วันอังคารที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2565

หลักคิด 19

การลงทุนใดๆก็แล้วแต่ ลงทุนด้วยตัวเอง ซื้อหุ้นบริษัทไหน หาความรู้บริษัทนั้นให้มากก่อนซื้อหุ้น 

อย่าหวังรวยทางลัดโดยการฝากคนอื่นลงทุน อย่าโลภผิดทาง ไม่มีใครหาเงินให้เราหรอก มีแต่เราต้องหาเอง ศึกษาเอง เงินเรา เราต้องดูแลเอง มันไม่มีหรอกหาเงินทางลัด ทางลัดมีแต่ทางเสียเงินเท่านั้น

**********

ก่อนซื้อหุ้น ลองถามตัวเอง 

ถ้าเลือกหุ้นได้ไม่เกิน 10 ตัว และหลังจากซื้อมันแล้วตลาดปิดไปอีก 5-10 ปี จะเลือกหุ้นตัวไหนกันบ้าง

ที่แน่ๆคือควรซื้อหุ้นที่ถือแล้วมีความสบายใจ รู้สึกสุขใจที่ได้ร่วมเป็นเจ้าของกิจการ

************

1H65 อสังหา
ตัวเลขที่น่าสนใจคือ One time Gain ต่อ EBIT (ช่องขวาสุด) % มากคือ ส่วนตัวไม่ชอบ เพราะมันคือกำไรพิเศษไม่ใช่กำไรปกติจากการดำเนินงาน หากมีจำนวนมากเมื่อเทียบกับ EBIT จะหมายถึง กำไรจากการดำเนินงานปกติมีน้อยกว่าที่เห็น

***********

ดอกเบี้ยขึ้นแล้ว ผมขายหุ้นไหม
- ที่ผ่านมาถึงปัจจุบัน เราไม่เคยขายหุ้นเพราะตัวเลขทางเศรษฐกิจเลยนะ การจะขายหุ้นของเรา เราจะดูที่ตัวบริษัทเป็นหลัก 

ถ้าเราเป็นเจ้าของเรือที่ดี แล้วน้ำลด เราคงไม่ขายเรือเพราะน้ำลดใช่ไหม น้ำลด เรือทุกลำก็ลอยลำต่ำลงเหมือนกันหมด   

แต่ถ้าน้ำขึ้น แล้วเรือที่เราเป็นเจ้าของ ชนหินโสโครก จนมีรอยรั่วขนาดใหญ่ จนอุดไม่ได้ ต่อให้น้ำขึ้น เราก็ต้องขายเรือ 

ปัจจัยหลัก คือตัว บริษัท ไม่ใช่ตัวเลขเศรษฐกิจ

***********
เรียงตามหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยจากมากไปน้อย

การดูหนี้สิน ต้องดูเทียบกับส่วนผู้ถือหุ้นด้วย (ดูได้จากช่อง Net IBD/E)

หุ้นกู้ที่มีลักษณะคล้ายทุน มีภาระดอกเบี้ยจ่าย (จ่ายแพงกว่าหุ้นกู้ปกติด้วย) แต่ดันโดนเอาไปรวมกับ ส่วนผู้ถือหุ้น 

เราจึงจัดรายการใหม่ ให้หุ้นกู้คล้ายทุนเป็นหนี้สิน เมื่อดึงหุ้นกู้คล้ายทุนเป็นหนี้สินก็ต้องไปหักออกจากส่วนผู้ถือหุ้นด้วย

หลายครั้งมีการถามผมถึง Noble ผมบอกว่าไม่ได้ติดตาม สาเหตุแรก คือดู NET IBD/E ผมเห็นแล้วก็ขี้เกียจเสียเวลาติดตาม เพราะเข้าเงื่อนไขส่วนตัวในการคัดทิ้งครับ

**********
วิธีการลงทุนที่ถูกต้อง มันจะมาจากหลักการที่เหมาะสม + mindset ที่ถูกต้อง

*********

ราคาคือสิ่งที่คุณจ่าย มูลค่าคือสิ่งที่คุณได้รับ  เวลาจะเป็นตัวปรับราคาให้สะท้อนมูลค่า

**********หลายคนอาจจะไม่คุ้นเคยกับโปรแกรมหรือระบบ หรือการอ่านค่าของระบบ ผมสรุปให้เลยแล้วกัน 

สรุป ผลการทดสอบย้อนหลัง ของระบบจากการซื้อหุ้นโดยคัดเลือกจากค่า

P/E ต่ำ + P/B ต่ำ + Dividend Yield (%) สูง

โดยทดสอบย้อนหลังในช่วงเวลา 1/1/2007 ถึง 1/1/2017 และถือหุ้นมากที่สุดไม่เกิน 33 ตัว ระบบจะมีการซื้อทุกวันแรกที่มีการเทรดของปีและทำการขายในวันสุดท้ายที่มีการเทรดของปี (ระบบหมุนเวียนหุ้นตามเกณฑ์)

ผลที่ได้
ในช่วง 10 ปีนั้น SET +134.04% ในขณะที่ระบบคำนวณรวมเงินปันผล +639.55% 

ในช่วง 10 ปีนั้น SET มีช่วงที่ติดลบจากจุดสูงสุด -58.02% ส่วนระบบนั้นติดลบสูงสุด -46.67%

ช่วงระยะเวลาที่ติดลบนั้น SET มีช่วงเวลาติดลบนานสุด 44.15 เดือน ในขณะที่ระบบมีช่วงเวลาติดลบสูงสุด 25.65 เดือน


ประเด็นที่อยากให้สังเกตคือ 
- ตัวเลขติดลบที่ยาวนานที่สุดของระบบคือประมาณ 26 เดือนนั่นคือประมาณ 2 ปีนิดๆ นี่จึงเป็นเหตุที่ผมบอกเสมอว่าหากลงทุนระยะยาวเมื่อซื้อหุ้นครั้งแรกแล้วควรรอ 3 ปีค่อยดูผลตอบแทนครั้งแรกหลังจากนั้นค่อยดูทุกปี
- ระบบติดลบสูงสุดได้ถึง 46.67% ซึ่งก็ตรงกับตอนที่เราซื้อหุ้น AP ครั้งแรก ที่ราคาประมาณ 5.90 บาท ตอนที่ซื้อนั้นก็ซื้อในราคาที่ต่ำมากแล้วเพราะ PB ประมาณ 0.70-0.80 เท่า แต่สุดท้ายแล้วราคาก็ยังไหลลงไปแถวๆ 3.40 บาท เท่ากับราคาลงไปประมาณ 42% 

ข้อสรุปที่เป็นข้อคิดก็คือ
หาซื้อหุ้นที่ราคาต่ำกว่ามูลค่า และมีส่วนเผื่อความปลอดภัยที่มากพอสมควร ถึงแม้จะซื้อได้ตามนี้แล้วก็ต้องรู้ว่ามีโอกาสที่ราคาหุ้นจะลดลงไปอีกประมาณ 45% ได้ โดยอาจต้องรอเป็นเวลาถึง 2 ปีกว่าที่ราคาจะกลับขึ้นมาได้  หากรู้เช่นนี้แล้วก่อนจะซื้อจะได้ทำใจไม่ขายขาดทุนก่อน 2 ปี


https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=pfbid02HvbZGUykfd4eT99J9rqyxa3ctreCw6s2C3XvwVB4mRkksGusJGRkiKr35Th16SMtl&id=100000554563052&sfnsn=mo

*********
ซื้อหุ้นที่ไม่เป็นที่นิยมในปัจจุบัน + คาดว่าจะเป็นที่นิยมในอนาคต และเป็นหุ้นที่เราสามารถเข้าใจธุรกิจนั้นมากพอที่จะคาดการณ์ถึงอนาคตได้ ซึ่งหมายความว่าจะต้องมีความอดทนสูงในการรอคอยด้วย สิ่งหนึ่งซึ่งช่วยชูใจในการรอคอยได้คือเงินปันผลระหว่างทางที่รอ

**********

ผู้จัดการกองทุนต้องเทรดระยะสั้นเพื่อทำผลงานไว้อวดลูกค้า ซึ่งทำให้เกิดความผันผวนในระยะสั้น และนี่คือโอกาส

***********
ผู้บริหารที่ออกข่าวบ่อยๆเพื่อราคาหุ้น อาจมีแรงจูงใจอย่างอื่นมากกว่าการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผู้ถือหุ้นให้มากที่สุด

