน 62.81 ล้านหุ้น
- หุ้นสามัญปี 2022 จำนวน 63.401 ล้านหุ้น 

เชิญเล่นกันตามสบายเรยยย  
เราขอผ่านละกันนน 😆😆😆

******

เวลาหุ้นแพง(วัดจากปัจจัยพื้นฐาน) และกำลังจะแพงขึ้นไปอีก กราฟและอินดิเคเตอร์ก็จะชี้เป็นทิศทางขาขึ้น

เวลาหุ้นถูก(วัดจากปัจจัยพื้นฐาน) และกำลังจะราคาวิ่งขึ้น กราฟและอินดิเคเตอร์ก็จะชี้เป็นทิศทางขาขึ้น เช่นกัน

แต่ทั้งสองกรณี มีความเสี่ยงต่างกัน ต่างกันมากๆ

*****

ถ้ามีหุ้นที่เรารู้เกี่ยวกับมันลึกมากพอ เข้าใจมันมากพอ 4-5 ตัว ก็ลงทุนใน 4-5 ตัวนั้นพอไม่ต้องไปดิ้นรนหาหุ้นที่เราไม่เข้าใจ หาข้อมูลของ บ.ไม่ได้ มาลงทุนเพิ่มเพื่อกระจายความเสี่ยง 

เพราะการลงทุนกระจายไปในตัวที่ไม่เข้าใจมากพอ จะเป็นการกระจายไปลงทุนบนความไม่รู้ของตนเองจะนำมาซึ่งการขาดทุน เป็นการกระจายการขาดทุนมากกว่ากระจายความเสี่ยง

********
ความสำเร็จในการลงทุน ไม่ได้แปลว่าจะต้องเป็นคนที่คิดถูกทำอะไรถูกตลอดเวลา แต่คนที่ทำผิดน้อยกว่า คิดผิดน้อยกว่า มีอคติน้อยกว่า ต่างหากที่มีโอกาสจะประสบความสำเร็จในการลงทุนได้สูงกว่า

*******

เวลาตลาดดีต่อเนื่อง จะมีหุ้นบวกขึ้นมาเป็นแผง ถ้าคัดหุ้นจากโอกาสในการทำกำไร จะได้หุ้นเข้ามาเต็มไปหมดบนตลาดแบบนี้

ในหุ้นที่เข้ามาเป็นแผงมากมายนั่น แต่ละตัวจะมีความเสี่ยงไม่เท่ากัน 

ปัจจัยที่จะทำให้มีความเสี่ยงลดลง ต่ำลงได้ เป็นปัจจัยเฉพาะตัวหุ้น เช่น 
- เงินปันผล 
- ความแข็งแรงของงบการเงิน 
- ตัวผู้บริหาร(นิสัย วิสัยทัศน์ พูดแล้วทำได้อย่างที่พูดหรือไม่) 
- ความแข็งแรงของตัวสินค้าและธุรกิจ ราคาตลาด(ต่ำกว่ามูลค่า หรือเหมาะสมกับมูลค่า) 

ซึ่งการที่ นลท จะรู้ถึงปัจจัยเหล่านี้ได้นั้น ต้องเข้าใจตัวธุรกิจ ตัว บ. อย่างมาก

เมื่อรู้ถึงปัจจัยต่างๆเหล่านี้แล้ว ก็จะทำให้สามารถคัดหุ้นที่มีความเสี่ยงสูงออกจากหุ้นที่ขึ้นมาเป็นแผงได้

พูดง่ายๆ คือ เมื่อตลาดดี หุ้นขึ้นมาเป็นแผง นลท ไม่จำเป็นต้องเข้าทุกตัวที่ดูดีในยามตลาดดี "แต่คัดตัวที่ดูดีและมีความเสี่ยงต่ำ" เท่านั้นเข้ามาในพอร์ต

