การสับเปลี่ยนหุ้นไปยังตัวที่มีอัพไซด์มากกว่าและความเสี่ยงต่ำกว่า แม้ว่าตัวที่สับออกจะขาดทุนอยู่นั้น เป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความกล้า ทัศนคติที่ถูกต้อง และ การใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์เป็นอย่างมาก
@@@@@
ถ้าคุณเป็นคนที่ชอบ หุ้นแนวปันผลดี มีการเติบโตบ้าง ธุรกิจมั่นคงแข็งแรง เข้าใจง่ายเพราะเป็นธุรกิจโลกเก่า และการลงทุนของคุณอยู่ในประเทศไทยคุณมาถูกทางแล้ว
แต่ถ้าคุณต้องการเป็นเจ้าของหุ้นเทคโนโลยีที่มีการเติบโตสูงไม่สนใจปันผล แล้ว พอร์ตการลงทุนของคุณยังอยู่ในประเทศไทย นั่นคือคุณกำลังพยายามงมเข็มในมหาสมุทร
@@@@@@
หนังสือดีๆคืออาหารของความคิด
ถ้าคุณอยากมีความคิดดีๆ ความคิดที่เต็มไปด้วยปัญญา คุณควรให้อาหารชั้นดีกับมันด้วย
@@@@@@
เวลาเห็นหุ้นที่มีรายชื่อขาใหญ่หุ้นชื่อดัง ควรจะหลีกหนี ไม่ใช่เข้าหา เพราะ จาใหญ่ที่ชื่อดังและพอร์ตใหญ่ คือการการันตีแล้ว ว่าเขากินเงินรายย่อยมามากแค่ไหน ดังนั้นควรจะเล่นคนละเวทีกับเค้า หรือ ถ้าบนเวทีเดียวกันต้องมั่นใจว่ามีต้นทุนที่ถูกกว่าเท่านั้น
เทรดเดอร์หลายคนพอเห็น ขาใหญ่ชื่อดังมีหุ้นตัวไหนก็กระโดดเข้าตาม โดยไม่สนใจเลยว่าต้นทุนของเขาคือเท่าไหร่และของตนเองคือเท่าไหร่
ขาใหญ่พอร์ตใหญ่ได้เพราะ "กินเงินรายย่อย" เป็นหลัก
ส่วนนักลงทุนจะเติบโตตามธุรกิจที่เติบโตเป็นหลัก
รายย่อยที่จะโดนขาใหญ่กินเงินได้ คือ รายย่อยที่เล่นบนเวทีเดียวกับเขาเท่านั้น (ซื้อหุ้นตัวเดียวกับเขา และต้นทุนในมือแพงกว่าเขา)
ถ้ารายย่อยเล่นคนละเวทีหรือมีต้นทุนถูกกว่า ในาใหญ่จะกินเงินรายย่อยไม่ได้
เทรดเดอร์รายย่อยต้องปรับมุมมองใหม่ ต้องปรับการตีความข่าวให้ถูกต้อง
จากหุ้นที่มีข่าวาใหญ่ชื่อดังถือ แล้วน่าคิดว่าสนใจ เป็น หุ้นตัวไหนที่มีความาใหญ่ชื่อดังถือให้ระวังให้มากเป็นพิเศษ
@@@@@
ถ้าคุณรู้จักข้อเสียของคุณ นั่นคือข้อดีของคุณ
ถ้าคุณรู้จักแต่ข้อดีของคุณ นั่นคือข้อเสียของคุณ
@@@@@@
หลายครั้ง คนเรามักหย่อนยานให้กับหลายสิ่งที่ได้ตั้งใจไว้
ดังนั้นสิ่งที่จะช่วยให้สำเร็จได้ตามที่ตั้งใจ คือ อย่ายอมแพ้และพยายามเข้มงวดกับตนเอง
@@@@@
อย่าให้ค่าใช้จ่ายในอดีตที่เรียกคืนไม่ได้ มีผลต่อการตัดสินใจในปัจจุบัน
@@@@@
เมื่อความจริงเปลี่ยนไป เราก็ทบทวนว่าควรจะเปลี่ยนความคิดหรือไม่
@@@@@
โอกาส มาจากสองส่วน ส่วนที่ตัวเราควบคุมได้เพื่อสร้างโอกาส กับส่วนที่เราควบคุมไม่ได้
เราควรโฟกัสไปยังจุดที่เราควบคุมได้
อะไรที่เราควบคุมได้เพื่อสร้างโอกาส เช่น
- การเตรียมพร้อม
- ความทุ่มเทอย่างต่อเนื่อง
