วันจันทร์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2566

หลักคิด 34

 คนที่ใช้ความคิดแบบรวบรัด จะสูญเสียการควบคุมตัวเองเร็วกว่าคนที่ใช้ระบบความคิดแบบมีเหตุผล

*********

คนที่เป็นนักลงทุนทุกคน เค้าไม่เคยมาถกเถียงกันเรื่องการออมเงินเลย 


มันเหมือนคนที่เถียงกันเรื่องอดออม เป็นเด็กน้อยที่กำลังเถียงกันเรื่องต้องท่อง ก.ไก่หรือเปล่า 


ส่วนคนที่เป็นนักลงทุนก็เสมือนกับเป็นคนที่อ่านหนังสือคล่องแล้ว เค้ารู้อยู่แล้วว่ายังไงก็ต้องท่อง  ไม่งั้นก็อ่านหนังสือไม่ได้


******


คนที่รู้สึกกดดันตัวเองแล้วท้อ เพราะทางเดินสู้เป้าหมายอีกไกลเหลือเกิน ลองวิธีนี้ครับ


ลองแบ่งเป้าหมายให้เล็กลงโดยใช้วีธีการมาเป็นเป้าหมายระยะสั้นแทนเป้าหมายใหญ่ 


สมมติ เป้าหมายหลักคือ อยากเป็นนักลงทุนที่เก่ง เป้าหมายระยะสั้นคือ ต้องอ่านให้มาก 


- เพื่อรู้วิธีการที่ นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จ เค้าทำกัน 

- เพื่อปรับมายด์เซ็ท 

- และอ่านเพื่อเอาข้อมูลของบริษัทต่างๆ


ก็ลองเอาการอ่านมาเป็นเป้าหมายระยะสั้น เช่นกำหนดว่า 

- ต้องอ่านหนังสือลงทุนให้ได้วันละ 30 หน้า 

- ต้องอ่าน ข่าวสาร ทางเศรษฐกิจทุกวัน 

- ต้องอ่านบทวิเคราะห์ทุกวัน


อะไรทำนองนี้ ถ้าทำเป้าหมายระยะสั้นได้ดีต่อเนื่อง สมมติ ครบปี ก็ย่อมจะต้องเก่งขึ้นกว่าตอนไม่ทำเป้าหมายระยะสั้นเลย


การทำเป้าหมายระยะสั้นทำให้เราสามารถสบายใจว่าทำงานเสร็จครบแล้วในแต่ละวัน 


เพราะเป้าหมายใหญ่ที่บอกว่าจะเป็นนักลงทุนที่เก่งนั้นบางครั้งมันดูเลื่อนลอยเกินไป (ซึ่งหากทำเป้าหมายระยะสั้นต่อเนื่องจนนานเพียงพอมันก็จะไปถึงเป้าหมายใหญ่เอง)


ลองดูครับ ใช้ได้กับทุกอย่าง ทำให้ไม่ท้อ ไม่หมดกำลังใจก่อน ถึงเป้าหมายหลัก 


รวมถึงเป็นการปรับนิสัยให้พร้อม ให้คู่ควรกับเป้าหมายหลักอีกด้วย


*****


บริษัทที่สร้างค่าใช้จ่ายส่วนเกินเมื่อยามที่มีกำไรดี และเมื่อยามถึงรอบกำไรตกต่ำก็ตัดค่าใช้จ่ายส่วนเกินออกเพื่อรักษางบการเงินให้ดู smooth นั้น มันคือการ manipulate งบการเงินอย่างนึง


ค่าใช้จ่ายส่วนเกินในยามที่ธุรกิจกำลังรุ่งเสมือนเป็น  Fat นั้น ไม่ใช่ margin of safety เพราะมันไม่ได้ส่งผลดีต่อผู้ถือหุ้น


******


เคยสงสัยไหมว่าทำไมผู้บริหารจะต้องออกมาประกาศตัวเลขมาร์เก็ตแคปว่าจะทำให้ถึงเท่านั้นเท่านี้ในปีนั้นปีนี้


การออกมาประกาศแบบนั้นมีประโยชน์กับธุรกิจมากน้อยแค่ไหน ?  จริงๆแล้วการประกาศตัวเลขมาร์เก็ตแคปไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับธุรกิจเลย มันไม่ใช่การประกาศแนวทางการทำธุรกิจ มันไม่ใช่การประกาศเป้ารายได้ หรือแนวทางทำธุรกิจ


แล้วถ้าอย่างนั้นผู้บริหารจะออกมาประกาศตัวเลขมาร์เก็ตแคปเป็นเป้าหมายไว้เพื่ออะไร  ถ้ามันไม่ได้มีประโยชน์กับธุรกิจ ก็แสดงว่ามันต้องมีประโยชน์กับผู้บริหาร ไม่งั้นก็คงไม่ออกมาประกาศ


งั้นลองมาคิดต่อการที่ผู้บริหารประกาศเป้าหมายมาร์เก็ตแคปแล้วผู้บริหารได้ประโยชน์จากอะไร 


มาร์เก็ตแคปมันสะท้อนราคาหุ้น แสดงว่าผู้บริหารต้องได้ประโยชน์จากราคาหุ้น นั่นหมายความว่า ต้องได้กำไรจากราคาหุ้น


การที่จ้าวจะได้กำไรจากราคาหุ้น จ้าวต้องกินเงินใครถึงจะมีกำไรจากราคาหุ้น ???


*****


กระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงานติดลบไม่ใช่ว่าจะแย่เสมอไป


บริษัทต้องการเติบโต ธุรกิจบางประเภทความหลากหลายของ Stock สินค้าเป็นสิ่งสำคัญ ที่จะช่วยเพิ่มยอดขาย ดังนั้นบริษัทที่ต้องการสร้างผลตอบแทนต่อเงินลงทุนให้สูงที่สุด อาจใช้วิธีการเพิ่มสต๊อกสินค้าเพื่อเพิ่มยอดขาย แต่การเพิ่มสต๊อกสินค้านั้นต้องใช้เงินทุนเพิ่มเติม ซึ่งมาได้จาก 2 แหล่ง 

1 รายได้จากการขาย 

2 กู้ยืมเงินเพิ่ม ( ยังไม่นับรวมการเพิ่มทุน) 


หากต้องการให้เกิดประโยชน์สูงสุดก็ต้องนำ กระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงาน(รายได้จากการขาย) มาใช้อย่างเต็มที่เสียก่อน เพราะเป็นส่วนที่ไม่ต้องเสียดอกเบี้ย และยังเป็นการ ป้องกัน หนี้สินต่อส่วนผู้ถือหุ้น ไม่ให้สูงขึ้นโดยไม่จำเป็น 


นั่นเป็นสาเหตุว่า บางบริษัท ที่เติบโตดี จะมีกระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงานติดลบได้บนช่วงเวลานึง (อาจจะกินเวลานานตามรอบขาขึ้นของธุรกิจ) เนื่องจากนำรายได้จากการขาย มาเพิ่มสต๊อกสินค้า ในช่วงขาขึ้นของธุรกิจ เพื่อให้สินค้าหลากหลาย และเพียงพอต่อความต้องการของลูกค้า


แน่นอนว่า ไม่ใช่ว่าทุกธุรกิจ ที่กระแสเงินสดจากการดำเนินงานติดลบแล้วจะเป็นวงจรขาขึ้นของธุรกิจ มันขึ้นอยู่กับลักษณะของธุรกิจและงบการเงินของ บ. แต่ละ บ.ด้วย