**********

P/E ความหมาย
บนสมมติฐานว่า กำไรเท่าเดิมทุกปี
- พีอี หมายถึงจำนวนปีที่คืนทุน โดยได้จากกำไรของ บ.
- พีอี หมายถึงจำนวนปีที่ได้กำไร 100% โดยคำนวนจากกำไรที่ บ.หาได้
- พีอี ยังหมายถึงจำนวนทุนต่อกำไร 1 บาทอีกด้วย

เช่น พีอี 5.9 เท่า ถ้ากำไรเท่าเดิมทุกปี 
- หมายถึงถือหุ้นตัวนี้ประมาณ 6 ปี จะได้ทุนคืนมาจากกำไรที่ บ.หาได้
- หมายถึง กำไรสุทธิของ บ. บนเวลาประมาณ 6 ปี รวมแล้วมีค่าเท่าราคาหุ้นที่จ่ายไป 
- หมายถึง ทุกๆกำไร 1 บาท ที่ บ.หาได้ เรายอมซื้อที่ราคา 5.90 บาท

แต่หาก บ. มีกำไรเพิ่มขึ้นทุกปี พีอี 5.90 
- หมายถึงถือหุ้นตัวนี้นานสุดไม่เกิน 6 ปี จะได้ทุนคืนมาจากกำไรที่บริษัทหาได้ 
- หมายถึงกำไรสุทธิของบริษัทบนเวลาไม่เกิน 6 ปีรวมแล้วจะมีค่ามากกว่าหรือเท่ากับราคาหุ้นที่จ่ายไป
- หมายถึงกำไรทุกๆ 1 บาทหรือมากกว่า ที่บริษัทหาได้ เรายอมซื้อที่ราคา 5.90 บาท 

ปล. ส่วนกลับของพีอียังคือ Earning Yield อีกด้วย
*********

"ขนาดในการซื้อ" (position sizing) มีผลต่อการถือหุ้นในการลงทุน ไม่ต่างจากผละกระทบในการเทรด

ถ้าจิตใจทนความผันผวนได้ 5 แต่ซื้อ 1 คุณจะไม่ได้เรียนรู้ด้าน mindset ในการถือหุ้น เพราะตัวเลขบวกลบในพอร์ตน้อยนิด ไม่ได้ส่งผลอะไรต่อจิตใจให้เรียนรู้เลย แต่พอร์ตจะไม่โดนกระทบมาก ทั้งทางบวกและลบ (อาจเรียนรู้ด้านอื่น เช่น ทดสอบความคิดว่ามาถูกทางไหม)

ถ้าจิตใจทนความผันผวนได้ 5 แต่ซื้อ 4-6 คุณจะได้เรียนรู้ด้าน mindset ในการถือหุ้น ค้นหาจิตใจตัวเองพบ และปริมาณที่ถือก็ส่งผลต่อพอร์ต

ถ้าจิตใจทนความผันผวนได้ 5 แต่ซื้อ 8-10 (เทียบได้กับ Overtrade) คุณจะได้เรียนรู้ด้าน mindset ในการถือหุ้นอย่างมาก แต่พอร์ตจะโดนกระทบมาก ทั้งทางบวกและลบ โดยมากทางลบ เพราะทนถือผ่านความผันผวนแม้เล็กน้อยไม่ได้ เนื่องจากขนาดตัวเลขของพอร์ตที่ผันผวนจะกระทบจิตใจอย่างหนัก

**********

การหาชื่อหุ้น จากข้อมูลที่ได้มาก็เป็นทักษะอย่างหนึ่งสำหรับนักลงทุน 

เช่นในกรณีที่ไปเจอหุ้นตัวหนึ่งที่มีงบการเงินที่ดี โดยที่อาจจะรู้ตัวเลขกำไรสุทธิ หรือส่วนผู้ถือหุ้น หรือแม้แต่หนี้สินที่เป็นตัวเลขที่ exacly สักตัวเลขนึง เราก็ควรจะใช้ข้อมูลนั้นหาชื่อหุ้นได้  

********
ถ้าสังเกต นลท ที่เก่งๆ ที่ประสบความสำเร็จทุกคน จะมีอะไรบางอย่างที่แตกต่างจาก นลท ทั่วไป สิ่งนึงที่เห็นได้ชัด ที่มีใน นลท ที่ประสบความสำเร็จทุกคน คือ มีวินัยและความอดทนสูงกว่าคนทั่วไปมากๆ 

ความมีวินัยและความอดทน พูดง่ายแต่ทำยาก คนทั่วไปมักคิดว่าง่าย แค่อดทนถือหุ้น แกล้งลืมๆไป  

ถ้ามันง่ายจริง ทุกคนคงเป็นนักลงทุนที่ร่ำรวยกันหมด แต่บนความเป็นจริงก็คือ นลท ที่ประสบความสำเร็จมีเพียงน้อยนิด เพราะพูดว่าทำได้มันง่าย แต่ทำจริงมันยาก ยากมากๆ

ความอดทนต่อการถือหุ้น
ความอดทนต่อความผันผวน 
ล้วนแต่เป็นคุณสมบัติที่สำคัญ ที่ทำได้ยากทั้งสิ้น 

ตัวอย่าง

https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=pfbid05A9tC649RsK6a4MHAH1tNGnquWiPhxqm3RV4HFQ148JSXedgBfnfFNQb3ADwZHHKl&id=100000554563052&sfnsn=mo

https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=pfbid0qo66xXoTMsk63Dd8tAqMtacDddaWW9mJZ6ZS8uHp5HJSBoG8GzqSf4QTsAPzFuJwl&id=100000554563052&sfnsn=mo

***********

ว่าด้วยเรื่อง "ส่วนเผื่อความปลอดภัย" (MOS) บ้าง

ถ้าอ่านประวัติการซื้อหุ้นของปู่บัฟ จะพบว่า ช่วงแรกการซื้อของปู่ ใช้หลักการของ อ.เกรแฮม คือ มี MOS เต็มที่ แต่ต่อมาโดยเฉพาะช่วงหลังจากที่รู้จักกับ ปู่ชาร์ลี แล้ว 

ปู่บัฟเริ่มซื้อ บ.ต่างๆ โดยเน้นที่คุณภาพมากขึ้น ยอมซื้อที่ราคาสมเหตุสมผล (หมายถึง ราคาที่ต่ำกว่ามูลค่า แต่มี MOS น้อยลง)

สังเกตว่า สิ่งที่ทำให้ปู่ยอมลด MOS ลง คือ คุณภาพของ บ. 

คราวนี้ การดูคุณภาพของ บ.นั้น มันเหมือนเป็นนามธรรม คือ คุณภาพเป็นสิ่งที่มองไม่เห็น แต่สามารถวัดได้ โดยวัดจากตัวเลขที่สะท้อนออกมาทางงบการเงิน 

สิ่งนึงที่สามารถสะท้อนคุณภาพให้เห็นได้ แม้จะไม่ใช่ทั้งหมด และใช้ดูเบื้องต้นได้อย่างรวดเร็ว คือ ตัวเลข รายได้และกำไรสุทธิย้อนหลังหลายๆปี

แต่การใช้ตัวเลขเพียงสองบรรทัดนั้นดูได้เพียงเบื้องต้นเท่านั้น การดูให้ละเอียดสุดท้ายหนีไม่พ้นงบการเงินที่ช่วยดูการดำเนินงานที่ผ่านมา และโมเดล บ.ที่จะเป็นการมองไปข้างหน้า

การดูงบการเงินแม้จะเป็นการมองย้อนหลัง แต่มันได้แสดงให้เห็นถึงความสม่ำเสมอของการดำเนินงานที่ผ่านมา 

คล้ายๆกับที่เรามองเด็กคนหนึ่งเรียนดีตั้งแต่ประถมจนถึงมัธยมปลาย แล้วเราคาดหวังว่าเข้ามหาลัยก็น่าจะเป็นเด็กที่เรียนดี 

แต่ไม่ได้หมายถึงเด็กที่เรียนแย่แล้วพอเข้ามหาลัยจะกลายเป็นเด็กที่เรียนดีไม่ได้ คล้ายๆกับบริษัทที่ในอดีตมีผลการดำเนินงานไม่ดี แต่อาจมีเหตุให้เกิดการเปลี่ยนแปลง (เปลี่ยนโมเดลการดำเนินงาน หรือเปลี่ยนผู้บริหาร) จากเด็กที่เรียนด้อยกลายเป็นเด็กที่เรียนดีก็เป็นไปได้