- การพยายามเรียนรู้เพื่อเพิ่มทักษะต่างๆ
- การละทิ้งสิ่งที่ดึงให้เราตกต่ำ
@@@@@@
การเลือกลงทุนในหุ้นที่มีการเติบโตและมีการจ่ายปันผล หากสะสมจนถึงจุดหนึ่งที่เงินปันผลเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายประจำปีแล้ว
มันจะเสมือนมีการเก็บออมเงินเพิ่มเพื่อการลงทุนโดยอัตโนมัติ นั่นก็คือ เงินกำไรที่บริษัทไม่ได้จ่ายปันผลออกมา มันจะสะสมทบต้นเข้าไปในบริษัท ซึ่งจะเป็นฐานทุนในการสร้างกำไรให้บริษัทเติบโตต่อไปในอนาคต
ทั้งนี้ต้องเลือกบริษัทให้ถูกด้วย และเป็นบริษัทที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง
ซึ่งการจะเห็นพลังของการทบต้นมันต้องใช้เวลา มันจึงต้องเป็นการลงทุนระยะยาว
(โดยมากบริษัทมักจะจ่ายปันผลอยู่ในช่วง 35 ถึง 45% ของกำไรสุทธิ)
@@@@@@@@@@@@
มีคนเคยเล่าให้ฟังว่า บางบริษัทก่อนจะ IPO ทำบัญชีสองเล่ม (เพื่อที่จะเลี่ยงภาษี) พอ IPO แล้ว ก็เอาใต้โต๊ะขึ้นมาไว้บนโต๊ะ ทำให้ ดูเหมือนว่าบริษัทมีการเติบโตที่สูงมียอดขายแบบก้าวกระโดด
เราฟังแล้วก็คิดว่ามีส่วนที่น่าจะจริงอยู่มาก ก็มีบริษัทอยู่นอกตลาดมาตั้งนาน รายได้ไม่ได้ดีอะไร แต่พอเข้าตลาดหุ้น ไม่ถึงปี รายได้โตแบบก้าวกระโดดผิดหูผิดตาโอเวอร์มากๆ
@@@@@@@@@@
ควรจะรู้จุดอ่อนจุดแข็งของตัวเองให้ได้ ควรต้องรู้ว่าตนเองมี Edge คืออะไร มีความได้เปรียบคนส่วนใหญ่ตรงไหน
ถ้าคุณมีข้อได้เปรียบที่เหนือคนอื่นมากพอคุณก็จะมองเห็นจุดอ่อนของคนอื่นด้วยเช่นกัน คุณจะมองเห็นว่าใครเป็นหมูที่อยู่ในสนามนั้น
ถ้าไม่รู้ความได้เปรียบที่ตนเองมี หรือไม่มีความได้เปรียบคนส่วนใหญ่ คุณก็จะมองไม่เห็นหมูที่อยู่ในสนาม เพราะตัวคุณนั่นแหละคือหมูสนาม
@@@@@@@@@
หาวิธีการการประเมินมูลค่าหุ้นที่ตนเองถนัด รู้ลึก รู้มาก รู้ทุกมุมเกี่ยวกับมันให้ได้
และต้องรู้ว่าบริษัทประเภทไหนที่มีความเหมาะสมกับการประเมินมูลค่าที่ตนเองถนัด
ไม่ซื้อหุ้นของบริษัทที่อยู่นอกเหนือความสามารถในการประเมินมูลค่าของตนเอง จนกว่าจะขยายขีดความสามารถในการประเมินมูลค่าให้ครอบคลุมมูลบริษัทที่ต้องใช้การประเมินมูลค่าแบบอื่น
เล่นอยู่ในกรอบทักษะความสามารถที่ตนเองมี
เมื่อไหร่ก็ตามที่ความโลภเข้าครอบงำจนออกไปเล่นนอกกรอบทักษะความสามารถที่ตนเองมี พึงรู้ไว้ว่ากำลังจะกลายเป็นหมูในสนามของคนอื่น
@@@@@@@@@@
การตัดสินใจที่ดี ส่วนใหญ่เป็นพัฒนาการ จากประสบการณ์ที่เคยตัดสินใจแย่ๆมาก่อน
แต่การตัดสินใจที่แย่นั้น ไม่ได้แปลว่าส่วนใหญ่จะมีพัฒนาการเพื่อการตัดสินใจที่ดีในอนาคตได้
@@@@@@@@
นักลงทุนแทบทุกคนสุดท้ายแล้วเป็นนักลงทุนระยะยาว รวมทั้งเทรดเดอร์ด้วย
ทำไมถึงบอกแบบนั้น ?