แต่โดยมาก บริษัทที่กระแสเงินสดติดลบระยะยาว มักจะมีความเสี่ยงว่าอาจจะต้องก่อหนี้เพิ่ม

********

บางทีคำถามง่ายๆก็ทรงพลังแต่คนส่วนมากมักมองข้าม เช่น

"เราอยากลงทุนในหุ้นของบริษัทนี้จริงๆหรือ ถ้ามีผู้บริหารแบบนี้"

*****


การเรียนรู้ การฝึกเพื่อเพิ่มพูนทักษะ การหาประสบการณ์ ทั้งหลายทั้งปวงก็เพื่อสิ่งเดียว 


นั่นคือ เพื่อการตอบสนองต่อเหตุการณ์สำคัญที่เข้ามาในชีวิตได้อย่างแหลมคมและถูกต้อง

********


เล่าถึงหุ้นเดินเรือ เท่าที่รู้ละกัน (รู้น้อยเพราะเราไม่ค่อยเล่นหุ้นที่มีรอบแนวๆนี้)


หุ้นเดินเรือที่เป็นหุ้นเทกอง ใช้ในการ ขนส่งสินค้าคอมโมดิตี้ เช่นถั่วเหลือง ข้าวสาร ถ่านหิน สินแร่  ก็มี TTA PSL 


หุ้นเรือตู้คอนเทนเนอร์  ก็จะใช้การขนส่งสินค้าเป็นตู้คอนเทนเนอร์เช่นพวกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เฟอร์นิเจอร์ ก็จะมีหุ้น RCL


หุ้นพวกเรือขนส่งน้ำมันและปิโตรเคมีเหลว  พวกนี้เรือจะใช้บรรจุน้ำมันดิบได้เป็น Tanker มี AMA PRM 


มีครั้งนึงโรงเก็บน้ำมันดิบของ TASCO ไฟไหม้ บริษัทเลยต้องเช่าเรือ Tanker เหล่านี้มาเก็บน้ำมันดิบชั่วคราว 


ดัชนีค่าเช่าเหมาลำของเรือเทกอง  คือ ดัชนี BDI ซึ่งจะเป็นค่าเฉลี่ยทั้งเรือขนาดไซด์ใหญ่สุด ไซด์กลางและไซด์เล็ก


ส่วนดัชนีค่าระหว่างเรือ คอนเทนเนอร์ จะใช้ดัชนี CCFI SCFI ที่เป็นดัชนีค่าระหว่างเรือของจีน เนื่องจากจีนเป็นประเทศที่ส่งสินค้าออกมากที่สุดในโลก และจำนวนคอนเทนเนอร์จากท่าเรือของจีนติดอันดับ 1 ของโลก  คือท่าเรือที่เซี่ยงไฮ้


ซึ่งช่วงนี้จีนเองกำลังมีวิกฤตเศรษฐกิจ  และมีสงครามการค้ากับอเมริกา ซึ่งอาจกระทบการนำเข้าและส่งออกสินค้าจากจีน แน่นอนว่าย่อมส่งผลกระทบต่อดัชนีค่าระหว่างเรือตู้คอนเทนเนอร์ 


เทศกาลต่างๆก็อาจทำให้มีการขนส่งสินค้ากันคึกคักชั่วคราวได้ 


การดูจีดีพีของประเทศต่างๆทั่วโลกก็บ่งบอกถึงความต้องการในการใช้เรือขนส่งสินค้าได้ด้วย 


อีกอย่างนึงที่ส่งผลต่อค่าระหว่างเรือ  คือ จำนวนเรือรวมทั้งโลก อายุกองเรือ และคำสั่งต่อเรือใหม่ ซึ่งคำสั่งต่อเรือใหม่จะต้องใช้เวลาในการต่อเรือประมาณสองปี


นอกจากนี้การสต๊อกสินค้าต่างๆหรือเหตุการณ์ก็ส่งผลต่อค่าระหว่างเรือ  


รวมถึงบางเหตุการณ์ เช่น ในช่วงโควิดที่ผ่านมา มีการล็อคดาวน์เมืองทำให้การสั่งสินค้าต่างๆลดน้อยลง ตู้คอนเทนเนอร์ที่ส่งไปยังท่าเรือต่างๆ ก็ไม่ได้ถูกส่งกลับมา ยังประเทศผู้ผลิตสินค้า ทำให้เกิดเหตุการขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์  ส่งผลให้ค่าระหว่างเรือสูงขึ้นเช่นกัน

CCFI SCFI CHART https://en.macromicro.me/charts/947/commodity-ccfi-scfi

#หุ้นเดินเรือ

********


สรุป ทางเลือกของการลงทุน ตปท


- ลงทุน DR ETF กองทุนรวมต่างประเทศ ที่อยู่ใน SET แทน (ถ้ามี) อันนี้จะตัดปัญหาความยุ่งยากทั้งหมด (แต่การลงทุนในกองทุนรวมต้องไปพึ่งฝีมือของผู้จัดการกองทุนซึ่ง “ส่วนมาก” เป็นที่รู้ๆอยู่  😌)


- ลงทุนใน ตปท เป็นสัดส่วนที่น้อย ที่คาดว่าไม่ต้องนำเงินกลับเข้าประเทศใน 10-20 ปี หรือ ถึงเกษียณ แล้วปล่อยให้พอร์ตต่างประเทศค่อยค่อยเติบโต  


เมื่อพอร์ตต่างประเทศเติบโตใหญ่มากพอแล้ว   ค่อยนำเงินเข้าประเทศไทยได้สองแบบ คือทยอยนำเข้ามาเท่าที่ต้องการเพื่อทยอยแบ่งเสียภาษี หลายๆปีโดยนำเข้าเมื่อปีภาษีนั้นโดนขั้นบันไดภาษีไม่สูง หรือ  เที่ยวต่างประเทศจนอยู่ในไทยน้อยกว่า 180 วันแล้วค่อยนำเงินก้อนนั้นเข้ามาทั้งก้อน (บางคนรอเวลาเที่ยวตอนเกษียณ)


- หากจะนำเงินไปลงทุนต่างประเทศเป็นสัดส่วนที่มาก  ก็ควรมั่นใจว่า  มีพอร์ตในประเทศที่มีรายได้เพียงพอสามารถนำมาใช้จ่าย ได้ซัก 10 ปี เพื่อที่จะไม่ต้องนำเงินจากพอร์ตต่างประเทศเข้ามาแบบฉุกละหุกแล้วจะโดนภาษีในเรทที่สูง  และเมื่อจะนำเงินจากพอร์ตต่างประเทศเข้าก็ทำตามวิธีที่ได้กล่าวไปแล้วข้างบน 


- อาจจะต้องคำนวณผลตอบแทนพอร์ตต่างประเทศ  โดยนำกำไรที่ได้หักตามฐานภาษี ขั้นสูงสุดที่เคยจ่าย แล้วค่อยนำมาเทียบกับผลตอบแทนที่ลงทุนในไทยว่าอันไหนคุ้มกว่ากัน


 เช่น หาก ลงทุนในไทยได้ผลตอบแทน 15% และลงทุนในต่างประเทศได้กำไรปีละ 20%


แล้วเคยเสียภาษีขั้นบันไดสูงสุดที่ 30%  ผลตอบแทนพอร์ต ตปท หลังหักภาษีจะอยู่ที่ 14%  ซึ่ง เมื่อเทียบแล้วจะได้ผลตอบแทนต่ำกว่าลงทุนในไทย  เป็นต้น 