สรุป MOS ยิ่งมากยิ่งดี แต่ขั้นต่ำที่ต้องการ ขึ้นอยู่กับคุณภาพของบริษัท ที่สะท้อนออกมาเป็นตัวเลข รายได้และกำไรย้อนหลังหลายๆปี บ.คุณภาพสูง เราอาจต้องการ MOS ลดลง หรือยอมซื้อที่ราคาสมเหตุสมผลได้

บริษัทที่มีคุณภาพที่ยอดเยี่ยม จะมีรายได้และกำไรย้อนหลังที่เพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอ 

แต่บริษัทที่มีกำไรเพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอ ไม่ใช่ทุกบริษัทที่จะเป็นบริษัทที่ยอดเยี่ยม เนื่องจากหลายบริษัทใช้กำไรพิเศษมาช่วยดันงบการเงิน หลายบริษัทก็ใช้วิธีการปรับปรุงมูลค่าทรัพย์สินทางบัญชี ซึ่งมันไม่ได้เป็นกำไรที่มาจากกิจกรรมดำเนินงาน

***********

ต้องรู้ว่าอะไรสำคัญ และอะไรไม่สำคัญ
ไม่มีเวลามากพอสำหรับการรู้ทุกสิ่งอย่างลึกซึ้ง
ต้องเลือกให้เป็น

*********

มีระบบความเชื่อที่ถูกต้องที่ผ่านการพิสูจน์แล้วเป็นของตนเอง แล้วมั่นคงยึดมั่นต่อความเชื่อนั้น 

อย่าซื้อหุ้นด้วยความคิดแบบหนึ่ง แล้วขายหุ้นด้วยอีกชุดความคิดที่ตรงข้ามกัน

********

บริษัทเติบโตที่มีเงินทุนเหลือ การจ่ายเงินปันผลที่เพิ่มมากขึ้น แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจผู้ถือหุ้นของผู้บริหาร 
*********
ส่วนตัวลงทุน ไม่เคยซื้อตามเซียนเลยนะ ไม่ได้แปลว่าจะไม่สนใจหุ้นที่เซียนเขาถือ แต่มันก็เหมือนกับหุ้นตัวอื่นๆที่เราเจอ คือต้องเอามาทำการบ้านก่อนว่าเข้ากับหลักการลงทุนของเราหรือเปล่า ถ้ามันไปกันได้กับหลักการลงทุนของเรา แล้วราคายังถูกหรือสมเหตุสมผล รวมทั้งเราสามารถทำความเข้าใจธุรกิจมันได้ เราถึงค่อยลงทุน 

แต่ถ้าลำพังแค่บอกว่าเซียนถือหุ้นตัวนั้นตัวนี้แล้วให้เราซื้อตาม คงไม่ใช่แน่ๆ เคยมีเหมือนกันเพื่อนชวนซื้อหุ้นตัวนั้นตัวนี้บอกว่าเซียนคนนั้นถือ เซียนคนนี้ถือ เราได้แต่ยิ้มแห้ง 

ทำการบ้านด้วยตัวเองก่อนที่จะซื้อหุ้น อย่าหลับหูหลับตาซื้อตามอย่างเดียว เวลาเสียหายขึ้นมาจะได้ไม่ต้องโทษเซียนหุ้น ถ้าหลับถูหลับตาซื้อตาม แล้วเสียหายขึ้นมาไปโทษเขาก็คงไม่ได้ เพราะเขาคงไม่ได้มาจับมือเรากดซื้อ 

อย่าโลภเกินความรู้ที่มี ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน

**********

การเรียนรู้เพื่อรู้จักตัวเอง การฝึกวินัยทางความคิด  และเรียนรู้สิ่งใดๆก็ตามที่จำเป็นต้องรู้ ล้วนเป็นเรื่องสำคัญ แม้มันจะน่าเบื่อบ้างก็ตาม

**********
ธีมการลงทุนใหม่ ถ้าจะดีต้องมาพร้อมการซื้อหุ้นในราคาสมเหตุสมผลด้วย ถึงจะเรียกว่าการลงทุน

คราวนี้ราคาที่สมเหตุสมผล บางทีมันก็ฟังดูคลุมเครือ ว่าราคาไหนจะเรียกว่าราคาสมเหตุสมผล  

มันจึงเป็นช่องว่าง ให้มีการปั่นหุ้นกันเป็นทีม ยิ่งหากได้นักวิเคราะห์ที่ไม่มีจรรยาบรรณมาเป็นทีมด้วยแล้วละก็ การออกบทวิเคราะห์เพื่อปั่นหุ้นจะยิ่งง่ายขึ้นมาก "มันไม่ใช่การลงทุน" แต่มัน คือ การวางแผนกินรวบ 

เกือบทุกครั้งการปั่นหุ้น แทบไม่สนใจเรื่องกำไร เรื่องพีอีใดๆทั้งสิ้น สิ่งเดียวที่สนใจ คือเล่นให้ใหญ่ที่สุดเพื่อให้เม่าเล่นตามให้มากที่สุด

ยิ่งธีมใหม่ยิ่งดีเล่นได้นาน ปั่นได้มาก วงเงินที่เข้ามาเล่นก็จะยิ่งมาก ขาใหญ่รอทำกำไรก็ยิ่งมีโอกาสกินเงินเม่าที่หลงเข้ามาได้ก้อนใหญ่

สร้างสตอรี่เพื่อเรียกเม่าให้เข้ามาให้มากที่สุด และเมื่อขาใหญ่กวาดเงิน กวาดกำไรได้มาก นั่นคือ เม่ายิ่งเจ็บหนักมากตาม เพราะมันคือ zero sum game ทุกครั้งที่ขาใหญ่ได้เงิน จะต้องมีเม่าเสียเงินหนักเสมอจากเกมแบบนี้

การป้องกันนั้นง่ายมาก ยึดมั่นในหลักการลงทุน ไม่หวังเก็งกำไร ซื้อหุ้นที่มีราคาต่ำกว่ามูลค่า ที่สามารถประเมินเองได้ อุตสาหกรรมไหนประเมินเองไม่ได้ ก็รอก่อน ศึกษาหาความรู้ก่อน ไม่โลภเกินความรู้ที่มี
***********
การลงทุนให้ประสบความสำเร็จต้องใช้ทั้งเวลาและความอดทน ไม่มีระบบการลงทุนใดที่เพอร์เฟคไม่มีความผิดพลาดในการคัดเลือกหุ้น และไม่จำเป็นจะต้องถูกทุกครั้งเพื่อที่จะประสบความสำเร็จในการลงทุน

**********
ถ้าหากทนความผันผวนระยะสั้นไม่ได้ จะไม่มีทางเก็บเกี่ยวผลตอบแทนระยะยาวที่ตลาดจะมอบให้ได้

********
การลงทุนระยะยาว ต้องมีความมุ่งมั่น ความอดทนสูง รวมถึงต้องใช้เวลาอย่างมาก 

ทั้งอดทนต่อความผันผวน อดทนต่อจิตใจตัวเอง

สถานการณ์นึงที่จะแยกแยะนักลงทุนระยะยาว ออกจาก Player อื่นๆในตลาด คือ ช่วงสถานการณ์ตลาดหมีที่ยืดเยื้อยาวนาน

*********
ถ้าคุณจะเร่งผลตอบแทนพอร์ต คุณต้องรู้ว่ามันเพิ่มความเสี่ยงเข้ามาด้วยไหม และเท่าไร ซึ่งปกติแล้วทุกการเล่นผลตอบแทนใดๆก็ตาม มักเพิ่มความเสี่ยงเข้ามาเสมอ ยิ่งพยายามเร่งเร็วเท่าไร ความเสี่ยงจะยิ่งเพิ่มมาในอัตราเร่งกว่าผลตอบแทนที่จะได้

ซึ่งแน่นอนว่า หากไม่ควบคุมความเสี่ยงที่เพิ่มเข้ามาให้ดี มันอาจจะทำให้พอร์ตของคุณระเบิดได้

อย่างไรก็ตามพยายามจัดพอร์ต โดนคำนึงถึงว่า แม้ว่าพอร์ตจะระเบิดก็จะยังมีทุนเหลือพอที่สามารถลงทุนต่อได้

นักลงทุนหากไม่มีทุน ก็หมดสิทธิ์ที่จะเป็นนักลงทุน
************

นลท ส่วนมากเลือกหุ้นถูกตัว และส่วนมากเคยมีหุ้นที่ราคาขึ้นหลายเด้งอยู่ในพอร์ตบนช่วงเวลานึง 

แต่น้อยคนนักที่จะมีกำไรหลายเด้งเหมือนที่ราคาหุ้นขึ้นไป น้อยคนนักที่จะถือหุ้นได้ยาวนานพอที่จะได้กำไรมากมายหลายเด้ง 

