วันพุธที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2567

หลักคิด 46

 


เรตโดยเฉลี่ยของการลงทุนใน อสังหา real sector

- ที่ดินเปล่าให้เช่า ผลตอบแทนมัก "ไม่เกิน" 2% ของ

ราคาที่ดิน

  • บ้านให้เช่า ส่วนมากได้ "ไม่เกิน" 3% ของราคาแถมบางครั้งเจอผู้เช่าหัวหมอ ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย ไล่ไม่ไป
  • หอพักอพาร์ทเม้นท์โดยเฉลี่ยแล้วจะได้ผลตอบแทนประมาณ "ไม่เกิน" 4% ถึง 5%
  • คอนโดค่าเช่าส่วนมาก ได้ผลตอบแทน "ไม่เกิน"

5%-6%

- โรงแรม อันนี้แล้วแต่เลย มีตั้งแต่ขาดทุน ถึงกำไรปีละ 20%-25% ก็มี ขึ้นอยู่กับบริการเสริมที่จะดึงเงิน ลูกค้า เช่น อาหาร เครื่องดื่ม ห้องจัดงาน


@@@@@@@@@@@



การซื้อกองทุน BITCOIN ETF มีความเสี่ยงคือ BTC

มีการเทรดตลอด 24 ชม ในขณะที่กองทุน BTC ETF จะเทรดตามเวลาตลาดหุ้นเท่านั้นลองคิดดูหาก BTC โดนเทกระหน่ำ ในช่วงเวลาที่ตลาดหุ้นปิดทำการ คนที่มี BTC ETF ไม่สามารถขายหรือป้องกันความเสี่ยงอะไรได้เลย พอตลาดหุ้นเปิดทำการ ราคากองทุน BTC ETF จะเป็นอย่างไร ???

หากเหตุการณ์เป็นอย่างนั้น มันเปรียบเสมือนคนที่มีกองทุน BTC ETF โดนจับนั่งเก้าอี้มัดมือมัดตัวติดกับเก้าอี้แล้วมีคนเอาไม้มาตีหัวไปเรื่อยเรื่อย จนกว่าจะถึงเวลาที่ตลาดหุ้นเปิด


@@@@@@@@@@@@





หลายๆครั้ง สิ่งที่ช่วยให้ชนะได้ง่ายขึ้น มักมาจาก รายละเอียด เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย ที่ไม่สามารถบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้ ซึ่งโดยรวมๆ เรียกว่าประสบการณ์



@@@@@@@@@@




น่าจะมีหลายคน อาจแค่เคยได้ยินชื่อเหรียญ อีเทอเรี่ยม แต่ไม่ได้สนใจเหรียญพวกนี้ (เหมือนผม) ผมนึกสงสัยจึงหาข้อมูลอ่านเพื่อเสริมความรู้ (เข้าทำนอง รู้ไว้ใช่ว่า) และเชื่อว่าหลายๆคนที่เทรดเหรียญ อาจรู้ข้อมูลไม่หมด ไม่ลึก หรือไม่สนใจจะรู้


สำหรับเราคือ รู้ไว้ดีกว่าไม่รู้ 


ETH (Ethereum) เพิ่มจำนวนได้หรือไม่?


Ethereum (ETH) ไม่มีการจำกัดจำนวนเหรียญสูงสุด (unlimited supply) ซึ่งแตกต่างจาก Bitcoin (BTC) ที่มีจำนวนจำกัดอยู่ที่ 21 ล้านเหรียญ อย่างไรก็ตาม จำนวนเหรียญ ETH ที่เพิ่มขึ้นถูกควบคุมผ่านกลไกของเครือข่าย และปัจจัยต่าง ๆ ที่ส่งผลต่ออัตราการเพิ่ม ได้แก่:


1. อัตราการเพิ่มจำนวน (Issuance Rate)


 • ก่อน Ethereum 2.0 (Proof of Work - PoW):

 • การเพิ่ม ETH เกิดจากการขุด โดยรางวัลบล็อกสำหรับนักขุดจะอยู่ที่ประมาณ 2 ETH ต่อบล็อก และมีการสร้างบล็อกใหม่ทุก ~13 วินาที

