วันจันทร์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2566

หลักคิด 35

 ทำไมในทางเศรษฐกิจตัวเลขจีดีพีจึงเป็นสิ่งสำคัญ 


เพราะการที่จีดีพีเป็นบวกมากขึ้นจะหมายความว่ามีการบริโภคมากขึ้นทำให้มีความต้องการต่อสินค้าต่างๆมากขึ้นด้วยนั่นแปลว่ามีสินค้าที่ขายได้มากขึ้นและสามารถปรับเพิ่มราคาได้มากกว่าเดิมการที่สินค้าขายได้มากขึ้นอันหมายถึงคนมีงานทำมากขึ้นได้ค่าแรงเพิ่มขึ้นซึ่งก็จะย้อนกลับทำให้เกิดการบริโภคที่มากขึ้นอีกทอด


*****

ไม่มีของถูกในหุ้น IPO เพราะ การไอพีโอครั้งแรกจะเป็นการระดมนักบัญชีนักวิเคราะห์ IB มาประเมินราคาหุ้น รวมถึงเจ้าของเองเค้ารู้ว่ามูลค่าหุ้นของบริษัทอยู่ที่ประมาณไหน มีแต่จะขายให้ได้ราคากว่ามูลค่าที่แท้จริง


นักลงทุนรายย่อยไม่มีทางรู้ดีไปกว่าเจ้าของนักบัญชี นักวิเคราะห์ IB ที่ทำหุ้นเข้าตลาดอยู่แล้ว 


ส่วนที่ราคาไอพีโอมันขึ้นต่อไปได้มากๆนั้นมันเป็นเรื่องของการเก็งกำไร  ไม่ใช่เรื่องของการวิ่งไปหามูลค่า 


ดังนั้นถ้าหวังจะเก่งกำไรก็สามารถที่จะซื้อหุ้นไอพีโอได้โดยดูจากความชอบของตลาดโดยรวมว่าชอบบริษัทและอุตสาหกรรมเหล่านั้นไหม  


แต่หากจะซื้อของถูกจาก IPO เพื่อลงทุน  น่าจะหาไม่เจอในหุ้นไอพีโอ เปรียบเสมือนงมเข็มในมหาสมุทร


ส่วนบรรดาเหล่านักลงทุนที่เก่งเก่งที่เห็นว่าได้ไอพีโอนั้น ส่วนมากไปดูเบื้องหลัง มักจะได้มาตั้งแต่ก่อนราคาไอพีโอหรือได้มาในราคาที่มีส่วนลด  เอาเป็นว่าได้คนละราคากับรายย่อยเป็นส่วนมาก


*****

โดยปกติแล้วราคาหุ้นในพอร์ตมักจะโตไวกว่าเงินปันผลเพราะมันถูก Gearing ด้วยค่าพีอีหรือพีบี ในขณะที่เงินปันผลจ่ายออกมาตรงๆ แต่ก็นั่นแหละเงินปันผลที่จ่ายออกมา มันสร้างความ secured  รวมถึงสร้างโอกาสที่จะมีเงินสดไปเลือกลงทุนในโอกาสใหม่ใหม่ได้


*****

สำหรับบุคคลทั่วไป ที่ไม่ได้ศึกษาหุ้นรายตัวแบบจริงจัง ไม่ได้ติดตามกิจการแบบจริงจัง จะเพราะไม่มีเวลาศึกษาหรือไม่มีเวลาติดตามก็แล้วแต่ 


การซื้อกองทุนหักภาษีโดยเฉพาะกองทุน SSF , SSFX ควรคำนวนว่านอกจากหักภาษีได้แล้ว การโดนบังคับถือ 10 ปีนั้น คุ้มค่าหรือไม่


ลองมองว่าดัชนี SET ณ ปัจจุบันหากผ่านไปสิบปี มีโอกาสที่ดัชนีจะสูงกว่านี้หรือไม่


หากคิดว่ายังไงอีกสิบปีข้างหน้า SET ต้องสูงกว่านี้แน่นอน เหมาะแก่การซื้อกองทุนรวม ถือยาวๆ SSF , SSFX จะได้คือ ได้ลดภาษีและได้ทั้ง Cap Gain ถ้าเลือกกองทุนได้ถูกกอง


แต่สำหรับ คนที่ติดตามหุ้นรายตัวเอง คงค้องเปรียบเทียบ ว่าการซื้อกองทุน ให้กองทุนบริหารเงินให้ + ได้ลดหย่อนภาษี  ผลตอบแทนมากกว่าที่ตนเองบริหารเองหรือไม่ หากไม่ ก็ไม่ต้องซื้อ SSF, SSFX ก็ได้


เช่น หากโดนเรทภาษี ขั้นสูงสุดที่ 15% ก็เท่ากับว่าเงินที่ซื้อกองทุนเพื่อลดหย่อนภาษีได้ลดภาษี 15% บนระยะเวลาบังคับถือกองทุน 10 ปี เท่ากับได้ลดหย่อนภาษีเฉลี่ยปีละ 1.5%


แล้วนำ ปย ทางภาษีต่อปี มาบวกกับกำไรจาก nav  ที่กองทุนทำได้เฉลี่ยต่อปี  นั่นคือ ผล ปย ทั้งหมดที่ได้รับจากการซื้อ ssf, ssfx 


แล้วจึงนำมาเปรียบเทียบกับผลตอบแทนที่คาดว่าตนเองจะทำได้จากการซื้อหุ้นเอง


สมมติ ดัชนีประมาณ 1500 และอีกสิบปี ดัชนีไปที่แถว 2,000 จุด


เท่ากับเพิ่มมา 33% หรือเฉลี่ย 3.3% ต่อปี  (หากซื้อกองอิงดัชนี จะได้ผลตอบแทนประมาณเดียวกับดัชนี)


บวก ผล ปยทางภาษี (สมมติ effective tax rate 15% ) ก็เท่ากับได้ ปย ทางภาษีต่อปีที่ 1.5%


3.3%+1.5% = 4.8% ต่อปี เป็นเวลาสิบปี


หากเป็นไปตามตัวอย่าง แล้วมีทางเลือกอื่น เช่น นำไปค้าขาย ได้กำไรต่อปี มากกว่า 4.8%  เราก็ไม่มีความจำเป็นต้องซื้อ ssf, ssfx 


แต่หากไม่ได้นำเงินไปลงทุนอย่างอื่นเลย นอกจากฝากแบงค์  การซื้อ ssf, ssfx  เป็นทางเลือกที่ดี


สำหรับคนที่จำเป็นต้องซื้อ

หากต้องซื้อ ssf และไม่อยากลุ้นกับความสามารถของ ผู้จัดการกองทุนก็สามารถเลือก ซื้อเป็นกองทุนอิงดัชนีได้


การซื้อกองทุนลดหย่อนภาษี มีจุดอ่อนอย่างใหญ่หลวงอยู่จุดหนึ่งก็คือ หากไปเจอกองทุนที่มีผู้จัดการกองทุนบริหารไม่ดี