เป็นเพราะ การอยู่เฉยๆเป็นเวลานานๆมันเป็นเรื่องยากมากสำหรับการลงทุนในตลาดหุ้น 

ส่วนมากมักคิดว่า ต้องทำอะไรบางอย่างเพื่อที่จะได้กำไรจากตลาดหุ้น ทั้งที่ความจริงแล้วหากเลือกหุ้นถูกตัว การทำอะไรบางอย่างที่ว่า คือการนั่งอยู่เฉยๆ

********

ถ้าลงทุนระยะยาว ทำประมาณการไว้ สมมติ 7 ปี งบการเงินออกมาเป็นไปตามคาด หรือดีกว่าคาดมาตลอด กรณีแบบนี้ ถ้า ศก จะโตช้าลงจนทำให้ผลประกอบการในอนาคตชะลอลงบ้างก็ไม่เป็นไร (เพราะทำดีเกินมารอชดเชยไว้แล้ว) แต่แน่นอนว่าตลาดจะไม่ชอบ นั่นทำให้เกิดความผันผวนระยะสั้น

สิ่งที่ นลท ต้องทำจริงๆแล้ว คือ ดูว่าบริษัทยังสามารถสร้างผลประกอบการระยะยาวได้ตามแผนที่คาดไว้หรือไม่ หากใช่ ก็ไม่ต้องทำอะไร แทบจะไม่ต้องดูราคาหุ้นก็ยังได้ รอเพียงงบออก มาดูครั้งนึง หรืออาจจะดูราคาหุ้นเพื่อเช็คว่า มันขึ้นแรงเกินมูลค่าที่ประมาณไว้หรือไม่ ถ้าเป็นแบบนั้น ค่อยคิดขาย

โดยหากราคาหุ้นเต็มมูลค่าหรือเกินมูลค่าขึ้นมาแล้ว การจะขาย อาจใช้กราฟช่วย หรือแบ่งขายบางส่วนก็ได้

แต่ในกรณีที่เป็นตลาดหมี อันนี้คือสบายเลย เพราะราคาหุ้นคงไม่ขึ้นมาเกินมูลค่าในช่วงเวลานั้น นั่นแปลว่า แทบไม่ต้องดูราคาหุ้น รอดูแค่งบรายไตรมาสเท่านั้น

เวลาที่เหลือคือทำกิจกรรมอื่น ^^

*********
On twt

ช่วงจังหวะงานดี หาเงินได้มากให้สะสมทรัพย์สินเพิ่มขึ้นก่อน อย่าเพิ่งรีบขยับฐานะการใช้จ่ายเพิ่ม

ถ้าจะขยับการใช้จ่ายเพิ่ม(เพื่อความสุขสบาย) ให้ขยับตาม "ฐานะทรัพย์สินสุทธิ" ที่มี 

ไม่ใช่ขยับตามรายได้ เพราะรายได้ที่ดูมั่นคง แท้จริงแล้วอาจหดหายได้ทุกเมื่อ แต่ทรัพย์สินสุทธิที่มีนั้นไม่หดหาย

******
ถ้าคุณจะเร่งผลตอบแทนพอร์ต คุณต้องรู้ว่ามันเพิ่มความเสี่ยงเข้ามาด้วยไหม และเท่าไร ซึ่งปกติแล้วทุกการเร่งผลตอบแทนใดๆก็ตาม มักเพิ่มความเสี่ยงเข้ามาเสมอ ยิ่งพยายามเร่งเร็วเท่าไร ความเสี่ยงจะยิ่งเพิ่มมาในอัตราเร่งกว่าผลตอบแทนที่จะได้

ซึ่งแน่นอนว่า หากไม่ควบคุมความเสี่ยงที่เพิ่มเข้ามาให้ดี มันอาจจะทำให้พอร์ตของคุณระเบิดได้

อย่างไรก็ตาม พยายามจัดพอร์ตโดนคำนึงถึงว่า แม้ว่าพอร์ตจะระเบิดก็จะยังมีทุนเหลือพอที่สามารถลงทุนต่อได้

นักลงทุนหากไม่มีทุน ก็หมดสิทธิ์ที่จะเป็นนักลงทุน

*********
มูลค่าของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง คือผลรวมของกระแสเงินสดที่จะได้รับในอนาคตตลอดทุกช่วงอายุแล้วนำมาคิดลดให้เป็นปัจจุบัน 

จะเห็นว่าตัวแปรหลักๆ
- กระแสเงินสดที่จะได้รับในอนาคต อยู่ที่การคาดการณ์ของแต่ละคน
- อัตราที่ใช้ "คิดลด" ให้เป็นมูลค่าปัจจุบัน อยู่ที่จะเลือกใช้ตัวเลขไหนในการคิดลด

*********

ถ้าอยากรู้ว่ากองทุนรวมไหนเป็นกองทุนที่ลงทุนระยะยาวไม่ใช่เทรดดิ้งให้ขอดู มูลค่าการซื้อขายหุ้นตลอดทั้งปี เอามาเทียบกับมูลค่ากองทุนเฉลี่ยทั้งปี หากเกิน 100% แสดงว่าระยะเวลาในการถือหุ้นเฉลี่ยตัวละไม่ถึง 1 ปี 

หากมูลค่าการซื้อขายหุ้นตลอดทั้งปีเทียบกับมูลค่ากองทุนเฉลี่ยทั้งปีแล้วเกิน 200% แสดงว่าระยะเวลาในการถือหุ้นเฉลี่ยตัวละไม่ถึง 6 เดือน 

โดยปกติการลงทุนใดๆก็ตาม จะต้องมีระยะเวลาในการถือหุ้นพอสมควร ไม่สั้นจนเกินไป 

และหากหนังสือชี้ชวนกองทุนบอกว่าเป็นการลงทุนระยะยาว เช่น Long term xxx  หนังสือชี้ชวนเหล่านั้นเสมือนเป็นคำมั่นสัญญา ว่าจะลงทุนระยะยาว

ปล. การหามูลค่าสัญญาของฟิวเจอร์และออฟชั่นแบบคร่าวๆ 

option และฟิวเจอร์ได้เสียกันจุดละ 200 บาท วิธีการหามูลค่าของ 1 สัญญา เช่นฟิวเจอร์ของเซต 50 ให้เอาดัชนี set50 * ด้วย 200 บาท  ไม่ใช่การดูที่เงินวางหลักประกัน  (margin) 

กองทุนต่างๆมักจะมีการป้องกันความเสี่ยงด้วยตราสารอนุพันธ์หรือตราสารสัญญาล่วงหน้า ก็คือฟิวเจอร์และ option นั่นแหละ 

และหลายๆครั้งมูลค่าการเทรดก็ไปซ่อนอยู่ในตราสารเหล่านี้

ส่วนมูลค่าการซื้อขายให้นับไป - กลับนับหนึ่ง หรือพูดง่ายๆคือเอามูลค่าการซื้อบวกกับมูลค่าการขายแล้วหาร 2

********
การตัดสินใจจำนวนมาก ที่ไม่ตั้งใจคิดจริงจังมักจะมาจาก การตัดสินใจด้วยความเคยชิน , สัญชาตญาณ, หรือเป็นการคิดแบบรวบรัด (บนพื้นฐานของความพึงใจ) ไม่ได้เป็นการตัดสินใจจากการใช้ตรรกะหรือเหตุผล 

การลงทุนระยะยาว จำเป็นต้องฝึกคิดแบบใช้ตรรกะให้เป็นอัติโนมัติ เนื่องจากการลงทุนระยะยาวเป็นการลงทุนที่จะต้องใช้เหตุผลค่อนข้างมาก ทั้งการประเมินมูลค่าหุ้น ทั้งการไม่คล้อยตามตลาด ทั้งต้องมีความอดทนสูง ซึ่งทั้งหมดล้วนฝืนกับอารมณ์ ที่เป็นพื้นฐานของการตัดสินใจด้วยความพึงพอใจและความเคยชิน 

โดยปกติแล้วการคิดอย่างมีตรรกะเป็นวิธีคิดที่มีกระบวนการที่มีลำดับเป็นขั้นตอนต่อเนื่อง ซึ่งต้องใช้ความพยายามในการคิด (หลายคนจะบอกว่าคิดแล้วเหนื่อย ใช่ แนวๆนั้นเลย) 

