วันอังคารที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566

หลักคิด 28

คนไม่น้อยเก็งกำไร เพราะอ้างว่าไม่เชื่องบการเงินแต่เชื่อกลับไปเชื่อกราฟ (กราฟที่จ้าวมือสร้างขึ้นมาล่อ ให้คนที่ต้องการแทงสูงแทงต่ำมาเข้าบ่อนของเขา)

*******

Current P/E ใช้กำไรของปีล่าสุดในการคำนวน

Trailing P/E ใช้กำไรสี่ไตรมาสล่าสุดในการคำนวณ

Forward P/E ใช้กำไรใน 4 ไตรมาสถัดไปในการคำนวณ

*********

ยิ่งลงทุนนาน ยิ่งรู้สึกว่าชอบพอร์ตแบยโฟกัสมากขึ้นเรื่อยๆ น่าจะเป็นเพราะขี้เกียจติดตามหุ้นเยอะๆมั้ง

แต่เวลาจัดพอร์ตให้คนใกล้ชิด จะจัดให้แบบสมดุล

เพราะพอร์ตแบบโฟกัส
- มีความผันผวนสูงกว่าพอร์ตแบบสมดุลมาก กลัวคนใกล้ชิดจะทนกับแรงกดดันได้ไม่เท่าเรา
- พอร์ตแบบโฟกัสต้องการการติดตามที่ใกล้ชิดมากกว่ามากๆ เพื่อจะได้เข้าใจ ทำให้ทนต่อความผันผวนได้สูง ซึ่งคนใกล้ชิดเราส่วนมากไม่ค่อยได้ติดตามหุ้นมากเหมือนเรา การกระจายความเสี่ยงจึงเป็นสิ่งจำเป็นมาก

พอร์ตแบบสมดุลในความคิดเราคือมีหุ้น 8-15 ตัวน่าจะกำลังดี

พอร์ตแบบโฟกัสจะมีหุ้นไม่เกิน 5 ตัว และอาจมีบางตัวที่มีสัดส่วนสูง 25-50% ของพอร์ต

********

เห็น นลท บางคนทำทุกทาง ขยันทุกอย่าง เพื่อเป็นผู้ชนะในตลาดหุ้น ยกเว้นอย่างเดียว "อ่านงบการเงิน"


******

เราควรต้องวางเป้าหมายเสียก่อนว่าแท้จริงแล้วเราต้องการอะไรกันแน่ 

หากเป้าหมายของการลงทุนคือการมีอิสรภาพทางการเงิน ก็ต้องมากำหนดว่ามี factor ไหนบ้างที่จะให้เราประสบความสำเร็จตามเป้าหมายได้

ก็ต้องมาดูนิยามคำว่าอิสรภาพทางการเงินมันคืออะไร

จะมีอิสรภาพทางการเงินได้ปัจจัยหลักน่าจะเป็นเรื่องของกระแสเงินสดที่ไหลเข้ามาตลอดชีวิตเรามีให้เราได้ใช้จ่ายอย่างพอเพียงเป็นขั้นต่ำ (ไม่ใช่อย่างฟุ่มเฟือย) คือ มี passive income นั่นเอง

ผลข้างเคียงของการมีกระแสเงินสดที่ไหลเข้ามาตลอดอาจจะส่งผลให้เราร่ำรวยก็ได้หรือไม่ร่ำรวยก็ได้ จุดนี้ไม่ใช่ประเด็นหลัก

เราก็ต้องมาดูว่าแฟกเตอร์ที่จะทำให้เราไปถึงเป้าหมายได้มีอะไรบ้าง

รายได้จากค่าเช่า จริงๆตัวนี้ถ้าเราไม่ได้จ้างเอเจนซี่ช่วยดูแลเสมือนเราก็ยังต้องทำงานอยู่

รายได้จากดอกเบี้ย อันนี้ต้องมีเงินมากพอสมควรดอกเบี้ยถึงจะเป็นกอบเป็นกำเพียงพอที่จะนำมาเป็นค่าใช้จ่ายโดยที่ไม่เดือดร้อน หากเป็นดอกเบี้ยจากสถาบัรการเงิน โดยมากมักจะน้อยกว่าอัตราเงินเฟ้อ หรือดอกเบี้ยจากการปล่อยกู้มักจะต้องยังทำงานอยู่ เช่น ติดตามทวงหนี้

รายได้จากเงินปันผลจริงๆแล้วมันคือรายได้จากธุรกิจที่เราลงทุนผ่านตลาดหุ้น ซึ่งถ้าเราเลือกธุรกิจที่ดีพอ รายได้จากเงินปันผลจะมากกว่ารายได้ดอกเบี้ยหลายเท่าตัวทีเดียว และมีโอกาสเพิ่มมากขึ้น

จึงเป็นช่องทางที่มีความเป็นไปได้มากที่สุด ที่จะมี passive income เอาไว้ใช้จ่ายอย่างพอเพียง

******
ภาพในใจเรา ที่มีต่อหุ้นแต่ละประเภทโดยประมาณ
ชาร์ตในรูปยังไม่รวม ผลตอบแทนจากเงินปันผล

หุ้นเติบโต และหุ้นวัฏจักร จึงมี Player แห่เข้าไปเล่นรอบกันมาก เพราะมีความผันผวนที่สูงถึงสูงมาก

เมื่อคนแห่เข้าไปเล่นรอบ ยิ่งทำให้มีความผันผวนสูงมากขึ้นไปอีก

จะมีคนได้ และจะมีคนเสีย เป็น zero sum game เป็น adder เพิ่มเติมบนราคาหุ้นที่ขึ้นลงตามธุรกิจอีกที
*********

หุ้นของ บ.ที่ควรค้นหา คือหุ้นที่มีโอกาสการเติบโตในอนาคตตั้งแต่ปานกลางขึ้นไป ราคาปัจจุบันสมเหตุสมผลและมี Tangible asset รองรับพอสมควร

การไม่มี Tangible asset มารองรับมันหมายถึงการไขว่คว้าความฝัน หากคว้าได้อาจเป็นฝันที่ยิ่งใหญ่ แต่หากฝันสลาย ความเสียหายจะมากมายทีเดียว

หุ้นที่เราพยายามหาคือหุ้นที่มีโอกาสการเติบโตในอนาคตตั้งแต่ปานกลางขึ้นไป+ปัจจุบันมีราคาถูก+มี Tangible asset รองรับพอสมควร

*********

อินไซด์ทั้งหลาย ถ้ามันอินไซด์จริง มันไม่หลุดมาถึงคุณหรอก 

ข่าวที่ทำเงินได้ มันไม่หลุดมาถึงแน่ๆ มีแต่ข่าวลวงให้ไป "จ่าย" เท่านั้น ที่หลุดมาถึง 

คุณคิดว่าตัวเองเป็นใคร สำคัญแค่ไหน ข่าวอินไซด์ที่ทำเงินได้ถึงจะมาถึงคุณ ?
ไม่พูดแบบนี้ มันไม่ซึ้งถึงหัวอกหัวใจ แบบนี้จะทำให้จำได้แม่น

********

บริษัทขนาดเล็กที่มีสภาพคล่องในการซื้อขายต่ำ หากงบการเงินผิดคาดในทางลบ ผลลัพธ์ที่เกิดกับราคาหุ้นนั้นจะเลวร้ายมากทีเดียว

ดังนั้นก่อนที่จะซื้อหุ้นตัวเล็ก ให้มองทางลบเผื่อไว้บ้าง อย่าคิดแต่ว่าจะกำไรได้มากจากหุ้นตัวเล็กแต่เพียงอย่างเดียว

********

ุนักลงทุนควรมีการวางแผนเป้าหมายชีวิต เป้าหมายของ portfolio เช่น

- ปีพศนี้ 
- อายุเท่านี้
- ปัจจุบันพอร์ตเท่านี้  
- คาดว่าพอร์ตเติบโตปีละเท่านี้ 
- เงินปันผลที่ได้ปีละเท่านี้
- รวมที่ได้จากพอร์ตหุ้นปีละเท่านี้
- เงินปันผลนำมาใช้จ่ายปีละเท่านี้
- เหลือสะสมอยู่ในพอร์ตปีละเท่านี้
- รวมแล้วพอจะโตปีละเท่านี้

ทำต่อเนื่อง 5-10 ปี หรือตลอดช่วงอายุจนถึงอายุสัก 75 ปี 

list ข้างบนนั้น นำไปเป็น Head ของคอลัมน์ใน excel ได้  

มันทำให้เราเห็นเป้าหมายที่ชัดเจนว่าแต่ละปีที่ผ่านไปเราทำได้ตามเป้าหมาย และเติบโตได้ตามเป้าหมายจริงหรือไม่

********

การลงทุนระยะยาว ควรให้เวลาอยู่ข้างเรา อย่าทำอะไรที่เป็นปรปักษ์กับเวลา เช่น สะสมฟิวเจอร์ (เพราะมีการหมดอายุ) , DW (เพราะมี time decay) , การใช้มาร์จิ้น (เพราะยิ่งนานยิ่งโดนดอกเบี้ยบานตะไท)

******

วิธีการคำนวณค่า PE ของพอร์ตหุ้น
(สัดส่วนหุ้นตัวที่ 1 × พีอีของหุ้นตัวที่ 1) 
+ (สัดส่วนหุ้นตัวที่ 2 × พีอีของหุ้นตัวที่ 2)
+ (สัดส่วนหุ้นตัวที่ 3 × พีอีของหุ้นตัวที่ 3) 
+ (สัดส่วนหุ้นตัวที่ X × พีอีของหุ้นตัวที่ X) 

โดย สัดส่วนหุ้น หมายถึง (มูลค่าหุ้นตัวที่ X หารด้วยมูลค่าพอร์ต X 100)

เมื่อวานหลังจากปรับพอร์ตเสร็จ Trailing P/E พอร์ตเรา อยู่ที่ 6.99 เท่า

*******

ในการลงทุน ไม่จำเป็นต้องซื้อหรือขายหุ้นอยู่ตลอดเวลา

บางช่วงไม่มีหุ้นราคาถูกให้ซื้อ ก็ไม่จำเป็นต้องดิ้นรนที่จะซื้อ 

การรอเป็น เป็นสิ่งสำคัญ 
อย่าดิ้นรนที่จะซื้อ จะขาย อยู่ตลอดเวลา

แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่โอกาสมาถึงต้องลงมืออย่างว่องไวรวดเร็ว

******
การสับเปลี่ยนหุ้น

- เหมือนการนั่งรถม้า มีม้าฝูงนึงลากรถม้า คัดตัวที่แข็งแรง(มั่นคง)ไว้ใน watch list พอมีวิกฤติ ตัวแข็งแรงราคาลงมาจนมีอัพไซด์มากกว่าก็เปลี่ยนตัวเดิมบางตัวออก เอาตัวใหม่ที่กำลังดีกว่า(มีอัพไซด์มากกว่า) เข้ามาแทน ทำให้ม้าทั้งฝูงมีกำลังดีขึ้น สดใหม่ขึ้น ลากพอร์ต(รถนั่งเทียมม้า) ไปต่อได้ด้วยกำลังที่ดี

- การสับเปลี่ยนหุ้นดูจากส่วนเผื่อความปลอดภัย+อัพไซด์เป็นหลักไม่ได้ดูกราฟ

- ลืมเรื่อง sunk cost หรืออดีตที่ตัวไหนเคยทำกำไรใด้มากเท่าไร ไปได้เลยเมื่อยามสับเปลี่ยนตัว โฟกัสไปที่ MOS+UPSIDE เท่านั้น (เพราะคัดจากตัวที่แข็งแรง งบมั่นคงใน watch list ที่ผ่านการคัดกรองความแข็งแรงมาแล้ว)

ดังนั้นต้องทำการบ้านมาล่วงหน้า ถึงจะรู้ได้ว่าตัวไหนที่ราคาไหนมีอัพไซด์หรือmos เท่าไร เฝ้ารออย่างใจเย็น แต่เมื่อโอกาสมาถึง ลงมืออย่างรวดเร็ว

********

การตัดสินใจลงทุนท่ามกลางวิกฤติที่ราคาหุ้นลงแรงและมีความสั่นไหวของบรรยากาศการลงทุนที่น่ากลัวนั้น ทางทฤษฎีใครๆก็รู้ว่าให้ซื้อของราคาถูก แต่ในทางปฏิบัตินั้น จะมีแต่คนออกมาสาปแช่ง ตื่นกลัว และเทขาย

โอกาสจึงเป็นของคนที่ทำการบ้านมาเป็นอย่างดีที่มีความมั่นใจสูง ซึ่งเป็นคนกลุ่มน้อย

*******

การประเมินความเสี่ยงผิดพลาด ทำให้

1 ลงทุนผิดพลาดเกิดความเสียหายเนื่องจากเข้ารับความเสี่ยงมากเกินไป 

2 พลาดโอกาสการลงทุนที่ดีไป เสียโอกาส เนื่องจากไม่กล้าเข้ารับความเสี่ยง

*****

นักลงทุน/เทรดเดอร์ คือ Risk taker 
ถ้าไม่กล้าเข้ารับความเสี่ยง ก็เท่ากับเป็นคนวงนอก แต่ถ้ารับความเสี่ยงมากเกินไปก็จะโดนบังคับให้เป็นคนวงนอก เช่นกัน

*******

กรณีศึกษา

SIVB บ.แม่ของ SVB ยื่นล้มละลาย

ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า SIVB เป็นคนละบริษัทกันกับ Silicon Valley Bank 

เทียบง่ายๆ คือ สมมติว่า JMART ถือหุ้น JMT แล้วสมมติ JMART ขอยื่นล้มละลาย งบการเงินของ JMT แยกออกจาก JMART โดยหาก JMART ยื่นล้มละลายก็อาจจะขายหุ้นของ JMT ออกมาเพื่อนำเงินไปใช้หนี้ ส่วน JMT ก็ดำเนินธุรกิจต่อไปไม่เกี่ยวกัน 

ในกรณีของ SIVB กับ SVB ก็เช่นกัน

*********
บริษัท A ที่ลงทุน ในบริษัท B โดยบ. A ถือหุ้นของ บ. B มากกว่า 50% ขึ้นไป เราเรียก บ. B ว่า บ.ย่อย (หรือ บ.ลูก) 

งบการเงินและทรัพย์สินของ บ.A และ บ.B ก็แยกจากกันอยู่แล้ว

บ.แม่ ที่ถือหุ้นใน บ.ลูกมากกว่า 50% ทำให้มีอำนาจออกเสียง มีอำนาจครอบงำ

แต่ ในแง่ของทรัพย์สิน บริษัทแม่ ก็เหมือนนักลงทุนทั่วไปที่ซื้อหุ้นของบริษัทอื่น หากนักลงทุนทั่วไปต้องการจะใช้เงินก็แค่ขายหุ้นออก 

บริษัทแม่ก็ทำได้เช่นเดียวกัน

คือสมมุติว่า บริษัทแม่ยื่นล้มละลายต่อศาล สุดท้ายแล้วทางออกก็คือขายทรัพย์สินออกเพื่อใช้หนี้ 

และหุ้น บ. B ที่บริษัทแม่ (A) ถือ ก็นับว่าเป็นทรัพย์สินอย่างหนึ่งที่สามารถขายออกมาใช้หนี้ได้

ให้นึกถึงว่านักลงทุนรายย่อยขายหุ้นที่ซื้อไว้ออกไป บริษัทที่โดนนักลงทุนขายหุ้นเขาก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไร เขาก็ยังดำเนินธุรกิจตามปกติของเขาไป

บริษัทแม่ที่ล้มละลาย แล้วต้องขายหุ้นของบริษัทลูกก็เช่นกัน 

คืองบการเงินและทรัพย์สินมันแยกจากกันอยู่แล้ว การที่บริษัทแม่ขายหุ้นของบริษัทลูกเพราะต้องการใช้เงิน ก็ไม่ได้กระทบอะไรกับบริษัทลูก 

บริษัทลูกก็ยังดำเนินธุรกิจตามปกติต่อไป

*********

เปรียบเทียบความสามารถในการทำกำไรของ CS ที่มีปัญหา กับ ความสามารถของแบงค์ไทย จะเห็นภาพได้ชัดทีเดียว 

ตัวอย่างการดูอัตราส่วน ROE ROA ROIC

*********

ในระยะยาวแล้ว การจะมีอิสรภาพทางการเงินนั้น มันหมายถึงการมีกระแสเงินสดไหลเข้ามากพอที่จะครอบคลุมค่าใช้จ่ายต่างๆตลอดปีได้ หนึ่งในกระแสเงินสดไหลเข้าคือเงิน ปันผล ดังนั้นการสร้างพอร์ตหุ้นปันผล ก็เป็นอีกหนทางหนึ่งสู่ความมีอิสรภาพทางการเงิน 

การสร้างพอร์ตหุ้นปันผล 

- เลือก บ. ที่มีการเติบโต 
- เลือก บ.ที่ไม่ล้มหายตายจากในอีก 10 ปีข้างหน้า
- เลือก บ.ที่มีหนี้สินต่ำ
- มี Div yield บนราคาที่ซื้ออย่างน้อย 3% ขึ้นไป 
- ที่สำคัญ ผบห ซื่อสัตย์ มีคุณธรรม ไม่เอาเปรียบ นลท รายย่อย

บ.ที่เติบโตสูง แต่ปันผลต่ำเมื่อเทียบกับราคาที่เราจ่ายนั้น ไม่ค่อยเหมาะกับพอร์ตปันผล เพราะนอกจากราคามักจะสูงแล้วเงินปันผลยังได้น้อย เช่น

สมมติ หุ้นเติบโตสูง
บ.A จ่ายปันผลคิดเป็น yield 1% และมีการเติบโตปีละ 20% ราคาหุ้น 100 บาท 

ปีที่ 1 ได้ปันผล 1 บาท
ปีที่ 2 ได้ปันผล 1.20 บาท
ปีที่ 3 ได้ปันผล 1.44 บาท
ปีที่ 4 ได้ปันผล 1.72 บาท
ปีที่ 5 ได้ปันผล 2.07 บาท

เทียบกับอีกบริษัท สมมติ บ.มั่นคง
บ. B จ่ายปันผล 3% และมีการเติบโตปีละ 5% ราคาหุ้น 100 บาท 

ปีที่ 1 ได้ปันผล 3 บาท
ปีที่ 2 ได้ปันผล 3.15 บาท
ปีที่ 3 ได้ปันผล 3.30 บาท
ปีที่ 4 ได้ปันผล 3.47 บาท
ปีที่ 5 ได้ปันผล 3.64 บาท

เห็นถึงความแตกต่างไหม

การถือหุ้นบริษัทมั่นคง ที่มีปันผลดี และมีการเติบโต เปรียบเสมือนกับการถือพันธบัตรที่จ่ายดอกเบี้ยสูง และดอกเบี้ยที่จ่ายให้นั้นเพิ่มขึ้นทุกปี ซึ่งเป็นอะไรที่หาไม่ได้ในพันธบัตร

อย่าลืม sum เงินปันผลของหุ้นทั้งคู่ตลอดหลายๆปี และเงินก้อนที่ได้นั้นเอาไปลงทุนต่อหรือหากนำมาใช้จ่าย โดยตลอด 10 ปีของหุ้นเติบโตเงินปันผลจะเพียงพอให้ใช้จ่ายหรือเปล่า ถ้าไม่แสดงว่าต้องขายหุ้นเติบโตลดพอร์ตลงมาเพื่อใช้จ่ายหรือเปล่า