ผลตอบแทนอาจจะติดลบ แถมด้วยการเสียโอกาสในการสร้างผลตอบแทนไปอีก 10 ปีเลยทีเดียว


คือจะเสียหายทั้งฝั่งเงินทุนและเสียหายทั้งฝั่งโอกาสที่จะได้กำไร  เรียกว่า เสียหายสองเด้ง


*****


เวลาตลาดหุ้นปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผู้คนในตลาดจะ

- มีความโลภเพิ่มขึ้น

- มองโลกในแง่ดีมากขึ้น

- มีความมั่นใจสูงขึ้น

- กล้าแบกรับความเสี่ยงมากขึ้น

- มีความกระตือรือร้นที่จะรีบซื้อหุ้น


ในทางกลับกันหากเป็น ช่วงตลาดหมีที่ ดัชนีตลาดหุ้นไหลลงต่อเนื่อง ผู้คนจะ

- เริ่มกลัว

- ตกใจรีบขาย

- มองโลกในแง่ร้าย

- กลัวความเสี่ยง

- ขาดความมั่นใจ


*****


การลงทุน คือการเข้ารับความเสี่ยง แต่นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จจะพยายามรับความเสี่ยงให้ต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับผลตอบแทนที่จะได้รับ


ส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างการเข้ารับความเสี่ยง การถือความเสี่ยงต่ำที่สุดบนผลตอบแทนที่คุ้มค่า ทำให้เกิดความสำเร็จตามมา

******


ถ้าซื้อหุ้นปันผลในช่วงที่ราคาร่วงหนัก เช่น สมมติ ช่วงปกติบริษัทเคยจ่ายเงินเงินปันผลอยู่ที่ประมาณ 4.50 บาทถึง 5 บาท (Div payout 40%) และราคาหุ้นสมมติ 66บาท คิดเป็นปันผล 6.8% ถึง 7.5%


แต่ต่อมาเกิดวิกฤติ ผลประกอบการแย่ลง จ่ายเงินปันผลลดเหลือ สมมติ 2.75 บาท แต่ราคาหุ้นเหลือ 54 บาท คิดเป็นเงินปันผลประมาณ 5.1% 


สมมุติว่าบริษัทใช้เวลาสามปีในการฟื้นตัวกลับไปที่เดิมเพื่อที่จะจ่ายปันผลที่ 4 บาท  

สมมติ 

ปีที่ 1 ปันผล 3.00 บาท 

ปีที่ 2 ปันผล 3.50 บาท

ปีที่ 3 ปันผล 4.00 บาท


เท่ากับคิดเป็นอัตราปันผล 

5.55%  6.48% และ 7.4% ของราคา 54 บาท


หรือพูดง่ายๆคือ สามปีได้ปันผลรวม 19.43% เพื่อที่จะรอราคาหุ้นกลับสู่ระดับที่ควรจะเป็น 


ปันผล คือ MOS “ส่วนเพิ่ม” จากเดิมที่มี MOS จากราคาหุ้นที่ต่ำ


เช่น สมมติเดิมมี MOS 30% พอถือหุ้นไปอีก 3ปี ได้ MOS เพิ่มมาอีกประมาณ 20% กลายเป็น 50%


ทำให้มันเป็นการลงทุนที่เซฟมากๆนั่นเอง โอกาสแพ้ยาก 


แน่นอนว่า ความผันผวนชั่วคราวของตลาดในระยะสั้น อาจทำให้มีการขาดทุนชั่วคราวได้ แต่ในระยะยาวแล้วโอกาสจะแพ้นั้นยากเหลือเกิน


******


การจะสร้างแผนการลงทุนที่แพ้ยาก มันไม่ใช่แค่เลือกหุ้นอย่างเดียว  มันต้องลงรายละเอียดมากกว่านั้น


****


ถ้าคุณใช้หลักการลงทุนที่ไม่เข้ากับ mindset ของตัวเอง สุดท้ายคุณจะทนการขาดทุนไม่ได้ แม้ว่ามันจะเป็นเพียงการขาดทุนชั่งคราวก็ตาม และจุดที่คุณทนไม่ได้ มักจะเป็นจุดที่คุณขาดทุนหนักที่สุด


แต่ถ้าคุณเป็นเทรดเดอร์ แล้วใช้หลักการของเทรดเดอร์โดยที่ไม่มีวินัยเพียงพอ คุณจะเจอกับ whipsaw จนคุณเหนื่อยใจ กำไรเป็นกอบเป็นกำที่ได้มาไม่เคยรักษามันไว้ได้ หรือรักษามันไว้ได้น้อยเหลือเกิน

*****


เงินรางวัลล่อใจจำนวนมากๆ ดึงดูดคนโลภได้เสมอ 


ไม่ว่าจะเป็นลอตเตอรี่รางวัลที่หนึ่ง  หรือหุ้น 10 เด้งเด้ง 100 เด้งก็ตาม 


คนโลภจะวิ่งเข้าใส่โดยไม่เคยคิดเลยว่าโอกาสที่จะทำได้มีอัตราส่วนน้อยขนาดไหน

******


การเพิ่มทุนแบบ PP เป็นอะไรที่เราไม่ชอบมากที่สุด เพราะมีโอกาสโดนเอาเปรียบมากที่สุด 


การจะไม่โดนเอาเปรียบจากการเพิ่มทุน คือ ราคาเพิ่มทุนจะต้องใกล้เคียง หรือ มากกว่าราคาตลาด 


ลองคิดดูหากคนที่ซื้อหุ้นเพิ่มทุนสามารถซื้อได้ในราคาที่ต่ำกว่าตลาดมากๆ  เขาสามารถขายทำกำไรได้ทันที รายย่อยมีแต่เสียเปรียบ โดยเฉพาะการเพิ่มทุนแบบเจาะจง PP เท่ากับรายย่อยไม่มีสิทธิ์ในการซื้อหุ้นเพิ่มทุนนั้นเลย มีแต่เป็นเป้านิ่งให้เค้าชก  


แต่หากราคาเพิ่มทุนสูงกว่าราคาตลาด  แน่นอนว่าอันนี้รายย่อยไม่เสียเปรียบ แถมบริษัทยังได้เงินเข้ามาเป็นสินทรัพย์เพิ่มขึ้นมากด้วย ซึ่งการเพิ่มทุนที่ราคาจองซื้อสูงกว่าราคาตลาดนั้นมักจะเป็นลักษณะการออกวอแรนท์ เพราะบริษัทจะมีเวลาในการดำเนินกิจการให้ดียิ่งขึ้น เพื่อให้ ราคาหุ้นสูงขึ้น มากกว่าราคาแปลง ทำให้คนอยากแปลง วอร์แรนท์เป็นหุ้นสามัญ  ซึ่งวิธีนี้จะเห็นได้ว่าผู้บริหารจะมุ่งมั่นทำให้กิจการดีขึ้น ต่างจากวิธีแรก ที่รายย่อยโดนมัดมือชก