 • หลังการเปลี่ยนเป็น Ethereum 2.0 (Proof of Stake - PoS):

 • การสร้าง ETH ใหม่ (issuance) จะลดลงอย่างมาก โดยมีการแจกจ่าย ETH ให้กับผู้ตรวจสอบ (validators) ที่ล็อกเหรียญไว้ในระบบ

 • อัตราการเพิ่มลดลงเหลือเพียง ~0.5% ต่อปี ซึ่งน้อยกว่าอัตราเดิมในระบบ PoW


2. กลไกการเบิร์นเหรียญ (EIP-1559)


 • Ethereum มีการนำ EIP-1559 มาใช้ในเดือนสิงหาคม 2021 (อัปเกรด London Hard Fork) ซึ่งเป็นกลไกที่ช่วยลดปริมาณ ETH ในระบบผ่านการเผาเหรียญ (burning):

 • เมื่อมีการทำธุรกรรม ค่าธรรมเนียมพื้นฐาน (base fee) จะถูกเบิร์นออกจากระบบ

 • ในช่วงที่เครือข่ายมีความหนาแน่น (high demand) การเบิร์นอาจทำให้อัตราเพิ่มสุทธิ (net issuance) ติดลบได้


3. ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Ethereum (ETH)


 • การใช้งานหลักของ ETH:

 • ใช้เป็นค่าธรรมเนียม (gas) สำหรับการทำธุรกรรมและการใช้งานในเครือข่าย Ethereum

 • เป็นโทเค็นพื้นฐานในระบบนิเวศของ DeFi (Decentralized Finance) และ NFT (Non-Fungible Tokens)

 • ใช้ใน Smart Contracts และแอปพลิเคชันแบบกระจายศูนย์ (DApps)

 • มูลค่าตลาดและการยอมรับ:

 • ETH เป็นคริปโตเคอเรนซีที่ใหญ่เป็นอันดับสองรองจาก Bitcoin

 • ได้รับการยอมรับในวงกว้างจากนักลงทุน องค์กร และระบบนิเวศบล็อกเชน


ข้อดีของการไม่มีจำนวนจำกัด


 • สนับสนุนการใช้งานในระยะยาว เนื่องจากมีการสร้างเหรียญใหม่เพื่อจูงใจ validators ในระบบ Proof of Stake

 • ไม่เกิดแรงกดดันต่อความต้องการเหรียญอย่างที่เกิดกับ BTC ในระยะยาว


ข้อเสียของการไม่มีจำนวนจำกัด


 • อาจนำไปสู่ความกังวลเรื่องอัตราเงินเฟ้อ (แม้ว่ากลไกการเบิร์นจะช่วยควบคุมได้)

 • สำหรับนักลงทุนระยะยาว อาจมองว่าไม่มีความขาดแคลน (scarcity) เทียบเท่า BTC


ETH เป็นเหรียญที่ใหญ่เป็นอันดับสองรองจาก BTC ทั้งในแง่มูลค่าตลาดและความนิยม โดยมีการใช้งานกว้างขวางในด้านการลงทุน การพัฒนาแอปพลิเคชัน (DApps) และโทเค็น ERC-20 ที่พัฒนาอยู่บน Ethereum blockchain


ETH นอกจากจะใช้เป็นสกุลเงินสำหรับการชำระเงินแล้ว ETH ยังเป็นพื้นฐานสำหรับการสร้างแอปพลิเคชันแบบกระจายศูนย์ (DApps) เช่น การเงินกระจายศูนย์ (DeFi), NFT และ Smart Contracts ทำให้ ETH มีการใช้งานที่หลากหลาย


สรุป


ETH สามารถเพิ่มจำนวนได้ แต่มีการควบคุมการเพิ่มผ่านกลไก PoS และการเบิร์นเหรียญ ซึ่งช่วยลดอัตราการเพิ่มสุทธิได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ Ethereum ยังคงเป็นรากฐานสำคัญของระบบนิเวศบล็อกเชนในหลายแง่มุม ทำให้ ETH ได้รับความนิยมและการยอมรับในวงกว้าง.