สมองคนเราจึงชอบที่จะคิดเร็วโดยอัตโนมัติ การคิดเร็วมักจะใช้ความพึงพอใจและสัญชาตญาณหรือความเคยชินเป็นหลัก มันสามารถคิดแบบรวบรัดได้ ไม่ต้องใช้ความพยายามมากทำให้ไม่เหนื่อยมาก จึงมักจะเป็นวิธีแรกที่สมองเลือกใช้ คิดได้เร็วแต่ถูกต้องหรือไม่นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

การจะเพิ่มโอกาสในการประสบความสำเร็จจากการลงทุนได้ ต้องฝึกวิธีคิดอย่างมีตรรกะให้เคยชิน เพื่อที่จะได้ดึงวิธีคิดด้านนั้นขึ้นมาใช้ทุกครั้งที่จะลงทุน

*********

วันอังคารที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2565

หลักคิด 18

หากสามารถซื้อบริษัทที่ยอดเยี่ยมได้ในราคาสมเหตุสมผลแล้วละก็ การถือหุ้นเอาไว้นานๆ คอยดูราคาหุ้นที่ค่อยๆเติบโตไปพร้อมกับธุรกิจเป็นเรื่องที่ดี 

แต่ก่อนอื่นนั้น ต้องมองให้ออกก่อนว่าบริษัทที่คุณซื้อนั้นเป็นบริษัทที่ยอดเยี่ยมหรือเปล่า

**********
ฃในโลกของการลงทุน คุณสามารถทำผิดพลาดได้เสมอ เช่น ขายหุ้นแล้วราคาหุ้นขึ้นต่อ ไม่ขายหุ้นแล้วราคาหุ้นไหลลงแรง หรือหุ้นตัวที่ได้แต่เล็ง แต่ราคากลับขึ้นไม่หยุด 

ความผิดพลาดมีไว้ให้เรียนรู้ แต่ไม่ใช่ให้นำมาคิดโทษตัวเองซ้ำๆ 

เรียนรู้แล้วมองไปข้างหน้า อย่าคิดซ้ำวนลูบโทษตัวเองอยู่กับความผิดพลาดไม่รู้จบ มันไม่เกิดประโยชน์

**********

การเลือกหนังสือในการเสพนั้นสำคัญมาก เสียเวลาในการอ่าน แล้วดันได้ความรู้ผิดๆ นี่คือเสียหายหนักมาก ดังนั้นถ้าซื้อหนังสือมาอ่านแล้วรู้สึกว่าความรู้นั้นไม่ใช่ มันปลอม มันกลวง อย่าเสียดาย อย่าเสียเวลาอ่านต่อ 

เสียเงินไม่เท่าไร แต่เสียเวลาที่จะไปอ่านเล่มอื่นที่ดีๆ รวมทั้งหากไปจดจำความรู้ผิดๆมาใช้ อันนั้นจะเสียหายหนักมาก 

เลือกหนังสือที่จะอ่านสำคัญมาก บทความต่างๆก็เช่นกัน

***********

นักลงทุนระยะยาวโดยเนื้อแท้แล้วชอบมองหาการเติบโตปกติของธุรกิจ ส่วนการเติบโตแบบก้าวกระโดดที่ผิดปกตินั้นก็ดี แต่มองเป็น benefits มากกว่า 

จะแตกต่างกับนักเก็งกำไร ที่ชอบพยายามจะมองหาการเติบโตที่ผิดปกติ เพราะหวังจะรวยเร็วๆ 

แต่โดยมากมักจะไปซื้อช่วงท้ายๆของการไล่ราคา ก็จะดอยหนักมากไปตามระเบียบ

ส่วนพวกเข้าไปต้นเทรนด์ รู้ข้อมูลธุรกิจ และอุตสาหกรรม รู้ลึกจริงๆ เข้าไปรอ เพื่อให้เม่าเข้าตาม ตอนออกมักจะออกอย่างรวดเร็วแบบขายเท ขายเท และแน่นอนที่สุด คือได้กินเงินเม่า

*********

เวลาวางแผนธุรกิจ มักต้องมีเวลาให้ธุรกิจได้ดำเนินงานเพื่อแสดงผลงาน อย่างน้อยเบื้องต้นก็ 1 ปี หรือจะเห็นชัดเจนก็ 3 ปี

แต่เวลานักลงทุนซื้อหุ้นของ บ.เพื่อลงทุนกลับต้องการเห็นผลงานในระดับไม่กี่วัน ถ้าต้องรอระดับสัปดาห์จะบอกว่าเริ่มนานแล้ว ยิ่งหากต้องรอเป็นเดือน เป็นไตรมาส บางคนถึงขั้นขายหุ้นทิ้งเพราะรอไม่ได้ 

ลืมไปหริอเปล่าว่ามูลค่าของหุ้นขึ้นอยู่กับผลงานที่สำเร็จของบริษัท ดังนั้นการลงทุนในหุ้น ก็ควรต้องให้เวลาบริษัทในการดำเนินงานด้วย 

ซื้อหุ้นถ้าจะเห็นผลงานที่ชัดเจนของบริษัท อย่างน้อยควรถือหุ้นไม่น้อยกว่าสามปี เพื่อให้เวลาบริษัทได้ดำเนินกิจการ

ธุรกิจกว่าจะเห็นผลงานใช้เวลาเป็นปี แต่นักลงทุนจะเอากำไรรายวัน

ต้องหัดกระดิกตีนรอ (อย่างที่อาจารย์นิเวศน์สอน) ให้เป็น 🤣🤣🤣

***********

ซื้อหุ้นตามเซียนโดยเฉพาะ ซื้อตามเซียนสายเทคนิค ต้องระวัง เพราะการเทรดมันคือ zero sum game หมายถึงมีคนได้กำไรต้องมีคนขาดทุนเสมอ 

คราวนี้พอคนที่ได้ชื่อว่าเป็นเซียนสายเทคนิค หมายถึงเขาทำกำไร(จากเงินคนอื่น)ได้มาก เขากินเงินคนอื่นเก่ง 

คำว่าคนอื่น คือใคร ก็คือคนที่เข้าไปเล่นหุ้นตัวเดียวกับเขานั่นเอง

ดังนั้นการเล่นหุ้นตามเซียน หมายถึง การเล่นหุ้นตาม "คนที่กินเงินคนอื่น" ได้เก่งกว่าเรา ดังนั้นการเล่นตามเซียนสายเทรด ต้องถามตัวเองด้วยว่า ตัวเองเทรดเก่งพอจะไม่โดนเซียนกินเงินหริอไม่ ?

#เซียนสายเทคนิค

**********

ทักษะที่สำคัญอย่างหนึ่งของนักลงทุน คือการคาดการณ์กำไร และประเมินมูลค่าของบริษัทได้อย่างสมเหตุสมผล

**********

คำถามที่นักลงทุนควรจะหาคำตอบก่อนที่จะซื้อหุ้น

- บริษัทมีรายได้ กำไร และกระแสเงินสดเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในระยะยาวหรือไม่ 

- ในระยะยาวบริษัทมีหนี้สินลดลงเมื่อเทียบกับส่วนผู้ถือหุ้นหรือไม่ และ/หรือ เพิ่มขึ้นในระยะสั้นเพราะการเร่งขยายงาน

- บริษัทอยู่ในอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพในการเติบโตในระยะยาวหรือไม่ หรือสามารถกินมาร์เก็ตแชร์เพิ่มเติมได้หรือไม่

- ทีมผู้บริหารมีความมั่นคงแน่วแน่และมีความชำนาญในธุรกิจหรือไม่

- ผู้บริหารมีการตั้งเป้าหมายและมีการแจ้งความคืบหน้าเป็นระยะหรือไม่

- บริษัทมีการขยายงาน ขยายบริการหรือสินค้าออกไปอย่างประสบความสำเร็จหรือไม่ 

- ข้อที่สำคัญที่สุด ผู้บริหารเป็นคนที่ซื่อสัตย์และปฏิบัติต่อผู้ถือหุ้นอย่างเป็นธรรมหรือไม่
**********

รูปนี้แสดงให้เห็น ถึงการจ่ายเงินเพื่อซื้อทรัพย์สินถาวร โดยเปรียบเทียบกับสินทรัพย์รวม

จะเห็นได้ว่า VIH จ่ายเงินลงลงทุนซื้อสินทรัพย์ถาวรเป็นอัตราส่วนมากที่สุด รองลงมาเป็น RJH WPH TNH ตามลำดับ

ในขณะที่หากมองเป็นเม็ดเงินจะเห็นว่า BDMS จ่ายเงินเพื่อซื้อทรัพย์สินถาวรเป็นจำนวนมากที่สุด (ตามข่าวก็จะพบว่ามีโครงการการลงทุนขนาดใหญ่)