เพราะแม้เทรดเดอร์จะเทรดระยะสั้นเพื่อหวังผลกำไร แต่พอได้กำไรแล้วสุดท้ายเงินก้อนนั้นพร้อมทั้งกำไรก็จะวนกลับมาลงทุนในตลาดหุ้นซ้ำอยู่ดี
ดังนั้นทุกคนไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัว ล้วนแต่ลงทุนระยะยาว
ประเด็นก็คือ ทำอย่างไรในระยะยาวถึงจะได้ผลกำไรที่ค่อนข้างแน่นอน สเตเบิ้ล มีความเสถียรของการทำกำไรอย่างต่อเนื่องในระยะยาวได้
ไม่ใช่เข้ามาหวังกำไรระยะสั้นพอลงทุนระยะยาวโดนตลาดกินหมดตัว ต้องออกจากตลาดแบบนั้นแบบนั้นมันไม่เกิดประโยชน์อะไรต่อความมั่งคั่ง
ดังนั้นการมองผลประโยชน์ระยะยาวจึงเป็นสิ่งสำคัญกว่าการจะกินระยะสั้นแบบไวๆ
ทางนึงที่สามารถได้ผลตอบแทนระยะยาวค่อนข้างมั่นคงและแน่นอนต่อเนื่อง คือเงินปันผล
ในการลงทุนเพื่อรับเงินปันผลนั้นเราต้องการเงินปันผลที่เป็นอัตราผลตอบแทนเริ่มต้นที่สูงระดับ 3% ถึง 4% ขึ้นไปเป็นอย่างน้อย
เพราะถ้าหากซื้อหุ้นที่ได้ปันผลเทียบแล้ว 1% หรือ 2% มันก็เป็นการเริ่มต้นที่ต่ำไปมาก
อย่าลืมว่า 1% ถึง 2% นั้นเมื่อเทียบกับ 3% ถึง 4% แล้วผลต่างกันเป็น 100%
ดังนั้นการซื้อหุ้นได้ปันผลระดับ 3 ถึง 4% ขึ้นไปนั้นมันจึงขึ้นอยู่กับราคาที่คุณจ่าย
เมื่อได้จุดเริ่มต้นแล้วเราต้องการปันผลที่สม่ำเสมอและต่อเนื่องมีการเติบโตในระยะยาวด้วย
ดังนั้นบริษัทที่จะจ่ายปันผลได้สม่ำเสมอแปลว่าต้องสามารถสร้างผลกำไรได้ค่อนข้างสม่ำเสมอ แม้ว่าอาจจะมีรอบขึ้นลงตามช่วงของธุรกิจบ้างแต่ภาพใหญ่จะต้องมีความสม่ำเสมอ
ในแง่ที่ต้องการเงินปันผลเพิ่มขึ้นเรื่อยเรื่อยนั่นก็หมายถึงว่าบริษัทที่ลงทุนจะต้องสามารถทำกำไรเพิ่มขึ้นได้ทุกปีหรือในภาพใหญ่กำไรมีแนวโน้มเติบโตขึ้นโดยเฉลี่ยแทบทุกปีถึงจะสามารถจ่ายเงินปันผลเพิ่มขึ้นได้
จากผลที่เราต้องการ คือ เริ่มต้นด้วยอัตราปันผลที่คุ้มค่า จ่ายปันผลต่อเนื่อง และ เงินปันผลมีการเติบโต จึงสรุปได้ว่าต้องซื้อหุ้นที่ราคาสมเหตุสมผล มีอัตราการจ่ายปันผลที่ดี บริษัทมีรายได้ค่อนข้างสม่ำเสมอ และมีการเติบโตต่อเนื่อง
คุณลองนึกถึงวันที่เงินปันผลต่อปีมากเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายตลอดทั้งปี แล้วปีถัดไปเงินปันผลยังเพิ่มมากขึ้นจากปีก่อนไปอีกทำให้คุณมีเงินเหลือจากเงินปันผล และปีถัดไปเงินปันผลก็ยังเพิ่มขึ้นมากขึ้นอีก
เงินที่เหลือจากเงินปันผล คุณยังสามารถนำไปลงทุนต่อทำให้ได้เงินปันผลเพิ่มจากเงินส่วนที่ลงทุนใหม่
มันจะกลายเป็นวงจรแห่งความรุ่งเรือง