รวมถึงต้องคิดเผื่อไว้ด้วยว่าในปีที่ห่างไกลออกไปมากๆ อัตราการเติบโตอาจจะไม่สามารถรักษาไว้ในระดับสูงได้ในหุ้นเติบโต

ขณะที่หุ้นมั่นคงการเติบโตเพียง 5-6% นั้น โอกาสที่จะรักษาอัตราการเติบโตระดับนั้นไปได้อย่างยาวนานนั้นมีมากกว่า

*******

สำหรับเทรดเดอร์ หุ้นที่มีความผันผวนสูง คือหุ้นที่มีความเสี่ยงสูงตามเนื่องจากเทรดเดอร์จะต้อง stop loss นั่นหมายความว่าหุ้นที่มีค่าเบต้าสูง คือหุ้นที่มีความเสี่ยงสูงในความหมายของเทรดเดอร์ 

ในขณะที่นักลงทุน จะ stop loss ก็ต่อเมื่อ พื้นฐานกิจการของบริษัทเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยยะในทางที่ไม่ดีและถาวร ดังนั้นค่า beta ที่สูง ไม่ได้แปลว่ามีความเสี่ยงสูงสำหรับนักลงทุน

เมื่อค่า beta ไม่ใช่ความเสี่ยงสำหรับนักลงทุน ก็พูดได้อีกอย่างหนึ่งว่า ความผันผวนไม่ใช่ความเสี่ยงสำหรับนักลงทุน

*******

สำหรับเทรดเดอร์ หุ้นที่มีความผันผวนสูง คือหุ้นที่มีความเสี่ยงสูงตามเนื่องจากเทรดเดอร์จะต้อง stop loss นั่นหมายความว่าหุ้นที่มีค่าเบต้าสูง คือหุ้นที่มีความเสี่ยงสูงในความหมายของเทรดเดอร์ 

ในขณะที่นักลงทุน จะ stop loss ก็ต่อเมื่อ พื้นฐานกิจการของบริษัทเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยยะในทางที่ไม่ดีและถาวร ดังนั้นค่า beta ที่สูง ไม่ได้แปลว่ามีความเสี่ยงสูงสำหรับนักลงทุน

เมื่อค่า beta ไม่ใช่ความเสี่ยงสำหรับนักลงทุน ก็พูดได้อีกอย่างหนึ่งว่า ความผันผวนไม่ใช่ความเสี่ยงสำหรับนักลงทุน

ในเมื่อค่า beta ไม่ใช่ความเสี่ยงสำหรับนักลงทุน ดังนั้นต้นทุนเงินทุน wacc ที่ใช้ค่า beta ในการคำนวณ เพื่อการประเมินมูลค่า ตัวเลขมูลค่าที่ได้นั้น ย่อมผิดเพี้ยนสำหรับนักลงทุนด้วยเช่นกัน

ซึ่งเรื่องนี้มันส่งผลกระทบในวงกว้าง เพราะนักวิเคราะห์จากทุกค่าย ล้วนเรียนมาแค่ตำราเดียว คือการหาต้นทุนเงินทุน(WACC) ด้วยค่า beta

ดังนั้นถ้าค่าเบต้าไม่ใช่ตัวเลขสำหรับนักลงทุนแล้วแล้วก็ ตัวเลขจากการประเมินมูลค่าของนักวิเคราะห์ทุกค่าย ย่อมไม่ใช่ตัวเลขที่ใช้ได้สำหรับนักลงทุน

ค่า beta ใช้สำหรับ เทรดเดอร์ เนื่องจากความผันผวนอาจส่งผลให้เกิดการ stop loss ดังนั้นตัวเลขประเมินมูลค่าของบทวิเคราะห์ต่างๆ จึงเป็นตัวเลขสำหรับเทรดเดอร์ไม่ใช่นักลงทุน

********
ฃเคยมีคนถามว่า อยากเทรดหุ้นหาค่ากับข้าว ไม่เอามากแค่วันละ 1,000-1,500 มีทางทำได้ไหม

ฟังคำถามแล้ว เหนื่อยใจ ผิดตั้งแต่วิธีคิด, ผิดทั้ง mindset

ถ้าจะตอบคงบอกว่าให้ลองหาหนังสืออ่านให้มากๆก่อน การจะทำกำไรทุกวัน ทุกครั้งที่เทรด แค่วิธีคิดตั้งต้นก็ผิดแล้ว

ทำไมวิธีคิดแบบนี้ถึงผิด เพราะไม่มีทางทำกำไรได้ทุกวัน ไม่มีทางถูกทุกครั้งที่เทรด เพราะการเทรดบนระยะเวลาสั้นๆที่จะ take profit รายวันนั้นสิ่งที่ใช้เทรดคือ

1.เทรดตามกราฟ ซึ่งกราฟคือการใช้สถิติ และหาโอกาสความน่าจะเป็น คำว่าโอกาสความน่าจะเป็นแปลว่าไม่ใช่ 100% ดังนั้น ถูกทุกการเทรดจึงเป็นไปไม่ได้  

2.เทรดตามข่าวลือ อันนี้ยิ่งเป็นไปไม่ได้เด็ดขาดที่จะถูกทุกการเทรด

3.เทรดตามความรู้สึกอันนี้ไม่ต่างกับการพนัน ไม่มีหลักการอะไรเลย

4.เทรดโดยใช้ระบบเทรด การใช้ระบบจะเป็นการเทรดที่ใช้หลักการคือ เวลาผิดต้องเสียให้น้อยและถูกต้องได้ให้มาก ซึ่งเรื่องระบบเทรดก็ต้องใช้เวลาเช่นกัน อาจใช้เวลาพอๆกับการลงทุนด้วยซ้ำไป

อย่าเทรดเพื่อหาค่ากับข้าว เพราะมันไม่ช่วยให้เปลี่ยนฐานะ แถมบางครั้งนอกจากไม่ได้ค่ากับข้าวแล้วยังเสียค่าโต๊ะจีนอีกด้วย

*****

คนไม่น้อยพยายามทำธุรกิจโดยที่รู้อยู่ว่าเมื่อลงทุนไปแล้วเงินทุนจะไปติดอยู่ในสินค้าและอุปกรณ์และรู้ว่าต้องใช้เวลาพอสมควรในการทำธุรกิจ

แต่พอลงทุนในหุ้นกลับรีบร้อนต้องการใช้เวลาน้อยๆ ทนรอนานๆแบบการลงทุนทำธุรกิจไม่ค่อยได้ นี่คือ mindset การลงทุนที่ผิด (มันคือ mindset ของการเก็งกำไร)

*****

โฟกัสไปที่ตัวธุรกิจของบริษัทดีกว่าที่จะเสียเวลาจับจังหวะซื้อขาย

นักลงทุนไม่น้อยชอบจับจังหวะซื้อขายมากกว่าชอบศึกษาธุรกิจของบริษัท เพราะว่าการได้ซื้อขายมันตื่นเต้นกว่า มันเร้าใจกว่า มันตอบสนองอีโก้ว่าข้าเก่งได้มากกว่า

ส่วนการศึกษาธุรกิจของบริษัทนั้น มันเป็นเรื่องที่น่าเบื่อหน่าย ไม่เร้าใจ เหมือนการโดนบังคับให้อ่านตำราเรียน

คนใหม่ๆที่เข้ามาในตลาดหุ้นจึงชอบการได้ซื้อๆขายๆมากกว่าที่จะศึกษาธุรกิจของบริษัท

วันอังคารที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2566

หลักคิด 27

คุณไม่จำเป็นต้อง "จูบสาวทุกคน" ถึงแม้ผมจะพลาดหุ้น 10 เด้งมากมาย ผมก็ยังคงทำผลตอบแทนได้เหนือกว่า wall street - Peter Lych

********
หุ้นไม่เคยรู้ว่าใครเป็นเจ้าของมัน
*****

คุณภาพชีวิต ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจ
การตัดสินใจ ขึ้นอยู่กับความคิด
ความคิด ขึ้นอยู่กับ ประสบการณ์และความรู้ ที่ถูกเสริมด้วยอารมณ์

ดังนั้น อ่านและลงมือทำให้มากเพื่อเพิ่มประสบการณ์และความรู้ หมั่นดูใจเพื่อจัดการอารมณ์ตนเองให้อยู่ในจุดที่สมดุล

ทำเหตุให้ดีแล้วผลลัพธ์จะดีเอง

********

อย่าเสียดายหุ้นที่ไม่ได้ซื้อเพราะมันไม่ได้เข้ากับหลักการลงทุนของตนเอง ถ้าไม่อย่างนั้นคุณจะเสียดายไปเรื่อยเปื่อยได้ทุกวัน

*******

การขายหุ้นโตเร็วที่โดดเด่นเพราะรู้สึกว่าหุ้นมีราคาสูงเกินไปหน่อย เป็นเทคนิคที่จะทำให้พลาดโอกาสดีๆ

*****

ในระยะสั้นราคาหุ้นอาจจะเคลื่อนไหวไปในทิศทางตรงกันข้ามจากพื้นฐาน 

แต่ในระยะยาวราคาหุ้นและความสามารถในการทำกำไรของบริษัท จะไปในทิศทางเดียวเสมอ

*****

เคยทบทวนบ้างไหมว่าอะไรที่ทำให้เราไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่ตั้งใจ อะไรที่ทำให้เราไม่มีความสุข อะไรที่ทำให้เราไปข้างหน้าช้ากว่าที่ควรจะเป็น 

เสียเวลาสักนิด หยุดคิดทบทวนช้าๆ หาสาเหตุให้เจอ ซึ่งโดยมากสิ่งที่จะช่วยได้คือการเปลี่ยนแปลงนิสัยบางอย่าง และการเปลี่ยนแปลงนิสัยนั้นก็ไม่เกินความสามารถของตนเอง มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับคนอื่นที่เราควบคุมไม่ได้ แต่มันขึ้นอยู่กับตัวเราเองที่สามารถควบคุมได้

******
หลายครั้งที่คนเราตั้งเป้าหมายระยะยาวเอาไว้ แต่ความเพลิดเพลินระหว่างทางที่จะไปถึงเป้าหมายนั้น ทำให้เราไขว้เขว สุดท้ายไปไม่ถึงเป้าหมายที่วางไว้เพราะมัวแต่สนใจเป้าหมายระยะสั้น มัวแต่เก็บรางวัลเล็กๆล่อใจระหว่างทาง จนทำให้พลาดเป้าหมายหลักไป

ตัวอย่างเช่น อยากมีรูปร่างดี อยากมีสุขภาพดี แต่เพลินเพลินกับการทานของอร่อย อร่อยประเดี๋ยวประด๋าว แต่สุดท้ายไปไม่ถึงรูปร่างดีสุขภาพดีที่เป็นเป้าหมาย เพราะมัวเก็บรางวัลระยะสั้น (ความอร่อย)

คนที่จะไปถึงเป้าหมายใหญ่ได้ทุกคนล้วนแต่ ต้องอดทนต่อสิ่งยั่วเย้าระหว่างทางเสมอในแทบทุกเรื่อง
*****

เคยทบทวนบ้างไหมว่าอะไรที่ทำให้เราไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่ตั้งใจ อะไรที่ทำให้เราไม่มีความสุข อะไรที่ทำให้เราไปข้างหน้าช้ากว่าที่ควรจะเป็น 

เสียเวลาสักนิด หยุดคิดทบทวนช้าๆ หาสาเหตุให้เจอ ซึ่งโดยมากสิ่งที่จะช่วยได้คือการเปลี่ยนแปลงนิสัยบางอย่าง และการเปลี่ยนแปลงนิสัยนั้นก็ไม่เกินความสามารถของตนเอง มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับคนอื่นที่เราควบคุมไม่ได้ แต่มันขึ้นอยู่กับตัวเราเองที่สามารถควบคุมได้

********

การซื้อหุ้นโดยใช้มุมมองของธุรกิจนั้น อาจจะคาดหวังผลตอบแทนปีละ 15% นานต่อเนื่อง 5-10 ปี ซึ่งมันอาจจะไม่ดึงดูดใจเมื่อเทียบกับเหตุผลที่จะซื้อหุ้นโดยหวังว่าจะได้ผลตอบแทน 25% ภายใน 1 เดือน หรือหนึ่งไตรมาส จากหุ้นเก็งกำไร และนี่คือเหตุผลที่ทำให้มี value investor น้อยกว่า เทรดเดอร์ หรือ นักเก็งกำไรรายไตรมาส

แต่ในระยะยาวแล้วมีกี่คนที่จะทำผลตอบแทนได้เดือนละ 25% หรือไตรมาสละ 25% ต่อเนื่อง นั่นเท่ากับผลตอบแทนปีละ 100% ถึง 300% เชียวนะ

อย่าหลงกลกับตัวเลขผลตอบแทนระยะสั้นที่มี Big loss รออยู่

******
สามสิ่งที่ช่วยลดความผิดพลาดครั้งใหญ่ของชีวิตไปได้มาก 
1. ไม่ข้องเกี่ยวกับยาเสพติดทุกชนิด
2. ไม่ข้องเกี่ยวกับการพนัน
3. ไม่ค้ำประกันทุกกรณี

*******

ในตลาดหุ้น คุณอาจจะได้เห็นหุ้น A ราคา 8 บาทแพงกว่าหุ้น B ราคา 20 บาทก็ได้ 

มือใหม่มักเข้าใจผิด โดยคิดว่าราคาสูงคือแพง มักคิดว่า 20 บาทแพงกว่า 8 บาท

*********

คนไม่น้อยหลงผิดคิดว่าการมีงานยุ่งตลอดเวลาทำให้ตนเองเป็นคนสำคัญ เป็นคนเก่ง (จริงๆมันก็ทำให้รู้สึกแบบนั้นแหละ)  

แต่การมีงานยุ่งตลอดเวลานั้นไม่ต่างอะไรกับการเป็นทาสของงาน 

งานที่ยุ่งตลอดเวลาจะทำให้ไม่มีเวลาพอที่ที่จะมีความคิดสร้างสรรค์ ทำให้ไม่มีเวลาพอที่จะจัดสรรเวลาเพื่อสิ่งที่สำคัญจริงๆ

เราเห็นคนที่เก่งจริงๆ จัดสรรเวลาได้ คุมสติได้ มีเวลาให้กับความสวยงามของบางช่วงเวลาได้

*******
เวลาเจอคนที่มีทัศนคติ "ต่ำๆ' 
Block อย่างเดว ให้เขาได้มีคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมกับทัศนคติของเขา 

เราอย่าไปเปลืองตัว มันจะดึงความคิดเราแย่ไปด้วย

แต่ละคนมีอุปสรรคไม่เหมือนกัน แต่ทัศนคติต่ำๆ คืออุปสรรคที่แก้ได้ยากที่สุด เสมือนบัวใต้โคลนตม

******
ลงทุนโดยให้มีเวลาเป็นเพื่อนกับเรา อยู่ข้างเดียวกับเวลา แล้วจะแพ้ไม่เป็น 

กำไรเร็วหรือช้าอีกเรื่องนึง แต่จะไม่แพ้ หากเลือกองค์ประกอบของบริษัทให้เป็นเพื่อนกับเวลา บริษัทที่ไม่มีหนี้สิน(มีหนี้สินไม่สูง) มีรายได้เติบโต แม้ราคาหุ้นจะไม่ขึ้นเร็วนัก แต่ก็ไม่ล้มหายตายจาก อยู่กันไปได้อีกยาวๆคู่เคียงกับเวลา

*********

บริษัทที่ไม่สามารถคาดการณ์ผลกำไรในอนาคตของกิจการได้ หากนำมาประเมินมูลค่าในอนาคตไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม อย่างมากก็เป็นได้แค่การเก็งกำไรเท่านั้น

*******
เห็นราคาหุ้นของ Beyond Meat +19.15% เลยไปหาข้อมูลเพิ่มเติม
- ROE งบปีล่าสุด -72.9% 
- ROE งบไตรมาสล่าสุด -1,167%
- Debt to Equity 28.24 เท่า
- BV ล่าสุด -2.22$
- หุ้นสามัญปี 2021 จำนวน 62.81 ล้านหุ้น
- หุ้นสามัญปี 2022 จำนวน 63.401 ล้านหุ้น 

เชิญเล่นกันตามสบายเรยยย  
เราขอผ่านละกันนน 😆😆😆

******

เวลาหุ้นแพง(วัดจากปัจจัยพื้นฐาน) และกำลังจะแพงขึ้นไปอีก กราฟและอินดิเคเตอร์ก็จะชี้เป็นทิศทางขาขึ้น

เวลาหุ้นถูก(วัดจากปัจจัยพื้นฐาน) และกำลังจะราคาวิ่งขึ้น กราฟและอินดิเคเตอร์ก็จะชี้เป็นทิศทางขาขึ้น เช่นกัน

แต่ทั้งสองกรณี มีความเสี่ยงต่างกัน ต่างกันมากๆ

*****

ถ้ามีหุ้นที่เรารู้เกี่ยวกับมันลึกมากพอ เข้าใจมันมากพอ 4-5 ตัว ก็ลงทุนใน 4-5 ตัวนั้นพอไม่ต้องไปดิ้นรนหาหุ้นที่เราไม่เข้าใจ หาข้อมูลของ บ.ไม่ได้ มาลงทุนเพิ่มเพื่อกระจายความเสี่ยง 

เพราะการลงทุนกระจายไปในตัวที่ไม่เข้าใจมากพอ จะเป็นการกระจายไปลงทุนบนความไม่รู้ของตนเองจะนำมาซึ่งการขาดทุน เป็นการกระจายการขาดทุนมากกว่ากระจายความเสี่ยง

********
ความสำเร็จในการลงทุน ไม่ได้แปลว่าจะต้องเป็นคนที่คิดถูกทำอะไรถูกตลอดเวลา แต่คนที่ทำผิดน้อยกว่า คิดผิดน้อยกว่า มีอคติน้อยกว่า ต่างหากที่มีโอกาสจะประสบความสำเร็จในการลงทุนได้สูงกว่า

*******

เวลาตลาดดีต่อเนื่อง จะมีหุ้นบวกขึ้นมาเป็นแผง ถ้าคัดหุ้นจากโอกาสในการทำกำไร จะได้หุ้นเข้ามาเต็มไปหมดบนตลาดแบบนี้

ในหุ้นที่เข้ามาเป็นแผงมากมายนั่น แต่ละตัวจะมีความเสี่ยงไม่เท่ากัน 

ปัจจัยที่จะทำให้มีความเสี่ยงลดลง ต่ำลงได้ เป็นปัจจัยเฉพาะตัวหุ้น เช่น 
- เงินปันผล 
- ความแข็งแรงของงบการเงิน 
- ตัวผู้บริหาร(นิสัย วิสัยทัศน์ พูดแล้วทำได้อย่างที่พูดหรือไม่) 
- ความแข็งแรงของตัวสินค้าและธุรกิจ ราคาตลาด(ต่ำกว่ามูลค่า หรือเหมาะสมกับมูลค่า) 

ซึ่งการที่ นลท จะรู้ถึงปัจจัยเหล่านี้ได้นั้น ต้องเข้าใจตัวธุรกิจ ตัว บ. อย่างมาก

เมื่อรู้ถึงปัจจัยต่างๆเหล่านี้แล้ว ก็จะทำให้สามารถคัดหุ้นที่มีความเสี่ยงสูงออกจากหุ้นที่ขึ้นมาเป็นแผงได้