******


ไม่เคยเจอนักลงทุนเก่งๆคนไหน ที่อ่านน้อยเลย 


(หมายถึง การอ่านทุกอย่าง ทั้งหนังสือ ทั้งข่าวสาร ทั้งบทวิเคราะห์ต่างๆ รวมถึงข้อมูลต่างๆที่หาเพื่อคลายข้อสงสัย)

*******

ความสามารถในการสร้างอัตราผลตอบแทนที่ดีที่ดี จะเกิดขึ้นได้จากความรู้และประสบการณ์ ซึ่งเกิดจากการเรียนรู้ ของเหล่านี้ไม่มีใครรู้มาตั้งแต่เกิด


เงินต้นที่มี  แน่นอนว่าถ้าฐานะทางบ้านดีก็ช่วยส่งเสริมได้แต่ก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งหลักๆแล้วอยู่ที่ความประหยัด เก็บออม นักลงทุนหลายคนฐานะทางบ้านไม่ดีมากๆ แต่มีความสามารถในการเก็บออมสูง ใช้จ่ายอย่างประหยัดทำให้เงินต้นเหลือสำหรับลงทุน และเมื่อบวกกับความสามารถในการลงทุนที่พยายามสะสมเพิ่มที่พยายามเรียนรู้เพิ่ม ทำให้หลายหลายคนกลายเป็นคนมีฐานะ 


ซึ่งความสามารถในการสร้างผลตอบแทนและ การสะสมเงินต้นมาลงทุนนั้นหากเริ่มได้เร็วเท่าไหร่ก็จะมีระยะเวลาในการลงทุนมากขึ้นเท่านั้น 


เมื่อรวมกันทั้งสามสิ่งจะส่งผลให้ประสบความสำเร็จได้อย่างแน่นอน


*******^^

หลักสำคัญในการลงทุนอย่างหนึ่งของเรา คือเวลาต้องอยู่ข้างเดียวเรา 


เราไม่ลงทุนในหลักการที่มีเวลาอยู่ฝั่งตรงข้ามกับเรา


******


ถ้ายังยึดติดกับราคาหุ้นมากกว่ามูลค่าและกระแสเงินสดที่บริษัทสร้างได้ เวลาเจอตลาดหมี คุณจะร้อนรน คุณจะไม่มีวันเพิกเฉยต่อข่าวร้ายได้


เปรียเสมือน ถ้าคุณเปิดร้านอาหารที่มีลูกค้าแน่น และร้านสร้างกระแสเงินสดให้คุณต่อเนื่อง  แล้วมีคนบ้ามาเสนอซื้อร้านในราคา 50% 


ถ้าคุณยึดติดกับราคา คุณจะหัวฟัดหัวเหวี่ยง ใจเสีย ที่มีคนมาเสนอราคาเพียง 50% 


แต่ถ้าคุณยึดคิดกับสิ่งที่ร้านมี เช่น ลูกค้าจำนวนมาก(มันคือส่วนสำคัญของมูลค่าของร้าน) กระแสเงินสดที่ร้านสร้างได้  คุณจะหัวเราะใส่คนที่มาเสนอราคา แล้วคุณจะเพิกเฉยมันไปได้อย่างง่ายดาย

วันจันทร์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2566

หลักคิด 34

 คนที่ใช้ความคิดแบบรวบรัด จะสูญเสียการควบคุมตัวเองเร็วกว่าคนที่ใช้ระบบความคิดแบบมีเหตุผล

*********

คนที่เป็นนักลงทุนทุกคน เค้าไม่เคยมาถกเถียงกันเรื่องการออมเงินเลย 


มันเหมือนคนที่เถียงกันเรื่องอดออม เป็นเด็กน้อยที่กำลังเถียงกันเรื่องต้องท่อง ก.ไก่หรือเปล่า 


ส่วนคนที่เป็นนักลงทุนก็เสมือนกับเป็นคนที่อ่านหนังสือคล่องแล้ว เค้ารู้อยู่แล้วว่ายังไงก็ต้องท่อง  ไม่งั้นก็อ่านหนังสือไม่ได้


******


คนที่รู้สึกกดดันตัวเองแล้วท้อ เพราะทางเดินสู้เป้าหมายอีกไกลเหลือเกิน ลองวิธีนี้ครับ


ลองแบ่งเป้าหมายให้เล็กลงโดยใช้วีธีการมาเป็นเป้าหมายระยะสั้นแทนเป้าหมายใหญ่ 


สมมติ เป้าหมายหลักคือ อยากเป็นนักลงทุนที่เก่ง เป้าหมายระยะสั้นคือ ต้องอ่านให้มาก 


- เพื่อรู้วิธีการที่ นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จ เค้าทำกัน 

- เพื่อปรับมายด์เซ็ท 

- และอ่านเพื่อเอาข้อมูลของบริษัทต่างๆ


ก็ลองเอาการอ่านมาเป็นเป้าหมายระยะสั้น เช่นกำหนดว่า 

- ต้องอ่านหนังสือลงทุนให้ได้วันละ 30 หน้า 

- ต้องอ่าน ข่าวสาร ทางเศรษฐกิจทุกวัน 

- ต้องอ่านบทวิเคราะห์ทุกวัน


อะไรทำนองนี้ ถ้าทำเป้าหมายระยะสั้นได้ดีต่อเนื่อง สมมติ ครบปี ก็ย่อมจะต้องเก่งขึ้นกว่าตอนไม่ทำเป้าหมายระยะสั้นเลย


การทำเป้าหมายระยะสั้นทำให้เราสามารถสบายใจว่าทำงานเสร็จครบแล้วในแต่ละวัน 


เพราะเป้าหมายใหญ่ที่บอกว่าจะเป็นนักลงทุนที่เก่งนั้นบางครั้งมันดูเลื่อนลอยเกินไป (ซึ่งหากทำเป้าหมายระยะสั้นต่อเนื่องจนนานเพียงพอมันก็จะไปถึงเป้าหมายใหญ่เอง)


ลองดูครับ ใช้ได้กับทุกอย่าง ทำให้ไม่ท้อ ไม่หมดกำลังใจก่อน ถึงเป้าหมายหลัก 


รวมถึงเป็นการปรับนิสัยให้พร้อม ให้คู่ควรกับเป้าหมายหลักอีกด้วย


*****


บริษัทที่สร้างค่าใช้จ่ายส่วนเกินเมื่อยามที่มีกำไรดี และเมื่อยามถึงรอบกำไรตกต่ำก็ตัดค่าใช้จ่ายส่วนเกินออกเพื่อรักษางบการเงินให้ดู smooth นั้น มันคือการ manipulate งบการเงินอย่างนึง


ค่าใช้จ่ายส่วนเกินในยามที่ธุรกิจกำลังรุ่งเสมือนเป็น  Fat นั้น ไม่ใช่ margin of safety เพราะมันไม่ได้ส่งผลดีต่อผู้ถือหุ้น


******


เคยสงสัยไหมว่าทำไมผู้บริหารจะต้องออกมาประกาศตัวเลขมาร์เก็ตแคปว่าจะทำให้ถึงเท่านั้นเท่านี้ในปีนั้นปีนี้