เท่านี้จะได้พอร์ตที่มีโอกาสได้ Reward ในสัดส่วนที่มากกว่าสัดส่วนที่จะเกิด Risk 

ซึ่งเป็นพอร์ตที่จะสามารถลงทุนระยะยาวได้ เนื่องจาก เป็นพอร์ตที่ risk/reward ratio ในฝั่งได้เปรียบอยู่ฝั่งเดียวกับ นลท และผลของอัตราความได้เปรียบจะแสดงผลชัดบนระยะเวลาที่ยาวมากขึ้นเรื่อยๆ

เหมือนกับเวลาที่โยนเหรียญ โอกาสออกหัวก้อย เรารู้กันดีว่าคือ 50:50 แต่หากโยนเหรียญเพียง 4-6 ครั้ง มีโอกาสที่จะได้หน้าใดหน้านึงเกิน 50% แต่หากโยนสัก 200 ครั้ง อัตราส่วนจะวิ่งเข้าหา 50:50 มากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งเวลายาวนานมากเท่าไร (โยนจำนวนครั้งมากเท่าไร) ผลงานก็จะเข้าใกล้อัตราส่วนมากขึ้นเท่านั้น

*********

นลท ต่างไล่ล่าความเติบโด จนลืมไปว่ามันทำให้การแข่งขันสูง ดิ้นรน แย่งชิง จนเป็น Red Ocean จนการเติบโตที่ได้มานั้นไม่คุ้มค่ากับค่าใช้จ่ายในการแย่งชิงนั้น ในหุ้นคือราคาหุ้นสูงจนไม่คุ้มค่ากับการเติบโต

******
The Price You Pay Determines Your Rate of Return
******

เมื่อตลาดกำลังเป็นไปด้วยดี คนจำนวนมากจะถูกกระตุ้นด้วยความโลภมากกว่าความกลัว 

นักลงทุนแบบเน้นคุณค่าจะถูกทิ้งอยู่ข้างหลังผลงานของพวกเขาจะดูไม่ดี เมื่อเปรียบเทียบกับผลงานของนักลงทุนในหุ้นโตเร็ว มันจะมีแรงกดดันสูงมากให้ละทิ้งหลักการเพื่อกระโดดเข้าร่วม

*********

การลงทุนแบบเน้นคุณค่า จุดเริ่มต้นมันอยู่ที่การประเมินมูลค่าหุ้น

การประเมินมูลค่าหุ้นจุดเริ่มต้นอยู่ที่ การอ่านงบการเงิน

การอ่านงบการเงิน อยู่ที่ความเข้าใจในแต่ละบรรทัดของงบการเงิน

แต่อย่างไรก็ตามเริ่มต้นด้วยการอ่านงบการเงินให้ได้ครบทุกบรรทัดและทำความเข้าใจทุกบรรทัดก่อน

ความเข้าใจในงบการเงินแต่ละบรรทัดจะเป็นตัวชักนำให้เกิดคำถามถึงตัวธุรกิจ

*****

สิ่งนึงที่คนรุ่นก่อนชอบเล่าคือ เช่น เพื่อนนะซื้อที่ดินสมัยก่อน ประมาณวาละ 6,000 ขายไปวาละ 80,000 ซื้อไว้ไร่นึง 2.4 ล้าน ขายไป 32 ล้าน 

พอถามว่ากี่ปีแล้ว บอกนานแล้ว จำไม่ได้ 
พอถามลึกๆ อ่อประมาณ 38 ปี แล้ว

ถ้าโอนที่ดิน 32 ลบ ค่าโอน+ภาษี ต้องมีราวๆ 6-7% เงินรับจริงจะประมาณ 30 ลบเท่านั้น ระหว่างทาง 38 ปีนั้น ภาษีที่ดินเอย ค่าจ้างคนดูแลเอย ตัดถางหญ้าเอง ไม่เคยเอามาคิด ใช้วิธีมองข้ามไปหมด

คือเหมือเยอะเนอะ 2.4 ล้านกลายเป็น 32 ล้าน หักค่าโอนเหลือประมาณ 30 ลบ แต่ใช้เวลา 38 ปี จริงๆแล้วมันคือ irr แค่ 6.87% โดยที่ยังไม่หัก คชจ รายปีอีกด้วย