พูดง่ายๆ คือ เมื่อตลาดดี หุ้นขึ้นมาเป็นแผง นลท ไม่จำเป็นต้องเข้าทุกตัวที่ดูดีในยามตลาดดี "แต่คัดตัวที่ดูดีและมีความเสี่ยงต่ำ" เท่านั้นเข้ามาในพอร์ต

เท่านี้จะได้พอร์ตที่มีโอกาสได้ Reward ในสัดส่วนที่มากกว่าสัดส่วนที่จะเกิด Risk 

ซึ่งเป็นพอร์ตที่จะสามารถลงทุนระยะยาวได้ เนื่องจาก เป็นพอร์ตที่ risk/reward ratio ในฝั่งได้เปรียบอยู่ฝั่งเดียวกับ นลท และผลของอัตราความได้เปรียบจะแสดงผลชัดบนระยะเวลาที่ยาวมากขึ้นเรื่อยๆ

เหมือนกับเวลาที่โยนเหรียญ โอกาสออกหัวก้อย เรารู้กันดีว่าคือ 50:50 แต่หากโยนเหรียญเพียง 4-6 ครั้ง มีโอกาสที่จะได้หน้าใดหน้านึงเกิน 50% แต่หากโยนสัก 200 ครั้ง อัตราส่วนจะวิ่งเข้าหา 50:50 มากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งเวลายาวนานมากเท่าไร (โยนจำนวนครั้งมากเท่าไร) ผลงานก็จะเข้าใกล้อัตราส่วนมากขึ้นเท่านั้น

*********

นลท ต่างไล่ล่าความเติบโด จนลืมไปว่ามันทำให้การแข่งขันสูง ดิ้นรน แย่งชิง จนเป็น Red Ocean จนการเติบโตที่ได้มานั้นไม่คุ้มค่ากับค่าใช้จ่ายในการแย่งชิงนั้น ในหุ้นคือราคาหุ้นสูงจนไม่คุ้มค่ากับการเติบโต

******
The Price You Pay Determines Your Rate of Return
******

เมื่อตลาดกำลังเป็นไปด้วยดี คนจำนวนมากจะถูกกระตุ้นด้วยความโลภมากกว่าความกลัว 

นักลงทุนแบบเน้นคุณค่าจะถูกทิ้งอยู่ข้างหลังผลงานของพวกเขาจะดูไม่ดี เมื่อเปรียบเทียบกับผลงานของนักลงทุนในหุ้นโตเร็ว มันจะมีแรงกดดันสูงมากให้ละทิ้งหลักการเพื่อกระโดดเข้าร่วม

*********

การลงทุนแบบเน้นคุณค่า จุดเริ่มต้นมันอยู่ที่การประเมินมูลค่าหุ้น

การประเมินมูลค่าหุ้นจุดเริ่มต้นอยู่ที่ การอ่านงบการเงิน

การอ่านงบการเงิน อยู่ที่ความเข้าใจในแต่ละบรรทัดของงบการเงิน

แต่อย่างไรก็ตามเริ่มต้นด้วยการอ่านงบการเงินให้ได้ครบทุกบรรทัดและทำความเข้าใจทุกบรรทัดก่อน

ความเข้าใจในงบการเงินแต่ละบรรทัดจะเป็นตัวชักนำให้เกิดคำถามถึงตัวธุรกิจ

*****

สิ่งนึงที่คนรุ่นก่อนชอบเล่าคือ เช่น เพื่อนนะซื้อที่ดินสมัยก่อน ประมาณวาละ 6,000 ขายไปวาละ 80,000 ซื้อไว้ไร่นึง 2.4 ล้าน ขายไป 32 ล้าน 

พอถามว่ากี่ปีแล้ว บอกนานแล้ว จำไม่ได้ 
พอถามลึกๆ อ่อประมาณ 38 ปี แล้ว

ถ้าโอนที่ดิน 32 ลบ ค่าโอน+ภาษี ต้องมีราวๆ 6-7% เงินรับจริงจะประมาณ 30 ลบเท่านั้น ระหว่างทาง 38 ปีนั้น ภาษีที่ดินเอย ค่าจ้างคนดูแลเอย ตัดถางหญ้าเอง ไม่เคยเอามาคิด ใช้วิธีมองข้ามไปหมด

คือเหมือเยอะเนอะ 2.4 ล้านกลายเป็น 32 ล้าน หักค่าโอนเหลือประมาณ 30 ลบ แต่ใช้เวลา 38 ปี จริงๆแล้วมันคือ irr แค่ 6.87% โดยที่ยังไม่หัก คชจ รายปีอีกด้วย

มันไม่เยอะเลย สิ่งเดียวที่เยอะ คือ ความรู้สึกว่าได้เยอะมากเท่านั้นเอง 

ส่วนที่ดินที่ฟลุ๊ค ขึ้นเป็นสิบเท่าในเวลาสั้นๆนั้น นับเคสได้เลย เล่ามาสิบเคส มีจริงๆสักเคสไหม เหมือนถูกหวยมากกว่าการลงทุน

ทุกอย่างจะชัดเจนเมื่อเทียบเป็น irr 
แต่อาจเพราะคำนวนไม่เป็น หรือไม่อยากคำนวนเพราะเห็นตัวเลขแล้วเอามาคุยต่อไม่ได้ 😆

*******

พอร์ตลงทุนเริ่มต้น
ผมชอบแนะนำให้เริ่มต้นด้วย
- หุ้นโตต่อเนื่อง และพอประมาณ (4-8%) 
- มีปันผลมากกว่า 4% 
- บนธุรกิจที่เดาได้ง่ายว่าจะไม่ล้มหายตายจากไปในช่วงสิบปีข้างหน้า
- มีหนี้สินต่ำ 
- ผบห ไว้ใจได้ มีผลประโยชน์ทิศทางเดียวกับ ผถห รายย่อย
- ซื้อบนราคาสมเหตุสมผล
- ถืออย่างน้อยสามปี โดยในช่วงแรกไม่ดูกราฟราคารายวัน อาจดูสัปดาห์ละครั้ง

ถ้าซื้อบนราคาสมเหตุสมผลและมั่นใจว่าบริษัทไม่ล้มหายตายจากภายใน 10 ปีข้างหน้า แทบไม่มีความจำเป็นต้องดูกราฟราคาหุ้นทุกวันเลย

ที่สำคัญ ต้องไม่ใช่หุ้นวัฏจักร

เมื่อพอร์ตหุ้นแข็งแกร่งที่มีปันผลดีอยู่ตัวแล้ว อยากจะแบ่งเงินไปลงทุนหุ้นเติบโต ค่อยว่ากันอีกที ว่าจะทนความผันผวนได้แค่ไหน แต่พอร์ตหลักยังควรอยู่ที่หุ้นแข็งแกร่ง

*****
ถ้าซื้อหุ้นที่ราคามีความคาดหวังสูงมากรวมอยู่ จะมีความเครียดจากปัจจัยต่างๆเพิ่มขึ้นอย่างมาก แม้ปัจจัยนั้นจะมีการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่น่าสงสัยเพียงนิดเดียว ก็จะสร้างความกังวลใจได้มาก

และนั่นคือหนึ่งในแรงกดดันต่อจิตใจ ที่จะทำให้ไม่สามารถถือหุ้นได้ยาวนานพอ

*****

ไม่ว่าในสังคมแบบไหน (หมายถึง ปท ที่มีพลเมืองหนุ่มสาวมาก หรือ ปท ที่เป็นสังคมผู้สูงอายุมากก็ตาม) จะมี บ.ที่ได้ประโยชน์จากสังคมแต่ละลักษณะเสมอ ขึ้นอยู่กับว่าเราหา บ.ที่ได้ ปย จากสังคมแบบนั้นเจอหรือเปล่า เวลาลงทุนเราไม่ได้ลงทุนในดัชนี แต่ลงทุนราย บ.ดังนั้นแค่หา บ.ที่ได้ ปย ให้เจอ

******

การลงทุนที่ดีนั้น นอกจากจะต้องให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าแล้ว จะต้องเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำ และเป็นการลงทุนที่มีความสบายใจด้วย

*******

ศึกษาและลงทุนด้วยตัวเอง อย่ามักง่ายฝากคนอื่นลงทุน ไม่มีใครเป็นห่วงเงินของคุณเท่าตัวคุณเอง และไม่มีใครสนใจทำให้คุณรวยนอกจากตัวคุณเองเช่นกัน

********
ฃนลท มือใหม่ มีเรื่องนึงต้องรู้คือ การบันทึกหุ้นและต้นทุนของพอร์ตหุ้น โบรกส่วนมากใช้ระบบ FIFO หลายครั้งที่ทยอยซื้อหุ้นและทยอยขายหุ้น นลท อาจเห็นต้นทุนเปลี่ยนไปจากต้นทุน Average

อย่าแปลกใจและศึกษาวิธีการบันทึกแบบ FIFO จะได้เข้าใจมากขึ้นครับ

*******
ถ้าคุณถือหุ้นมาแล้วสองปี แล้วยังขาดทุนอยู่มาก คุณควรจะต้อง เอะใจ แล้วว่ามีอะไรผิดปกติตอนซื้อไหม เช่น ซื้อในราคาแพงมากไปไหม ซื้อธุรกิจที่ไม่ดีมาหรือเปล่า 

ไม่ใช่ดันทุรังถือยาวแบบไม่ลืมหูลืมตา การลงทุนระยะยาวเป็นการลงทุนบนธุรกิจที่ดีในราคาถูกหรือราคาสมเหตุสมผล เท่านั้น ไม่ใช่ลงทุนระยะยาวบนธุรกิจไหนก็ได้

ปล. ว่าแต่ LTF SSF ที่ถือกันมา สองปี ห้าปี นั้นเป็นอย่างไรบ้างครับ

*****

คาดหวังในสิ่งที่ดีที่สุด แต่เตรียมพร้อมสำหรับสิ่งที่แย่ที่สุด หากอนาคตออกมาดีกว่าที่คิดนั่นถือเป็นโบนัส

*****
เวลาเทรด ถ้าพลาด คือส่วนที่ขาดทุน (stop loss) มันคือสูญเปล่าแน่นอน พอเทรดด้วยขนาดที่ใหญ่ขึ้นไปเรื่อยๆ แม้ คุม % loss ไว้ได้ก็ตาม แต่ขนาดของเม็ดเงิน มันกดดันจิตใจมากขึ้นตามขนาดของการเทรด

ส่วนการลงทุนนั้น หากวางหมากไว้หลายๆชั้น เช่น 
- บ.มีรายได้สม่ำเสมอ
- มีปันผลที่มากพอสมควร 
- ผบห เก่ง 
- บ.มีหนี้สินไม่มาก 
- มีการเติบโตของรายได้สม่ำเสมอ 
- และซื้อได้ในราคาที่มีมูลค่าสินทรัพย์หนุนหลัง 

แม้จะคาดการกำไรพลาดไปบ้าง แต่ระยะยาวก็ไม่เสียหาย แค่เป้าหมายที่วางไว้จะถึงจุดที่คาดเร็วขึ้นหรือช้าลง เท่านั้นเอง และที่สำคัญ บ.ที่ดี ใน ตลท โอกาสจะล้มหายตายจากมีน้อยมาก  

ดังนั้นการลงทุนด้วย Position ขนาดใหญ่หลังจากมีการกระจายความเสี่ยงอย่างสมดุลแล้ว ก็จะไม่กดดันมากเหมือนการเทรด
********

หลักการลงทุนที่สำคัญข้อหนึ่งคือลงทุนในบริษัทที่มีผู้บริหารที่ซื่อสัตย์ มีธรรมาภิบาลที่ดี (แน่นอนว่าคงไม่มีใครอยากลงทุนในบริษัทที่มีผู้บริหาร ไซฟ่อนเงินของบริษัท หรือผู้บริหารที่มีความคิดฉ้อโกง ไม่ว่าจะโกงภายในหรือโกงภายนอกก็ตาม ) ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่ทุกบริษัทจะมีผู้บริหารแบบนี้ 

ในบริษัทที่มีจ้าวมือคอยปั่นหุ้น ลองคิดดู การปั่นหุ้นจะทำโดย เจ้าของหรือคนนอกก็ตามแต่ แต่เจ้าของที่เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่จะต้องรู้เห็นเป็นใจด้วย มิเช่นนั้นการลากราคาจะทำไม่ได้ 

เจ้าของหรือผู้บริหาร ของบริษัท ที่รู้เห็นกับการปั่นหุ้นหรือคอนเนอร์หุ้น จุดประสงค์เดียวในการทำเช่นนั้นก็คือการ "กินเงินรายย่อย"

นั่นแสดงให้เห็นถึงคุณลักษณะนิสัยและธรรมาภิบาลของผู้บริหาร ที่นักลงทุนไม่ควรจะเข้าไปข้องเกี่ยว คงจะมีแต่นักเก็งกำไรที่เป็นเหมือนหมูไม่กลัวน้ำร้อนที่ชอบหุ้นที่มีลักษณะนี้ 

จึงพอสรุปได้ว่าบริษัทไหน ที่มีการคอนเนอร์หุ้น ที่มีการปั่นราคา นักลงทุนควรอยู่ให้ห่าง หากต้องการทำตามหลักการลงทุนที่สำคัญ

"หลักการลงทุนที่สำคัญข้อหนึ่งคือ ลงทุนในบริษัทที่มีผู้บริหารที่ซื่อสัตย์ มีธรรมาภิบาลที่ดี"

*********
จุดแข็งอย่างนึงของนักลงทุน คือ ใช้ความคิดและประสบการณ์ในการสร้างรายได้ ซึ่วความคิดและประสบการณ์นั้นจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งอายุมากขึ้นก็จะยิ่งมีความคิดมากขึ้นและมีประสบการณ์มากขึ้น ส่งเสริมให้มีความสามารถในการ generate รายได้ได้มากขึ้น แตกต่างกับหลายๆอาชีพที่เมื่ออายุมากขึ้นจะทำงานได้น้อยลง หรือต้องเกษียณตัวเองออกมา

*********

เป็นนักลงทุนอย่าซื้อหุ้นแพง
เป็นเทรดเดอร์อย่าซื้อหุ้นถูก

สำหรับนักลงทุนถูกหรือแพงเทียบกับมูลค่า สำหรับเทรดเดอร์ถูกหรือแพงเทียบกับโมเมนตัม
**********

ไม่ใช่แค่การลงทุนที่จะทำให้เราได้เงิน แต่เราจะได้เงินจากการลงทุนที่ถูกต้องต่างหาก

********
การลงทุนเป็นเกมแห่งความน่าจะเป็น ความเสี่ยงที่เรามองไม่เห็นไม่ได้แปลว่ามันไม่มี

นักลงทุนคือ Risk Taker รับความเสี่ยงเข้ามาบริหาร โดยพิจารณาเลือกรับเฉพาะความเสี่ยงที่มีโอกาสจะได้ Rewards ที่คุ้มค่า

****

การลงทุน หากคิดดูดีๆแล้วจะพบว่ามันคือ งานที่เราควรทำไปตลอดชีวิต (ตราบเท่าที่ยังทำไหว) ดังนั้นการลงทุนจึงเปรียบเสมือนกับการวิ่งมาราธอน ไม่ใช่วิ่ง 100 เมตร

คนที่เป็นนักวิ่งจะรู้ดี การจะวิ่งมาราธอน ต้องวางแผนเพื่อให้วิ่งได้ระยะยาว ไม่ใช่เอาเร็วแต่เพียงอย่างเดียว

*****คนในสังคมมีทั้งที่ดีและที่แย่
เจ้าของบริษัทก็มีทั้งที่ดีและที่แย่

ผู้สอบบัญชีก็มีทั้งที่ดีและที่แย่
พอทำบัญชีออกมาจึงมีทั้งที่เจตนาให้ถูกต้องมากที่สุด และมีทั้งเจตนาเพื่อการฉ้อฉล

แต่ไม่ได้แปลว่าควรจะเหมารวมว่ามันแย่ทั้งหมด แล้วใช้เป็นข้ออ้างในการไม่ดูงบการเงิน

วันพฤหัสบดีที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2565

หลักคิด 26

นับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 จนถึงศตวรรษที่ 1990 กำไรของบริษัทในสหรัฐเพิ่มขึ้นมา 50 เท่า ดัชนีตลาดหุ้นขึ้นมา 60 เท่า สงคราม 4 ครั้ง เศรษฐกิจถดถอย 4 ครั้ง ประธานาธิบดี 8 คน การถอดถอนประธานาธิบดี 1 ครั้ง ก็ไม่ได้เปลี่ยนสิ่งนั้น

ทุกคนน่าจะได้สังเกตเห็นยอดขายที่แข็งแกร่งของ Dell Computer คนที่ซื้อหุ้น Dell ตั้งแต่ครั้งแรกจะได้รับผลตอบแทนถึง 889 เด้ง

(บทความนี้แสดงให้เห็นว่า แม้จะมีอุปสรรคใหญ่ขนาดไหนและมากมายขนาดไหน ก็ยังคงมีบริษัทที่เติบโต และตลาดหุ้นก็ยังมีหุ้นที่เติบโตฝ่าฟันอุปสรรคเหล่านั้นไปได้เสมอ)

*****
แม้ว่าในระยะสั้นตลาดมักจะผิด แต่น่าแปลกที่ในระยะยาวตลาดมักจะถูก 

เหมือนที่ ปีเตอร์ ลินซ์ มองเห็นอนาคตของอเมซอน แต่กลับไม่ให้ความสนใจมากพอ ทำให้เขาไม่ได้ซื้อเอาไว้ ภายในเวลาไม่ถึงปี ตลาดก็แสดงถึงสิ่งที่ถูกต้องให้เห็น

มันสะท้อนให้เห็นว่าในระยะยาวแล้วราคาจะวิ่งเข้าหามูลค่าเสมอ

*****

เมื่อคุณขายหุ้นในช่วงเวลาแห่งความสิ้นหวัง คุณจะขายไปในราคาถูกสุดเสมอ
**********

เวลาตลาดหุ้นตกลงหนักกว่าปกติ บรรดากองทุนต่างๆจะต้องเตรียมเงินเผื่อไว้สำหรับลูกค้าขายหน่วยลงทุนออกมา ซึ่งการเตรียมเงินในยามปกตินั้นมันมีเพียงพออยู่แล้ว แต่หากเป็นกรณีที่ตลาดหุ้นร่วงแรงเป็นพิเศษ บรรดากองทุนจะต้องขายหุ้นออกมาเพื่อเตรียมเงินไว้จ่ายให้กับลูกค้าที่ต้องการขายหน่วยลงทุนที่มีแรงขายมากเป็นพิเศษด้วย 

ดังนั้นดัชนีก็จะถูกแรงขายจากกองทุน เสริมเข้าไปอีก นั่นคือหนึ่งในสาเหตุว่าทำไมหุ้นดีๆบางตัว ราคาร่วงแรงในยามที่ดัชนีร่วงมากเป็นพิเศษ

*****

ความรู้และหลักการต่างๆ เกี่ยวกับการลงทุนมีให้ศึกษาอยู่มากมาย ความรู้สามารถเรียนรู้กันทันได้

แต่สิ่งที่จะทำให้เป็นผู้ชนะได้ โดยหลักการแล้วมันคือวินัย วินัยเป็นอะไรที่เลียนแบบกันยาก 