ปล. คำนวณโดยอ้างอิงแนวคิดเดิม ที่เงินได้พึงประเมิน คือ กำไร แล้วนำเข้าจึงคำนวณภาษีจากกำไร  โดยส่วนของต้นทุน (ดูจากตอนนำเงินออก) นำกลับเข้ามาได้โดยไม่ต้องคำนวณภาษีเหมือนเกณฑ์เดิม


*********


เรื่องค่าเงินบาทอ่อน-แข็ง หลายคนน่าจะสับสนกับการใช้คำ เช่น ค่าเงินบาทจาก 35 ไป 36 เรียกค่าเงินอ่อน บางคนสับสนเรียกค่าเงินแข็ง 


มีวิธีคิดแบบนี้ เวลาจะซื้อของ เช่น ถ้าซื้อมาม่า 1 ห่อเคยซื้อ 5 บาท ต่อมาซื้อมาม่า 1 ห่อ กลายเป็น 8 บาท “ซื้อของเท่าเดิมต้องใช้เงินมากขึ้น”  แบบนี้เราจะรู้ว่า ค่าเงินน้อยลง (เงินมีค่าน้อยลง เงินอ่อนค่าลง)


เช่นเดียวกัน เวลาซื้อดอลล่าร์ เคยซื้อ 1 ดอลลาร์ด้วยเงิน 35 บาท  ต่อมาต้องใช้เงิน 36 บาทเพื่อซื้อ 1 ดอลล่าร์เท่าเดิม แปลว่าค่าเงินบาทมีค่าน้อยลง “เงินอ่อนค่าลง” เรียกว่า “ค่าเงินอ่อน”


ในทางกลับกัน ถ้า เคยซื้อ 1 ดอลล่าร์ด้วยเงิน 35 บาทต่อมาซื้อ 1 ดอลล่าร์ได้ที่ที่ 34 บาท แปลว่าเงินบาทมีค่ามากขึ้น “เงินแข็งค่าขึ้น”   เรียกว่า “ค่าเงินแข็ง” 

คำว่าค่าเงินอ่อน หมายถึงมีค่าลดลง และคำว่าค่าเงินแข็งหมายถึงมีค่ามากขึ้น 

จำแบบนี้น่าจะหายสับสน 😊







วันอังคารที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2566

หลักคิด 33

ตอนซื้อไม่ได้ใช้กราฟ แต่ใช้การประเมินมูลค่า สนใจหุ้นเมกาช้าไปหน่อยเลยเริ่มซื้อตอนขยับขึ้นมาแล้ว แต่กล้าซื้อแม้ราคาวิ่งขึ้น เพราะมั่นใจในการประเมินมูลค่า

*********


คนที่เป็นเศรษฐี ไม่เคยกังวลว่าจะตายก่อนใช้เงินหมด ไม่เคยกังวลว่าจะตายก่อนได้ใช้เงิน 


ส่วนคนที่กลัวว่าจะใช้เงินไม่หมดก่อนตาย จึงไม่เก็บออมและต้องรีบใช้นั้น


ผลที่ได้คือ “จนก่อนตาย”  ลำบากไปอีก




**********

ปัญหาไม่ได้เกิดจากสิ่งที่ไม่รู้ 
แต่เกิดจากสิ่งที่คิดไปเองว่ารู้

******

ที่ต้องทำคือ เตรียมพอร์ตการลงทุนให้พร้อมรับมือกับเหตุการณ์ต่างๆให้ดีที่สุด

ตราบใดที่เตรียมความพร้อมให้มากพอไม่ว่าจะคาดการณ์อนาคตถูกหรือผิดมันก็จะไม่สำคัญ

********

ที่ต้องทำคือ เตรียมพอร์ตการลงทุนให้พร้อมรับมือกับเหตุการณ์ต่างๆให้ดีที่สุด

ตราบใดที่เตรียมความพร้อมให้มากพอไม่ว่าจะคาดการณ์อนาคตถูกหรือผิดมันก็จะไม่สำคัญ

******

เมื่อไหร่ที่นักลงทุนเชื่อว่าความเสี่ยงต่ำแล้ว เมื่อนั้นแหละความเสี่ยงจะสูงขึ้น เพราะนักลงทุนเชื่อมั่นมากเกินไป

******

Temporary bad is an opportunity, permanent bad is bad.
******

อุปสรรคมันมีอยู่ และรู้อยู่แล้ว หากต้องการจะทำให้สำเร็จ ต้องยอมรับว่าอุปสรรคต่างๆคือความรับผิดชอบของเรา และต้องแก้ไขมันให้ได้

หากใครคิดว่าการเดินทางสู่ความสำเร็จจะเรียบง่ายเหมือนวิ่งอยู่ในทุ่งลาเวนเดอร์ แปลว่าโลกสวยและอ่อนประสบการณ์เกินไป

*****

หลายๆครั้ง ความสำเร็จเป็นตัวรั้งเราไว้ไม่ให้ก้าวไปข้างหน้า เพราะมัวแต่ยึดคิดกับวิธีการเดิมๆที่เคยทำให้ประสบความสำเร็จ


*****


หุ้นทุกตัว มันมีเวลาของมัน

*****


ระหว่างเส้นทางการลงทุน จะเต็มไปด้วยจุดต่างๆ ที่พร้อมให้นักลงทุนทำผิดพลาดด้วยความเต็มใจของนักลงทุนเองเต็มไปหมด


เปรียบเสมือนการเดินในซอยที่เต็มไปด้วย “ขี้หมา” ถ้าสุ่มสี่สุ่มห้าเดิน โดยไม่ดูาม้าตาเรือ โอกาสเหยียบขี้หมาก็จะมีสูงมาก โดนเฉพาะคนที่ใจร้อนอยากรีบเดินไวๆหรือวิ่งเร็วๆ จะยิ่งมีโอกาสสูงมากที่จะเหยียบขี้หมา


มีแต่คนที่และมัดระวังตัวอยู่ตลอดเวลาเท่านั้นที่จะเดินผ่าน ได้อย่างปลอดภัย


*****


ถ้าสังเกตคนที่ลงทุนใน STARK จะเป็นการพยายามลงทุนในหุ้นที่เป็นผู้ชนะ ซึ่งต่างจากการเลือกลงทุนที่พยายามหลีกเลี่ยงการลงทุนในหุ้นที่มีโอกาสในการแพ้สูง

*****


เราต่างเคยเจอนักลงทุนที่สูงอายุ และเราก็เคยเจอนักลงทุนที่กล้าบ้าบิน แต่ไม่มีนักลงทุนที่กล้าบ้าบิ่นอายุยืน - Howard Marks


*****


ในตลาดหุ้นมันเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องอยู่ให้รอดก่อน ถึงจะค่อยคิดถึงเรื่องการทำกำไร


*****


ผลงานใดๆ ที่สามารถทำซ้ำได้บ่อยๆ ทำซ้ำได้อย่างสม่ำเสมอสามารถพูดได้ว่าผลงานเกิดจากทักษะ ความสามารถ