ในด้านของ BCH นั้น ช่วงก่อนเกิดโควิด มี 12 โรงพยาบาล 1 โพลีคลินิก และขณะนี้มี 15 โรงพยาบาล 1 โพลีคลินิก ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเพิ่งผ่านช่วงลงทุนหนักๆไป ช่วงครึ่งปีแรกแม้จะมีการซื้อทรัพย์สินถาวรไป 600 กว่าล้าน แต่เงินสดจากกิจกรรมลงทุนก็เป็นบวก เนื่องจากมีเงินสดรับจากการจำหน่ายเงินลงทุน
**********

"เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไป)กิจกรรมจัดหาเงิน"
ชื่อก็บอกอยู่แล้ว กิจกรรมจัดหาเงิน มันมีด้านที่เกี่ยวข้องสองด้าน คือ 

หนี้สินไม่ว่าจะกู้ยืมหรือจ่ายคืน ก็นับเป็นการได้มาหรือใช้ไปในกิจกรรมจัดหาเงิน
และด้านที่เกี่ยวกับผู้ถือหุ้น ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มทุน ลดทุน จ่ายปันผล 

กระแสเงินสดในหมวดนี้ ตัวเลขลบ จะเป็นเรื่องดีไม่ว่าจะเป็นการจ่ายหนี้เพื่อลดหนี้สินลงหรือจะจ่ายเงินปันผลก็ตาม

จากรูปจะเห็นว่ามีเพียง 2 บริษัทที่จ่ายเงินชำระหนี้สินแบบเป็นเนื้อเป็นน้ำ และมีการจ่ายปันผลเป็นจำนวนเงินค่อนข้างมาก คือ BCH และ BDMS ซึ่งแน่นอนว่าการจะมีเงินมาจ่ายชำระหนี้และมาจ่ายปันผลได้นั้นแสดงว่าจะต้องมีกระแสเงินสดเข้าที่ค่อนข้างดีด้วย (ไม่เช่นนั้นจะเอาเงินที่ไหนมาจ่ายหนี้และจ่ายเงินปันผลได้) 

อีกประการหนึ่งก็คือ บริษัทจะต้องมีสภาพคล่องที่ดีมากและเหลือโดยอาจจะพึ่งผ่านการลงทุนหนักไปแล้วทำให้ไม่มีเหตุที่จะต้องใช้เงินในระยะสั้น หรืออาจจะมีการลงทุนขยายงานในอนาคตแต่ยังไม่ได้รีบใช้เงินในระยะสั้น ทำให้มีสภาพคล่องที่ดีมาก จึงได้ชำระหนี้เพื่อลดดอกเบี้ยจ่าย และ/หรือ จ่ายเป็นเงินปันผลออกมา

บริษัทที่มีสภาพคล่องที่สูง ลดความเสี่ยงจากการล้มละลายในภาวะวิกฤต และยังลดความเสี่ยงจากการเพิ่มทุนอีกด้วย 

เงินสดสุทธิที่ได้มาจาก(ใช้ไป) ในกิจกรรมจัดหาเงิน หากมีตัวเลขเป็นบวกโดยมากมักจะมาจากการกู้ยืมที่มากขึ้น (บริษัทมีหนี้สินที่เพิ่มขึ้น)

**********

การลงทุนใน บ.ที่ดีแต่ยังมีจุดอ่อนของอุตสาหกรรมอยู่บ้างนั้น ต้องเลือกลงทุนในราคาที่มีส่วนเผื่อความปลอดภัยให้มากพอ 

ต่างจากการลงทุนในบริษัทที่ยอดเยี่ยม ที่มีส่วนเผื่อความปลอดภัยบ้างและเป็นการลงทุนบนราคาที่สมเหตุสมผล ความแข็งแกร่งของบริษัทและการเติบโตของบริษัท เปรียบเสมือนเป็นกันชน เปรียบเสมือนเป็นส่วนเผื่อความปลอดภัยที่มากพอสำหรับการลงทุน

********
ค่าความนิยม (Goodwill) จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมีการซื้อกิจการหรือควบรวมกิจการ โดยผู้ซื้อจ่ายเงินแพงกว่ามูลค่าตามบัญชีของกิจการที่ถูกซื้อ เงินส่วนต่างที่จ่ายแพงกว่าบันทึกในชื่อ ค่าความนิยม (Goodwill) 

ฟังอย่างนี้เหมือนเป็นการซื้อแพง แต่อีกมุมนึงก็คือเปรียบเสมือนการจ่ายส่วนต่างเพื่อซื้อแบรนด์ หรือซื้อฐานลูกค้าของอีกกิจการ อย่างไรก็ดีในฝั่งคนซื้อย่อมไม่อยากจ่ายส่วนนี้แพงเกินไป หรือกิจการไหนที่ยอมจ่ายแพงเกินไปมากๆอาจถูกมองว่าใช้เงินไม่คุ้มค่าได้ 

ในรูปจะเป็นอัตราส่วนระหว่างค่า ความนิยมต่อทรัพย์สินรวม กิจการใดที่มีการเร่งการทำ M&A มักจะมีค่าความนิยมบันทึกในบัญชีค่อนข้างสูง

(ซื้อ "มักจะ" แพงกว่าสร้างเอง แต่ถ้าคุ้มค่าก็ซื้อได้ ดังนั้นส่วนตัวจึงคิดว่าซื้อได้บ้างแต่อย่ามากเกิน น่าจะดีที่สุด)

#กลุ่มโรงพยาบาล

************

ทำงาน คือ ลงแรงแล้วได้เงิน
ถ้าลงแรงด้วยทักษะที่หายาก จะยิ่งได้เงินมาก ทักษะที่หายาก คือ ทักษะที่เรียนรู้ได้ยาก เช่น หมอ โดยเฉพาะหมอเฉพาะทาง โปรแกรมเมอร์ที่สามารถโค้ดดิ้งได้เก่งๆ และอื่นๆ

ส่วนการลงทุน ต้องมีเงินทุนและต้องมีทักษะการลงทุนด้วย หากไม่มีทุนไม่ต้องพูดถึงอาชีพลงทุนเลย การจะมีทุนคือ เบื้องต้นต้องสะสมทุนก่อน จากการทำงานหรือถ้าโชคดีก็จากความมั่งคั่งของครอบครัว แต่สุดท้ายแล้วก็ต้องมีทักษะการลงทุนด้วย และต้องรู้จักสะสมทุนไว้เป็นบัฟเฟอร์เพื่อผิดพลาดด้วย นักลงทุนไม่มีใครไม่เคยขาดทุน แม้คนเก่งๆภาพรวมต่อปีจะมีกำไรแต่ในรายละเอียดของแต่ละออเดอร์ไม่มีใครสามารถกำไรได้ทุกครั้ง ไม่มีใคร win ได้ทั้ง 100% โดยไม่มีพลาดเลย 

นักลงทุนจึงสำคัญที่ต้องมี เงินทุนสำรองไว้เป็น "กันชน" ในยามผิดพลาด 

ถ้าไม่มีทุน ก็ไม่ใช่นักลงทุน

******
หนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ย เป็นได้ทั้งหนี้ที่ดีและหนี้ที่เลว หนี้สินที่กู้ยืมมาในอัตราส่วนที่เหมาะสมจะช่วยเร่งการเติบโตของบริษัทได้  

หากมีโอกาสเข้ามาแต่ บ.เลือกที่จะไม่ยอมให้มีหนี้สินเลย+เงินทุนไม่พอ เท่ากับเป็นการเสียโอกาสไป

แต่หากมีหนี้สินมากเกินไปก็จะไปเพิ่มความเสี่ยงในด้านสภาพคล่อง หากมากถึงจุดหนึ่งอาจจะมีการเพิ่มทุนได้

**************

เป็นวาทะที่ VI ตัวจริงเกือบทุกคนยึดถือ 
จริงแล้วการซื้อของมันคือการตอบสนองความอยาก โดยเฉพาะของที่ไม่จำเป็นแต่เป็นของหรูราคาแพง มันไม่ได้แค่ตอบสนองความอยากแต่เพียงอย่างเดียวแต่มันตอบสนองอีโก้อีกด้วย (ความอยากอวด) 

แน่นอนว่าคนเราย่อมมีความอยากมากบ้างน้อยบ้างกันทุกคน แต่แค่อย่าอยากชิ้นใหญ่ อย่าเสียเงินไปกับของชิ้นใหญ่เท่านั้นก็ช่วยได้มากแล้ว ลำพังอยากได้ชิ้นเล็กๆ จำนวนเงินไม่มาก ตอบสนองเพื่อความพึงใจได้บ้าง เป็นเรื่องปกติ  