เป็นเรื่องที่น่าแปลกอีกอย่าง ในตลาดหุ้นแล้ว คนที่มีวินัยมากพอที่จะเป็นผู้ชนะ ก็มักจะชนะต่อไปเรื่อยๆ ในขณะที่คนที่ขาดวินัยก็มักจะเป็นผู้แพ้ที่แพ้ต่อไปเรื่อยๆเช่นกัน

******

ในตลาดหุ้นการรอให้ทุกอย่างชัดเจนก็มักจะสายเกินไปเสมอ ดังนั้นนักลงทุนที่อยู่ในตลาดหุ้นจึงต้องสามารถที่จะตัดสินใจและมีวิธีการในการตัดสินใจ บนข้อมูลที่ได้มานั้นยังไม่สมบูรณ์

*****

ถ้าคุณคาดการณ์โมเดลธุรกิจในระยะยาวได้แม่นยำ นั่นเท่ากับคุณสามารถคาดการณ์เป้าหมายของกราฟในระยะยาวได้อย่างแน่นอน
*****
การลงทุนด้วยปัจจัยพื้นฐาน ทำให้ซื้อหุ้นตั้งแต่ต้นเทรนด์ ซื้อหุ้นตั้งแต่ยังไม่มีใครสนใจ กราฟก็ยังไม่มีสัญญาณซื้อ หลายครั้งต้องรอนาน แต่ชดเชยด้วยการได้มาในราคาที่ต่ำมาก  

เมื่อต้นทุนต่ำก็จะส่งผลต่อ mindset ทำให้สามารถถือหุ้นได้ยาวนานขึ้น เนื่องจาก mdd จะน้อยกว่าการซื้อที่ราคาสูง เมื่อสามารถถือได้ทนกว่า การรันเทรนด์ยาวๆจึงทำได้ดีกว่า จึงสามารถทำกำไรเป็นกอบเป็นกำได้มากกว่า (แต่อาจไม่เร็วกว่า)

แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อมี mdd ที่ต่ำกว่า โอกาศในการขาดทุนมากๆ จึงน้อยกว่าเช่นกัน

******
การดูว่าหุ้นตัวนั้นมีราคาถูกหรือแพง ไม่ใช่ดูเทียบกับราคาในอดีต แต่ต้องเทียบกับมูลค่าของบริษัทที่มีในปัจจุบันและความสามารถที่จะทำกำไรได้ในอนาคต

เช่น 
ราคาหุ้นในปัจจุบันที่เคยต่ำกว่าในอดีตอย่างมาก ไม่ได้แปลว่ามันราคาถูก ถ้าฐานะบริษัทแย่ลงมาก และ/หรือ ความสามารถในการทำกำไรในอนาคตตกต่ำ

รวมถึงราคาหุ้นที่สูงอย่างมากในปัจจุบันเมื่อเทียบกับอดีต ไม่ได้แปลว่ามันจะราคาแพงเสมอไป ถ้าฐานะทางการเงินของบริษัทดีขึ้นมาก และ/หรือ ความสามารถในการดำเนินงานในอนาคตมีแนวโน้มที่จะดีขึ้นมากๆ 

การประเมินมูลค่า ต้องใช้ร่วมกันทั้งฐานะทางการเงินของบริษัทในปัจจุบันประกอบกับความสามารถในการทำกำไรในอนาคตเข้ามาร่วมกัน ดังนั้นการประเมินมูลค่ามันจึงเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ มันจึงแตกต่างตามมุมมองของนักลงทุนแต่ละคนที่มีต่ออนาคตของบริษัท

ปล. พอร์ตหุ้นของสมาชิกในครอบครัว ที่ไม่เทรด ไม่เก็งกำไร เน้นการซื้อหุ้นเพื่อการลงทุนตั้งแต่ปัจจุบันโดยมุ่งหวังให้เป็นพอร์ตเพื่อการเกษียณในอีกหลายสิบปีข้างหน้า อายุพอร์ตประมาณ 2.5 ปี ปันผลประมาณปีละ 4-5% โดยเพิ่มขึ้นทุกปี

มีการขายหุ้นออกไปบ้าง 2-3 ตัวเพื่อสวิทช์ตัว ที่มีกำไรนอกเหนือจากแสดงอยู่ในรูป 

หุ้นที่ทั้งสองพอร์ตมีไม่เหมือนกัน คือตัวที่ซื้อน้อยๆติดพอร์ตเพื่อติดตามราคา 

หุ้นบางตัวในพอร์ตที่เห็นว่าราคาขึ้นมาแล้วนั้น ล้วนยังมีราคาต่ำกว่ามูลค่าอยู่มาก (ในมุมมองของเจ้าของพอร์ต) ถึงได้ยังถืออยู่ในพอร์ตต่อ 

การลงทุนโดยไม่เทรด ผลตอบแทนไม่ได้แย่เลย แต่สิ่งที่ได้คือ มีเวลาในการคิดอย่างสุขุมมากขึ้น มีเวลาในการใช้ชีวิตมากขึ้น คนไม่น้อยเข้าใจผิดคิดว่าการสร้างพอร์ตให้โตอย่างรวดเร็วนั้นจะต้องอาศัยการเทรดแต่เพียงอย่างเดียว 


******

มีอยู่ปีนึงที่ไปประชุมผู้ถือหุ้น จำได้ว่าคุณอนุพงษ์ ตอบคำถามนักลงทุนว่า การทำคอนโด (High rise building) มีความเสี่ยงหลายด้าน เราควรจะกระจายความเสี่ยง เราจึงต้องการ partner ร่วมลงทุน ซึ่ง partner ของเราก็เป็นบริษัทอสังหาเจ้าใหญ่ในญี่ปุ่น 

เรามาคิดดูมันจริงมาก
- การสร้างคอนโดจะต้องลงเงินทั้งก้อน เช่นถ้าโครงการ 2 พันล้าน ก็ต้องใส่เงินทั้ง 2 พันล้าน สร้างเสร็จแล้วถึงจะโอนได้ ต่างจากแนวราบ ที่สามารถทยอยสร้างเป็นเฟสและทยอยขาย ทยอยโอนได้ ความเสี่ยงจึงต่ำกว่า 

- มีตัวอย่างที่เราเห็นจากพฤกษา ซื้อที่ดินมา 2-3 แปลงแล้วไม่สามารถขึ้นคอนโดได้ ต้องพับโครงการประกาศขายที่ดิน 

- มีตัวอย่างจากศุภาลัย ที่ขนาดผ่าน EIA แล้ว ยังมีการโดนร้องเรียนระงับ EIA ชั่วคราวย้อนหลัง (อันนี้คือ งง มาก) 

- ยังดีที่ว่า ทั้งพฤกษาและศุภาลัยเป็นบริษัทใหญ่มีโครงการจำนวนมาก และฐานะการเงินแข็งแกร่ง ก็นับว่าเป็นการกระจายความเสี่ยงในตัวเองอย่างนึง 

- ยังมีตัวอย่างที่หนักหนา เช่น ‘แอชตัน อโศก’ ถูกฟ้อง เพิกถอนใบอนุญาตก่อสร้าง กับแนวทาง ‘อนันดา-กทม.’ ยื่นอุทธรณ์สู้ต่อ https://www.brandbuffet.in.th/2021/08/ashton-asoke-will-appeal-to-the-supreme-administrative-court/

ถ้าเป็นบริษัทเล็กๆทำซัก 3-4 โครงการโดนไป หนึ่งโครงการแบบนี้อาจถึงขั้นล้มละลายได้  

นี่คืออีกเหตุผลหนึ่งที่ไม่ควรลงทุนในบริษัทที่เล็กจนเกินไป เพราะเวลาโดนอะไรมากระทบบางครั้งอาจล้มหายตายจากได้ง่ายๆ

********

คนที่ซื้อบ้านเพื่ออยู่อาศัย ส่วนมากจะคิดมารอบคอบ ทั้งการเงินและทำเล รวมถึงสิ่งแวดล้อม นั่นทำให้ส่วนมากเมื่อเวลาขาย มักจะได้กำไร และที่แน่ๆคือโอกาสหมดตัวจากการลงทุนในบ้านนั้นไม่มีเลย

ที่สำคัญ การซื้อบ้านมักจะวางเงินดาวน์ 10-20% ที่เหลือสามารถกู้ธนาคารได้ (กรมที่ดินประกาศราคาประเมินที่ดินขึ้นเกือบ 9% สำหรับสามปี) สมมติ ราคาบ้านขึ้นปีละ 3%

สมมติ บ้านราคา 5 ลบ วางดาวน์ 20% (สมมติราคาบ้านขึ้นปีละ 3%) สามปี บ้านราคา 5.45 ลบ แต่เงินลงทุน วางดาวน์ 20% คือ 1 ลบ สามปีผ่อนไปอีกประมาณ 1 ลบ

กำไร 4.5 แสน จากราคาบ้านที่ขี้น บนต้นทุน 1 ลบ (ดาวน์) + 1 ลบ (ผ่อนสามปี)
คิดเป็นผลตอบแทนคร่าวๆ 22.5% ต่อสามปี หากคำนวณละเอียดจะได้มากกว่าเพราะล้านที่ผ่อนนั้นทยอยจ่าย (ทยอยรับรู้เป็นต้นทุน)

ดังนั้นการซื้อบ้านเพื่ออยู่เอง บนทำเลที่ดี และผ่อนไหว มักจะมีกำไร จะมากจะน้อยขึ้นอยู่กับความพิถีพิถันในการเลือก หมายถึงบ้านแนวราบโดยวัตถุประสงค์เพื่อการอยู่อาศัยจริงๆเท่านั้นนะครับ (ส่วนคอนโดจะมีความหวือหวากว่า)

อีกอย่างคือ ดอกเบี้ยจากการซื้ออสังหาเพื่ออยู่อาศัย ลดหย่อนภาษีได้ (ถ้าจำไม่ผิด ไม่เกินปีละหนึ่งแสน)

รวมถึงบ้านยังเป็นทรัพย์สินที่ดีที่สุดในการป้องกันเงินเฟ้อ ยิ่งเงินเฟ้อมากขึ้นราคาบ้านและที่ดินก็มักจะยิ่งขยับสูงขึ้นตาม

*****

หุ้นที่พีอีสูงลิ่ว จะต้องการกำไรที่เติบโตอย่างเหลือเชื่อเพื่อมาสนับสนุนราคาหุ้น

*********นลท ที่ตกใจง่ายเกินไปจะออกจากตลาดหุ้นในขณะที่ตลาดเต็มไปด้วยข่าวร้าย ไม่ว่าเขาจะฉลาดแค่ไหนก็ตาม

******

อาคารตามหลัก บช แล้วมักถูกตัดค่าเสื่อมเป็นเวลา 30 ปี แต่โครงสร้างของอาคารจริง ตามการใช้งานจริง มักจะสามารถใช้งานได้มากกว่า 50 ปี ดังนั้นเมื่อครบ 30 ปี ของการตัดค่าเสื่อม กำไรก็จะเพิ่มขึ้นอย่างมาก เนื่องจากไม่มีค่าใช้จ่ายเรื่องค่าเสื่อม 

หากจะต้องมีการปรับปรุงอาคาร แล้วตัดเป็นค่าเสื่อม โดยมากค่าเสื่อมของการปรับปรุงอาคาร มักจะน้อยกว่าค่าเสื่อมจากการสร้างอาคารค่อนข้างมาก พูดง่ายๆก็คือ ค่าใช้จ่ายด้านค่าเสื่อมจะลดลงค่อนข้างมากแม้จะมีการรีโนเวทก็ตาม ส่งผลให้มีโอกาสที่ NET profit margin จะเพิ่มมากขึ้น 

ธุรกิจที่ต้องใช้อาคารเป็นทรัพย์สิน เช่นโรงแรม โรงพยาบาล (การรีโนเวทโรงแรม อาจมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าการรีโนเวทโรงพยาบาล) เมื่อเปิดมานานพอ จนค่าเสื่อมอาคารถูกตัดจนหมด โดยเฉพาะอาคารที่ค่าใช้จ่ายในการรีโนเวทไม่สูงมากนัก มีความน่าสนใจว่า ผลกำไรจะแข็งแกร่งขึ้นมากได้

**********

ความอดทนที่จะไม่ทำตามใจ เป็นหนึ่งในหลักการที่สำคัญของนักลงทุน

*****

ตัวอย่างการเปรียบเทียบบริษัทกับผลงานของตัวเองในอดีต 

BAFS 
3 มค 2018 ณ ราคา 44 บ.
P/B 4.5 เท่า , ROE 15.8% , IBD/E 0.52 

13 มค 2023 ณ ราคา 33.25 บ.
P/B 4.65 เท่า , ROE -9.73% , IBD/E 3.31

ปัจจุบัน
ราคาแพงกว่าดูจาก P/B (ถูกแพงไม่ใช่ดูจากราคา)
ความสามารถในการทำกำไรต่ำกว่าจาก ROE
งบการเงินอ่อนแอกว่าจาก IBD/E

*****

อย่าฝากชีวิตไว้กับเงินเดือน แม้จะต้องใช้เงินเดือนเพื่อสร้างหลักประกันในอนาคตก็ตาม

หลักประกันในอนาคตต้องสร้างด้วยตนเองจากความคิดของตนเอง เช่น คิดที่จะมีรายได้ปันผล คิดที่จะมีรายได้จากค่าเช่า 

คิดแล้วลงมือทำ

******

อย่าพยายามออกนอกหลักการลงทุนของตนเอง เพราะโอกาสผิดพลาดจะมีมากกว่า และถ้าหากไม่จำเป็นก็อย่าแก้ไขหลักการ ยกเว้นบางครั้งที่ราคาหุ้นถูกมากๆ แต่ต้องระลึกไว้เสมอ ว่าการออกนอกหลักการ โอกาสพลาดจะเพิ่มขึ้นสูงมาก

*****

พยายามคิดอยู่เสมอ ว่าตนเองไม่ใช่คนที่กล้าหาญ ที่พร้อมจะรับความทุกความเสี่ยงเพื่อไล่ล่ากำไร แต่ควรคิดอยู่เสมอว่า ข้างหน้านั้นมีความเสี่ยงอะไรอยู่บ้าง และการป้องกันความเสี่ยงเป็นสิ่งสำคัญ

*****
อย่างน้อยมีหนึ่งสิ่งที่เรารู้อย่างแน่ชัด นั่นคือ ไม่ว่าจะตลาดหมีหรือตลาดกระทิง มันจะไม่คงอยู่ตลอดไปอย่างแน่นอน

*********

เมื่อนักลงทุนมีแนวคิดในการลงทุนที่ยอมรับความเสี่ยงมากขึ้นเพื่อผลตอบแทนที่สูงขึ้น ความจริงอย่างหนึ่งก็คือ เมื่อได้ผลตอบแทนสูงขึ้นในบางครั้งที่ลงทุนในหุ้นบางตัว ด้วยแนวคิดนั้นจะทำให้มีหุ้นตัวอื่นที่ fail เข้ามาในพอร์ตหุ้นด้วยเช่นกัน และมันจะเข้ามาหักล้าง กับการลงทุนที่ได้ผลตอบแทนสูง 

แนวคิดที่เปิดกว้างเพื่อรับผลตอบแทนที่สูง แนวคิดนั้นย่อมจะเปิดรับความเสี่ยงที่สูงติดเข้ามาด้วยเสมอ 

ถ้าสังเกต ในระยะยาวแล้วแนวทางลงทุนที่ได้ผลตอบแทนสูง(ในระยะสั้น) เมื่อลงทุนเป็นเวลานานเพียงพอ กลับได้ผลตอบแทนค่าเฉลี่ยไม่มากไปกว่านักลงทุนระดับโลก ที่มีผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณ 20 กว่าเปอร์เซ็นต์เท่านั้น 

นั่นหมายถึงว่าไม่ว่าคุณจะพยายามมากแค่ไหนก็ตาม สุดท้ายแล้วในระยะยาว ก็จะโดนดึงกลับลงมา ต่ำกว่าผลตอบแทนของนักลงทุนระดับโลกเสมอ

ยกเว้นแต่เพียงว่า คุณจะใช้วิธีที่ไม่แฟร์ เช่นใช้อินไซด์ หรือใช้การคอนเนอร์หุ้น หรือใช้ชื่อเสียงเพื่อให้คนหมู่มากแห่ตาม หรือแม้กระทั่งการใช้ connection ตีซี้กับ ผบห ซึ่งวิธีการเหล่านั้น เจ้าตัวย่อมรู้อยู่แก่ใจ ผลตอบแทนที่ได้มาเกิน มันไม่โอเค

******

หลายครั้งเจอคำถาม ว่าเมื่อไรจะขายหุ้น xxxx 

คำตอบ คือ ไม่รู้จริงๆ เมื่อไรที่มีสัญญาณขายก็เมื่อนั้น ระหว่างนั้นทำได้แค่ติดตามตัวธุรกิจ และถ้าธุรกิจยังดีอยู่ ก็ยังไม่มีเหตุให้ขาย ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ธุรกิจจะแย่แบบพื้นฐานเปลี่ยนไปจริงๆ ทำให้เราไม่สามารถรู้ล่วงหน้าได้ว่า จะขายหุ้นเมื่อไหร่

วันเสาร์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2565

หลักคิด 25

กำหนดเป้าหมาย สร้างขั้นตอนที่จะไปสู่เป้าหมาย แบ่งขั้นตอนเหล่านั้นให้เป็นขั้นตอนเล็กๆ ทำแต่ละขั้นตอนให้สำเร็จ ทำอย่างมีวินัย และมุ่งมั่น จนสำเร็จที่ละขั้นทีละขั้น สุดท้ายก็จะพิชิตเป้าหมายได้

******
จุดอ่อนของ dca คือไม่สนราคาที่ซื้อ ซึ่งจุดแข็งของ vi คือราคาที่ซื้อครับ

******

เวลาเราเทียบราคาหุ้นกับความสามารถในการทำกำไรของบริษัท แล้วมักจะใช้ค่า P/E ในการดูเพื่อเปรียบเทียบ

แต่จุดอ่อนของค่า P/E คือ earning ที่เป็นตัวหาร บริษัทที่ใช้เงินกู้สูง มีโอกาสที่จะมีกำไรมากกว่าบริษัทที่ใช้เงินกู้ต่ำ แต่ความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจก็จะสูงตามไปด้วย 

การที่เราจะดูแต่ความสามารถในการทำกำไรของบริษัทโดยมองข้ามความเสี่ยงที่บริษัทต้องแบกรับเอาไว้ มันไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้องสักทีเดียว 

มันเหมือนกับพอร์ตหุ้น ที่มุ่งแต่จะทำกำไรแล้วใช้เงินกู้สูงๆ พอร์ตหุ้นก็จะพังได้ง่ายๆ 

ดังนั้นการดูความสามารถในการทำกำไร จึงควรรวมความเสี่ยงจากเงินกู้เอาไว้ด้วย 

P/E นั้น มันก็คือ Mkt Cap / Net Profit 
เมื่อจะเอาความเสี่ยงจากเงินกู้มารวมเข้าไปด้วยสูตรก็จะเป็น 

{Mkt Cap + (Debt - Cash)} / EBIT

ก็คือเป็นการรวมเอาเงินกู้โดยการหักด้วยเงินสด แทนการใช้ market cap แต่เพียงอย่างเดียว (ซึ่งมาร์เก็ตแคปเมื่อหารด้วยจำนวนหุ้นแล้วมันก็คือ P ในสูตร P/E นั่นเอง)