แน่นอนวงจรแบบนี้มันต้องใช้เวลาในการสร้างแต่สุดท้ายแล้วคุณจะเป็นคนที่มั่งคั่ง หรืออย่างน้อยที่สุด คุณก็จะไม่ลำบาก
และหากคุณสร้างพอร์ตหุ้นตามนี้ สิ่งสำคัญที่คุณจะโฟกัสก็คือผลการดำเนินงานของบริษัท ว่ายังมีกำไรดีอยู่ไหม ว่าการเติบโตไหม บางปีอาจจะดรอปลงบ้าง เป็นเรื่องปกติของการทำธุรกิจ แต่ภาพใหญ่โดยรวมโดยเฉลี่ยก็ควรมีการเติบโต
คุณจะโฟกัสไปที่การดำเนินงานของบริษัทและการจ่ายปันผลมากกว่าราคาหุ้น
คุณจะไม่ต้องมาคอยกังวลราคาหุ้นรายวันอีกเลย
ตราบใดที่บริษัทมีกำไรสุทธิในเกณฑ์ที่ดีภาพรวมโดยเฉลี่ยจ่ายเงินปันผลเพิ่มขึ้นทุกปี คุณจะต้องแคร์ไหมหากราคาหุ้นจะไหลลงเพราะเกิดวิกฤตนั้นวิกฤตนี้
ใจความใหญ่ในการลงทุนที่มีผลสำคัญกับคุณในการลงทุนแนวนี้ คือผลการดำเนินงานของบริษัท กำไรสุทธิที่บริษัททำได้และการจ่ายปันผลต่างหาก ไม่ใช่ราคาหุ้น
แม้ว่าราคาหุ้นขึ้นลงจะเป็นส่วนเสริมแต่มัน ก็เป็นองค์ประกอบที่รองลงมาจากผลการดำเนินงานของบริษัท
เมื่อคุณดำเนินการลงทุนตามแนวทางนี้ได้อย่างมั่นคงเป็นระยะเวลาระยะเวลาหนึ่ง คุณสามารถพูดได้อย่างเต็มปากว่า คุณเป็นนักลงทุนที่คาดหวังผลกำไรจากการดำเนินงานของบริษัท ไม่ใช่คาดหวังกำไรจากการรอให้คนอื่นยอมซื้อหุ้นในราคาที่สูงขึ้น
@@@@@@@@@
ในตลาดหุ้นคนที่อยู่ในตลาดมาพอสมควรรู้ดีว่าหุ้นตัวไหนเป็นฟองสบู่ หุ้นตัวไหนโดนปั่น แต่ก็เข้าไปเล่นเพราะคิดว่าจะออกทัน เพราะหวังรอจะออกตอนฟองสบู่ใกล้แตก เพราะต้องการเก็บกำไรให้ได้มากที่สุด เพราะเชื่อว่ายังไงตัวเองก็ออกทัน
แต่ความจริงแล้วจำนวนมากออกไม่ทัน ส่วนคนที่ออกทันจะเป็นพวกที่เข้าตั้งแต่หุ้นยังไม่วิ่ง เป็นพวกคนที่เข้าตั้งแต่หุ้นยังไม่น่าสนใจ 
แต่พวกที่น่าสงสารที่สุดคือพวกมือใหม่ ไม่รู้ว่ากำลังเข้าไปอยู่บนฟองสบู่ที่ใกล้แตก ไม่ต้องคิดถึงเรื่องการจะออกให้ทัน
เพราะว่าพอขาดทุนแล้วก็ตกใจทำอะไรไม่ถูก ยิ่งตกใจยิ่งทำอะไรไม่ถูก ก็ยิ่งเสียเวลา
เมื่อเวลาผ่านไปราคาหุ้นก็ยิ่งลงหนัก ทำให้ไม่ต้องคิดเรื่องที่จะขายตัดขาดทุนอีกเลย เพราะขาดทุนหนักจนใจยอมรับการตัดขาดทุนไม่ได้แล้ว 
เรื่องราวเหล่านี้เกิดวนซ้ำๆอยู่ในตลาดหุ้น ก็จะมีมือใหม่ที่เข้ามาโดนเชือดเป็นรอบๆอยู่ร่ำไป
แล้วมือใหม่ที่โดนเชือดเหล่านี้ ก็จะออกไปสร้างคำพูดให้กับลูกหลาน ว่าอย่าไปยุ่งกับตลาดหุ้น ให้อยู่ให้ห่างจากตลาดหุ้น

ก็จะมีพวกที่ใช้คำพูดสวยหรู หลอกกินเงินเม่า ยิ้มไปเอามือลูบปากไป บนคราบน้ำตาของเม่ามือใหม่ 
@@@@@@@@@