รู้ไว้ใช่ว่า ETH


@@@@@@@@@@



ก่อนหน้าได้หาข้อมูลและโพสถึง เหรียญ อีเทอร์เรี่ยม ไปแล้วว่าใหญ่เป็นอันดับสอง ทั้งในแง่มูลค่าและความนิยม แบบนี้แล้วจะไม่หาข้อมูลของเหรียญอันดับหนึ่งมันก็กระไรอยู่


“รู้ไว้ใช่ว่า”  ในโพสนี้จึงเป็นข้อมูลของ เหรียญอันดับ 1 อย่าง BITCOIN 


ไม่ได้แปลว่าจะต้องซื้อหรือเทรด BTC นะ แค่หาข้อมูลเพื่อเสริมความรู้เท่านั้น 


Bitcoin มีชื่อว่า “Bitcoin -  A Peer-to-Peer Electronic Cash System” เผยแพร่ครั้งแรกในวันที่ 31 ตุลาคม 2008 โดย Satoshi Nakamoto ซึ่งอธิบายถึงแนวคิดและกลไกที่อยู่เบื้องหลังระบบการเงินแบบกระจายศูนย์ (decentralized) โดยสรุปมีเนื้อหาดังนี้:


หลักการสำคัญใน White Paper


 1. ระบบเงินสดอิเล็กทรอนิกส์แบบ Peer-to-Peer

 • Bitcoin ถูกออกแบบให้สามารถทำธุรกรรมโดยตรงระหว่างบุคคล (peer-to-peer) โดยไม่ต้องผ่านตัวกลาง เช่น ธนาคาร หรือหน่วยงานใด ๆ

 2. การแก้ปัญหา Double-Spending

 • ระบบเงินสดดิจิทัลมักมีปัญหาการใช้เหรียญซ้ำ (double-spending) แต่ Bitcoin แก้ไขปัญหานี้โดยใช้เทคโนโลยี Blockchain ซึ่งเป็นบัญชีแยกประเภทแบบกระจายศูนย์ที่บันทึกธุรกรรมทั้งหมด

 3. Proof of Work (PoW)

 • ระบบ Bitcoin ใช้กลไก Proof of Work เพื่อยืนยันและบันทึกธุรกรรมในบล็อกเชน ซึ่งทำให้มั่นใจได้ว่าทุกธุรกรรมที่เกิดขึ้นนั้นปลอดภัยและเชื่อถือได้

 4. จำนวนจำกัดที่ 21 ล้านเหรียญ

 • เพื่อควบคุมอุปทานและสร้างความขาดแคลน Bitcoin ถูกตั้งค่าจำนวนสูงสุดที่สามารถมีได้เพียง 21 ล้านเหรียญ

 5. ความโปร่งใสและการตรวจสอบได้

 • ทุกธุรกรรมในเครือข่ายสามารถตรวจสอบได้แบบโปร่งใส แต่ยังคงรักษาความเป็นนิรนามของผู้ใช้งาน


กลไกการทำงานของ Bitcoin


 • Blockchain: ฐานข้อมูลแบบกระจายศูนย์ที่บันทึกธุรกรรมเป็นลำดับบล็อก

 • Mining: กระบวนการที่ผู้ขุด (miners) ใช้พลังงานคอมพิวเตอร์ในการแก้สมการทางคณิตศาสตร์เพื่อเพิ่มบล็อกใหม่ในเครือข่าย

 • Digital Signatures: ใช้การเข้ารหัสเพื่อยืนยันตัวตนและความถูกต้องของธุรกรรม

 • Decentralization: ระบบไม่มีศูนย์กลางควบคุม ข้อมูลทั้งหมดกระจายอยู่ในเครือข่าย


เป้าหมายของ Bitcoin


 1. สร้างระบบการเงินที่ไม่ต้องพึ่งพาสถาบันการเงินหรือตัวกลาง

 2. ให้ผู้คนสามารถทำธุรกรรมได้อย่างเสรี ปลอดภัย และประหยัดค่าใช้จ่าย

 3. ลดการควบคุมหรืออำนาจจากรัฐบาลหรือหน่วยงานที่มีอิทธิพล


สรุปผลกระทบ


Bitcoin ได้วางรากฐานสำหรับระบบการเงินดิจิทัลที่เปลี่ยนแปลงโลก โดยไม่เพียงแค่สร้างสกุลเงินใหม่ แต่ยังเปิดโอกาสให้เกิดเทคโนโลยีบล็อกเชนซึ่งถูกนำไปใช้งานในหลากหลายอุตสาหกรรม