มันไม่เยอะเลย สิ่งเดียวที่เยอะ คือ ความรู้สึกว่าได้เยอะมากเท่านั้นเอง 

ส่วนที่ดินที่ฟลุ๊ค ขึ้นเป็นสิบเท่าในเวลาสั้นๆนั้น นับเคสได้เลย เล่ามาสิบเคส มีจริงๆสักเคสไหม เหมือนถูกหวยมากกว่าการลงทุน

ทุกอย่างจะชัดเจนเมื่อเทียบเป็น irr 
แต่อาจเพราะคำนวนไม่เป็น หรือไม่อยากคำนวนเพราะเห็นตัวเลขแล้วเอามาคุยต่อไม่ได้ 😆

*******

พอร์ตลงทุนเริ่มต้น
ผมชอบแนะนำให้เริ่มต้นด้วย
- หุ้นโตต่อเนื่อง และพอประมาณ (4-8%) 
- มีปันผลมากกว่า 4% 
- บนธุรกิจที่เดาได้ง่ายว่าจะไม่ล้มหายตายจากไปในช่วงสิบปีข้างหน้า
- มีหนี้สินต่ำ 
- ผบห ไว้ใจได้ มีผลประโยชน์ทิศทางเดียวกับ ผถห รายย่อย
- ซื้อบนราคาสมเหตุสมผล
- ถืออย่างน้อยสามปี โดยในช่วงแรกไม่ดูกราฟราคารายวัน อาจดูสัปดาห์ละครั้ง

ถ้าซื้อบนราคาสมเหตุสมผลและมั่นใจว่าบริษัทไม่ล้มหายตายจากภายใน 10 ปีข้างหน้า แทบไม่มีความจำเป็นต้องดูกราฟราคาหุ้นทุกวันเลย

ที่สำคัญ ต้องไม่ใช่หุ้นวัฏจักร

เมื่อพอร์ตหุ้นแข็งแกร่งที่มีปันผลดีอยู่ตัวแล้ว อยากจะแบ่งเงินไปลงทุนหุ้นเติบโต ค่อยว่ากันอีกที ว่าจะทนความผันผวนได้แค่ไหน แต่พอร์ตหลักยังควรอยู่ที่หุ้นแข็งแกร่ง

*****
ถ้าซื้อหุ้นที่ราคามีความคาดหวังสูงมากรวมอยู่ จะมีความเครียดจากปัจจัยต่างๆเพิ่มขึ้นอย่างมาก แม้ปัจจัยนั้นจะมีการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่น่าสงสัยเพียงนิดเดียว ก็จะสร้างความกังวลใจได้มาก

และนั่นคือหนึ่งในแรงกดดันต่อจิตใจ ที่จะทำให้ไม่สามารถถือหุ้นได้ยาวนานพอ

*****

ไม่ว่าในสังคมแบบไหน (หมายถึง ปท ที่มีพลเมืองหนุ่มสาวมาก หรือ ปท ที่เป็นสังคมผู้สูงอายุมากก็ตาม) จะมี บ.ที่ได้ประโยชน์จากสังคมแต่ละลักษณะเสมอ ขึ้นอยู่กับว่าเราหา บ.ที่ได้ ปย จากสังคมแบบนั้นเจอหรือเปล่า เวลาลงทุนเราไม่ได้ลงทุนในดัชนี แต่ลงทุนราย บ.ดังนั้นแค่หา บ.ที่ได้ ปย ให้เจอ

******

การลงทุนที่ดีนั้น นอกจากจะต้องให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าแล้ว จะต้องเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำ และเป็นการลงทุนที่มีความสบายใจด้วย

*******

ศึกษาและลงทุนด้วยตัวเอง อย่ามักง่ายฝากคนอื่นลงทุน ไม่มีใครเป็นห่วงเงินของคุณเท่าตัวคุณเอง และไม่มีใครสนใจทำให้คุณรวยนอกจากตัวคุณเองเช่นกัน