เวลาประเมินมูลค่าหุ้น สิ่งหนึ่งที่ค่อนข้างให้ความสำคัญ ก็คือพฤติกรรมของผู้บริหาร
เนื่องจากเน้นลงทุนในธุรกิจของบริษัท ดังนั้นจะชอบผู้บริหาร ที่เน้นทำธุรกิจ มากกว่าผู้บริหารที่ออกมาเชียร์หุ้น ให้เป้าราคาหุ้น ให้เป้ามูลค่าบริษัทที่โอเวอร์เกินความจริง
ดังนั้นในการประเมินมูลค่าหุ้น หาก ผู้บริหารมีพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ ก็ควรจะไปตัดมูลค่าหุ้นนั้นลงไป ไว้เป็นบัฟเฟอร์ ป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้มากกว่าปกติจากพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ของผู้บริหาร
เช่น หากหุ้นสักตัวนึงเคยประเมินมูลค่าได้ 12 บาท แต่มีผู้บริหารที่ไม่น่าไว้ใจ ที่เน้นปั่นหุ้น ก็อาจจะให้มูลค่าเหลือแค่ 5 หรือ 6 บาท (ไม่ได้แปลว่าจะต้องซื้อ หรือควรซื้อหุ้นที่มีผู้บริหารที่ไม่น่าไว้ใจ อันนี้เพียงชี้ให้เห็นแนวทางวิธีการประเมินมูลค่า)
ถ้าราคาไม่ลงมาก็ไม่เป็นไรเพราะก็ไม่ได้อยากถือหุ้นที่มีผู้บริหารที่ไม่น่าไว้ใจอยู่แล้ว และถึงแม้ราคาจะลงมาก็ไม่ได้แปลว่าควรจะซื้อเช่นกัน
@@@@@
งบดีโดนเท เกิดจากเล่นราคาขึ้นไปรองบก่อนแล้ว งบออกเลย sell on fact
งบชิบหายราคาวิ่งขึ้น เพราะตลาดคาดล่วงหน้าว่างบจะแย่มาก ราคาลงมาล่วงหน้าแล้ว พองบออก แย่น้อยกว่าคาด ราคาก็วิ่งขึ้น
ดังนั้นหุ้นที่ราคาวิ่งขึ้นแรงเกินไปมากๆ เวลางบออก จึงมีสิทธิโดนสอย
สุดท้ายงบจะเป็นตัวพิสูจน์เอง
- ต้องตีความให้เป็น
- ต้องลงทุนระยะยาวหลายปี ถ้ามีกำไรสะสมต่อเนื่องหลายปี มูลค่าจะสะสมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ราคาตลาดจะเล่นขึ้นลงวนเวียนอยู่รอบมูลค่าที่แท้จริง ดังนั้นหากผ่านไปหลายหลายปีแล้วมูลค่าเพิ่มขึ้นเรื่อยเรื่อย ราคาตลาดที่เล่นวนเวียนรอบมูลค่าก็จะยกตัวสูงขึ้นเรื่อยเรื่อยเช่นกัน
แต่ถ้ามองแค่สั้นสั้น แล้วบอกราคาไม่วิ่งไปกับงบ แสดงว่ายังไม่เข้าใจวิธีการใช้งบการเงินในการลงทุนดีพอ ค่อยๆศึกษาแนว “ลงทุน” เพิ่มเติม จะค่อยๆเข้าใจมากขึ้นครับ
@@@@@@@@@@@@@@
รายได้ทั้งหมดต่อปี หารด้วย รายจ่ายทั้งหมดต่อปี
หากผลลัพธ์มากกว่า 1.25 เรียกว่าสุขภาพการเงินยังดี
หากต่ำกว่า 1 = แย่แล้วววว ต้องพยายามเพิ่มรายได้ หรือลดรายจ่าย
#การเงินบุคคล
@@@@@@@@@
สิ่งสำคัญที่นักลงทุนควรจะโฟกัส ก็คือตัวธุรกิจ ไม่ใช่ราคาหุ้น
@@@@@@@@@
อย่าให้ความผันผวนของราคาหุ้น หลอกให้คุณขายธุรกิจที่ดีออกจากพอร์ตลงทุนของคุณ