Bitcoin เป็น cryptocurrency ตัวแรกของโลก ที่ถือว่าเป็น “ต้นกำเนิด” ของแนวคิดบล็อกเชน และได้รับการยอมรับว่าเป็น “Digital Gold” ในระบบการเงินดิจิทัล


ความน่าเชื่อถือและการยอมรับของ Bitcoin เกิดจากประวัติศาสตร์และความไว้วางใจที่สั่งสมมา ซึ่งเหรียญใหม่อาจต้องใช้เวลานานกว่าจะสร้างสิ่งเหล่านี้ได้


Bitcoin เป็นระบบที่เน้น ความเรียบง่ายและปลอดภัย โดยไม่มีการพัฒนาเพิ่มเติมมากนักเพื่อรักษาความเสถียรและความน่าเชื่อถือ


Bitcoin มีความได้เปรียบจากการเป็นรายแรกที่เข้ามาในตลาด ทำให้ได้รับการยอมรับในวงกว้าง


Bitcoin Halving เป็นกระบวนการลดรางวัลการขุดบล็อก (block reward) ลงครึ่งหนึ่งทุก ๆ 210,000 บล็อก ซึ่งเกิดขึ้นประมาณทุก 4 ปี กระบวนการนี้ถูกกำหนดไว้ในโปรโตคอลของ Bitcoin โดย Satoshi Nakamoto เพื่อควบคุมอัตราการสร้าง Bitcoin ใหม่และทำให้ Bitcoin มีความขาดแคลน (scarcity) เพิ่มขึ้น คล้ายกับทองคำหรือสินทรัพย์ที่จำกัดจำนวน


ผลของ Bitcoin Halving


 1. ลดจำนวน Bitcoin ใหม่ที่เข้าสู่ระบบ

 • เมื่อรางวัลการขุดลดลง จะมี Bitcoin ใหม่เข้าสู่ตลาดน้อยลง ซึ่งช่วยลดอัตราเงินเฟ้อของ Bitcoin


 2. เพิ่มความขาดแคลน

 • จำนวน Bitcoin ถูกจำกัดที่ 21 ล้านเหรียญ และการ Halving ทำให้การขุด Bitcoin เหลืออยู่น้อยลงเรื่อย ๆ


 3. กระทบต่อนักขุด (Miners)

 • รายได้จากการขุดจะลดลงทันทีหลังการ Halving ซึ่งอาจทำให้นักขุดรายเล็กหรือผู้ที่ต้นทุนการขุดสูงต้องออกจากตลาด


 4. ส่งผลต่อราคา Bitcoin

 • ในอดีต การ Halving มักมีผลทำให้ราคาของ Bitcoin เพิ่มขึ้น เนื่องจากอุปทานที่ลดลง ประกอบกับความต้องการที่สูงขึ้น


รู้ไว้ใช่ว่า BTC


@@@@@@@@@@@@



ถ้าคุณละเลยเทคโนโลยี ถ้าคุณไม่สนใจจะเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ สุดท้ายคุณก็จะเป็นคน ที่อายุมากขึ้นเรื่อยเรื่อยที่ตกยุค 




@@@@@@@@@


สำหรับเรา ถ้าพูดถึงเหรียญคริปโตเราแบ่งเป็นสองประเภท BTC & ALT COIN


ลองดูในแง่ มูลค่า & ราคาของ BTC และ Altcoin


BTC เป็นเหรียญที่มีจำนวนจำกัด (21 ล้านเหรียญ) และไม่สามารถสร้างเพิ่มได้ การผลิตแต่ละเหรียญต้องใช้ทรัพยากร เช่น ค่าไฟฟ้าและฮาร์ดแวร์ ทำให้มีต้นทุนที่ชัดเจน