ทั้งปู่บัฟเฟตต์และ อาจารย์นิเวศน์ เป็นตัวอย่างที่ดี ของเรื่องเล่าที่ VI ทุกคนรู้ดีเรื่องการใช้รถที่ใช้ทนและทนใช้ 😆 (แต่เมื่อถึงเวลาจริงๆก็คงต้องเปลี่ยน)

เงินหนึ่งล้านบาท + ผลตอบแทนทบต้น 12% บนเวลา 30 ปี จะกลายเป็น 30 ล้าน

ซึ่งทั้งปู่บัฟเฟตต์และอาจารย์นิเวศน์ ล้วนมีผลงานผลตอบแทนทบต้นเกิน 12% ต่อปีอย่างยาวนาน

**********

ถ้าคุณไม่มีความได้เปรียบในการแข่งขันแล้วล่ะก็ อย่าไปแข่งเลย - Jack Welch

***********

ถ้าการลงทุนของคุณเป็นการลงทุนระยะยาว คุณควรอยู่ให้ห่างจากอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วและคาดเดาไม่ได้

**********

แต่ละคน มาจากสิ่งแวดล้อมที่ต่างกัน มาจากประสบการณ์ที่ต่างกัน ส่งผลให้ความรู้ ความสามารถในการมองธุรกิจแตกต่างกันด้วย

หลายคนมองกลุ่มพลังงานขาด บางคนมองกลุ่มเทคโนโลยีออก บางคนคุ้นเคยกับกลุ่มประกัน 

ถ้ามองออกจนสามารถอธิบายอย่างละเอียดให้คนอื่นเข้าใจได้ รู้จุดแข็ง จุดอ่อน เข้าใจโมเดลธุรกิจ หามูลค่าได้ แสดงว่ารู้จริง ลงทุนกับมันได้  

การรู้จริงเพียงไม่กี่กลุ่มธุรกิจก็สามารถลงทุนเพื่อสร้างรายได้ระยะยาวได้แล้ว ไม่จำเป็นต้องรู้ทั้งตลาด 

แต่แน่นอนยิ่งรู้กว้าง ยิ่งดี เป็นการเพิ่มขอบเขตความสามารถให้กับตนเองและย่อมเพิ่มโอกาสด้วยเช่นกัน

***********

คนเราอย่าปล่อยให้ตัวเองมีเวลาว่างมากเกินไป ไม่งั้นจะคิดมากในเรื่องไม่เป็นเรื่อง จะฟุ้งซ่านในเรื่องไร้สาระ นิดหน่อยก็เก็บมาคิด 

หางานอดิเรกทำ อ่านหนังสือ หาความรู้เพิ่ม เดินห้าง ดูหนัง ออกกำลังกาย 

หรือไม่ก็ เรียนแต่งหน้า นั่งสมาธิ ดำน้ำ ปลูกปะการัง ทำอาหาร นวดสปา ปลูกป่า ดำนา ดูดิสนีย์ออนไอซ์ แรลลี่ตีกอล์ฟ ล่องเรือ ส่องสัตว์ ช๊อปปิ้ง ดูงิ้ว ดูละครเวที ดูคอนเสิร์ต ดินเนอร์ ทำขนม จัดดอกไม้ เที่ยวตลาดน้ำ เรียนถ่ายรูป ดูกายกรรม ชมเมืองเก่า เข้าสัมมนา ทัวร์ธรรมมะ เรียนเต้นแล้วก็ร้องเพลง

จะช่วยลดความฟุ้งซ่าน ลดความคิดมา ลดความกังวลใจ ไปได้มาก ยิ่งแก่ตัวลง ยิ่งมีเวลาว่างมาก ยิ่งฟุ้งซ่านได้ง่าย ต้องระวัง หางานอดิเรกทำแต่เนิ่นๆ พออายุมากขึ้นจะได้มีงานอดิเรกที่ชอบทำ

**********

มันไม่ใช่ตัวเลขเศรษฐกิจต่างๆ มันไม่ใช่อัตราดอกเบี้ย ที่ทำร้ายนักลงทุน 

แต่เป็นการซื้อขาย เป็นการเทรดอย่างบ้าคลั่งต่างหากที่ทำร้ายนักลงทุน

**********


ถ้าเก็บเงินเดือนละ 30,000 บาทลงทุนได้ผลตอบแทนปีละ 10% 
10 ปีจะกลายเป็นเงินประมาณ 6 ล้านกว่าบาท 
20 ปีจะกลายเป็นเงินประมาณ 21 ล้าน
และ 30 ปีจะกลายเป็นเงินประมาณ 62 ล้าน

โดยมีข้อแม้ว่า
1. ลงทุนได้ผลตอบแทนปีละ 10%
2. ผลตอบแทนนั้นใส่เข้าไปลงทุน "ทบต้น" ไม่ถอนออกมาใช้

วันอาทิตย์ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2565

หลักคิด 17

บาง บ. ผู้ก่อตั้งอายุมากๆแล้ว (แบบมากกว่ากว่า 80 ปี ไรงี้) ส่งต่อหุ้นให้ลูกๆ แต่ลูกๆก็ไม่ได้เป็นกรรมการหรือ ผบห เหมือนไม่ได้อยู่ในสายอาชีพนั้น อาศัย ผบห บริหารกันไป 

แบบนี้เราก็มองว่าเป็นความเสี่ยงอย่างนึงน่ะ

************
ตัวอย่าง การตั้งสำรองที่แตกต่างและส่งผลต่อกำไรของบริษัทเป็นอย่างมาก

BLA 2Q65 yoy
เบี้ยประกันภัยรับสุทธิ 7291 ลบ (-5-5%)
รวมรายได้ 11,034 ลบ (-1.2%)

ค่าใช้จ่าย
สำรองประกันภัยสำหรับสัญญาประกันภัยระยะยาวเพิ่มขึ้น 694 ลบ (-75%)
 ( 2Q64 : 2,787 ลบ)
รวม คชจ 9,626 ลบ (-6.5%)

กำไรส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นบริษัท 1,189 ลบ +58%

ปล. ข้อสังเกต เงินสำรองลดลงจาก 2,787 ลบ ใน 2Q64 เหลือสำรองเพียง 694 ลบ ใน 2Q65 เท่ากับค่าใช้จ่ายการตั้งสำรองลดไปถึง 2,093 ลบ เทียบกับกำไรของงวดที่ 1,189 ลบ

***************

- ปกติ ภาษี คือรายจ่าย
การที่ บ.มีรายได้ทางภาษี อาจเกิดเพราะ จ่ายภาษีไว้เกิน , มีรายการขาดทุนที่รับรู้ ทำให้ภาษีจ่าย กลายเป็นต้องได้เครดิตภาษีคืน  

รายได้ทางภาษี ไม่นับเป็นรายได้จากการดำเนินงาน ไม่เกี่ยวกับความสามารถในการสร้างกำไรของ บ. และเป็นรายได้ไม่ประจำ

- รายได้จาก minority เกิดจาก การรวมงบ โดยที่ บ.แม่มีกำไร แต่ บ.ลูกขาดทุน ปกติหากมีกำไรทั้ง บ.แม่ และ บ.ลูก กำไรจะโดนหักออกเป็นกำไร ของส่วนผู้ถือหุ้นของ บ.ใหญ่ และ กำไรของ minority แต่ในกรณีที่ บ.ลูกขาดทุน ผลขาดทุนจึงต้องนำมาบวกกลับให้ กำไรของส่วนผู้ถือหุ้นของ บ.ใหญ่

กรณี สมมติ ตัวอย่าง 

บ. A มีรายได้จากการขาย ปีที่ 1 และ ปีที่ 2 ปีละ 2,000 ลบ มีกำไร ปีละ 200 ลบ (รายได้และกำไรปีที่ 1 เทียบกับปีที่ 2 yoy นั้นไม่เพิ่ม) และถือหุ้นใน บ. B 30% แต่ บ.A มีอำนาจควบคุม บ. B จึงรวมงบการเงินของ บ.B มาในงบรวม
โดยที่ บ.B มีรายได้ 1000 ลบ และผลกำไรขาดทุนอยู่ (-100 ลบ)