การออกมาประกาศแบบนั้นมีประโยชน์กับธุรกิจมากน้อยแค่ไหน ?  จริงๆแล้วการประกาศตัวเลขมาร์เก็ตแคปไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับธุรกิจเลย มันไม่ใช่การประกาศแนวทางการทำธุรกิจ มันไม่ใช่การประกาศเป้ารายได้ หรือแนวทางทำธุรกิจ


แล้วถ้าอย่างนั้นผู้บริหารจะออกมาประกาศตัวเลขมาร์เก็ตแคปเป็นเป้าหมายไว้เพื่ออะไร  ถ้ามันไม่ได้มีประโยชน์กับธุรกิจ ก็แสดงว่ามันต้องมีประโยชน์กับผู้บริหาร ไม่งั้นก็คงไม่ออกมาประกาศ


งั้นลองมาคิดต่อการที่ผู้บริหารประกาศเป้าหมายมาร์เก็ตแคปแล้วผู้บริหารได้ประโยชน์จากอะไร 


มาร์เก็ตแคปมันสะท้อนราคาหุ้น แสดงว่าผู้บริหารต้องได้ประโยชน์จากราคาหุ้น นั่นหมายความว่า ต้องได้กำไรจากราคาหุ้น


การที่จ้าวจะได้กำไรจากราคาหุ้น จ้าวต้องกินเงินใครถึงจะมีกำไรจากราคาหุ้น ???


*****


กระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงานติดลบไม่ใช่ว่าจะแย่เสมอไป


บริษัทต้องการเติบโต ธุรกิจบางประเภทความหลากหลายของ Stock สินค้าเป็นสิ่งสำคัญ ที่จะช่วยเพิ่มยอดขาย ดังนั้นบริษัทที่ต้องการสร้างผลตอบแทนต่อเงินลงทุนให้สูงที่สุด อาจใช้วิธีการเพิ่มสต๊อกสินค้าเพื่อเพิ่มยอดขาย แต่การเพิ่มสต๊อกสินค้านั้นต้องใช้เงินทุนเพิ่มเติม ซึ่งมาได้จาก 2 แหล่ง 

1 รายได้จากการขาย 

2 กู้ยืมเงินเพิ่ม ( ยังไม่นับรวมการเพิ่มทุน) 


หากต้องการให้เกิดประโยชน์สูงสุดก็ต้องนำ กระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงาน(รายได้จากการขาย) มาใช้อย่างเต็มที่เสียก่อน เพราะเป็นส่วนที่ไม่ต้องเสียดอกเบี้ย และยังเป็นการ ป้องกัน หนี้สินต่อส่วนผู้ถือหุ้น ไม่ให้สูงขึ้นโดยไม่จำเป็น 


นั่นเป็นสาเหตุว่า บางบริษัท ที่เติบโตดี จะมีกระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงานติดลบได้บนช่วงเวลานึง (อาจจะกินเวลานานตามรอบขาขึ้นของธุรกิจ) เนื่องจากนำรายได้จากการขาย มาเพิ่มสต๊อกสินค้า ในช่วงขาขึ้นของธุรกิจ เพื่อให้สินค้าหลากหลาย และเพียงพอต่อความต้องการของลูกค้า


แน่นอนว่า ไม่ใช่ว่าทุกธุรกิจ ที่กระแสเงินสดจากการดำเนินงานติดลบแล้วจะเป็นวงจรขาขึ้นของธุรกิจ มันขึ้นอยู่กับลักษณะของธุรกิจและงบการเงินของ บ. แต่ละ บ.ด้วย


แต่โดยมาก บริษัทที่กระแสเงินสดติดลบระยะยาว มักจะมีความเสี่ยงว่าอาจจะต้องก่อหนี้เพิ่ม

********

บางทีคำถามง่ายๆก็ทรงพลังแต่คนส่วนมากมักมองข้าม เช่น

"เราอยากลงทุนในหุ้นของบริษัทนี้จริงๆหรือ ถ้ามีผู้บริหารแบบนี้"

*****


การเรียนรู้ การฝึกเพื่อเพิ่มพูนทักษะ การหาประสบการณ์ ทั้งหลายทั้งปวงก็เพื่อสิ่งเดียว 


นั่นคือ เพื่อการตอบสนองต่อเหตุการณ์สำคัญที่เข้ามาในชีวิตได้อย่างแหลมคมและถูกต้อง

********


เล่าถึงหุ้นเดินเรือ เท่าที่รู้ละกัน (รู้น้อยเพราะเราไม่ค่อยเล่นหุ้นที่มีรอบแนวๆนี้)


หุ้นเดินเรือที่เป็นหุ้นเทกอง ใช้ในการ ขนส่งสินค้าคอมโมดิตี้ เช่นถั่วเหลือง ข้าวสาร ถ่านหิน สินแร่  ก็มี TTA PSL 


หุ้นเรือตู้คอนเทนเนอร์  ก็จะใช้การขนส่งสินค้าเป็นตู้คอนเทนเนอร์เช่นพวกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เฟอร์นิเจอร์ ก็จะมีหุ้น RCL


หุ้นพวกเรือขนส่งน้ำมันและปิโตรเคมีเหลว  พวกนี้เรือจะใช้บรรจุน้ำมันดิบได้เป็น Tanker มี AMA PRM 


มีครั้งนึงโรงเก็บน้ำมันดิบของ TASCO ไฟไหม้ บริษัทเลยต้องเช่าเรือ Tanker เหล่านี้มาเก็บน้ำมันดิบชั่วคราว 


ดัชนีค่าเช่าเหมาลำของเรือเทกอง  คือ ดัชนี BDI ซึ่งจะเป็นค่าเฉลี่ยทั้งเรือขนาดไซด์ใหญ่สุด ไซด์กลางและไซด์เล็ก


ส่วนดัชนีค่าระหว่างเรือ คอนเทนเนอร์ จะใช้ดัชนี CCFI SCFI ที่เป็นดัชนีค่าระหว่างเรือของจีน เนื่องจากจีนเป็นประเทศที่ส่งสินค้าออกมากที่สุดในโลก และจำนวนคอนเทนเนอร์จากท่าเรือของจีนติดอันดับ 1 ของโลก  คือท่าเรือที่เซี่ยงไฮ้


ซึ่งช่วงนี้จีนเองกำลังมีวิกฤตเศรษฐกิจ  และมีสงครามการค้ากับอเมริกา ซึ่งอาจกระทบการนำเข้าและส่งออกสินค้าจากจีน แน่นอนว่าย่อมส่งผลกระทบต่อดัชนีค่าระหว่างเรือตู้คอนเทนเนอร์ 


เทศกาลต่างๆก็อาจทำให้มีการขนส่งสินค้ากันคึกคักชั่วคราวได้ 


การดูจีดีพีของประเทศต่างๆทั่วโลกก็บ่งบอกถึงความต้องการในการใช้เรือขนส่งสินค้าได้ด้วย 