********
ฃนลท มือใหม่ มีเรื่องนึงต้องรู้คือ การบันทึกหุ้นและต้นทุนของพอร์ตหุ้น โบรกส่วนมากใช้ระบบ FIFO หลายครั้งที่ทยอยซื้อหุ้นและทยอยขายหุ้น นลท อาจเห็นต้นทุนเปลี่ยนไปจากต้นทุน Average

อย่าแปลกใจและศึกษาวิธีการบันทึกแบบ FIFO จะได้เข้าใจมากขึ้นครับ

*******
ถ้าคุณถือหุ้นมาแล้วสองปี แล้วยังขาดทุนอยู่มาก คุณควรจะต้อง เอะใจ แล้วว่ามีอะไรผิดปกติตอนซื้อไหม เช่น ซื้อในราคาแพงมากไปไหม ซื้อธุรกิจที่ไม่ดีมาหรือเปล่า 

ไม่ใช่ดันทุรังถือยาวแบบไม่ลืมหูลืมตา การลงทุนระยะยาวเป็นการลงทุนบนธุรกิจที่ดีในราคาถูกหรือราคาสมเหตุสมผล เท่านั้น ไม่ใช่ลงทุนระยะยาวบนธุรกิจไหนก็ได้

ปล. ว่าแต่ LTF SSF ที่ถือกันมา สองปี ห้าปี นั้นเป็นอย่างไรบ้างครับ

*****

คาดหวังในสิ่งที่ดีที่สุด แต่เตรียมพร้อมสำหรับสิ่งที่แย่ที่สุด หากอนาคตออกมาดีกว่าที่คิดนั่นถือเป็นโบนัส

*****
เวลาเทรด ถ้าพลาด คือส่วนที่ขาดทุน (stop loss) มันคือสูญเปล่าแน่นอน พอเทรดด้วยขนาดที่ใหญ่ขึ้นไปเรื่อยๆ แม้ คุม % loss ไว้ได้ก็ตาม แต่ขนาดของเม็ดเงิน มันกดดันจิตใจมากขึ้นตามขนาดของการเทรด

ส่วนการลงทุนนั้น หากวางหมากไว้หลายๆชั้น เช่น 
- บ.มีรายได้สม่ำเสมอ
- มีปันผลที่มากพอสมควร 
- ผบห เก่ง 
- บ.มีหนี้สินไม่มาก 
- มีการเติบโตของรายได้สม่ำเสมอ 
- และซื้อได้ในราคาที่มีมูลค่าสินทรัพย์หนุนหลัง 

แม้จะคาดการกำไรพลาดไปบ้าง แต่ระยะยาวก็ไม่เสียหาย แค่เป้าหมายที่วางไว้จะถึงจุดที่คาดเร็วขึ้นหรือช้าลง เท่านั้นเอง และที่สำคัญ บ.ที่ดี ใน ตลท โอกาสจะล้มหายตายจากมีน้อยมาก  

ดังนั้นการลงทุนด้วย Position ขนาดใหญ่หลังจากมีการกระจายความเสี่ยงอย่างสมดุลแล้ว ก็จะไม่กดดันมากเหมือนการเทรด
********

หลักการลงทุนที่สำคัญข้อหนึ่งคือลงทุนในบริษัทที่มีผู้บริหารที่ซื่อสัตย์ มีธรรมาภิบาลที่ดี (แน่นอนว่าคงไม่มีใครอยากลงทุนในบริษัทที่มีผู้บริหาร ไซฟ่อนเงินของบริษัท หรือผู้บริหารที่มีความคิดฉ้อโกง ไม่ว่าจะโกงภายในหรือโกงภายนอกก็ตาม ) ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่ทุกบริษัทจะมีผู้บริหารแบบนี้ 

ในบริษัทที่มีจ้าวมือคอยปั่นหุ้น ลองคิดดู การปั่นหุ้นจะทำโดย เจ้าของหรือคนนอกก็ตามแต่ แต่เจ้าของที่เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่จะต้องรู้เห็นเป็นใจด้วย มิเช่นนั้นการลากราคาจะทำไม่ได้ 