ส่วนผลงานที่เกิดจากโชคนั้น  ไม่สามารถทำซ้ำได้หรือทำซ้ำได้ยากมาก


******


อันนี้ คือมุมมองของเรา ที่อาศัยปัจจัยการเมืองมองอนาคต ศก และการลงทุน เป็นมุมมองส่วนตัวเท่านั้น


ศก อนาคตดูสดใสขึ้นกว่าที่ผ่านมามาก ทำให้ภาพครั้งหน้าดูเป็นบวก


ตัวเลข NPL และกรณี STARK ส่งผลให้การปล่อยกู้ น่าจะมีความเข้มงวดมากขึ้น ประกอบกับอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในช่วงขาขึ้นอยู่


ทำให้นักลงทุนต่างๆมีมุมมองที่ค่อนข้างระมัดระวัง 


เป็นที่ชัดเจนว่าไม่ใช่ช่วงฟองสบู่


ซึ่งทำให้เหมาะสมที่จะหาหุ้นราคาต่ำกว่ามูลค่า ซื้อสะสมเพื่อการลงทุนระยะยาวได้

*****


การใช้ Leverage ในอัตราที่สูง เพื่อ bet กับโอกาสเพียงเล็กน้อย โดยหวังจะได้กำไรจำนวนมาก มันคือการแบกความเสี่ยงอย่างมหาศาล

*****


ผลตอบแทนในอนาคตจะยิ่งต่ำลงตามราคาซื้อในปัจจุบันที่แพงขึ้น

*****


สำหรับบุคคลทั่วไป ที่ไม่ได้ศึกษาหุ้นรายตัวแบบจริงจัง ไม่ได้ติดตามกิจการแบบจริงจัง จะเพราะไม่มีเวลาศึกษาหรือไม่มีเวลาติดตามก็แล้วแต่ 


การซื้อกองทุนหักภาษีโดยเฉพาะกองทุน SSF , SSFX ควรคำนวนว่านอกจากหักภาษีได้แล้ว การโดนบังคับถือ 10 ปีนั้น คุ้มค่าหรือไม่


ลองมองว่าดัชนี SET ณ ปัจจุบันหากผ่านไปสิบปี มีโอกาสที่ดัชนีจะสูงกว่านี้หรือไม่


หากคิดว่ายังไงอีกสิบปีข้างหน้า SET ต้องสูงกว่านี้แน่นอน เหมาะแก่การซื้อกองทุนรวม ถือยาวๆ SSF , SSFX จะได้คือ ได้ลดภาษีและได้ทั้ง Cap Gain ถ้าเลือกกองทุนได้ถูกกอง


แต่สำหรับ คนที่ติดตามหุ้นรายตัวเอง คงค้องเปรียบเทียบ ว่าการซื้อกองทุน ให้กองทุนบริหารเงินให้ + ได้ลดหย่อนภาษี  ผลตอบแทนมากกว่าที่ตนเองบริหารเองหรือไม่ หากไม่ ก็ไม่ต้องซื้อ SSF, SSFX ก็ได้


เช่น หากโดนเรทภาษี ขั้นสูงสุดที่ 15% ก็เท่ากับว่าเงินที่ซื้อกองทุนเพื่อลดหย่อนภาษีได้ลดภาษี 15% บนระยะเวลาบังคับถือกองทุน 10 ปี เท่ากับได้ลดหย่อนภาษีเฉลี่ยปีละ 1.5%


แล้วนำ ปย ทางภาษีต่อปี มาบวกกับกำไรจาก nav  ที่กองทุนทำได้เฉลี่ยต่อปี  นั่นคือ ผล ปย ทั้งหมดที่ได้รับจากการซื้อ ssf, ssfx 


แล้วจึงนำมาเปรียบเทียบกับผลตอบแทนที่คาดว่าตนเองจะทำได้จากการซื้อหุ้นเอง


ดัชนีตอนนี้ประมาณ 1500 

สมมติ อีกสิบปี ดัชนีไปที่แถว 2,000 จุด


เท่ากับเพิ่มมา 33% หรือเฉลี่ย 3.3% ต่อปี  (หากซื้อกองอิงดัชนี จะได้ผลตอบแทนประมาณเดียวกับดัชนี)


บวก ผล ปยทางภาษี (สมมติ effective tax rate 15% ) ก็เท่ากับได้ ปย ทางภาษีต่อปีที่ 1.5%


3.3%+1.5% = 4.8% ต่อปี เป็นเวลาสิบปี


หากเป็นไปตามตัวอย่าง แล้วมีทางเลือกอื่น เช่น นำไปค้าขาย ได้กำไรต่อปี มากกว่า 4.8%  เราก็ไม่มีความจำเป็นต้องซื้อ ssf, ssfx 


แต่หากไม่ได้นำเงินไปลงทุนอย่างอื่นเลย นอกจากฝากแบงค์  การซื้อ ssf, ssfx  เป็นทางเลือกที่ดี


สำหรับคนที่จำเป็นต้องซื้อ

หากต้องซื้อ ssf และไม่อยากลุ้นกับความสามารถของ ผู้จัดการกองทุนก็สามารถเลือกซื้อเป็น กองทุนอิงดัชนีได้


การซื้อกองทุนลดหย่อนภาษี มีจุดอ่อนอย่างใหญ่หลวงอยู่จุดหนึ่งก็คือ หากไปเจอกองทุนที่มีผู้จัดการกองทุน “ห่วย” 


ผลตอบแทนอาจจะติดลบ แถมด้วยการเสียโอกาสในการสร้างผลตอบแทนไปอีก 10 ปีเลยทีเดียว


คือจะเสียหายทั้งฝั่งเงินทุนและเสียหายทั้งฝั่งโอกาสที่จะได้กำไร  เรียกว่า เสียหายสองเด้ง


***********


การเป็นนักลงทุน สิ่งที่ยากยิ่งกว่าการหาความรู้ คือการนั่งนิ่งๆให้เป็น

******


คนที่ไม่เรียนรู้จากอดีต ก็มักจะทำผิดซ้ำซากอยู่ร่ำไป


*****


นักเก็งกำไรที่คิดว่าสามารถเป็นนักลงทุนระยะยาวได้ สุดท้ายแล้วจะเปลี่ยนการขาดทุนชั่วคราว ให้กลายเป็นการขาดทุนถาวร

*****


คนที่ซื้อหุ้นตามเซียน บางครั้งไม่เคยรู้ว่าเซียนเค้าคุมความเสี่ยงที่จะส่งผลเสียหายต่อพอร์ตไว้  เช่น หุ้นที่เสี่ยงสูง บางทีเซียนอาจซื้อแบบเหมือนวางเดิมพัน(แบบหวังถูกรางวัลที่หนึ่ง) ซื้อด้วยสัดส่วนที่น้อยมากเมื่อเทียบกับพอร์ตรวม อาจซื้อจะแบบ 2% ของพอร์ต โดยหวังถ้าเป็นตามที่คิดอาจกำไรหลายเด้งจากราคาหุ้น


แต่คนที่ซื้อตามเซียนอาจไม่รู้ แล้วไปซื้อตามแบบมั่นใจเพราะเห็นเซียนซื้อ เลยอัดซื้อไป 50% ของพอร์ต


พอความเสียหายเกิดขึ้น เช่น ราคาหุ้นลงไป 30% เซียนแทบไม่รู้สึก อาจเสียหายสัก -0.6% ของพอร์ตรวม (2% * -30%)


แต่คนซื้อตามจะเสียหายมากถึง 15% ของพอร์ตรวม (50% * -30% )