อีกอย่างนึงที่ส่งผลต่อค่าระหว่างเรือ  คือ จำนวนเรือรวมทั้งโลก อายุกองเรือ และคำสั่งต่อเรือใหม่ ซึ่งคำสั่งต่อเรือใหม่จะต้องใช้เวลาในการต่อเรือประมาณสองปี


นอกจากนี้การสต๊อกสินค้าต่างๆหรือเหตุการณ์ก็ส่งผลต่อค่าระหว่างเรือ  


รวมถึงบางเหตุการณ์ เช่น ในช่วงโควิดที่ผ่านมา มีการล็อคดาวน์เมืองทำให้การสั่งสินค้าต่างๆลดน้อยลง ตู้คอนเทนเนอร์ที่ส่งไปยังท่าเรือต่างๆ ก็ไม่ได้ถูกส่งกลับมา ยังประเทศผู้ผลิตสินค้า ทำให้เกิดเหตุการขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์  ส่งผลให้ค่าระหว่างเรือสูงขึ้นเช่นกัน

CCFI SCFI CHART https://en.macromicro.me/charts/947/commodity-ccfi-scfi

#หุ้นเดินเรือ

********


สรุป ทางเลือกของการลงทุน ตปท


- ลงทุน DR ETF กองทุนรวมต่างประเทศ ที่อยู่ใน SET แทน (ถ้ามี) อันนี้จะตัดปัญหาความยุ่งยากทั้งหมด (แต่การลงทุนในกองทุนรวมต้องไปพึ่งฝีมือของผู้จัดการกองทุนซึ่ง “ส่วนมาก” เป็นที่รู้ๆอยู่  😌)


- ลงทุนใน ตปท เป็นสัดส่วนที่น้อย ที่คาดว่าไม่ต้องนำเงินกลับเข้าประเทศใน 10-20 ปี หรือ ถึงเกษียณ แล้วปล่อยให้พอร์ตต่างประเทศค่อยค่อยเติบโต  


เมื่อพอร์ตต่างประเทศเติบโตใหญ่มากพอแล้ว   ค่อยนำเงินเข้าประเทศไทยได้สองแบบ คือทยอยนำเข้ามาเท่าที่ต้องการเพื่อทยอยแบ่งเสียภาษี หลายๆปีโดยนำเข้าเมื่อปีภาษีนั้นโดนขั้นบันไดภาษีไม่สูง หรือ  เที่ยวต่างประเทศจนอยู่ในไทยน้อยกว่า 180 วันแล้วค่อยนำเงินก้อนนั้นเข้ามาทั้งก้อน (บางคนรอเวลาเที่ยวตอนเกษียณ)


- หากจะนำเงินไปลงทุนต่างประเทศเป็นสัดส่วนที่มาก  ก็ควรมั่นใจว่า  มีพอร์ตในประเทศที่มีรายได้เพียงพอสามารถนำมาใช้จ่าย ได้ซัก 10 ปี เพื่อที่จะไม่ต้องนำเงินจากพอร์ตต่างประเทศเข้ามาแบบฉุกละหุกแล้วจะโดนภาษีในเรทที่สูง  และเมื่อจะนำเงินจากพอร์ตต่างประเทศเข้าก็ทำตามวิธีที่ได้กล่าวไปแล้วข้างบน 


- อาจจะต้องคำนวณผลตอบแทนพอร์ตต่างประเทศ  โดยนำกำไรที่ได้หักตามฐานภาษี ขั้นสูงสุดที่เคยจ่าย แล้วค่อยนำมาเทียบกับผลตอบแทนที่ลงทุนในไทยว่าอันไหนคุ้มกว่ากัน


 เช่น หาก ลงทุนในไทยได้ผลตอบแทน 15% และลงทุนในต่างประเทศได้กำไรปีละ 20%


แล้วเคยเสียภาษีขั้นบันไดสูงสุดที่ 30%  ผลตอบแทนพอร์ต ตปท หลังหักภาษีจะอยู่ที่ 14%  ซึ่ง เมื่อเทียบแล้วจะได้ผลตอบแทนต่ำกว่าลงทุนในไทย  เป็นต้น 


ปล. คำนวณโดยอ้างอิงแนวคิดเดิม ที่เงินได้พึงประเมิน คือ กำไร แล้วนำเข้าจึงคำนวณภาษีจากกำไร  โดยส่วนของต้นทุน (ดูจากตอนนำเงินออก) นำกลับเข้ามาได้โดยไม่ต้องคำนวณภาษีเหมือนเกณฑ์เดิม


*********


เรื่องค่าเงินบาทอ่อน-แข็ง หลายคนน่าจะสับสนกับการใช้คำ เช่น ค่าเงินบาทจาก 35 ไป 36 เรียกค่าเงินอ่อน บางคนสับสนเรียกค่าเงินแข็ง 


มีวิธีคิดแบบนี้ เวลาจะซื้อของ เช่น ถ้าซื้อมาม่า 1 ห่อเคยซื้อ 5 บาท ต่อมาซื้อมาม่า 1 ห่อ กลายเป็น 8 บาท “ซื้อของเท่าเดิมต้องใช้เงินมากขึ้น”  แบบนี้เราจะรู้ว่า ค่าเงินน้อยลง (เงินมีค่าน้อยลง เงินอ่อนค่าลง)


เช่นเดียวกัน เวลาซื้อดอลล่าร์ เคยซื้อ 1 ดอลลาร์ด้วยเงิน 35 บาท  ต่อมาต้องใช้เงิน 36 บาทเพื่อซื้อ 1 ดอลล่าร์เท่าเดิม แปลว่าค่าเงินบาทมีค่าน้อยลง “เงินอ่อนค่าลง” เรียกว่า “ค่าเงินอ่อน”


ในทางกลับกัน ถ้า เคยซื้อ 1 ดอลล่าร์ด้วยเงิน 35 บาทต่อมาซื้อ 1 ดอลล่าร์ได้ที่ที่ 34 บาท แปลว่าเงินบาทมีค่ามากขึ้น “เงินแข็งค่าขึ้น”   เรียกว่า “ค่าเงินแข็ง” 

คำว่าค่าเงินอ่อน หมายถึงมีค่าลดลง และคำว่าค่าเงินแข็งหมายถึงมีค่ามากขึ้น 

จำแบบนี้น่าจะหายสับสน 😊







วันอังคารที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2566

หลักคิด 33

ตอนซื้อไม่ได้ใช้กราฟ แต่ใช้การประเมินมูลค่า สนใจหุ้นเมกาช้าไปหน่อยเลยเริ่มซื้อตอนขยับขึ้นมาแล้ว แต่กล้าซื้อแม้ราคาวิ่งขึ้น เพราะมั่นใจในการประเมินมูลค่า

*********


คนที่เป็นเศรษฐี ไม่เคยกังวลว่าจะตายก่อนใช้เงินหมด ไม่เคยกังวลว่าจะตายก่อนได้ใช้เงิน 