เจ้าของหรือผู้บริหาร ของบริษัท ที่รู้เห็นกับการปั่นหุ้นหรือคอนเนอร์หุ้น จุดประสงค์เดียวในการทำเช่นนั้นก็คือการ "กินเงินรายย่อย"

นั่นแสดงให้เห็นถึงคุณลักษณะนิสัยและธรรมาภิบาลของผู้บริหาร ที่นักลงทุนไม่ควรจะเข้าไปข้องเกี่ยว คงจะมีแต่นักเก็งกำไรที่เป็นเหมือนหมูไม่กลัวน้ำร้อนที่ชอบหุ้นที่มีลักษณะนี้ 

จึงพอสรุปได้ว่าบริษัทไหน ที่มีการคอนเนอร์หุ้น ที่มีการปั่นราคา นักลงทุนควรอยู่ให้ห่าง หากต้องการทำตามหลักการลงทุนที่สำคัญ

"หลักการลงทุนที่สำคัญข้อหนึ่งคือ ลงทุนในบริษัทที่มีผู้บริหารที่ซื่อสัตย์ มีธรรมาภิบาลที่ดี"

*********
จุดแข็งอย่างนึงของนักลงทุน คือ ใช้ความคิดและประสบการณ์ในการสร้างรายได้ ซึ่วความคิดและประสบการณ์นั้นจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งอายุมากขึ้นก็จะยิ่งมีความคิดมากขึ้นและมีประสบการณ์มากขึ้น ส่งเสริมให้มีความสามารถในการ generate รายได้ได้มากขึ้น แตกต่างกับหลายๆอาชีพที่เมื่ออายุมากขึ้นจะทำงานได้น้อยลง หรือต้องเกษียณตัวเองออกมา

*********

เป็นนักลงทุนอย่าซื้อหุ้นแพง
เป็นเทรดเดอร์อย่าซื้อหุ้นถูก

สำหรับนักลงทุนถูกหรือแพงเทียบกับมูลค่า สำหรับเทรดเดอร์ถูกหรือแพงเทียบกับโมเมนตัม
**********

ไม่ใช่แค่การลงทุนที่จะทำให้เราได้เงิน แต่เราจะได้เงินจากการลงทุนที่ถูกต้องต่างหาก

********
การลงทุนเป็นเกมแห่งความน่าจะเป็น ความเสี่ยงที่เรามองไม่เห็นไม่ได้แปลว่ามันไม่มี

นักลงทุนคือ Risk Taker รับความเสี่ยงเข้ามาบริหาร โดยพิจารณาเลือกรับเฉพาะความเสี่ยงที่มีโอกาสจะได้ Rewards ที่คุ้มค่า

****

การลงทุน หากคิดดูดีๆแล้วจะพบว่ามันคือ งานที่เราควรทำไปตลอดชีวิต (ตราบเท่าที่ยังทำไหว) ดังนั้นการลงทุนจึงเปรียบเสมือนกับการวิ่งมาราธอน ไม่ใช่วิ่ง 100 เมตร

คนที่เป็นนักวิ่งจะรู้ดี การจะวิ่งมาราธอน ต้องวางแผนเพื่อให้วิ่งได้ระยะยาว ไม่ใช่เอาเร็วแต่เพียงอย่างเดียว

*****คนในสังคมมีทั้งที่ดีและที่แย่
เจ้าของบริษัทก็มีทั้งที่ดีและที่แย่

ผู้สอบบัญชีก็มีทั้งที่ดีและที่แย่
พอทำบัญชีออกมาจึงมีทั้งที่เจตนาให้ถูกต้องมากที่สุด และมีทั้งเจตนาเพื่อการฉ้อฉล

แต่ไม่ได้แปลว่าควรจะเหมารวมว่ามันแย่ทั้งหมด แล้วใช้เป็นข้ออ้างในการไม่ดูงบการเงิน