Altcoin หมายถึงเหรียญคริปโตอื่น ๆ นอกเหนือจาก BTC บางเหรียญมีจำนวนจำกัด เช่น Litecoin (LTC) หรือ Cardano (ADA) แต่บางเหรียญ เช่น Ethereum (ETH) สามารถสร้างเพิ่มได้ตามกลไกที่กำหนด ซึ่งมักควบคุมการปล่อยเหรียญผ่านระบบ เช่น Proof of Stake หรือการเผาเหรียญ (burning)


ราคาของคริปโต สำหรับเรา เรามองว่ามาจาก 2 ส่วน คือ 

 1. มูลค่า (Intrinsic Value)

เช่น ต้นทุนในการผลิต หรือความจำเป็นในการใช้งานจริง

 2. ความนิยมและการเก็งกำไร (Speculative Value)

ขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่นและความต้องการของตลาด


เรามองว่า BTC มีราคาที่มาจากทั้งต้นทุนการผลิตและความนิยม โดยในปัจจุบัน ราคาของ BTC ได้รับอิทธิพลจากความนิยมและการเก็งกำไรมากกว่า


ส่วน Altcoin บางเหรียญมีราคามาจากความนิยมและการเก็งกำไรเพียงอย่างเดียวเท่านั้น เช่น เหรียญที่ไม่มีการใช้งานจริงหรือถูกปั่นราคา


อย่างไรก็ตาม Altcoin บางประเภท เช่น Ethereum (ETH) มีมูลค่าที่มาจากการใช้งานจริงในระบบเศรษฐกิจดิจิทัล เช่น การทำ Smart Contracts และการสร้างแอปพลิเคชันแบบกระจายศูนย์ (dApps)


สรุป คือ ส่วนตัวมองว่า


BTC  จุดเด่นคือเพิ่มจำนวนไม่ได้  มีมูลค่าจากต้นทุนการผลิตและราคาจากความนิยม โดยความนิยมมีบทบาทสำคัญมากกว่า (โดยเฉพาะในช่วงนี้)

Altcoin มีทั้งเหรียญที่ราคาขึ้นอยู่กับความนิยม เพียงอย่างเดียว  และเหรียญที่มีมูลค่าจากการใช้งานจริง เช่น ETH, BNB และ SOL แต่ต้องไม่ลืมประเด็นสำคัญก็คือเหรียญเหล่านี้เพิ่มจำนวนได้ 


BITCOIN , ALT COIN


ส่วนในแง่ของการลงทุนนั้น ถ้าเป็นการลงทุนโดยเน้นไปที่มูลค่า นักลงทุนก็ต้องถามตัวเองว่าประเมินมูลค่าออกหรือไม่ เช่น btc มีต้นทุนค่าฮาร์ดแวร์ ค่าไฟ ในการขุด เท่าไร หรือ ETH มีมูลค่าจากการใช้งานในระบบ ศก ดิจิตอล เท่าไร


ถ้าเป็นนักลงทุนแล้วประเมินมูลค่าไม่ได้ก็ไม่ควรลงทุน


ส่วนเทรดเดอร์นั้นเป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่ามองที่ราคาเป็นหลัก จึงสามารถเทรดได้อยู่แล้ว ขึ้นอยู่กับว่ารับความเสี่ยงของเหรียญต่างๆได้แค่ไหน เพราะแต่ละเหรียญมีปัจจัยที่แตกต่างกันทำให้ความเสี่ยงแตกต่างกัน


@@@@@@@@@@@@@@@



เวลาเจอเทคโนโลยีใหม่ๆ ถ้าคุณไม่เข้ามาลองด้วยตัวเอง คุณจะไม่มีวันรู้จักมันได้อย่างจริงจัง การรู้จักผ่านคำพูด ผ่านตัวอักษร มันเป็นเพียงแค่ผิวเผิน 


ถ้าไม่อยากตกยุค ต้องเข้าไปสัมผัสด้วยตัวเองเท่านั้น 



@@@@@@@



หุ้นที่วิ่งนำในตลาดในช่วงขาขึ้น มักจะเป็นหุ้นที่วิ่งนำลงในช่วงที่ตลาดหมดรอบ 


เพราะเงินฉลาด จะวิ่งเข้าหาหุ้นนำตลาดก่อนเสมอ และเมื่อมีสัญญาณของการเติบโตที่ชะลอลง เงินฉลาดก็จะกระโดดออกอย่างรวดเร็ว