ราคาหุ้นลงเท่ากันแต่เซียนรอด  คนซื้อตามเจ็บหนักกว่ามาก เพราะเชื่อใจเซียน ส่วนเซียนเค้าจะรู้ดีว่าความเสี่ยงมากแค่ไหน ควรซื้อในสัดส่วนเท่าไร เพราะคำนวนเอง หาข้อมูลเอง (ไม่งั้นคงไม่รอดมาจนเป็นเซียน) ส่วนคนซื้อตามอาจไม่ได้ทำการบ้านมากพอ ไม่รู้ลึกมากพอ ทำให้มองข้ามความเสี่ยง มีแต่ความมั่นใจในตัวเซียนมากเกินเหตุ


money management ต่างกัน risk/reward ต่างกัน เพราะความมั่นใจต่างกันจากข้อมูลที่รู้ต่างกัน


**********


มนุษย์เราเป็นนักสะสมความผิดพลาด เพียงแต่มีสองสิ่งที่สำคัญ คือ 

1. จะต้องไม่ทำผิดพลาดครั้งใหญ่ที่ฝืนมโนธรรมมากเกินไป

2. เมื่อผิดพลาดแล้วต้องปรับปรุงแก้ไขไม่ให้เกิดความผิดพลาดซ้ำสอง


แต่จะมีมนุษย์อีกกลุ่มนึงแพ้ใจตนเอง แล้วถูกล่อลวงให้ทำผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยสิ่งที่ชอบ


******


หุ้นที่เป็นผู้ชนะที่อยู่ในพอร์ตมันจะดูแลตัวมันเองได้ คุณเพียงแต่ดูแลหุ้นที่เป็นผู้แพ้อย่าให้เสียหายหนักได้ก็พอ

*****



เวลาโยนเหรียญ โอกาสออกหัวและก้อย จะเป็น 50:50 แต่บนความเป็นจริง เมื่อโยนเหรียญด้วยจำนวนครั้งที่น้อยๆ เช่น 5 ครั้ง ผลที่ได้อาจออกหัวทั้ง 5 ครั้งเลยก็ได้ แต่หากโยนเหรียญสักพันครั้ง โอกาสออกหัวออกก้อยจะกลับมาเป็น 50:50


ผลลัพธ์ระยะสั้นอาจผิดเพี้ยนไปจากความน่าจะเป็นระยะยาวได้ และมันเป็นอะไรที่เจอได้บ่อยจนเป็นเรื่องปกติ


ดังนั้นการสร้างพอร์ตหุ้นจึงควรให้พอร์ตสามารถอยู่ได้ในระยะยาวจนมันกลับสู่ความน่าจะเป็นที่เราคำนวนได้ ดังนั้นการสร้างพอร์ตโดยให้เวลาอยู่ข้างเดียวกับเราจึงเป็นสิ่งสำคัญ


และรวมถึงพอร์ตควรทนทานพอที่จะรองรับความผิดปกติในระยะสั้นให้ได้ด้วย


**********

ปัญหาหลักของ Player ในตลาดหุ้น ไม่ใช่การทำกำไรไม่ได้ แต่เป็นการรักษากำไรไว้ไม่ได้ต่างหาก

*****

สิ่งสำคัญที่สุด ในการเป็นนักลงทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่เพิ่งเริ่มต้น คือ “การอ่าน”

เลือกเนื้อหาที่จะอ่านเป็นส่วนประกอบที่สำคัญ ไม่น้อยไปกว่าการอ่านให้มาก เพื่อหาแนวทางของตนเอง

******

การตัดสินใจ โดยใช้สติใคร่ครวญเหตุผลอย่างถี่ถ้วน 

“จะทำให้สามารถยึดมั่นในการตัดสินใจนั้นได้นานกว่าและมีความมั่นใจมากกว่า”  การตัดสินใจอย่างหุนหันพลันแล่น

ซึ่งมันจำเป็นมาก เมื่ออยู่ในตลาดหุ้น

********

ข้อมูลที่มีผลทางจิตใจ แต่ไม่มีประโยชน์ในการตัดสินใจนั้นไม่มีความหมายอะไรเลย

*****

 ชอบพรรคการเมืองไหนชอบได้
เชียร์พรรคการเมืองไหนเชียร์ได้

แต่อย่าให้ความชอบทางการเมืองมามีอคติ จนบดบังความแจ่มใสทางความคิดในทางเศรษฐกิจ 

เพราะมันจะทำให้เกิดการลงทุนผิดพลาดไปอย่างน่าเสียดาย  
*********

ว่าด้วยเรื่องของร้านทองบ้างละกัน
ความนิยมการใส่ทองลดลงมาก ประเภทใส่ทองเส้นใหญ่ๆ คงจะเหลือแต่เพียงแม่ค้าในตลาดสดเป็นส่วนมาก ที่คนส่วนมากไม่นิยมใส่ทองรูปพรรณเส้นใหญ่ๆ เพราะ
- อันตรายต่อตัวเอง เสมือนตั้งค่าหัวให้ตัวเองตลอดเวลา
- หากจะสะสมทองนิยมทองแท่งซื้อมาขายไป
- คนส่วนมากล้วนคุ้นเคยการซื้อกองทุนเพื่อลดหย่อนภาษี  ทำให้คุ้นเคยกับการซื้อกองทุนทองคำไปด้วย 
- การเก็บรักษาทองรูปพรรณหรือทองแท่งไว้ที่บ้านค่อนข้างอันตรายและลำบากกว่าการซื้อกองทุนทองคำ 
- ให้ความรู้สึกดูขี้อวดแบบตลาดล่าง ภาพพจน์ทองรูปพรรณเส้นใหญ่จึงดูเสียไป
- โดยมากถ้าอยากจะอวดความมั่งมี มักจะอวดเป็นใส่นาฬิการาคาแพงมากกว่ามันดูดีกว่า  ใส่ทองเส้นละ 10 บาทมูลค่า 300,000 กว่าบาทมันดูล่อตาโจร  เสี่ยงจะโดนทำร้ายมากกว่าใส่นาฬิกาเรือนละล้าน 
- แม่ค้าตามตลาดสดชอบใส่ทอง  อันนี้เป็นความเคยชินของเค้ามาแต่ไหนแต่ไร  แต่คนทำงานออฟฟิศมักจะไม่ชอบใส่   แต่มักชอบซื้อกองทุนทองคำแทน เพราะไม่ต้องกังวลเรื่องเก็บรักษา
- อีกกลุ่มคืออยากซื้อนะ แต่ไม่มีความพร้อมที่จะจ่าย

ทั้งหลายทั้งปวงทำให้ ทองรูปพรรณ อยู่ในฐานะ อุตสาหกรรม  SUN SET (เทรนด์ขาลง) ซึ่งทำให้ ธุรกรรมการจำนำทองมีแนวโน้มลดลงในภาพรวม  เพราะความนิยมทองรูปพรรณลดลงเรื่อยเรื่อย 

ปล. เป็นการวิเคราะห์เพื่อการลงทุนเท่านั้น  หากกระทบจิตใจคนชอบทองรูปพรรณก็ขออภัยด้วย

******

คนที่ยังไม่เคยโดนความผันผวนขนาดหนักเล่นงานมาก่อน มักจะชอบความผันผวน ยิ่งมากยิ่งดี เพราะมองว่าเป็นโอกาส 