ส่วนคนที่กลัวว่าจะใช้เงินไม่หมดก่อนตาย จึงไม่เก็บออมและต้องรีบใช้นั้น


ผลที่ได้คือ “จนก่อนตาย”  ลำบากไปอีก




**********

ปัญหาไม่ได้เกิดจากสิ่งที่ไม่รู้ 
แต่เกิดจากสิ่งที่คิดไปเองว่ารู้

******

ที่ต้องทำคือ เตรียมพอร์ตการลงทุนให้พร้อมรับมือกับเหตุการณ์ต่างๆให้ดีที่สุด

ตราบใดที่เตรียมความพร้อมให้มากพอไม่ว่าจะคาดการณ์อนาคตถูกหรือผิดมันก็จะไม่สำคัญ

********

ที่ต้องทำคือ เตรียมพอร์ตการลงทุนให้พร้อมรับมือกับเหตุการณ์ต่างๆให้ดีที่สุด

ตราบใดที่เตรียมความพร้อมให้มากพอไม่ว่าจะคาดการณ์อนาคตถูกหรือผิดมันก็จะไม่สำคัญ

******

เมื่อไหร่ที่นักลงทุนเชื่อว่าความเสี่ยงต่ำแล้ว เมื่อนั้นแหละความเสี่ยงจะสูงขึ้น เพราะนักลงทุนเชื่อมั่นมากเกินไป

******

Temporary bad is an opportunity, permanent bad is bad.
******

อุปสรรคมันมีอยู่ และรู้อยู่แล้ว หากต้องการจะทำให้สำเร็จ ต้องยอมรับว่าอุปสรรคต่างๆคือความรับผิดชอบของเรา และต้องแก้ไขมันให้ได้

หากใครคิดว่าการเดินทางสู่ความสำเร็จจะเรียบง่ายเหมือนวิ่งอยู่ในทุ่งลาเวนเดอร์ แปลว่าโลกสวยและอ่อนประสบการณ์เกินไป

*****

หลายๆครั้ง ความสำเร็จเป็นตัวรั้งเราไว้ไม่ให้ก้าวไปข้างหน้า เพราะมัวแต่ยึดคิดกับวิธีการเดิมๆที่เคยทำให้ประสบความสำเร็จ


*****


หุ้นทุกตัว มันมีเวลาของมัน

*****


ระหว่างเส้นทางการลงทุน จะเต็มไปด้วยจุดต่างๆ ที่พร้อมให้นักลงทุนทำผิดพลาดด้วยความเต็มใจของนักลงทุนเองเต็มไปหมด


เปรียบเสมือนการเดินในซอยที่เต็มไปด้วย “ขี้หมา” ถ้าสุ่มสี่สุ่มห้าเดิน โดยไม่ดูาม้าตาเรือ โอกาสเหยียบขี้หมาก็จะมีสูงมาก โดนเฉพาะคนที่ใจร้อนอยากรีบเดินไวๆหรือวิ่งเร็วๆ จะยิ่งมีโอกาสสูงมากที่จะเหยียบขี้หมา


มีแต่คนที่และมัดระวังตัวอยู่ตลอดเวลาเท่านั้นที่จะเดินผ่าน ได้อย่างปลอดภัย


*****


ถ้าสังเกตคนที่ลงทุนใน STARK จะเป็นการพยายามลงทุนในหุ้นที่เป็นผู้ชนะ ซึ่งต่างจากการเลือกลงทุนที่พยายามหลีกเลี่ยงการลงทุนในหุ้นที่มีโอกาสในการแพ้สูง

*****


เราต่างเคยเจอนักลงทุนที่สูงอายุ และเราก็เคยเจอนักลงทุนที่กล้าบ้าบิน แต่ไม่มีนักลงทุนที่กล้าบ้าบิ่นอายุยืน - Howard Marks


*****


ในตลาดหุ้นมันเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องอยู่ให้รอดก่อน ถึงจะค่อยคิดถึงเรื่องการทำกำไร


*****


ผลงานใดๆ ที่สามารถทำซ้ำได้บ่อยๆ ทำซ้ำได้อย่างสม่ำเสมอสามารถพูดได้ว่าผลงานเกิดจากทักษะ ความสามารถ


ส่วนผลงานที่เกิดจากโชคนั้น  ไม่สามารถทำซ้ำได้หรือทำซ้ำได้ยากมาก


******


อันนี้ คือมุมมองของเรา ที่อาศัยปัจจัยการเมืองมองอนาคต ศก และการลงทุน เป็นมุมมองส่วนตัวเท่านั้น


ศก อนาคตดูสดใสขึ้นกว่าที่ผ่านมามาก ทำให้ภาพครั้งหน้าดูเป็นบวก


ตัวเลข NPL และกรณี STARK ส่งผลให้การปล่อยกู้ น่าจะมีความเข้มงวดมากขึ้น ประกอบกับอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในช่วงขาขึ้นอยู่


ทำให้นักลงทุนต่างๆมีมุมมองที่ค่อนข้างระมัดระวัง 


เป็นที่ชัดเจนว่าไม่ใช่ช่วงฟองสบู่


ซึ่งทำให้เหมาะสมที่จะหาหุ้นราคาต่ำกว่ามูลค่า ซื้อสะสมเพื่อการลงทุนระยะยาวได้

*****


การใช้ Leverage ในอัตราที่สูง เพื่อ bet กับโอกาสเพียงเล็กน้อย โดยหวังจะได้กำไรจำนวนมาก มันคือการแบกความเสี่ยงอย่างมหาศาล

*****


ผลตอบแทนในอนาคตจะยิ่งต่ำลงตามราคาซื้อในปัจจุบันที่แพงขึ้น

*****


สำหรับบุคคลทั่วไป ที่ไม่ได้ศึกษาหุ้นรายตัวแบบจริงจัง ไม่ได้ติดตามกิจการแบบจริงจัง จะเพราะไม่มีเวลาศึกษาหรือไม่มีเวลาติดตามก็แล้วแต่ 


การซื้อกองทุนหักภาษีโดยเฉพาะกองทุน SSF , SSFX ควรคำนวนว่านอกจากหักภาษีได้แล้ว การโดนบังคับถือ 10 ปีนั้น คุ้มค่าหรือไม่


ลองมองว่าดัชนี SET ณ ปัจจุบันหากผ่านไปสิบปี มีโอกาสที่ดัชนีจะสูงกว่านี้หรือไม่


หากคิดว่ายังไงอีกสิบปีข้างหน้า SET ต้องสูงกว่านี้แน่นอน เหมาะแก่การซื้อกองทุนรวม ถือยาวๆ SSF , SSFX จะได้คือ ได้ลดภาษีและได้ทั้ง Cap Gain ถ้าเลือกกองทุนได้ถูกกอง


แต่สำหรับ คนที่ติดตามหุ้นรายตัวเอง คงค้องเปรียบเทียบ ว่าการซื้อกองทุน ให้กองทุนบริหารเงินให้ + ได้ลดหย่อนภาษี  ผลตอบแทนมากกว่าที่ตนเองบริหารเองหรือไม่ หากไม่ ก็ไม่ต้องซื้อ SSF, SSFX ก็ได้