ส่วนที่ใช้ ebit แทน earning หรือ net profit ก็เนื่องจาก EBIT เป็นตัวแทนของผลกำไรจากการดำเนินงานโดยตรง 

ซึ่งสูตร {Mkt Cap + (Debt - Cash)} / EBIT ก็คือ EV/EBIT (enterprise value / ebit) นั่นเอง 

การเปรียบเทียบหุ้นที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันด้วย EV/EBIT จะทำให้เห็นภาพได้ชัดกว่า P/E เพราะจะไม่โดนหลอกด้วยบริษัทที่ใช้ leverage สูงๆ
โดยการใช้ค่า EV/EBIT ก็จะมีหลักการเหมือนกับค่า P/E คือ ค่าที่ต่ำจะเป็นที่ Prefer มากกว่าค่าที่สูง

ตัวอย่าง การเปรียบเทียบค่า EV/EBIT ในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกัน 

ณ 2/12/2022
TICKER P/E EV/EBIT ค่าแตกต่าง
AP 5.72 8.51 48.7%
PSH 10.40 12.29 18.2%
SC 8.25 13.80 67.3%
LH 13.55 25.40 87.5%  
BRI 7.06 9.52 34.8%
ORI 7.33 15.44 110.6%  

การใช้ค่า EV/EBIT คือ ค่าที่ต่ำจะเป็นที่ชื่นชอบมากกว่า เหมือนค่า P/E โดยการดูเปรียบเทียบกับตัวอื่นในอุตสาหกรรมเดียวกัน

ส่วน "ค่าแตกต่าง" คือ ค่าที่แตกต่างระหว่าง EV/EBIT กับ P/E 

เนื่องจาก P กับ EV ต่างกันเพียง Debt ที่บวกเข้ามา
ดังนั้น ค่า P/E ที่แตกต่างกับ EV/EBIT มากๆ จะหมายถึง บ.นั้นมีการใช้ leverage ที่สูง (มี debt ในสัดส่วนที่สูงกว่าบริษัทที่มีค่าที่แตกต่างกันน้อยนั่นเอง)

อนึ่ง หากจะใช้ค่า EV/NET PROFIT หรือ EV/EBITDA เพื่อเปรียบเทียบกับแต่ละบริษัทในอุตสาหกรรมเดียวกันก็สามารถทำได้เช่นกัน

******
แต่ละธุรกิจต้องหาจุดตายที่เป็น "ปัจจัยหลัก" ของตัวเองให้เจอ ส่วนปัจจัยอื่นเป็นเพียงปัจจัยรอบด้านจะมีทั้งลูกค้าที่ยอมรับได้และรับไม่ได้กับปัจจัยข้างเคียง แต่ลูกค้าทั้งหมดจะยอมรับไม่ได้ถ้าปัจจัยหลักไม่ตอบโจทย์

ตัวอย่างเช่น ร้านอาหาร ปัจจัยหลักคือความอร่อยและสะอาดถูกอนามัย ส่วนเรื่องให้ปริมาณมากหรือน้อย ราคาถูกหรือแพง  จะมี "ลูกค้าบางกลุ่ม" ยอมรับได้และยอมรับไม่ได้ 

แต่ถ้าปัจจัยหลักคือไม่อร่อยและไม่สะอาด "ลูกค้าทุกกลุ่ม" จะยอมรับไม่ได้อย่างแน่นอน ซึ่งนั่นจะทำให้ตัวธุรกิจไปไม่รอด

********

จุดอ่อนของการสะสมหุ้นแบบ dca คือไม่สนราคาที่ซื้อ ซึ่งราคาที่ซื้อเป็นจุดแข็งของการลงทุนแบบ vi

*******

ให้ ❤️ แทนเงินปันผลของบ.ที่มีการเติบโต

A
การลงทุนในบริษัทที่มีการเติบโต ตัวอย่างเช่น การเติบโต 4-8% แบบต่อเนื่อง บริษัทก็จะมีปันผลที่จ่ายค่อยๆเติบโตขึ้นทุกปี สังเกตที่รูป A 
เงินปันผล ❤️ จะค่อยๆเติบโต รวมทั้งมูลค่าของบริษัทก็จะค่อยๆเติบโตเพิ่มขึ้น 

มูลค่าของบริษัท เหมือนรูปสามเหลี่ยมสีน้ำเงิน จากปัจจุบันไปอนาคต คือค่อยๆมีค่ามากขึ้นในระยะยาว  

B
แต่หากลงทุนในกอง Reit ที่เป็น Lease Hold เช่นลงทุนในสิทธิการเช่าระยะยาว แล้วนำมาปล่อยเช่าต่อ ภาพรวมที่ได้จะเป็นแบบรูป B
คือเงินปันผล ❤️ ดูเหมือนจะได้มาก แต่เงินปันผลจะได้ประมาณใกล้เคียงเดิม รวมทั้งมูลค่าของบริษัทจะค่อยๆลดลงตามสัญญาเช่าระยะยาวที่หมดอายุลงไปเรื่อยๆ
มูลค่าของบริษัทจะเหมือนในรูปสามเหลี่ยมสีแดง จากปัจจุบันไปอนาคต มูลค่าก็จะมีแต่ลดลง ตามระยะเวลาสัญญาที่ได้มา ที่ค่อยๆหมดลง

นักลงทุนระยะยาวควรที่จะถือทรัพย์สินที่มีค่าเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆเมื่อเวลาผ่านไปยิ่งนานยิ่งมีค่ามากขึ้น ไม่ใช่ถือทรัพย์สินที่มีค่าลดลงเมื่อเวลาผ่านไป 

ยิ่งถ้าหากคำนวณ IRR ตลอดอายุสัญญาไม่เป็นแล้วไปซื้อทรัพย์สินที่ในอนาคตมีมูลค่าลดลงเข้าพอร์ต โอกาสที่จะเสียเงิน หรือได้ผลตอบแทนไม่คุ้มค่าจับเวลาที่เสียไปนั้นมีสูงมาก 

********

ความยุ่ง ความวุ่นวาย ความเร่งรีบ ในกิจกรรมที่ทำอยู่ตลอดเวลานั้น ทำให้ไม่มีเวลามากพอที่จะคิด เพื่อกำหนดเป้าหมาย เพื่อวางแผนขั้นตอนไปสู่เป้าหมาย เพราะมัววุ่นวายอยู่กับกิจกรรมระยะสั้นตลอดเวลาจนหมดวัน

******
ความเข้าใจเรื่อง DCF แบบง่ายๆ

สมมติ โต๊ะตัวนึงราคาปัจจุบัน $172 
ด้วยอัตราเงินเฟ้อ 3% โต๊ะตัวเดียวกันอีก 5 ปีข้างหน้าจะขายอยู่ที่ราคา $200

ถ้าในอีก 5 ปีข้างหน้า คุณมีความจำเป็นต้องใช้โต๊ะตัวนั้น คุณคงไม่อยากซื้อโต๊ะตัวนั้นในตอนนี้ที่ราคา $172 เพราะราคามันไม่ดึงดูดใจมากนัก

แต่ถ้าร้านค้าเสนอว่าให้ส่วนลด 30% จากราคาปัจจุบัน เหลือ $120 เพื่อให้คุณตัดสินใจซื้อได้ง่าย

คุณก็จะเกิดความเปรียบเทียบแล้วว่า ต้องใช้โต๊ะตัวนี้ในอนาคตอีก 5 ปีข้างหน้า ราคาโต๊ะจะอยู่ที่ $200 แต่ถ้าซื้อตอนนี้ $120
มันน่าจะคุ้มค่าที่จะซื้อตอนนี้เลย

ราคา $200 ในอนาคต 5ปีข้างน้า เราเรียก Future value

เงินเฟ้อ 3% มันคือ "อัตราคิดลด" 

ส่วนราคาปัจจุบัน $172 เรียก Present value

ส่วนลดที่ร้านค้าเสนอให้ 30% มันคือ Margin of safety (ส่วนเผื่อความปลอดภัย) นั่นเอง

เป็นไอเดียง่ายๆที่จะเข้าใจ DCF และ MOS

********"

ค่า PE ที่เป็นปัจจุบัน หรือ Trailing P/E เปรียบเทียบถึงราคากับกำไรของบริษัทที่ผ่านไปแล้วเท่านั้น 

ส่วนค่า PE ที่ใช้ forward earning นั้นได้สะท้อนการคาดการณ์ความสามารถในการทำกำไรของบริษัทในอนาคตเข้ามาไว้ ซึ่งการคาดการณ์นั้นอาจจะมี bias ในทางบวกหรือทางลบมากกว่าความเป็นจริงก็ได้

สิ่งที่ไม่ได้สะท้อนไว้ในค่า P/E ก็คือความแข็งแกร่งและความเสี่ยงต่างๆของบริษัท

*****

ถ้าบาทแข็งค่าขึ้น ส่งออกจะเสียประโยชน์ 

สมมติ ในบ.ที่ส่งออกล้วนไม่มีนำเข้าเลย ถ้าบาทแข็งขึ้น 5% รายรับของ บ.ลดลง 5% แต่ คชจ ของ บ.มักจะมีต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่ไม่ลดตามค่าเงิน นั่นทำให้รายรับที่ลดลงเป็น amount ส่งโดยตรงลงมาที่กำไร พอคิดเทียบการเติบโตเป็น % จะพบว่ากำไรจะลดลงมากกว่าค่าเงินที่ลดลง 

สมมติ รายได้ 100,000 (ส่งออกล้วน) 
ต้นทุนและ คชจ เป็นเงิน 80,000 
EBIT 20,000 

พอค่าเงินลด 5% รายได้เหลือ 95,000 
ต้นทุนและคชจ เท่าเดิม 80,000
EBIT 15,000 

EBIT จากเดิม 20,000 เหลือ 15,000
อัตราการเติบโตของ EBIT ลดลง -25% ทั้งที่ค่าเงินลดลงแค่ 5%

********

หาหุ้นยอดเยี่ยมในอุตสาหกรรมยอดแย่ : Peter Lynch

อุตสาหกรรมยอดแย่โดยรวมอาจไม่ค่อยโต พอมีวิกฤตเข้ามา บริษัทที่มีหนี้สินมากมีโอกาสที่จะล้มหายตายจาก 

มีบางบริษัทในอุตสาหกรรมที่เจ็บตัวหนักและฟื้นตัวได้ช้า 

บริษัทขนาดเล็กในอุตสาหกรรมที่ย่ำแย่อยู่นั้น ธนาคารไม่ปล่อยสภาพคล่องเพิ่มให้ ทำให้เสีย market share ออกไป 

ผู้แข่งรายใหม่เข้ามาแล้วไม่น่ากลัว เพราะความน่าเชื่อถือของชื่อเสียงมีน้อย 

บริษัทที่รอดเจ็บตัวน้อย หรืออาจไม่เจ็บตัวเลยถ้าวางกลยุทธ์ไว้ดีพอ หนี้สินต่ำ ฟื้นตัวไว ได้ market share เพิ่ม และยิ่งถ้าหากมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆที่โดนใจลูกค้า จะยิ่งกิน market share เพิ่มเข้าไปอีก

บริษัทลักษณะนี้ คือบริษัทที่น่าลงทุนและยิ่งหากมีเงินปันผลสูงด้วยแล้วล่ะก็จะสามารถทำให้ถือหุ้นรอวิกฤตนั้นผ่านไปได้

นึกถึงหุ้นตัวไหนกันครับ ที่ผ่านวิกฤติโควิดมาได้และ Gain mkt share ได้จนวิกฤติกลายเป็นโอกาสของ บ. 😊

*********

หลายๆครั้ง ข่าวแค่หาเหตุเพื่อมาอธิบายราคาหุ้นที่ขยับขึ้นลง

*******
คนไม่น้อยติดกับดักหุ้นตัวเล็ก
สิ่งที่เป็นข้อด้อยของหุ้นตัวเล็ก

- มักไม่มี economy of scale หรือมีน้อย สู้บ.ใหญ่ไม่ได้
- ต้นทุนเงินทุนของ บ.สูง ต้นทุนเงินกู้สูง 
- ความเชื่อถือที่ลูกค้ามีให้ ต่ำกว่า บ.ใหญ่
- ทรัพยากรต่างๆไม่พร้อม
- พนง ที่เก่งๆมักไปทำงานประเภทเดียวกัน อุตสาหกรรมเดียวกัน ใน บ.ที่ใหญ่กว่า 
- บ.ใหญ่กว่า offer สิ่งจูงใจในการคัดคนระดับครีมเข้าทำงานได้มากกว่า
- เมื่อเจอวิกฤติ บ.เล็กมีโอกาสล้มได้ง่ายกว่า

**********
เวลาคุณคัดเลือกหุ้นเข้าพอร์ต คุณแค่คัดเลือกหุ้นที่ปัจจัยพื้นฐานดี มีปันผลที่พอใช้ได้ มีผู้บริหารที่มีแนวโน้มที่ดี 

เริ่มแรกอาจจะเอาเข้ามาหลายๆตัวที่มีปัจจัยแบบนั้น หลังจากนั้นติดตามผลงาน ติดตามการดำเนินงาน ถ้าหากบริษัทไหนที่ไม่ได้เป็นอย่างที่เราคาดว่าจะเป็นหรือควรจะเป็น ก็แค่ตัดออก 

เป็นธรรมดา หุ้นที่คุณเลือกเข้ามาย่อมไม่มีทางถูกต้องทั้ง 100% ขอเพียงแค่ถูกสักครึ่งหนึ่ง ส่วนที่ผิดคุณไม่เจ็บตัวมากเพราะมีพื้นฐานที่ดี มีปันผลที่สูงรองรับ การตัดขาดทุนนั้น ขาดทุนจะเป็นสัดส่วนที่น้อย ในขณะที่ตัวที่เป็นผู้ชนะในพอร์ตจะสร้างกำไรครอบคลุมผลขาดทุนรวมถึงสร้างกำไรที่เกินไปอีกมากให้กับคุณ

จุดสำคัญอยู่ที่การคัดเลือกหุ้นเข้ามา โดยหุ้นทุกตัวจะต้องมีปัจจัยที่ดีเป็นตัวหนุน มีปันผลที่ดีเป็นตัวหนุน 

จะว่าไปแล้วหลักการแบบนี้ มีความคล้ายกับ การเทรดโดยใช้วิธีแบบโมเมนตัม ต่างกันตรงที่ว่า แทนที่จะใช้ในด้านของราคา ก็ใช้ในด้านของปัจจัยพื้นฐาน ซึ่งมันจับต้องและเป็นสินทรัพย์ได้มากกว่า
*******
หนึ่งในข้อผิดพลาดที่นักลงทุนจำนวนไม่น้อยมักจะทำผิด คือการคิดว่าหุ้นวัฏจักรคือหุ้น growth แล้วซื้อในช่วงที่ดีของธุรกิจเพื่อลงทุนระยะยาว

วันศุกร์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565

หลักคิด 24

กลุ่ม รพ มีความสามารถต้านทานเงินเฟ้อได้สูง
เราชอบ รพ ที่กระจายหลายตำแหน่งในประเทศ ทั้งสถานที่และกลุ่มคนไข้ (กลุ่มคนไข้ที่หลากหลาย ตั้งแต่ ปกส คนไข้เงินสด ตั้งแต่ระดับกลางล่าง กลางบน กลุ่มบน ไปจนถึง Expat และ ต่างชาติ) และ รพ ที่มีแผนขยายเพิ่ม รพ ที่ชัดเจน

ในแง่ภาพรวม โควิดไม่จบลงง่ายๆ คนจำนวนไม่น้อยมีอาการเรื้อรังหลังจากรักษาโควิดหาย ไม่ต้องไปคิดถึงโรคอุบัติใหม่ที่แทบจะร้อยปีเกิดที เอาแค่ในปัจจุบัน ทุกคนก็มีความจำเป็นที่จะต้องเข้าโรงพยาบาลมากขึ้น บ่อยขึ้น

ค่ารักษาพยาบาลของคนไทยเมื่อเทียบกับ GDP แล้วคิดเป็นอัตราส่วนที่ต่ำมาก ยังมี room ให้ขยายได้อีกมาก

สังคมคนสูงวัยกำลังคืบคลานเข้ามาเรื่อยๆ 

คนเข้าใจในประกันสุขภาพมากขึ้นและแนวโน้มการทำประกันสุขภาพเพิ่มขึ้นมากอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งเมื่อมีประกันสุขภาพแล้วย่อมใส่ใจสุขภาพมากขึ้น

********

แก้วสามดวง ของ อ.นิเวศน์
เงินต้น อัตราผลตอบแทนทบต้น ระยะเวลาในกานลงทุน

ถ้ามีมากทั้งสามอย่างรวยแน่ๆ แต่ถ้ามีได้สองในสามก็ยังสามารถรวยได้ 

ประเด็นอยู่ที่พยายามทำให้ได้สองในสาม และโดยมากสองในสามขึ้นอยู่กับการกระทำของเรา โดยเฉพาะการติดอยู่กับการลงทุนตลอดเวลาตั้งแต่อายุนังน้อยจนไปจนกว่าจะตายจากไป เป็นสิ่งที่ทำได้ไม่ยากแต่ต้องมั่นคงและมีวินัย

*******

อนาคตของเราจะดีหรือแย่ ขึ้นอยู่กับการกระทำของเราในปัจจุบัน ซึ่งการกระทำของเรานั้น เราเป็นผู้ควบคุมและเลือกที่จะทำได้

*****

การคิดที่จะหาเงินง่ายในตลาดหุ้น รับรองได้เลยว่าในระยะยาวจะต้องผิดหวังเสมอ ตลาดหุ้นเป็นที่รวมของคนเก่ง คนขยัน รวมถึง นลท รายใหญ่ และกองทุนต่างๆ ที่มีความพร้อมอย่างมาก พร้อมที่จะเก็บเกี่ยวผลกำไรจากอนาคตที่ดีของบริษัทและ เก็บเกี่ยวผลกำไรจากความผิดพลาดของ Player ทุกคนในตลาด 

ดังนั้นแวดวงนี้ การหาความรู้เป็นเรื่องสำคัญมาก อย่าคิดทำกำไรง่ายๆ จากความมักง่าย ซึ่งมันไม่มีกระเด็นเหลือมาถึงคนมักง่ายอย่างแน่นอน อาจฟลุ๊คบ้าง แต่สุดท้ายคนมักง่ายจะต้องจ่ายคืนให้ตลาดหนักกว่าที่ได้รับมาเสมอ

*******

การใช้หลักการลงทุนที่ไม่ตรงกับบุคลิกของตนเองจะทำให้เกิดความเครียดสูง

******
การเทรดเป็น zero sum game มีคนได้จะมีคนเสียเสมอ ในตลาดจะมีเทรดเดอร์ที่มากประสบการณ์ มีเครื่องไม้เครื่องมือที่พร้อมและมีต้นทุนที่ต่ำกว่านักลงทุนรายย่อยทั่วไปมาก เช่นกองทุนต่างๆ

นักลงทุนมือใหม่หลายคนมีความฮึกเหิมคิดว่าจะเข้ามาในตลาดหุ้นเพื่อจะได้คว้ากำไรก้อนงามได้ง่ายๆ