แท้ที่จริงแล้ว ทุกคนมีจิตใจที่สามารถรองรับกับความผันผวนของทรัพย์สินได้แตกต่างกัน 

ความผันผวนระดับที่เหมาะสมกับจิตใจเท่านั้น ที่จะสร้างโอกาสได้

และจิตใจจะสามารถรองรับความผันผวนได้ดียิ่งขึ้น มากยิ่งขึ้น ถ้าหากรู้ด้วยความมั่นใจถึงมูลค่า และความสามารถในการทำกำไรของกิจการ

*********

3 ข้อที่จะสกรีนหุ้นของ บ.หลอกลวงได้มากกกกพอสมควร ก็คือ

- เลือกหุ้นที่จ่ายปันผลมากกว่า 3% แบบต่อเนื่อง
- มีหนี้สินต่ำ ถึงต่ำมากๆเท่านั้น
- ซื้อหุ้นที่ราคาต่ำกว่ามูลค่าที่ประเมินอย่างคอนเซอเวทีฟ โดยอาศัยข้อมูลที่จริงในปัจจุบัน และอดีต ไม่ใช่ข้อมูลที่วาดฝันในอนาคต

การจ่ายปันผลในระดับที่ดีพอสมควรแบบต่อเนื่อง จะเป็นการคัดเอาบริษัทที่มีงบการเงินอ่อนแอออกไปได้มากพอสมควร

บริษัทที่มีหนี้สินต่ำ เงินที่จะเอามาจ่ายปันผลแบบต่อเนื่องได้นั้นจะไม่ได้มาจากการกู้ แต่จะมาจากการดำเนินงานที่มีกำไรเป็นกระแสเงินสดจริงๆ

ราคาหุ้นที่ต่ำกว่ามูลค่าของผลงานในปัจจุบันและอดีต จะเป็นตัวกำหนดว่าราคาไม่เฟ้อจากการปั่นหุ้นของจ้าวมือและนายตลาด

และหากลองไปตรวจดู ทุกบริษัทที่ผิดนัดชำระหุ้นกู้ ก็มักเป็นบริษัทที่  “ไม่ผ่านเกณฑ์” สามข้อนี้แทบทั้งนั้นด้วย










วันพุธที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2566

Holding Company สำคัญอย่างไร

 


ทำไมเจ้าของธุรกิจต้องศึกษา? 5 เหตุผลสำคัญที่ธุรกิจครอบครัวควรจัดตั้ง


บริษัทโฮลดิ้ง holding company


Holding Company คืออะไร ทำอะไรได้บ้าง?


เจ้าของธุรกิจทุกคนล้วนไม่อยากสูญเสียทรัพย์สินที่หามาด้วยความยากลำบาก ซึ่งในรอบหลายสิบปีที่ผ่านมา ธุรกิจต่างๆก็มีการพัฒนากลยุทธ์เพื่อช่วยในการปกป้องและบริหารทรัพย์สิน หนึ่งในวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดก็คือ การตั้งโฮลดิ้งขึ้นมาเพื่อไปถือหุ้นในบริษัทที่มีการประกอบกิจการ

การจัดตั้ง Holding Company เป็นกลยุทธ์ที่ธุรกิจครอบครัวมักที่จะใช้ในการวางแผนบริหารธุรกิจ รวมถึงทรัพย์สินส่วนรวมของสมาชิกครอบครัว และเริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อยๆหลังจากที่ภาครัฐเริ่มมีการจัดเก็บภาษีมรดก และภาษีการให้


แม้กระทั่งบริษัท ที่เรารู้จักกันดีในตลาดหุ้น บางคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองกำลังลงทุนอยู่ใน Holding Company ซึ่งโฮลดิ้ง คือบริษัทที่ไม่มีการดำเนินการทางธุรกิจแบบทั่วไป แต่เป็นบริษัทที่นำเงินไปลงทุนในกิจการอื่น (บริษัทลูก) อีกทีหนึ่ง เพื่อรอรับเงินปันผลจากกิจการเหล่านั้น นอกจากนี้ ผู้ถือหุ้นของโฮลดิ้งยังสามารถกำหนดนโยบายการบริหารงานของบริษัทลูกได้อีกด้วย เพราะมีฐานะเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ 



บริษัทโฮลดิ้ง holding company
โครงสร้างบริษัททั่วไป (ซ้าย) และ โครงสร้าง Holding Company (ขวา)

ทรัพย์สินอื่นๆที่สำคัญและมีมูลค่า เช่น เครื่องจักร อสังหาริมทรัพย์ หรือเครื่องหมายการค้า ก็สามารถนำมาเป็นทรัพย์สินเพื่อจัดตั้งเป็น Holding Company แล้วจึงปล่อยเช่าอุปกรณ์เครื่องจักร พื้นที่ทำออฟฟิศ หรือตราสินค้า ให้กับบริษัทลูกอื่นๆภายในโฮลดิ้งได้อีกด้วย

มีธุรกิจครอบครัวจำนวนมากใช้ Holding Company เพื่อถือหุ้นในกิจการลูกที่ทำธุรกิจ โดยแบ่งธุรกิจแต่ละหน่วยให้กับลูกหลานเพื่อไม่ให้ทำธุรกิจร่วมกันในที่เดียว วิธีนี้เป็นการป้องกันความขัดแย้งกันของคนในครอบครัว ซึ่งเมื่อบริษัทลูกมีผลกำไรก็ส่งเข้าโฮลดิ้ง เพื่อใช้เป็นที่รวบรวมเงินกองกลางของครอบครัว



บริษัทโฮลดิ้ง Holding Company
โครงสร้าง Holding Company ของ Alphabet บริษัทแม่ของ Google


Holding Company สามารถเป็นเจ้าของสินทรัพย์อะไรได้บ้าง ?


สินทรัพย์ที่ บริษัทโฮลดิ้ง สามารถเป็นเจ้าของได้นั้นมีความหลากหลายสูง ยกตัวอย่างเช่น


  • หุ้นในบริษัทที่ประกอบกิจการปัจจุบัน

  • หลักทรัพย์ เช่น หุ้นกู้ กองทุน ตราสารทางการเงินต่างๆ

  • ทรัพย์สินทางปัญญา เช่น เครื่องหมายการค้า สิทธิบัตร ลิขสิทธิ์

  • อสังหาริมทรัพย์ต่างๆ

5 เหตุผลที่ควรจัดตั้ง บริษัทโฮลดิ้ง


1. Holding Company ช่วยลดภาระภาษีของธุรกิจคุณ


ในบริษัทจำกัดทั่วไปที่มีการประกอบกิจการ หรือบริษัทที่ทำธุรกิจของคุณ หลายท่านเปิดกิจการมานาน ก็เป็นไปได้ว่าจะมีกำไรสะสมอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งเวลาที่บริษัทจำกัดจ่ายเป็นเงินปันผลออกมาให้ผู้ถือหุ้น แน่นอนว่าต้องเสียภาษี หัก ณ ที่จ่าย 10%

แต่ถ้าหากมีการตั้งบริษัทโฮลดิ้งเพื่อถือหุ้นในบริษัทจำกัดที่ดำเนินธุรกิจ จะทำให้สามารถถ่ายเงินออกโดยจ่ายเงินปันผลมาเก็บไว้ที่โฮลดิ้ง ซึ่งจะทำให้ไม่ต้องเสียภาษีหัก ณ ที่จ่าย 10% ( อ้างอิงตามมาตรา 65 ทวิ (10) นั้น ถือว่าเป็นการชะลอการจ่ายภาษีก้อนใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริษัทที่มียอดขายต่อปีสูง