เช่น หากโดนเรทภาษี ขั้นสูงสุดที่ 15% ก็เท่ากับว่าเงินที่ซื้อกองทุนเพื่อลดหย่อนภาษีได้ลดภาษี 15% บนระยะเวลาบังคับถือกองทุน 10 ปี เท่ากับได้ลดหย่อนภาษีเฉลี่ยปีละ 1.5%


แล้วนำ ปย ทางภาษีต่อปี มาบวกกับกำไรจาก nav  ที่กองทุนทำได้เฉลี่ยต่อปี  นั่นคือ ผล ปย ทั้งหมดที่ได้รับจากการซื้อ ssf, ssfx 


แล้วจึงนำมาเปรียบเทียบกับผลตอบแทนที่คาดว่าตนเองจะทำได้จากการซื้อหุ้นเอง


ดัชนีตอนนี้ประมาณ 1500 

สมมติ อีกสิบปี ดัชนีไปที่แถว 2,000 จุด


เท่ากับเพิ่มมา 33% หรือเฉลี่ย 3.3% ต่อปี  (หากซื้อกองอิงดัชนี จะได้ผลตอบแทนประมาณเดียวกับดัชนี)


บวก ผล ปยทางภาษี (สมมติ effective tax rate 15% ) ก็เท่ากับได้ ปย ทางภาษีต่อปีที่ 1.5%


3.3%+1.5% = 4.8% ต่อปี เป็นเวลาสิบปี


หากเป็นไปตามตัวอย่าง แล้วมีทางเลือกอื่น เช่น นำไปค้าขาย ได้กำไรต่อปี มากกว่า 4.8%  เราก็ไม่มีความจำเป็นต้องซื้อ ssf, ssfx 


แต่หากไม่ได้นำเงินไปลงทุนอย่างอื่นเลย นอกจากฝากแบงค์  การซื้อ ssf, ssfx  เป็นทางเลือกที่ดี


สำหรับคนที่จำเป็นต้องซื้อ

หากต้องซื้อ ssf และไม่อยากลุ้นกับความสามารถของ ผู้จัดการกองทุนก็สามารถเลือกซื้อเป็น กองทุนอิงดัชนีได้


การซื้อกองทุนลดหย่อนภาษี มีจุดอ่อนอย่างใหญ่หลวงอยู่จุดหนึ่งก็คือ หากไปเจอกองทุนที่มีผู้จัดการกองทุน “ห่วย” 


ผลตอบแทนอาจจะติดลบ แถมด้วยการเสียโอกาสในการสร้างผลตอบแทนไปอีก 10 ปีเลยทีเดียว


คือจะเสียหายทั้งฝั่งเงินทุนและเสียหายทั้งฝั่งโอกาสที่จะได้กำไร  เรียกว่า เสียหายสองเด้ง


***********


การเป็นนักลงทุน สิ่งที่ยากยิ่งกว่าการหาความรู้ คือการนั่งนิ่งๆให้เป็น

******


คนที่ไม่เรียนรู้จากอดีต ก็มักจะทำผิดซ้ำซากอยู่ร่ำไป


*****


นักเก็งกำไรที่คิดว่าสามารถเป็นนักลงทุนระยะยาวได้ สุดท้ายแล้วจะเปลี่ยนการขาดทุนชั่วคราว ให้กลายเป็นการขาดทุนถาวร

*****


คนที่ซื้อหุ้นตามเซียน บางครั้งไม่เคยรู้ว่าเซียนเค้าคุมความเสี่ยงที่จะส่งผลเสียหายต่อพอร์ตไว้  เช่น หุ้นที่เสี่ยงสูง บางทีเซียนอาจซื้อแบบเหมือนวางเดิมพัน(แบบหวังถูกรางวัลที่หนึ่ง) ซื้อด้วยสัดส่วนที่น้อยมากเมื่อเทียบกับพอร์ตรวม อาจซื้อจะแบบ 2% ของพอร์ต โดยหวังถ้าเป็นตามที่คิดอาจกำไรหลายเด้งจากราคาหุ้น


แต่คนที่ซื้อตามเซียนอาจไม่รู้ แล้วไปซื้อตามแบบมั่นใจเพราะเห็นเซียนซื้อ เลยอัดซื้อไป 50% ของพอร์ต


พอความเสียหายเกิดขึ้น เช่น ราคาหุ้นลงไป 30% เซียนแทบไม่รู้สึก อาจเสียหายสัก -0.6% ของพอร์ตรวม (2% * -30%)


แต่คนซื้อตามจะเสียหายมากถึง 15% ของพอร์ตรวม (50% * -30% )


ราคาหุ้นลงเท่ากันแต่เซียนรอด  คนซื้อตามเจ็บหนักกว่ามาก เพราะเชื่อใจเซียน ส่วนเซียนเค้าจะรู้ดีว่าความเสี่ยงมากแค่ไหน ควรซื้อในสัดส่วนเท่าไร เพราะคำนวนเอง หาข้อมูลเอง (ไม่งั้นคงไม่รอดมาจนเป็นเซียน) ส่วนคนซื้อตามอาจไม่ได้ทำการบ้านมากพอ ไม่รู้ลึกมากพอ ทำให้มองข้ามความเสี่ยง มีแต่ความมั่นใจในตัวเซียนมากเกินเหตุ


money management ต่างกัน risk/reward ต่างกัน เพราะความมั่นใจต่างกันจากข้อมูลที่รู้ต่างกัน


**********


มนุษย์เราเป็นนักสะสมความผิดพลาด เพียงแต่มีสองสิ่งที่สำคัญ คือ 

1. จะต้องไม่ทำผิดพลาดครั้งใหญ่ที่ฝืนมโนธรรมมากเกินไป

2. เมื่อผิดพลาดแล้วต้องปรับปรุงแก้ไขไม่ให้เกิดความผิดพลาดซ้ำสอง


แต่จะมีมนุษย์อีกกลุ่มนึงแพ้ใจตนเอง แล้วถูกล่อลวงให้ทำผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยสิ่งที่ชอบ


******


หุ้นที่เป็นผู้ชนะที่อยู่ในพอร์ตมันจะดูแลตัวมันเองได้ คุณเพียงแต่ดูแลหุ้นที่เป็นผู้แพ้อย่าให้เสียหายหนักได้ก็พอ

*****



เวลาโยนเหรียญ โอกาสออกหัวและก้อย จะเป็น 50:50 แต่บนความเป็นจริง เมื่อโยนเหรียญด้วยจำนวนครั้งที่น้อยๆ เช่น 5 ครั้ง ผลที่ได้อาจออกหัวทั้ง 5 ครั้งเลยก็ได้ แต่หากโยนเหรียญสักพันครั้ง โอกาสออกหัวออกก้อยจะกลับมาเป็น 50:50


ผลลัพธ์ระยะสั้นอาจผิดเพี้ยนไปจากความน่าจะเป็นระยะยาวได้ และมันเป็นอะไรที่เจอได้บ่อยจนเป็นเรื่องปกติ