 ลองคิดถึง บนเวทีที่มีไมค์ ไทสัน อยู่ดีๆมือใหม่จะกระโดดขึ้นเวทีเดียวกับ ไมค์ ไทสัน คำถามคือจะรอดไหม 

หากเป็นมือใหม่เข้าตลาด สิ่งแรกที่ควรคาดหวัง คือการปกป้องเงินลงทุนของตนเอง ไม่ใช่การกระโดดเข้าไปเล่นอะไรที่มีความเสี่ยงสูง
*********

การลิ้มรสความเจ็บปวดจากการเสียเงินจริงๆ คือสิ่งสำคัญของการสะสมประสบการณ์ที่จะบาดลึกเข้าถึงหัวจิตหัวใจ และเมื่อคิดได้ว่าจะต้องรักษาเงินต้นไว้ก่อน เมื่อนั้นความคิดในการลงทุนจะเปลี่ยนไปจากเดิมที่เคยเป็นมาอย่างสิ้นเชิง

****

ถ้ามัวแต่คาดหวังว่าจะหาระบบการลงทุนที่เป็นสูตรสำเร็จ โดยที่ไม่ต้องเหนื่อยมาก โดยที่ไม่ต้องไขว่คว้าหาความรู้ โดยที่คาดหวังว่าจะเป็น Holy Grail  เชื่อได้ว่าจะเป็นการเสียเวลาเปล่า สู้เอาเวลาไปพัฒนาทักษะการลงทุนจะมีประโยชน์มากกว่า เวลาที่หมดไปกับสิ่งที่ไม่มีทางเป็นไปได้มันไร้ค่า

*******
การใช้หลักการลงทุนที่ไม่ตรงกับบุคลิกของตนเอง จะทำให้เกิดความเครียดที่สูง
 ความเครียดที่สูงจะทำให้ผิดพลาดได้ง่าย และไม่สามารถถือ position ได้นานอย่างที่ควร
*********

ตลาดหุ้น
จะใช้เป็นบ่อนพนันก็ได้
จะใช้พนันแบบสุดกู่ใช้ margin ใช้ Leverage มาเล่นพนันก็ได้
จะใช้เป็นที่ทดสอบประสบการณ์ในการเทรดก็ได้ 
จะใช้เป็นที่ทดสอบระบบเทรดก็ได้
จะใช้เป็นที่ลงทุนในบริษัทที่มีการเติบโตก็ได้
จะใช้เป็นที่ลงทุนเพื่อเงินปันผลเพื่อการเกษียณในระยะยาวก็ได้

ตลาดหุ้นเป็นให้คุณได้ทั้งหมด 
แล้วแต่ว่าคุณอยากจะให้เป็นอะไร
********

ใกล้สิ้นปีแล้ว พูดถึงหุ้นผิดจากที่คาดที่้เราเอาเข้าพอร์ตบ้างดีกว่า 

ปีนี้มีสวิตช์หุ้นออกสองตัวจากที่พื้นฐานผิดไปจากที่เรามองตอนนำเข้าพอร์ตไปมาก หลังจากที่รู้ว่าพื้นฐานไม่ได้เป็นไปอย่างที่เราคาดก็ทยอยขายออกสับเปลี่ยนเป็นตัวอื่น โชคดีตัวหนึ่งมีกำไรพอสมควร อีกตัวขาดทุนประมาณเกือบ 2% ทำให้ภาพรวม 2 ตัวนี้ไม่ส่งผลกระทบกับพอร์ตรวม

ตัวแรกออก w และซื้อ บ.ในตลาด ทำให้เราเริ่มไม่สบายใจ การบันทึกงบการเงินแม้จะถูกต้องตามหลักบัญชี (แต่ไม่สอดคล้องกับสัดส่วนในการถือหุ้นของบริษัทที่ไปซื้อมา คือซื้อมาในสัดส่วนไม่มากแต่บันทึกงบรวม โดยอาศัยหลักบัญชีที่ว่ามีอำนาจครอบงำกิจการในการบันทึกบัญชี) พอจะเห็นสัญญาณบางอย่างที่น่าจะไม่ตรงกับแนวทางการลงทุนของเรา ก็เลยสับเปลี่ยนออก 

ตัวที่สอง ทำผลงานไม่ได้อย่างที่ผู้บริหารบอก และก็มีการเปลี่ยนตัวผู้บริหาร รวมถึง แนวทางที่ผู้บริหารใหม่ได้ให้ไว้นั้นไม่สอดคล้องกับความคิดของเราในตอนที่ซื้อหุ้น พอร์ตหลักของเราก็ทยอยสับเปลี่ยนหุ้นออกตั้งแต่เห็นงบที่ผลงานทำไม่ได้อย่างที่ ผบห บอกไว้จนงบออกอีกครั้งก็ยืนยันสิ่งที่เราคิด 

ปีนี้โดนสองตัว แต่หุ้นที่เราคัดเลือกมานั้นเป็นหุ้นที่มีปันผลสูงรองรับ ราคาจึงไม่ลงหนัก ไม่ส่งผลกระทบต่อพอร์ตรวมของปีนี้มากนัก โชคดีที่ว่า ในจังหวะที่ต้องการจะสับเปลี่ยนตัว ได้พบบริษัทใหม่ที่มองว่ามีโอกาสที่ดีกว่า 

การสับเปลี่ยนหุ้นออกก็ทำตามหลักการ 
"ถ้าปัจจัยพื้นฐานของบริษัทเปลี่ยนไปอย่างถาวรไม่ตรงกับแนวทางในตอนซื้อ" ก็ต้องรีบแก้ไขข้อผิดพลาดนั้น

ปล. แต่หุ้นตัวหลังมีงบการเงินที่แข็งแกร่งมากและมีปันผลที่สูงต่อเนื่อง รวมถึงมีธุรกิจใหม่ที่รอจะเป็นอนาคตของบริษัทได้ ดังนั้นจึงยังเหมาะกับพอร์ตหุ้นที่ต้องการเงินปันผล


SENA  PSH

แต่ PSH ยังมีความเหมาะสมกับพอร์ตที่ต้องการเงินปันผล เพราะงบการเงินของบริษัทมีฐานะที่แข็งแกร่งและฐานะการเงินดีมากประกอบกับมีการปันผลสูงต่อเนื่องตลอด รวมถึงมีอนาคตที่อาจจะไกลสักหน่อยรออยู่คือโรงพยาบาลวิมุต 

************

การรักษาเงินต้นและการใช้ชีวิตให้ต่ำกว่าฐานะเป็นทัศนคติที่แบ่งแยกคนรวยออกจากคนชั้นกลางหรือคนจน และมันคือทัศนคติพื้นฐานที่สุดของความมั่งคั่ง

*********

การลงทุนนั้นสิ่งสำคัญคือกระบวนการในการคัดเลือกหุ้นทางด้านคุณภาพและราคาที่จะซื้อ ดังนั้นการใส่ใจในกระบวนการคัดสรรจึงสำคัญอย่างยิ่ง ให้ใจจดจ่อที่กระบวนการคัดสรร ไม่ใช่จดจ่อมุ่งหวังที่ผลกำไร

******
คนที่ประสบความสำเร็จ ส่วนมากเสพติดในสิ่งที่ทำจนถอนตัวไม่ขึ้น และให้เวลากับสิ่งนั้นมากๆ
*****
จะประสบความสำเร็จได้ง่ายขึ้นถ้าลงทุนในสิ่งที่มีความเชี่ยวชาญ รวมถึงมีวินัยไม่ก้าวออกจากความเชี่ยวชาญที่มี
******
การลงทุนใดๆที่มีอยู่ในพอร์ตแล้วไม่เข้ากับหลักเกณฑ์ แม้ว่ามันจะเข้ากับหลักเกณฑ์ในตอนแรกก็ตามแต่ในภายหลังมันไม่เข้ากับหลักเกณฑ์ นั่นคือการลงทุนที่ผิดพลาด ควรที่จะแก้ไขทันทีโดยไม่สนใจ sunk cost

*****
การลงทุนในตลาดหุ้น คือที่ที่เหมาะสม สำหรับคนที่ มุ่งมั่นทำงานกับตนเอง ไม่ต้องการพึ่งพาคนอื่น ไม่ต้องการวุ่นวายกับคนอื่น และต้องการยืนหยัดประสบความสำเร็จด้วยตนเอง โดยมีอิสระในการทำงาน เพียงแต่มันต้องการคนที่มีวินัยและความมุ่งมั่นสูง

*****
สิ่งที่จำเป็นที่สุด ที่จะสามารถเปลี่ยนฐานะคุณได้ ในยามเกิดวิกฤตตลาดหุ้น

เงินสด + จิตใจที่จดจ่อมุ่งมั่นในการซื้อของดีราคาถูก
*****
แม้จะรู้ว่าตามสถิติแล้ว ตลาดหุ้นจะมีตกลงแรงๆประมาณ 20% ทุกๆ 5 ปี แต่เชื่อไหมว่า Player ส่วนใหญ่รอไม่ได้ อย่าว่าแต่ให้รอถึง 5 ปีเลย แค่ถือหุ้นรอผลงานจาก บ.แค่ปีเดียวยังดิ้นกันแทบแย่ 

จริงๆแล้วดิ้นกันแทบจะรายวันเลยด้วยซ้ำ เพราะรอไม่เป็น 😊

******

บางครั้งที่ไปไม่ถึงจุดหมายที่วางไว้เพราะมัวแต่สนใจเป้าหมายระยะสั้น ความเร่งรีบในโลกปัจจุบัน ทำให้มองแต่เพียงระยะสั้น

เวลาในชีวิตมันมีจำกัด หัดเล่นเกมยาวให้เป็นเพื่อให้ไปถึงเป้าหมายที่เราต้องการมากที่สุด

********

การเลือกสิ่งใดสิ่งหนึ่งย่อมหมายถึงการปฏิเสธสิ่งอื่นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นจึงต้องพิจารณาถึงผลกระทบเหล่านั้นก่อนที่จะเลือก แต่หากไม่ตัดสินใจเลือกนั่นคือการเลือกที่จะไม่เลือก ซึ่งจะไม่ได้อะไรเลยสักทาง

*****

การจะประสบความสำเร็จในเป้าหมายระยะยาวไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะมันคือการหลีกเลี่ยงความปรารถนาระยะสั้นเพื่อที่จะมุ่งสู่เป้าหมายในอนาคตที่ยังไม่แน่นอนแต่คุ้มค่า
******

การให้เวลาวันละ 20 นาที เพื่อทบทวนสิ่งที่เราทำตลอดวันเป็นสิ่งจำเป็น เป็นการป้องกันการลงแรงที่ผิดจุด ผิดทาง หากไม่ทบทวนแล้วลงแรงผิดจุดต่อไปเรื่อยๆ จะเหมือนคนขยันที่หลงทาง สิ่งที่ทำคือสูญเปล่า

*******

สร้างเกณฑ์การลงทุนหรือระบบลงทุนแล้วใช้ซ้ำๆอย่างต่อเนื่อง เพื่อผลตอบแทนทบต้นในระยะยาว 

ไม่ใช่มุ่งเน้นไปที่การลงทุนหคือการเทรดเพียงครั้งใดครั้งหนึ่งแล้วหวังว่าจะทำแจ็คพอตแตก

******

ยืนหยัดด้วยตนเองให้ถึงที่สุด อย่าคิดจะพึ่งพิงแต่ผู้อื่น

การพึ่งพิงผู้อื่นโดยที่ตัวเองไม่แม้แต่จะพยายาม มันคือ การเอาเปรียบผู้อื่น

วันศุกร์ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565

หลักคิด 23

อย่าอิจฉากำไรของคนอื่นที่ลงทุนด้วยหลักการที่แตกต่างจากตนเอง ถ้าเลือกหลักการลงทุนนึง ก็ย่อมพลาดผลกำไรจากหลักการอื่น เป็นเรื่องปกติ  ยึดมั่นอยู่กับสิ่งที่ตนเองชำนาญ อย่าอิจฉาสนามหญ้าหน้าบ้านคนอื่น

*********

การคัดเลือกหุ้น โดยการหาเหตุปัจจัยที่ที่ทำให้บริษัทแข็งแกร่ง มั่นคง เติบโต จะทำให้มีโอกาสได้หุ้นที่เติบโต ที่ยอดเยี่ยม มากกว่า

หากคัดเลือกหุ้นที่เห็นปัจจัยอย่างที่ว่าแล้ว ในระยะยาว บริษัทที่เลือกมาย่อมมีอัตราที่จะประสบความสำเร็จได้สูงขึ้น 

เหตุปัจจัยที่ว่า เช่น ผู้บริหาร หนี้สินของบริษัท โมเดลธุรกิจ ธรรมาภิบาลที่เห็นแก่ประโยชน์ของผู้ถือหุ้นเป็นหลัก 

การคัดเลือกที่เหตุปัจจัยเหล่านี้ สามารถใช้การดูย้อนหลังประกอบการพิจารณาได้ 

เมื่อเลือกที่เหตุปัจจัยเหล่านี้แล้ว ตัวเร่งระยะสั้น แทบไม่มีความจำเป็นเลย (มีก็ดี ไม่มีก็ไม่ได้เสียหายอะไร) 

ที่บอกว่าตัวเร่งระยะสั้นแทบไม่มีความจำเป็น เช่น หากมีตัวเร่งระยะสั้นให้บริษัทมีกำไรเพิ่มขึ้นมาสัก 30% หากนำมาเฉลี่ยบนการลงทุนระยะยาวเช่น 10 ปี 15 ปีแล้ว จะส่งผล 2-3 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น แต่หากเห็นว่าไม่มีตัวเร่งระยะสั้นแล้วเลือกที่จะไม่ลงทุน ในบริษัทแบบนี้ ก็กลายเป็นว่า อาจจะเสียโอกาสที่มากกว่านี้เยอะมาก 

หลักการลงทุนลักษณะนี้ เป็นการโฟกัสมุ่งเน้นไปที่เหตุที่ส่งผลต่อธุรกิจในระยะยาว ให้มีการเติบโตต่อเนื่อง ค่อนข้างจะเหมาะกับการลงทุน ในแบบที่ชอบอยู่กับตัวเองเป็นหลัก ไม่ต้องอาศัยพรรคพวกเพื่อนฝูงมากมายช่วยกันค้นหา "ตัวเร่ง" 

มันเป็นแนวการลงทุนที่พึ่งตนเองเป็นหลัก อาศัยใจที่สงบค่อยๆค้นหา ไม่ต้องเร่งรีบแก่งแย่ง ธรรมดาที่บริษัทที่มี "ตัวเร่ง" ย่อมเป็นที่หมายตา ส่งผลให้ราคาสูงชั่วคราว เข้าช้าก็จะได้ของแพง แน่นอนว่ามันไม่ใช่การลงทุนแบบใจร่มๆ 

ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความชอบ ขึ้นอยู่กับจิตใจที่รักการแข่งขันของนักลงทุนแต่ละคน นักลงทุนไม่น้อยที่ชอบการลงทุนที่ตื่นเต้นหวือหวามากกว่าการลงทุนที่เนิบๆ อย่างไรก็ตามการเลือกหลักการลงทุนที่เข้ากับจริตของตนเองจะดีที่สุด

**********

หลักเกณฑ์ในการคัดเลือกหุ้นในการลงทุนนั้นมีหลากหลายวิธี 
- บ้างชอบหุ้นวัฏจักร ซึ่งในบ้านเรานั้นหุ้นวัฏจักรก็ค่อนข้างจะเป็นกลุ่มใหญ่ไม่ว่าจะเป็นพลังงาน ปิโตรเคมี เดินเรือ สินค้าเกษตร 
- บ้างก็ชอบหุ้นเติบโต ที่มีสตอรี่ ที่มี catalyst การมีสตอรี่ที่เป็นตัวเร่งเพื่อให้เป็นจุดสนใจ 
- บ้างก็เน้นแต่หุ้นปันผล บริษัทมั่นคงมากๆปันผลสูงๆโดยไม่สนใจการเติบโตมากนัก

แต่วิธีนึงที่เราคิดว่ามั่นคงมีความเสี่ยงต่ำและได้การเติบโตควบคู่กันไปด้วยในการลงทุนระยะยาว คือวิธีที่ใช้หลักการนี้ 
- มองหาหุ้นมั่นคง ในที่นี้หมายถึงต้องมีหนี้สินที่ไม่สูง เพื่อที่จะสามารถผ่านวิกฤตไปได้โดยไม่ต้องเพิ่มทุน อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนผู้ถือหุ้นควรจะต่ำกว่า 1.8 เท่า
- มีการเติบโตที่มากกว่าอัตราเงินเฟ้อ อย่างน้อยควรมีการเติบโต โดยเฉลี่ยอย่างน้อยที่สุดมากกว่า 3-4% ขึ้นไป ในส่วนนี้ก็เพื่อให้แน่ใจว่าในระยะยาวแล้วความมั่งคั่งของบริษัทจะเพิ่มมากขึ้น นั่นหมายถึงราคาหุ้นในระยะยาวอยู่ในแบนด์ที่เป็นขาขึ้น หากไม่ซื้อราคาสูงจนเกินไปการเติบโตนี้จะเป็นตัวที่ทำให้ การลงทุนระยะยาวมีโอกาสขาดทุนต่ำ
- มีทรัพย์สินของบริษัทรองรับราคาอยู่พอสมควรในจุดนี้เราพรีเฟอร์ที่ค่า PB ต่ำกว่า 1.6 เท่าเนื่องจาก 1.6 เท่านี้เป็นค่า PB ของ SET INDEX ดังนั้นการที่เราจะซื้อหุ้นที่มีทรัพย์สินมารองรับเราก็ไม่ควรจะซื้อแพงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาด และควรดูว่าไม่แพงกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมควบคู่กันไปด้วย 
- เมื่อหาหุ้นที่เข้าหลักเกณฑ์ข้างต้นได้แล้ว ก็ยังมีจุดอ่อนตรงที่เราไม่รู้ว่าต้องรออีกนานแค่ไหนตลาดถึงจะเห็นคุณค่าของหุ้นตัวนี้ การรอโดยที่ไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลยมันทำให้ใจเสียได้ มันส่งผลต่อ mindset แน่นอนหากต้องรอนานๆโดยยังไม่ได้ผลตอบแทนอะไรคืนมาเลย เพื่อเป็นการปิดจุดอ่อนในจุดนี้จึงควรเลือกหุ้นที่มีเงินปันผลมากกว่า 3% ขึ้นไป อย่างน้อยที่สุดอัตรานี้ก็ยังสูงกว่าการฝากเงินธนาคาร ทำให้ใจร่มมากขึ้นในการรอคอย ให้ตลาดเห็นถึงมูลค่าของหุ้นที่เราถือ 

แน่นอนว่าการเลือกหุ้นด้วยหลักการเหล่านี้ย่อมจะทำให้เราพลาดอุตสาหกรรมที่กำลังร้อนแรงในตลาด เพราะอุตสาหกรรมที่ร้อนแรงนั้นมักจะไม่ผ่านเกณฑ์เหล่านี้ 

การคัดเลือกหุ้นเหล่านี้เข้าพอร์ต จะต้องแน่ใจว่ามีความใจเย็นมากพอที่จะถือหุ้นในระยะยาวได้มากกว่า 3 ปีขึ้นไป (ถ้าหากตัวบริษัทไม่มีอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่แย่ลงอย่างถาวร) 

แม้จะไม่มีใครสามารถการันตีถึงความสำเร็จได้ทั้ง 100% ก็ตาม แต่หลักการเหล่านี้ช่วยลดความเสี่ยงลงได้มาก