ในการยกเว้นภาษีจะมีเงื่อนไขเพิ่มเติมดังนี้


1) บริษัทโฮลดิ้งต้องถือหุ้นในบริษัทลูกมากกว่า 25% ของหุ้นที่มีสิทธิออกเสียง จึงจะได้สิทธิไม่ต้องเสียภาษีหัก ณ ที่จ่าย 


2) Holding Company ต้องถือหุ้นก่อนวันที่มีสิทธิได้รับเงินปันผลไม่น้อยกว่า 3 เดือน และต้องถือต่อไปอีกอย่างน้อย 3 เดือนหลังจากมีสิทธิได้รับเงินปันผล


3) บริษัทลูก ต้องไม่เป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทโฮลดิ้ง (ไม่ถือหุ้นไขว้กัน)



*แต่หากไม่เป็นไปตามเงื่อนไขในข้อในข้อหนึ่งจากข้างต้น เงินปันผลจะได้รับการยกเว้นภาษีครึ่งหนึ่ง แทน



นอกจากนี้ Holding Company สามารถช่วยทำให้ประหยัดภาษีจากการส่งต่อทรัพย์สินได้ ซึ่งมีหลายกลยุทธ์ด้วยกัน หนึ่งในกลยุทธ์นั้นคือ การ Freeze มูลค่าทรัพย์สินไว้ เพื่อเวลาคำนวณการเสียภาษีการให้ และภาษีมรดก จะได้คำนวณจากมูลค่า ณ วันที่เอาทรัพย์สินเข้าบริษัท ทำให้มูลค่าปัจจุบัน ต่ำกว่ามูลค่าในอนาคตอย่างแน่นอน


ยกตัวอย่าง หากเราเอาอสังหาริมทรัพย์ ที่มูลค่าวันนี้ 100 ล้านบาท เข้ามาอยู่ใน Holding Company อีก 10 ปีผ่านไป อสังหาริมทรัพย์นั้นอาจจะมูลค่าเพิ่มเป็น 200 ล้านบาท หากรุ่นปู่ หรือรุ่นพ่อจากไป จากที่ต้องคำนวณภาษีจาก 200 ล้านบาท ก็จะคำนวณจากเงินต้น 100 ล้านบาทแทน


บริษัทโฮลดิ้งยังสามารถนำเงินที่ได้มาปล่อยกู้ให้กับบริษัทลูก โดยที่ตัวโฮลดิ้งเองจะได้รับสิทธิยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะจากดอกเบี้ยที่ได้รับ ร้อยละ 3.3% โดยดอกเบี้ยเงินกู้ที่ปล่อยให้บริษัทลูกจะต้องเป็นราคาที่อ้างอิงจากตลาด ตามมาตรา 65 ทวิ (4) แห่งประมวลรัษฎากร


เราแนะนำ ประเด็นภาษีของโฮลดิ้ง เป็นเรื่องที่ค่อนข้างมีความซับซ้อน และมีเรื่องที่ต้องนำมาพิจารณาหลายประเด็น ก่อนที่คุณจะจัดตั้ง Holding Company คุณควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญช่วยประเมินสถานการณ์ และวางแผนรองรับสำหรับอนาคต รวมถึงกฎระเบียบต่างๆ ของรัฐ


2. ปกป้องทรัพย์สิน และ จำกัดความเสี่ยงในการประกอบธุรกิจ

โครงสร้าง Holding Company เปรียบเสมือนโล่ที่ทำหน้าที่ปกป้องทรัพย์สินของบริษัทลูกๆในเครือของตัวเอง เจ้าหนี้ของบริษัทลูก ก็ถือว่าเป็นเจ้าหนี้ของบริษัทลูกเพียงเท่านั้น เจ้าหนี้ไม่สามารถแตะต้องทรัพย์สินที่เป็นของ Holding Company หรือกิจการอื่นๆภายเครือได้ 

ยกตัวอย่าง  สมมุติว่าคุณเป็นเจ้าของบริษัทที่ผลิตสินค้าอุปโภค ที่มีสินค้าเป็น แชมพู สบู่ ยาสีฟัน มีรถบรรทุกไว้ส่งของให้ร้านค้าทั่วประเทศ วันหนึ่งเกิดมีเหตุการณ์ไม่คาดฝัน พนักงานขับรถประมาททำให้เกิดอุบัติเหตุสร้างความเสียหาย ทำให้ถูกฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจำนวนมากเกินกว่าที่จะรับผิดชอบได้ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือ กิจการที่สร้างมาก็ต้องล้มละลาย 


กรณีเช่นนี้จึงควรตั้งโฮลดิ้งขึ้นมาเพื่อใช้เป็นมาตรการในการจำกัดความเสี่ยงตั้งแต่เนิ่นๆ ในขณะที่ยังไม่มีปัญหาอะไรเกิดขึ้น เพราะถ้าหากมีการจัดตั้งโฮลดิ้งและแยกหน่วยธุรกิจไว้ (สมมุติว่าเป็นหน่วยบริษัทขนส่ง) เจ้าหนี้ที่ฟ้องร้องจะสามารถฟ้องร้องค่าเสียหายในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งเท่านั้น ซึ่งจะเห็นว่าการทำเช่นนี้ เป็นการจำกัดความเสี่ยงหรือความรับผิดของแต่ละบริษัทไม่ให้เชื่อมโยงถึงกัน 


3. ใช้เป็นเครื่องมือจัดโครงสร้างการบริหาร เพื่อรองรับการขยายของธุรกิจครอบครัว

นี่ถือเป็นข้อดีสำคัญของ Holding Company เลยก็ว่าได้ เนื่องจากโครงสร้างของบริษัทโฮลดิ้งนั้นเอื้อต่อการขยายธุรกิจอย่างมาก


ยกตัวอย่าง สมมุติว่าปัจจุบันคุณกำลังทำธุรกิจรับเหมาก่อสร้างที่มีขนาดกลาง เมื่อลูกๆเรียนจบก็เข้ามาช่วยบริหารงาน คุณเห็นว่าลูกๆของคุณมีศักยภาพในการพัฒนาธุรกิจ ต่อมาคุณจึงมีความต้องการขยายไลน์ในธุรกิจก่อสร้างเพื่อเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าที่มีสิทธิบัตรเครื่องหมายการค้า และขยายธุรกิจด้านอื่นๆต่อไป

กรณีเช่นนี้ โครงสร้างแบบ Holding Company นั้นมีความเหมาะสมมากในการจัดทำ เพราะถ้าคุณไม่จัดโครงสร้างเป็นโฮลดิ้งและรวมธุรกิจดังกล่าวเข้าด้วยกันทั้งหมดให้อยู่ในบริษัทเดียวกันจะเกิดปัญหายุ่งยากตามมาในเรื่องของความไม่ชัดเจนของธุรกิจ การจัดทำรายงานต่างๆของบริษัทก็จะไม่ชัดเจน ทำให้การวัดผลประเมินการดำเนินงานหรือกำไรของแต่ละธุรกิจได้ยาก 