ดังนั้นการสร้างพอร์ตหุ้นจึงควรให้พอร์ตสามารถอยู่ได้ในระยะยาวจนมันกลับสู่ความน่าจะเป็นที่เราคำนวนได้ ดังนั้นการสร้างพอร์ตโดยให้เวลาอยู่ข้างเดียวกับเราจึงเป็นสิ่งสำคัญ


และรวมถึงพอร์ตควรทนทานพอที่จะรองรับความผิดปกติในระยะสั้นให้ได้ด้วย


**********

ปัญหาหลักของ Player ในตลาดหุ้น ไม่ใช่การทำกำไรไม่ได้ แต่เป็นการรักษากำไรไว้ไม่ได้ต่างหาก

*****

สิ่งสำคัญที่สุด ในการเป็นนักลงทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่เพิ่งเริ่มต้น คือ “การอ่าน”

เลือกเนื้อหาที่จะอ่านเป็นส่วนประกอบที่สำคัญ ไม่น้อยไปกว่าการอ่านให้มาก เพื่อหาแนวทางของตนเอง

******

การตัดสินใจ โดยใช้สติใคร่ครวญเหตุผลอย่างถี่ถ้วน 

“จะทำให้สามารถยึดมั่นในการตัดสินใจนั้นได้นานกว่าและมีความมั่นใจมากกว่า”  การตัดสินใจอย่างหุนหันพลันแล่น

ซึ่งมันจำเป็นมาก เมื่ออยู่ในตลาดหุ้น

********

ข้อมูลที่มีผลทางจิตใจ แต่ไม่มีประโยชน์ในการตัดสินใจนั้นไม่มีความหมายอะไรเลย

*****

 ชอบพรรคการเมืองไหนชอบได้
เชียร์พรรคการเมืองไหนเชียร์ได้

แต่อย่าให้ความชอบทางการเมืองมามีอคติ จนบดบังความแจ่มใสทางความคิดในทางเศรษฐกิจ 

เพราะมันจะทำให้เกิดการลงทุนผิดพลาดไปอย่างน่าเสียดาย  
*********

ว่าด้วยเรื่องของร้านทองบ้างละกัน
ความนิยมการใส่ทองลดลงมาก ประเภทใส่ทองเส้นใหญ่ๆ คงจะเหลือแต่เพียงแม่ค้าในตลาดสดเป็นส่วนมาก ที่คนส่วนมากไม่นิยมใส่ทองรูปพรรณเส้นใหญ่ๆ เพราะ
- อันตรายต่อตัวเอง เสมือนตั้งค่าหัวให้ตัวเองตลอดเวลา
- หากจะสะสมทองนิยมทองแท่งซื้อมาขายไป
- คนส่วนมากล้วนคุ้นเคยการซื้อกองทุนเพื่อลดหย่อนภาษี  ทำให้คุ้นเคยกับการซื้อกองทุนทองคำไปด้วย 
- การเก็บรักษาทองรูปพรรณหรือทองแท่งไว้ที่บ้านค่อนข้างอันตรายและลำบากกว่าการซื้อกองทุนทองคำ 
- ให้ความรู้สึกดูขี้อวดแบบตลาดล่าง ภาพพจน์ทองรูปพรรณเส้นใหญ่จึงดูเสียไป
- โดยมากถ้าอยากจะอวดความมั่งมี มักจะอวดเป็นใส่นาฬิการาคาแพงมากกว่ามันดูดีกว่า  ใส่ทองเส้นละ 10 บาทมูลค่า 300,000 กว่าบาทมันดูล่อตาโจร  เสี่ยงจะโดนทำร้ายมากกว่าใส่นาฬิกาเรือนละล้าน 
- แม่ค้าตามตลาดสดชอบใส่ทอง  อันนี้เป็นความเคยชินของเค้ามาแต่ไหนแต่ไร  แต่คนทำงานออฟฟิศมักจะไม่ชอบใส่   แต่มักชอบซื้อกองทุนทองคำแทน เพราะไม่ต้องกังวลเรื่องเก็บรักษา
- อีกกลุ่มคืออยากซื้อนะ แต่ไม่มีความพร้อมที่จะจ่าย

ทั้งหลายทั้งปวงทำให้ ทองรูปพรรณ อยู่ในฐานะ อุตสาหกรรม  SUN SET (เทรนด์ขาลง) ซึ่งทำให้ ธุรกรรมการจำนำทองมีแนวโน้มลดลงในภาพรวม  เพราะความนิยมทองรูปพรรณลดลงเรื่อยเรื่อย 

ปล. เป็นการวิเคราะห์เพื่อการลงทุนเท่านั้น  หากกระทบจิตใจคนชอบทองรูปพรรณก็ขออภัยด้วย

******

คนที่ยังไม่เคยโดนความผันผวนขนาดหนักเล่นงานมาก่อน มักจะชอบความผันผวน ยิ่งมากยิ่งดี เพราะมองว่าเป็นโอกาส 

แท้ที่จริงแล้ว ทุกคนมีจิตใจที่สามารถรองรับกับความผันผวนของทรัพย์สินได้แตกต่างกัน 

ความผันผวนระดับที่เหมาะสมกับจิตใจเท่านั้น ที่จะสร้างโอกาสได้

และจิตใจจะสามารถรองรับความผันผวนได้ดียิ่งขึ้น มากยิ่งขึ้น ถ้าหากรู้ด้วยความมั่นใจถึงมูลค่า และความสามารถในการทำกำไรของกิจการ

*********

3 ข้อที่จะสกรีนหุ้นของ บ.หลอกลวงได้มากกกกพอสมควร ก็คือ

- เลือกหุ้นที่จ่ายปันผลมากกว่า 3% แบบต่อเนื่อง
- มีหนี้สินต่ำ ถึงต่ำมากๆเท่านั้น
- ซื้อหุ้นที่ราคาต่ำกว่ามูลค่าที่ประเมินอย่างคอนเซอเวทีฟ โดยอาศัยข้อมูลที่จริงในปัจจุบัน และอดีต ไม่ใช่ข้อมูลที่วาดฝันในอนาคต

การจ่ายปันผลในระดับที่ดีพอสมควรแบบต่อเนื่อง จะเป็นการคัดเอาบริษัทที่มีงบการเงินอ่อนแอออกไปได้มากพอสมควร

บริษัทที่มีหนี้สินต่ำ เงินที่จะเอามาจ่ายปันผลแบบต่อเนื่องได้นั้นจะไม่ได้มาจากการกู้ แต่จะมาจากการดำเนินงานที่มีกำไรเป็นกระแสเงินสดจริงๆ

ราคาหุ้นที่ต่ำกว่ามูลค่าของผลงานในปัจจุบันและอดีต จะเป็นตัวกำหนดว่าราคาไม่เฟ้อจากการปั่นหุ้นของจ้าวมือและนายตลาด

และหากลองไปตรวจดู ทุกบริษัทที่ผิดนัดชำระหุ้นกู้ ก็มักเป็นบริษัทที่  “ไม่ผ่านเกณฑ์” สามข้อนี้แทบทั้งนั้นด้วย