วิธีการเหล่านี้เป็นเพียงหนึ่งในวิธีการคัดหุ้นจากหลายๆวิธี แต่ส่วนตัวคิดว่าน่าจะเป็นวิธีการพื้นฐานที่นักลงทุนควรจะต้องรู้จักและใช้ให้เป็น

และแน่นอนว่าหากสามารถหาหุ้นที่มีตัวเลขต่างๆดีกว่าหลักเกณฑ์เหล่านี้ได้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเป็นเรื่องที่ดีขึ้นมากเท่านั้น

********
เมื่อไหร่ก็ตามที่เผลอทำให้การลงทุน กลายเป็นกิจกรรมที่ไม่ต้องใช้ความคิด ให้ระวังให้ดี

*******
ต้องระวังผู้บริหารที่รู้อยู่แก่ใจว่าการตัดสินใจนั้นส่งผลเชิงลบต่อนักลงทุนแต่ก็ยังจะทำ 

และต้องระวังผู้บริหารที่พยายามจะรายงานข้อมูลทางการเงินของบริษัทในรูปแบบที่ไม่สอดคล้องกับสภาพที่แท้จริงของบริษัท

*********

แนวทางลงทุนในหุ้นปันผล ควบคู่กับอสังหา โดยอย่างน้อยต้อง
-มีเงินต้น (ถ้าไม่มีเงินต้นก็ลงทุนไม่ได้)
-ความรู้ในการลงทุนประมาณนึง
-สนใจลงทุนในคอนโด

สมมติ มีเงินต้น 2ลบ และเข้าใจการลงทุนระยะยาวในหุ้นปันผล และต้องการซื้อคอนโดให้เช่า(สมมติคอนโดราคา 2ลบ)

ถ้าคนที่ไม่คิดอะไรมากก็จะซื้อด้วยเงินสดที่มี แล้วปล่อยเช่า

คอนโดราคา 2 ลบ สมมติได้ค่าเช่า 9,000 บ ต่อเดือน ปีนึงจะได้ 90,000 บ (หัก คชจ 2 เดือน)

แทนที่จะซื้อด้วยเงินสด ก็เป็นซื้อด้วยเงินกู้แล้วนำเงินสดที่มีไปซื้อหุ้นปันผล ที่ราคาไม่หวือหวาและ หาที่ได้ปันผลสัก 6% (มีหลาย บ.) เงินต้น 2ลบ ดาวน์คอนโด 20% เหลือเงิน 1.6 ลบ

นำเงินต้นที่เหลือ 1.6 ลบ ลงทุนในหุ้นปันผลได้ เงินปันผล 96,000 ต่อปี

***เท่ากับตอนนี้ฝั่งรายได้ ได้ค่าเช่าคอนโด 90,000 + เงินปันผล 96,000 = 186,000 ต่อปี (จากเงินต้นทั้งหมด 2 ลบ)

ฝั่งเงินกู้ ที่กู้ซื้อคอนโดราคา 2 ลบ จ่ายดาวน์ไปแล้ว 20% (สี่แสนบาท) เป็นเงินกู้แบงค์ 1.6 ลบ

เงินกู้ทุกๆ 1 ลบ ที่ ดบ 6% ผ่อน 30 ปี จะต้องผ่อนจ่ายเดือนละ 6,000 บ โดยประมาณ

***เงินกู้ 1.6 ลบ ต้องผ่อนธนาคารเดือนละ 9,600 บ เท่ากับปีละ 115,200 บ นี่คือฝั่งรายจ่าย 

ยังจำฝั่งรายได้ ได้ไหม ย้อนกลับขึ้นไปดูที่ทำดอกจันไว้ ฝั่งรายได้รวม 186,000 ต่อปี

เท่ากับจะเหลือเงินปีละ 70,800 บ ต่อปี

โอเค ก็จะมีคำถามประมาณว่า แล้วหากคนเช่าไม่เต็มหล่ะ ไม่มีคนเช่าหล่ะ ก็จะมีเงินจำนวนนี้เป็น Buffer 70,800 เทียบกับค่าเช่าห้อง ด.ละ 9,000 เท่ากับมี Buffer 7-8 เดือน (มีกันชนทางการเงิน)

หากมีเงินทุนมากกว่านี้ ก็คำนวณเป็นทวีคูณกันไป

อีกจุดนึงคือฝั่งเงินกู้ธนาคารส่วนใหญ่แล้วมักจะมีโปรโมชั่น โดย 3 ปีแรกอัตราดอกเบี้ยจะถูกเป็นพิเศษ เช่น 2% , 1.5% อะไรก็ว่าไป มันจะทำให้ 3 ปีแรก ฝั่งรายจ่ายน้อยกว่าที่คำนวณไว้ ทำให้ไม่น่ากลัวถ้าหากในช่วง 3 ปีแรกมีผู้เช่า น้อยกว่าที่คำนวณ เท่ากับเป็น Buffer ที่สอง

ที่เล่านี่คือเป็นหลักการ การคิดโดยคร่าวๆ หากลงทุนทำจริงๆมันก็จะพบในรายละเอียดปลีกย่อย มีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย ที่เราสามารถ ที่จะปรับปรุง แต่งเติมการลงทุนของเราให้ดีขึ้นได้อีก

จะลงทุนต้องมีเงินต้น ถ้าไม่มีเงินต้นก็คือไม่มีทุน จะเรียกว่าการลงทุนไม่ได้

**********

การลงทุนเน้นคุณค่าคล้ายกับการซื้อแบงค์ร้อยในราคา 70 บาท มันคือการหาบริษัทที่มีราคาต่ำกว่ามูลค่าอย่างมีนัยยะ
*****
พยายามวิเคราะห์โอกาสในการลงทุนด้วยตัวเองฟังความเห็นการลงทุนจากแหล่งต่างๆแต่นำมาวิเคราะห์เพื่อหาคำตอบด้วยตัวเอง พยายามสะสมหุ้นดีๆแต่ไม่มากตัวจนติดตามไม่ไหว
*****
การมีทัศนคติต่อการลงทุนที่ถูกต้องนั้นเป็นสิ่งสำคัญพอๆกับความมีวินัย

*********

ซื้อเพราะบริษัทมีความได้เปรียบในการแข่งขัน ขายเมื่อความได้เปรียบนั้นหมดไป

ซื้อเพราะมีโอกาสการลงทุนที่ดี ขายเมื่อการลงทุนอื่นมีโอกาสที่ดีมากกว่า 

ซื้อเพราะเป็นไปตามหลักการ ขายเมื่อรู้ตัวว่าทำผิดพลาดไปหรือคิดได้ว่าไม่ควรลงทุนแต่แรก

*********

หมั่นวัดความก้าวหน้าของการลงทุนเปรียบเทียบกับเกณฑ์การลงทุนของตนเองเสมอ

นักลงทุนที่ไม่มีหลักการของตนเอง ย่อมหาจุดซื้อ จุดขายไม่เจอ

*****
คนที่ไม่อดทน คนที่ใจร้อน คนที่ต้องการเห็นผลของการลงทุนแบบทันทีทันใด มักจะมีปัญหากับการลงทุนในแนวทางของ value investing (mindset ไม่ได้)
*******

เพื่อกำไรสุทธิหนึ่งบาทต่อปี เคยคำนวนไหมว่าจะยอมจ่ายเงินสูงสุดเท่าไร

**********

ในตลาดกระทิงคนที่ไม่กลัวจะเคาะขวาเพราะมีความเชื่อมั่นว่าราคาหุ้นจะขึ้นต่อได้และจะมีคนยินดีที่จะซื้อหุ้นต่อในราคาที่สูงขึ้น แต่ท้ายที่สุดแล้วมูลค่าคือสิ่งสำคัญ และคนที่ถือหุ้นราคาสูงคนสุดท้าย คือคนที่จะขาดทุน

*********
ความผิดพลาดที่พบเห็นได้บ่อยคือการมองข้ามความเป็นวัฏจักรของหุ้นโดยคิดว่ามันจะดีเหมือนปัจจุบันตลอดไป

******
เข้มงวดในหลักการกระบวนการในการค้นหาการลงทุน เพื่อให้เจอการลงทุนที่มีผลตอบแทนสูงกว่าค่าเฉลี่ย และเฝ้าดูบริษัทอย่างใกล้ชิด ให้เหมือนตอนที่ค้นหา

******
นักลงทุนที่ไม่มีหลักการของตนเอง ย่อมหาจุดซื้อ จุดขายไม่เจอ
**********

ความเข้าใจในงบการเงินจะทำให้ มีความอดทนมากขึ้นในการถือหุ้น

*********
การลงทุนเพื่อสร้างฐานะ ทุกคนมีเงินลงทุนจำกัด มีเวลาในการลงทุนจำกัด

ทัศนคติการลงทุนที่ถูกต้องคือ ลงทุนบนความเสี่ยงต่ำ แต่มีโอกาสได้ผลตอบแทนที่หักลบกับความเสี่ยงแล้วสูง (risk adjust return) 

ทัศนคติที่ว่า เสี่ยงสูง ผลตอบแทนสูง นั้นเป็นทัศนคติของนักพนัน ไม่ใช่นักลงทุน

*********
ทุกคนล้วนเคยทำผิดพลาดไม่ว่าจะเป็นคนฉลาดหรือคนโง่ แต่ต่างกันตรงที่คนฉลาดเรียนรู้จากความผิดพลาดส่วนคนโง่นั้นไม่
********
ต้องรู้ตั้งแต่ก่อนจะซื้อหุ้น ว่าจะขายเมื่อไรบ้าง และเมื่อซื้อแล้วก็แค่รอจนกว่าเหตุผลนั้นจะเกิดขึ้น
*********

หลักการขายจะประมาณ นี้

หุ้นมั่นคงเติบโตต่ำ ปันผลสูง ซื้อเมื่อราคาต่ำกว่ามูลค่ามากพอสมควร มีส่วนเผื่อความปลอดภัยสูง
- ขายเมื่อราคาเต็มมูลค่า
- ขายทันทีที่พื้นฐานกิจการเปลี่ยนไปในทางที่แย่ลงอย่างถาวร
- ขายเมื่อพบโอกาสอื่นที่ดีกว่า

หุ้นมั่นคงที่มีการเติบโตพอประมาณ ซื้อเมื่อราคาต่ำกว่ามูลค่า มีส่วนเผื่อความปลอดภัยพอสมควร 
- ขายเมื่อราคาสูงกว่ามูลค่า
- ขายเมื่อพื้นฐานกิจการเปลี่ยนในทางแย่ลงอย่างถาวร
- ขายเมื่อพบเจอโอกาสอื่นที่ดีกว่ามาก

หุ้นเติบโต ซื้อที่ราคาเหมาะสม การเติบโตจะเป็นส่วนเพื่อความปลอดภัยให้เอง 
- ขายเมื่อการเติบโตลดลงอย่างชัดเจนต่อเนื่องถาวร
- ขายเมื่อพบเจอโอกาสอื่นที่ดีกว่ามาก

แน่นอนว่าจะเป็นการขายโดยไม่มอง sunk cost 

#ขาย

********

ประโยชน์ของการมีเงินคือทำให้สามารถซื้ออะไรก็ได้ที่อยากได้ แต่ไม่ได้แปลว่าพอมีเงินแล้วจะต้องเปลี่ยนนิสัยให้กลายเป็นคนฟุ่มเฟือย หรือมีรสนิยมหรูหรา เงินแสดงนิสัยดั้งเดิมของคนให้เด่นชัดขึ้น

คนประหยัดตอนไม่มีเงินก็ดูไม่ออกว่าประหยัดหรือเป็นเพราะไม่มีเงิน แต่พอมีเงินเขาก็ยังประหยัดเหมือนเดิมทำให้เห็นได้ชัดว่าแม้จะมีเงินแต่มีนิสัยเป็นคนประหยัดไม่ฟุ่มเฟือย 

คนไม่มีเงินที่มีนิสัยฟุ่มเฟือย เขาก็ฟุ่มเฟือยไม่ได้เพราะมันไม่มีเงิน แต่พอมีเงินเขาจะแสดงนิสัยแห่งความฟุ่มเฟือยออกมาให้เห็นอย่างเด่นชัด ว่าเป็นคนฟุ่มเฟือย 

เงินไม่ได้เปลี่ยนนิสัยคน แต่เงินช่วยแสดงนิสัยดั้งเดิมให้เด่นชัดยิ่งขึ้น

*****

การลงทุน/การซื้อหุ้น คือการเอาเงินของตัวเองไปให้คนอื่นดูแล ดังนั้นอย่าลืมที่จะดูบุคลิกนิสัยของผู้บริหาร และมอบหน้าที่นี้ให้กับคนที่สามารถไว้วางใจได้เท่านั้น

ถ้าผู้บริหารชอบทำตัวเป็นเจ้ามือ ปั่นลากทุบเพื่อกินเงินนักลงทุนรายย่อย คุณจะไว้ใจผู้บริหารเหล่านี้ให้ดูแลเงินของคุณได้หรือ

********
เวลาเลือกหุ้นสำหรับลงทุน เราชอบที่จะเลือกเพื่อให้ เราไม่ต้องเดาอนาคตของ บ.มากเกินไป

การที่จะไม่ต้องเดาอนาคตของ บ.นั้นทำให้เราต้อง
- มองหาบ.ที่มีอดีตที่ค่อนข้างสม่ำเสมอ 
- ปัจจุบันของ บ.ไม่เปลี่ยนไปชนิดกระทันหัน
- บ.อยู่ในอุตสาหกรรมที่ไม่เปลี่ยนแปลงเร็วมากนัก

- บ.ที่มีการเติบโตได้ดีต่อเนื่องจากอดีตมาถึงปัจจุบัน และเทรนด์ในอนาคตยังไม่เปลี่ยนแปลง

หากเลือกบริษัทได้ตามนี้ ก็ยอมที่จะคาดหวังในภาพรวมได้ว่าบริษัทจะยังสามารถดำเนินธุรกิจด้วยปัจจัยแบบเดิมและเติบโตได้ดีต่อเนื่องไปในอนาคต โดยที่ไม่ต้องกังวลว่าบริษัทจะมี "ตัวเร่ง" หรือไม่

ถ้าเราเลือกองค์ประกอบต่างๆของบริษัทให้ดีเข้าไว้ และเลือกบริษัทลักษณะนี้หลายๆตัวเข้าพอร์ต โอกาสจะเจอบริษัทที่มีอนาคตเปลี่ยนแปลงไปในทางที่แย่ลงจะมีน้อย ภาพรวมของพอร์ตจะถูกพยุงด้วยบริษัทที่ดี เมื่อบริษัทไหนที่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่แย่ลง เราก็คัดออก หาตัวใหม่ทดแทน

สุดท้ายแล้วในพอร์ตก็จะถูกพยุงด้วย บริษัทที่ดีและมั่นคงในระยะยาวได้ ทำให้สามารถลงทุนระยะยาวได้อย่างสบายใจ ไม่ต้องคอยหาบริษัทที่มี catalyst อยู่ร่ำไป

******""

ในกิจการที่มี margin ดี การออก W จะเป็นสิ่งที่ไม่คุ้มค่าเลย เพราะถ้ากิจการมี ROI ที่สูง แล้วต้องการเงินทุนหมุนเวียนเพิ่มการกู้ยืมเป็นทางออกที่ดีที่สุดเนื่องจากจ่ายเพียงดอกเบี้ย 

บริษัทที่จะออก warrant มันอาจหมายถึง 
- มีหนี้สินในระดับสูงไม่สามารถกู้ยืมเพิ่มเติมได้แล้ว 
- ผลประกอบการมี ROI ที่ต่ำ ไม่คุ้มค่ากับการจ่ายดอกเบี้ย 
- ต้องการพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจ 

ภาพรวมคือ บ.ที่ออก W จะเป็นภาพที่แย่ในสายตาเรา (นลท แต่ละคนไม่จำเป็นต้องคิดเหมือนเรา) 

W มันคือการเพิ่มทุนอย่างหนึ่งที่สุดท้ายแล้วจะทำให้มีจำนวนหุ้นเพิ่มมากขึ้น 

จำนวนหุ้นที่เพิ่มมากขึ้นมันหมายถึง ตัวหารกำไรที่มากขึ้นด้วย กำไรต่อหุ้นก็จะถูกเจือจางลง

******
FTD : SET +1.x% OR MORE AND BIGGER VOLUME THAN PREVIOUS DAY

DD : SET -0.2% OR MORE AND VOLUME HIGHER THAN PREVIOUS DAY, DD 5-6 DAYS IN 4-5 WEEK ENOUGH TO TURN MARKET DECLINE

*****
ตลาดให้อิสระกับเราทุกอย่างไม่ว่าจะ อยากลงทุนเมื่อไหร่ อยากเข้าตลาดตอนไหนเวลาไหน เข้าตลาดไหน ซื้อหุ้นอะไร ซื้อที่ราคาไหน อยากขายเมื่อไหร่ อยากขายที่ราคาไหน อยากขายด้วยเหตุผลอะไร แม้แต่อยากขายเพราะเบื่อ 

ทุกอย่างตัวเราคือคนตัดสินใจ

ดังนั้นเวลาเราเสียเงินต้องยอมรับว่าเกิดจากการผิดพลาดในบางอย่างของเราเอง

หาความผิดพลาดนั้นให้เจอแล้วแก้ไข

การหาความผิดพลาดจะเป็นเรื่องง่ายถ้ามีหลักการตั้งแต่แรก เปรียบเสมือนการวางของให้เป็นระเบียบ พออะไรที่ผิดที่ผิดทาง ก็หาจุดผิดพลาดได้ง่ายทำให้แก้ไขได้ง่ายขึ้น

การแก้ไขจุดผิดพลาดทีละจุดนี่แหละที่สุดท้ายแล้วจะทำให้ข้อผิดพลาดค่อยๆหมดไป

**********

ถ้าเลือกบริษัทที่ดีพร้อมแล้ว
ไม่ว่าจะเป็นฐานะทางการเงิน ความเชี่ยวชาญของผู้บริหาร ความเชี่ยวชาญของทีมงาน ทรัพยากรที่มีอย่างเพียงพอในการประกอบธุรกิจ มีประวัติการสร้างผลงานที่ดีมาต่อเนื่อง มีความสามารถในการแข่งขันสูง ผู้บริหารให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของนักลงทุน รวมถึงมีเป้าหมายการเติบโตในอนาคตที่ดีและชัดเจน 

สิ่งที่ต้องทำต่อจากนี้ คือควรถือหุ้นให้แน่นๆรอให้เป็น อย่าไขว้เขวไปกับเศรษฐกิจภาพรวมที่อาจจะมีขึ้นๆลงๆบ้าง 

ภาพรวมของเศรษฐกิจนั้นอาจจะมีกระทบกับทุกบริษัทมากบ้างน้อยบ้างแตกต่างกันไป แต่ในบริษัทที่มีความพร้อมอย่างที่กล่าวมานั้น จะสามารถรับมือกับเศรษฐกิจที่ลุ่มๆดอนๆชั่วคราวได้ รวมถึงพร้อมที่จะเติบโตไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วเมื่อเศรษฐกิจเอื้ออำนวย 

บางครั้งการใส่ใจในรายละเอียดกับผลการดำเนินงานที่โดนกระทบจากเศรษฐกิจภาพรวมมากเกินไป จะทำให้พลาดโอกาสที่ดีในระยะยาว