ดังนั้น เราแนะนำให้คุณแบ่งหน่วยธุรกิจออกมาให้ชัดเจน โดยใช้เงินลงทุนจากธุรกิจดั้งเดิมของคุณที่เป็นกิจการทำรับเหมาก่อสร้าง แบบนี้ทุกหน่วยธุรกิจก็ถือว่าเป็นส่วนรวมของครอบครัวไม่ใช่ของคนใดคนหนึ่ง 



4. การส่งต่อทรัพย์สิน และจัดการทรัพย์สินสามารถทำได้สะดวกกว่า

ธุรกิจครอบครัวจะได้ประโยชน์จากข้อนี้เต็มๆ เพราะโครงสร้างบริษัทโฮลดิ้ง เอื้อเฟื้อได้ด้านการจัดสรรแบ่งทรัพย์สิน หรือเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้น ที่เป็นสมาชิกในครอบครัวได้อย่างสะดวกและโปร่งใส 

ยกตัวอย่าง สมมุติว่าคุณมี 4 บริษัท และอยากจะแบ่งทรัพย์สินให้กับลูก 5 คนของคุณ แทนที่จะมาจัดการกระจายแบ่งหุ้นทีละกิจการให้ลูกๆ คุณก็ตั้ง Holding Company ขึ้นมา แล้วทำการออกหุ้นในนามโฮลดิ้งให้ลูกทั้ง 5 คนของคุณแทน โดยคุณสามารถกำหนดสัดส่วนของการแบ่งหุ้นให้กับลูกๆของคุณได้อีกด้วย


5. ใช้เป็นเครื่องมือบริหารสวัสดิการคนในครอบครัว


เมื่อเราได้รวบรวมทรัพย์สินสำคัญและหุ้นของธุรกิจที่ประกอบกิจการมาอยู่ในบริษัทโฮลดิ้งแล้ว เราสามารถจัดระบบสวัสดิการดูแลคนในครอบครัวได้ เราแนะนำว่าขั้นตอนนี้ควรเป็นขั้นตอนหลังจากได้มีการจัดทำธรรมนูญครอบครัวแล้ว ซึ่งเนื้อหาในนั้นจะมีการพูดถึงรายละเอียดการดูแลสมาชิก เพราะในความเป็นจริงแล้ว ไม่ใช่ทุกคนในครอบครัวจะมาสานต่อธุรกิจ จะมีคนกลุ่มหนึ่งอาจเลือกที่จะทำงานนอกธุรกิจครอบครัว


ซึ่งถ้าพูดถึงเรื่องการดูแลสวัสดิการและการส่งต่อธุรกิจ กลุ่มคนที่ทำงานในธุรกิจ และกลุ่มคนที่ทำงานนอกธุรกิจอาจจะได้รับสวัสดิการที่ต่างกัน และได้รับจำนวนหุ้นที่ไม่เท่ากัน โดยทายาทที่ทำงานในธุรกิจครอบครัวก็จะได้สวัสดิการจากบริษัทอยู่แล้ว


แต่ Holding Company จะเป็นแหล่งรวมทรัพย์สินที่เอาไว้ดูแลสวัสดิการของคนในครอบครัวทุกคน รวมถึงคนที่ไม่ได้มาทำงานในธุรกิจของครอบครัวได้อีกด้วย


ธุรกิจของคุณควรจัดตั้ง Holding Company หรือไม่?

เราแนะนำให้คุณจัดตั้งบริษัทโฮลดิ้ง ถ้าหากบริษัทหรือธุรกิจของคุณ 

  • มียอดขายมากกว่า 50 ล้าน/ปี หรือมีกำไรสะสมในงบการเงินมากกว่า 20 ล้าน

  • ธุรกิจกำลังเติบโตและคุณต้องการจำกัดความเสี่ยงในการประกอบกิจการ

  • ธุรกิจของคุณมีเครื่องหมายการค้า

  • คุณมีอสังหาริมทรัพย์มีมูลค่าสูง 

  • มีทรัพย์สิน หรืออสังหาริมทรัพย์ที่ต้องการส่งต่อให้รุ่นต่อไป

  • ครอบครัวมีขนาดค่อนข้างใหญ่ มีทายาทธุรกิจหลายคน และต้องการสร้างมาตรการป้องกันความขัดแย้งรองรับสำหรับอนาคต

  • ต้องการป้องกันการโอนย้ายทรัพย์สินไปยังบุคคลภายนอก หรือป้องกันการถูกเทคโอเวอร์

สรุป

จะเห็นได้ว่า Holding Company มีข้อดีมากมาย แต่โครงสร้างของบริษัทโฮลดิ้งนั้นอาจจะไม่ได้เหมาะสำหรับทุกคน แต่ถ้าหากคุณมีธุรกิจที่กำลังเติบโต หรือมีแนวโน้มที่จะขยับขยายกิจการในอนาคต การปรับโครงสร้างเป็นบริษัทโฮลดิ้ง ก็ถือเป็นการเตรียมพร้อมสำหรับธุรกิจและครอบครัวของคุณได้เป็นอย่างดี



ปรึกษาด้านการจัดตั้งบริษัทโฮลดิ้ง


เราเป็นผู้ให้บริการจัดตั้ง Holding Company ครบวงจร พร้อมปรับโครงสร้างธุรกิจเป็นบริษัทโฮลดิ้งทั้งระบบ ด้วยประสบการณ์การจัดตั้งมากว่า 100 บริษัท ด้วยประสบการณ์มากกว่า 20 ปี ในด้านธุรกิจครอบครัว IDOL PLANNER CONSULTING จึงเข้าใจถึงความเปลี่ยนแปลง และความท้าทายใหม่ๆที่เจ้าของธุรกิจจะต้องเผชิญ ในปัจจุบันมีธุรกิจจำนวนมากที่ใช้โครงสร้างธุรกิจที่ไม่เหมาะสมในการประกอบกิจการ ทำให้ระบบการบริหารและการจัดการนั้นขาดประสิทธิภาพ เราเชื่อว่าการวางรากฐานที่ดีจะสามารถเติมเต็มประสิทธิภาพให้กับธุรกิจของคุณได้ โดยทั่วไปแล้วการจัดตั้งโฮลดิ้งอาจต้องใช้เงินทุนจำนวนมากหากไม่มีกลยุทธ์ที่เหมาะสม ที่ IPC เราช่วยคุณวางกลยุทธ์ให้รอบด้าน โดยคำนึงถึงการใช้ประโยชน์ได้จริงในระยะยาว ที่สำคัญ ไม่จำเป็นต้องใช้เงินทุนมากในการเข้าถือหุ้นในบริษัทประกอบการอีกด้วย


IDOL PLANNER CONSULTING มีผู้เชี่ยวชาญในด้านการปรับโครงสร้างองค์กร ภาษี กฎหมาย ในการจัดการธุรกิจครอบครัว พันธกิจของเราคือการช่วยเหลือบริษัทของครอบครัวได้เติบโตอย่างเต็มประสิทธิภาพ และเราพร้อมที่จะเป็นส่วนสำคัญในการเติมเต็มศักยภาพของธุรกิจคุณ ผู้ที่สนใจด้านการปรับโครงสร้างองค์กร จัดตั้งบริษัทโฮลดิ้ง หรือต้องการคำปรึกษาเฉพาะทางสำหรับธุรกิจครอบครัว สามารถติดต่อเราเพื่อขอรับคำปรึกษาเบื้องต้น ฟรี โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

https://www.idolplanner.com/post/holding-company