*********

การคิดที่จะหาเงินง่ายในตลาดหุ้น รับรองได้เลยว่าในระยะยาวจะต้องผิดหวังเสมอ ตลาดหุ้นเป็นที่รวมของคนเก่ง คนขยัน รวมถึง นลท รายใหญ่ และกองทุนต่างๆ ที่มีความพร้อมอย่างมาก พร้อมที่จะเก็บเกี่ยวผลกำไรจากอนาคตที่ดีของบริษัทและ เก็บเกี่ยวผลกำไรจากความผิดพลาดของ Player ทุกคนในตลาด 

ดังนั้นแวดวงนี้ การหาความรู้เป็นเรื่องสำคัญมาก อย่าคิดทำกำไรง่ายๆ จากความมักง่าย ซึ่งมันไม่มีกระเด็นเหลือมาถึงคนมักง่ายอย่างแน่นอน อาจฟลุ๊คบ้าง แต่สุดท้ายคนมักง่ายจะต้องจ่ายคืนให้ตลาดหนักกว่าที่ได้รับมาเสมอ

วันจันทร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2565

หลักคิด 22

ทุกคนที่ประสบความสำเร็จมักจะมีความรู้เฉพาะทางเสมอ แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนที่มีความรู้เฉพาะทางจะต้องประสบความสำเร็จ

**********

สิ่งที่เทรดเดอร์ พยายามทำคือการเข้ารับความเสี่ยงที่สูง ในยามที่ตลาดเป็นขาขึ้น เพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่มากขึ้น 

ดังนั้นเทรดเดอร์ที่กล้าบ้าบิ่น จะมีผลงานที่โดดเด่นในช่วงที่เป็นตลาดขาขึ้น จะเห็นการโอ้อวดกันเต็มไปหมด (กำไรที่มากจากความผันผวนที่สูง ส่งผลต่อ mindset ทำให้ใจฟูมาก)

แต่ผลตอบแทนจากการเข้ารับความเสี่ยงที่สูงนั้นมันไม่ใช่ภาพรวมทั้งหมด

ภาพรวมทั้งหมดที่จริงแล้วคือผลตอบแทนหลังหักความเสี่ยง (risk adjust return) 

ในส่วนของการลงทุนนั้น นักลงทุนจะเข้าซื้อหุ้นที่มีราคาต่ำกว่ามูลค่า (มีกำไรตั้งแต่ตอนซื้อ) ซึ่งมันมักจะเป็นจังหวะที่มติของตลาดไม่เห็นด้วย (มติของตลาด คือ ราคาตลาด) และเนื่องจากช่วงเวลานั้นที่ตลาดมีมติไม่เห็นด้วย ราคาหุ้นก็อาจจะไหลลงไปได้เรื่อยๆอีกเช่นกัน 

การจะรอให้ตลาดลงมติให้เห็นด้วยนั้นต้องใช้เวลาถึงใช้เวลามาก 

แต่เนื่องจากการลงทุนนั้นเป็นการลงทุนโดยหวังผลงานของบริษัทที่ทำได้ ดังนั้นราคาตลาดที่ผันผวนระยะสั้นจากการไม่เห็นด้วยของคนทั้งตลาดในเวลานั้น จึงไม่สำคัญมากนัก หากนักลงทุนนั้นไม่ต้องรีบใช้เงิน 

นี่จึงเป็นที่มาว่าให้ลงทุนด้วยเงินเย็น พยายามอย่ากู้หรืออย่าใช้ margin ในการลงทุน เพื่อที่จะรอผลงานของบริษัทในระยะยาวได้


*******
คนที่อิจฉากำไรของคนอื่นง่ายนั้น มีแนวโน้มที่จะซื้อหุ้นแพง มีแนวโน้มที่จะโดนดึงดูดเข้าสู่ตลาดหุ้นในยามที่ตลาดหุ้นอยู่ในโซนสูงสุดของตลาดกระทิง

เพราะช่วงเวลานั้นจะเป็นช่วงเวลาที่คนรอบข้างมีกำไรเป็นอย่างมาก ความอิจฉาจะทำให้คุณกระโจนเข้าสู่ตลาดหุ้นแบบไม่คิดเลยทีเดียว

**********

ราคาหุ้นที่แพงเกินไปไม่ได้แปลว่ามันจะต้องตกทันที และราคาหุ้นที่ถูกเกินไปก็ไม่ได้แปลว่าจะต้องขึ้นในทันที

ความถูกหรือความแพงมันสามารถที่จะคงอยู่ได้ แต่สุดท้ายแล้วมูลค่าจะเป็นสิ่งสำคัญ 

ดังนั้นการลงทุนจึงต้องพยายามให้เวลาอยู่ข้างเราเสมอ

**********

จุดสูงสุดของราคาหุ้นจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อผู้ซื้อคนสุดท้ายได้ซื้อเสร็จแล้ว 

การที่ผู้ซื้อคนสุดท้ายซื้อนั้น ว่ากันตามจริงแล้วมันไม่ได้เกี่ยวอะไรกับปัจจัยพื้นฐานของบริษัทเลย

*********

- ยุโรปเงินเฟ้อสูง และทั่วโลกเงินเฟ้อสูงขึ้น สินค้าราคาแพงขึ้น
- การเปิดเมืองหลังโควิดทำให้การท่องเที่ยวเกือบทุกที่ดูเร่งตัวสูงขึ้น คนอยากท่องเที่ยวกันมากขึ้น

น่าจะส่งผลกระทบลบต่อปริมาณยอดผู้เลี้ยงสัตว์เลี้ยงไหม ???

ยอดขายอาหารสัตว์เลี้ยงจะเติบโตในอัตราสูงได้ต่อเนื่องไหม ???

**********

ถ้าเมื่อไหร่รู้สึกว่าตลาดหุ้นมันดีขึ้นเรื่อยๆ และมันดีอย่างเหลือเชื่อ ให้เอะใจว่ามันเริ่มอยู่ในโซนอันตรายของฟองสบู่แล้วหรือยัง

การมองโลกในแง่ดี ใช้ได้ดีในชีวิตจริง แต่ในตลาดหุ้น มีแต่เรื่องที่ต้องระวังตัว หากมองในแง่ดีไปหมดจะตกหลุมพลางได้ง่ายๆ

ในตลาดหุ้น คุณพลาดคือคุณเสียเงิน คนอื่นรอเก็บกำไรจากการเทรดที่ผิดพลาดของคุณอยู่ ด้งนั้นในตลาดหุ้น ควรเป็นคนที่มองโลกอย่างระมัดระวัง สงสัยให้มาก หาคำตอบด้วย หากหาคำตอบไม่ได้ก็อยู่ให้ห่าง อย่าโลภด้วยความไม่รู้

*********
ถ้าผู้บริหารไม่สามารถสร้างผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้นให้เพิ่มขึ้นได้ อย่างน้อยที่สุดก็ควรรักษาระดับให้อยู่ใน "โซนค่าเฉลี่ย" ให้ได้

แต่ถ้าทำให้ผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้นลดลงต่อเนื่องยาวนาน 5-10 ปีผู้บริหารก็ควรจะพิจารณาตนเอง

*********
อาหารสัตว์ที่ใช้เนื้อขึ้นรูปใหม่นั้น ใช้วัตถุดิบอะไรมาทำเนื้อขึ้นรูปใหม่ ???

จากที่ฟังมา คำว่าปลาป่นที่ผลิตจากเศษเนื้อนั้น คือ ก้างปลา หนังปลา หัวปลา และหางปลา (คือความหมายของคำว่าเศษเนื้อ)

*****
เราต้องพยายามมองอย่างไม่มีอคติ แล้วต้องแยกให้ออก ว่าผลงานที่เราทำได้นั้น เกิดจากโชคหรือเกิดจากทักษะ

ถ้าผลงานใดที่เราไม่สามารถบอกได้อย่างแน่ชัดว่าเกิดจากทักษะอะไรของเรา มันมีแนวโน้มอย่างมากว่าจะเกิดจากโชค 

เหตุการณ์ที่เกิดจากโชคนั้นมันไม่สามารถทำซ้ำได้ ต่างจากเหตุการณ์ที่เกิดจากทักษะที่เราสามารถทำซ้ำได้

*****

การทยอยสะสมหุ้นเข้าพอร์ต สิ่งหนึ่งที่ต้องระวังคือ การโดนเพิ่มทุน 

สมมุติคุณมีรายได้เป็นรายเดือน เงินเก็บแบ่งตามสัดส่วน ส่วนสำหรับลงทุนซื้อหุ้นสะสมเข้าพอร์ตแล้ว หากอยู่ๆโดนเพิ่มทุน มันจะฉุกละหุกมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากหุ้นที่เพิ่มทุนมีสัดส่วนมากในพอร์ต คุณต้องเลือกว่าจะเพิ่มทุนตาม จะไม่เพิ่มทุนแล้วโดนไดลูท หรือจะขายหุ้นทิ้ง ซึ่งทุกอย่างจะผิดแผนไปหมด

ดังนั้นเพื่อป้องกันการซื้อหุ้นที่มีโอกาสเพิ่มทุนสูงเข้ามาในพอร์ต จึงควรดูภาระหนี้สินของบริษัทอย่าให้สูงเกินไป (ต่ำไว้จะปลอดภัยกว่า)

ดูในอดีตมีการเพิ่มทุนบ่อยๆหรือไม่
ดูผู้บริหาร ว่าชอบทำธุรกิจหรือชอบเล่นหุ้น

จ้าวมือที่ชอบปั่นหุ้น เขาจะปั่นเพื่อเอากำไรจากใครถ้าไม่ใช่รายย่อย ถ้าไม่ใช่เพื่อเอาเงินจากคุณ

********
ดอกเบี้ยแบบ Flat rate (ดบ คงที่) เปลี่ยนมาเป็นแบบ Effective rate (แบบลดต้นลดดอก)

ดอกเบี้ยที่เป็นรายรับของ บ.ปล่อยกู้จะลดลงประมาณ 45-48% แม้จะเห็นตัวเลขการคิดอัตราดอกเบี้ยกับลูกค้าเท่าเดิมก็ตาม 

ตัวอย่างเช่น เงินต้น 80,000 บาท อัตราดอกเบี้ย 23% ต่อปี ระยะเวลาในการผ่อน 24 งวด

หากเป็น flat rate ดอกเบี้ยจ่ายจะอยู่ที่ประมาณ 36,800 บาท 

หากเป็น effective rate ดอกเบี้ยจ่ายจะอยู่ที่ประมาณ 19,100 บาท (คิดเป็น 52% ของ 36,800)

จะเห็นว่าแม้ บ.จะคิด "อัตราดอกเบี้ย" เท่าเดิม แต่พอเปลี่ยนจาก flat rate เป็น effective rate  บ.ปล่อยกู้จะมีรายได้ลดลงประมาณ 48%

***********
เมื่อคนโง่ยอมรับข้อจำกัดของตนเองก็จะหายโง่
เมื่อรู้ว่าอะไรที่ไม่รู้ก็จะรอดจากความผิดพลาดได้

********

สิ่งนึงที่น่ากลัว คือการพยายามค้นหาระบบการลงทุน ระบบเทรด อะไรก็ตามแล้วทำให้เสียเวลาค่อยๆปรับปรุงระบบเหล่านั้น ที่สุดท้ายแล้ว เหมือนหนูที่อยู่ในเขาวงกต วิ่งวนหาทางออกเหมือนจะสำเร็จ เวลาที่ผ่านไป ผ่านไป แต่สุดท้ายแล้วไม่มีทางสำเร็จ เหมือนหนูวนในเขาวงกตที่ไม่มีทางออก วิ่งวนเสียเวลาจนหมดแรง หมดเวลา ตายอยู่ในเขาวงกต

ดังนั้นการเลือกหลักการอะไรในการลงทุน ควรดูว่ามัน realistic ด้วย ดูว่าเป็นสิ่งที่ในอดีตมีคนทำแล้วเป็นไปได้จริง เพราะเวลาที่เสียไปนั้นเรียกคืนมาไม่ได้ เราทุกคนมีเวลาในการลงทุนอย่างจำกัด
*********

มูลค่าที่แท้จริงของหุ้นนั้นอยู่ที่ present value ของ future cash flow

********

ฝากเงิน = ขาดทุนเงินเฟ้อ
ซื้อพันธบัตร = ความเสี่ยงขึ้นอยู่กับความแข็งแกร่งทางการเงินของบ.แต่ผลตอบแทนจำกัด
ซื้อกองรีท = 

กองรีทในไทยตอนนี้ เท่าที่รู้มีกอง Free hold เพียงกองเดียว ที่เหลือเป็น Lease hold

กอง Reit แบบ Lease hold เป็นกองที่มีทรัพย์สินคือสัญญาเช่าระยะยาว แล้วนำมาปล่อยเช่าระยะสั้นเพื่อกินส่วนต่างของค่าเช่า

เมื่อสัญญาระยะยาวหมดอายุ ทรัพย์สินของกองทุนก็จะกลายเป็นศูนย์

นั่นหมายความว่ายิ่งเวลาผ่านไปทรัพย์สินก็จะด้อยค่าลงไปเรื่อยๆ 

อย่าเห็นแก่ปันผลที่ดูเหมือนจะสูง แต่ในระยะยาวแล้ว สิ่งที่อยู่ในมือกับด้อยค่าลงไปเรื่อยๆ หมดเวลาในการลงทุนไปเรื่อยๆ


ทางเลือกอื่น
- ลงทุนทำธุรกิจเอง
- เป็นหุ้นส่วนธุรกิจที่ประสบความสำเร็จแล้ว (ซื้อหุ้น)
- เทรด Asset ต่างๆ (เก็งกำไรหวังกินเงินคนอื่นใน pool เดียวกัน)

การเทรด, การเก็งกำไรมันคือ zero sum game คนที่ได้กำไรในช่วงเวลาขาขึ้น มันคือเงินของคนที่เสียเงินในรอบขาลง มือใหม่ที่คิดจะเก็งกำไรต้องรู้ว่า มีคนเก่าที่มีประสบการณ์สูงอยู่ในตลาดเก็งกำไรด้วยเช่นกัน
มือใหม่อ่อนประสบการณ์จะหวังกินเงินคนอื่น ก็ต้องคิดว่าฝีมือและประสบการณ์ มีไหม

การเก็งกำไร ≠ การลงทุน
แต่อาจมีส่วนทับซ้อนกันอยู่บ้าง

การลงทุน คือ การร่วมเป็นหุ้นส่วนในธุรกิจที่สร้างผลผลิตและบริการ เมื่อ บ.ที่สร้างผลผลิตและบริการมีกำไรมากขึ้น มูลค่าย่อมเพิ่มขึ้น ราคาหุ้นย่อมเพิ่มขึ้น นั่นคือ กำไรจากการลงทุน

จะลงทุน จะเก็งกำไร ไม่ใช่เรื่องผิด แต่ขอให้รู้ตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่ จะได้เลือกใช้หลักการได้ถูกต้อง

********
การรับจำนำทองของร้านทอง
ปัญหาไม่ใช่เรื่องเงินทุน แต่ปัญหาคือ ประชาชนมีทองมาจำนำได้ไม่มากพอสำหรับเงินทุนที่ร้านทองมี

หลักการบันทึกบัญชีเรื่องสต๊อกทองคำนั้นจะไม่ต่างอะไรกับน้ำมันคือมี stock gain , stock loss

ปัจจุบันคนซื้อทองมีจำนวนลดลง เมื่อเทียบกับอดีต เนื่องจาก มีทรัพย์สินอื่นให้เลือกลงทุนมากกว่า รวมถึงกองทุนลดหย่อนภาษีทำให้คนรู้จักการซื้อกองทุนมากขึ้นคุ้นเคยกับการซื้อกองทุนมากขึ้น การเก็บรักษาทองก็จะลำบากกว่าด้วย 

ถ้าคนมีความรู้เรื่อง CDFs สามารถซื้อทองได้โดยจะใช้ Leverage 1:1 ,1:2 หรือ 1:100 ก็ยังได้
หากใช้ Leverage 1:100 แต่สำรองเงิน 99% เป็นเงินสดฝากแบงค์จะได้ ดบ ใช้เงิน 1% ถือทองเทียบเท่า 100% จะแทบไม่ต่างกับการซื้อทอง Physical เลย (ทองจริงๆ) 

แต่สะดวกกว่ามาก ไม่ต้องไปร้านทอง + ซื้อขายได้ตลอดเวลา บนเวลาที่ real time กว่า 

ยังมีทางเลือกอื่นๆ กองทุนทอง, ETF ทองคำต่างๆ ที่ทำให้ ปัจจุบันคนซื้อทองลดลงกว่าในอดีต

**

ทำให้ส่วนตัวมองว่า ร้านทองเป็นธุรกิจ SUNSET 

เมื่อก่อน ตอนที่ยังไม่มีทางเลือกมากนัก คนส่วนใหญ่สะสมทอง นลท ซื้อทอง แม่ค้าตลาดสดซื้อทอง

ความเห็นส่วนตัว ปัจจุบัน คนส่วนใหญ่เงินไหลไปซื้อกองทุนลดภาษี นลท หันไปซื้อกองทุนทอง , etf ทอง , gold future
เหลือกลุ่มแม่ค้า โดยเฉพาะแม่ค้าตามตลาดสด ที่ยังชอบซื้อทอง และคนทั่วไปซื้อแบบเครื่องประดับซึ่งซื้อไม่บ่อยและไม่มาก จะเห็นว่ากลุ่มลูกค้าร้านทองหดตัวลงไปมาก

อ่านแล้วอาจ งง ว่าพูดถึงเรื่องนี้ทำไม แต่เดวสักพักจะเข้าใจ

********
เชื่อเถอะว่าตลอดชีวิตการลงทุนของปูบัฟเฟตต์  ปู่โดนคำสบประมาทว่า ล้าหลัง ตกยุค ตามโลกไม่ทัน ไดโนเสาร์ หลายรอบมากๆ แต่สุดท้ายก็พิสูจน์แล้วว่า หลักการที่ปู่ใช้นั้น ยังทันสมัยอยู่เสมอ ใช้ได้ทุกยุคทุกสมัย
**********

มีอยู่สองทางสำคัญ ที่นักลงทุนจะพาตัวเองไปอยู่ในจุดนั้นเพื่อที่จะพ่ายแพ้

หนึ่ง ลงทุนในสิ่งที่ตัวเองไม่เข้าใจ 
สอง พ่ายแพ้ต่อความยั่วยวนของราคาจนยอมทิ้งหลักการลงทุนของตนเอง
**********

การซื้อหุ้นโตเร็วเป็นการเดิมพันกับโอกาสในอนาคต หุ้นโตเร็วมักจะต้องมีการลงทุนเพิ่มเติมมาก ดังนั้น ควรพยายามหาหุ้นที่งบดุลแข็งแกร่งเข้าไว้ 
และต้องซื้อที่ PEG ต่ำกว่า 1 เท่า
******

CPF สินค้าเป็น Solf commodity 
ผู้เล่นในตลาดเดียวกันก็คงจะเป็น BTG

***********

พยายามมองหาโอกาสในการลงทุนที่สอดคล้องกับหลักการของตนเอง อย่าพยายามหาโอกาสแบบหนึ่งในร้อยเพื่อจะได้กำไรมากๆ มันเป็นการอาศัยโชคมากกว่าทักษะ