พอรวมงบการเงิน งบรวมของ บ.A รายได้จะกลายเป็น 2000+1000 = 3000 ลบ จะเห็นว่างบรวมรายได้เพิ่มจากการรวมงบถึง +50% yoy (ทั้งๆที่ก่อนรวมงบ รายได้ไม่เพิ่ม) ทั้งๆที่ บ. A ถือหุ้น บ.B แค่ 30% แต่เอารายได้ของ บ.B มารวมทั้ง 100% ดังนั้นในงบรวม นอกจากรายได้ที่เกินมา 70% จาก บ.B แล้ว ก็ยังมี กำไร/ขาดทุน ที่เกินมาอีก 70% ของ บ.B เกินจริงมาอยู่ในงบรวมของ บ.A อีกด้วย

ในส่วนของกำไรบรรทัดสุดท้าย จึงต้องมีการหัก กำไร/ขาดทุน ส่วนเกิน 70% ออกจาก "กำไรสำหรับงวด" จึงจะเป็นกำไรแท้จริง ที่เรามักเรียกย่อๆว่า กำไรสุทธิ (แต่จริงแล้วควรเรียกว่า "กำไรที่เป็นส่วนของ บ.ใหญ่" ) 

ตามตัวอย่าง กำไรของ บ.A ก่อนรวมงบคือ 200 ลบ ส่วน บ.B ขาดทุน -100 ลบ 

พอรวมงบ "กำไรสำหรับงวด" จึงเหลือ 100 ลบ (ซึ่งมันรวมการขาดทุนของ บ.B ไว้ทั้ง 100% ทั้งๆที่ บ.A ถือหุ้น บ.B แค่ 30%)

ดังนั้นการหา "กำไรส่วนของ บ.ใหญ่" จึงต้องหัก ขาดทุน 70% ของ บ.B ที่ บ.A ไม่ได้ถือหุ้นออก จะได้ -100 ลบ × 70% = -70 ลบ

ผลที่บันทึกในบัญชีคือ 

กำไรส่วนของ บ.ใหญ่ 170 มาจาก (100 - (-70))
กำไรของ minority -70
กำไรสำหรับงวด 100 ลบ

หรือ คิดอีกทางจากความจริงคือ 
บ. A กำไร 200 ลบ + ถือหุ้นใน บ.B 30% บ.Bขาดทุน 100 ลบ , บ.A ต้องรับรู้ผลขาดทุนจาก บ.B -30 ลบ ดังนั้น บ.A จะมีกำไรจริงที่ 200-30 = 170 ลบ

*************

การรวมงบลักษณะนี้จะทำให้นักลงทุนที่ไม่อ่านงบให้ละเอียด เข้าใจผิดพลาดได้ 

เพราะนักลงทุนส่วนมากมักมองแค่ 2 บรรทัด คือบรรทัดรายได้และบรรทัดกำไร 

ตามตัวอย่างจะเห็นว่ารายได้เพิ่ม จากการรวมงบทั้ง 100% ของบริษัทลูกเข้ามา หมายถึงรวมรายได้ในส่วนที่บริษัทใหญ่ไม่ได้เป็นเจ้าของเข้ามาไว้ในงบด้วย ทำให้รายได้ดูเหมือนเพิ่มขึ้นเยอะมากเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าที่ยังไม่ได้รวมงบ 

ในส่วนของบรรทัดกำไรบรรทัดสุดท้าย คือรายได้แท้จริง ที่รวมกำไรตามสัดส่วนที่ถือหุ้นในบริษัทลูก 

ในกรณีตามตัวอย่าง (ต้องคิดเสมอว่าบริษัทแม่ถือหุ้นในบริษัทลูกแค่ 30%) แต่ รายได้ในงบรวมนั้น รวมรายได้มาทั้ง 100 เปอร์เซ็นต์ ส่วน บรรทัดสุดท้ายคือกำไรสุทธิรวมขาดทุนมาแค่ 30% ตามสัดส่วน แต่หากมีรายได้จากภาษีก็ต้องตัดออกก่อนเนื่องจากไม่ใช่รายได้จากการดำเนินงาน 

ปล. ผมไม่ใช่นัก บช อธิบายตามความเข้าใจส่วนตัวเท่านั้น หากมีผิดพลาด แจ้งให้ผมทราบด้วยครับ

**********

เห็นมีพาดข่าวว่ามีกำไรเพิ่มขึ้นเยอะ เลยลองดูงบการเงินสักหน่อย (ในใจคิดอยู่แล้วว่าไม่น่าใช่ผลดำเนินงานปกติ) 

SIRI 2Q65 yoy
รายได้จากการริบเงินจองและเงินค่างวด 384 ลบ +3313% (ส่วนตัวมองว่ารายได้ตัวนี้ไม่ค่อยดีเลย แสดงถึงว่าลูกค้ามีปัญหา อาจส่งผลต่อรายได้ปกติในอนาคตได้)
รายได้จากการขายที่ดิน 62 ลบ +1809%
รวมรายได้ 7,837 ลบ -2.5% 

รวมค่าใช้จ่าย -4.5% 
กำไรจากกิจกรรมดำเนินงาน 1,288 ลบ+8.7% 
(ถ้าไม่มีรายได้จากการริบเงินจองและขายที่ดินกำไรจากกิจกรรมดำเนินงานก็จะลดไปเยอะพอสมควร)

ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในการร่วมค้า 52 ลบ (เพิ่มเติมในรูป)
รายได้ทางการเงิน 56 ลบ ( คืออัลไลลลล ???)

กำไรสำหรับงวด 918 ลบ (เทียบกับรายได้จากการริบเงินจอง 384 ลบ + ขายที่ดิน 62 ลบ อืมมม)
****************

One-time gain ไม่ใช่ผู้ร้ายเสมอไป ถ้า

- เป็นรายได้ที่เป็นกระแสเงินสดเข้า บ.จริง เพราะเงินสดนั้นสามารถนำไปลดหนี้หรือทำให้บริษัทเกิดสภาพคล่องมากขึ้นได้

- ถ้า Core business หรือกำไรจากการดำเนินงานปกติของบริษัทเติบโตขึ้นในทุกมิติ 

แต่ One-time gain จะกลายเป็นตัวร้ายหากเข้าไปปกปิดผลการดำเนินงานที่ "แย่ลงของธุรกิจปกติ" ทำให้นักลงทุนเข้าใจผิด คิดว่า บ.มีผลประกอบการที่ดี

โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากนักวิเคราะห์ออกเปเปอร์โดยไม่พูดถึงกำไร One time Gain ที่ปกปิดผลการดำเนินงานปกติที่แย่ลง แถมยังเชียร์แค่บรรทัดสุดท้ายว่าเติบโต อันนี้ถือว่าเป็นอะไรที่ 🙄🙄🙄 (มองบน)

**********
ในการลงทุนนั้น อย่าได้ถามหาการรับประกันใดๆจากคนอื่น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของหลักการ เรื่องของการเลือกหุ้น หรือแม้แต่เรื่องของมูลค่า เพราะเรื่องเหล่านี้มันขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆอีกมากมาย แม้แต่ปู่บัฟเฟตต์ กับปู่ชาร์ลี ก็ยังคำนวณได้มูลค่าที่แตกต่างกัน 

จำไว้อย่างว่า ในตลาดหุ้นทุกคนมีอิสระในการลงทุน ในการเลือกที่จะเชื่อ ที่จะใช้หลักการใดก็ได้ในการลงทุน แต่ไม่มีใครรับประกันอะไรให้คุณได้แม้แต่อย่างเดียว

ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำก็การช่วยเหลือตัวเอง อ่านให้มาก ศึกษาให้มาก จนสามารถมั่นใจได้ด้วยตัวเอง เมื่อมั่นใจด้วยตนเองแล้ว ก็จะเลิกถามหาความมั่นใจจากผู้อื่น

*********

ใส่ใจไปที่มูลค่าระยะยาวของบริษัทที่คำนวณได้ หากมีการคำนวณเผื่อไว้มากพอ, มี MOS มากพอ
แล้วละก็ เหตุการณ์ความเสียหาย ระหว่างทางเล็กๆน้อยๆของการดำเนินธุรกิจ จะไม่ใช่เรื่องสำคัญอีกเลย 

แม้ว่าตลาดอาจจะให้ความสนใจกับมัน (เหตุการณ์ความเสียหายเล็กน้อยระหว่างทาง) ก็ตาม แต่นั่นก็จะเป็นเพียงระยะสั้นและเป็นโอกาสในการซื้อเพิ่ม 

บ้างก็มองเป็นวิกฤต บ้างก็มองเป็นโอกาส 

"สองคนยลตามช่อง คนหนึ่งมองเห็นโคลนตม อีกคนตาแหลมคม เห็นดวงดาวอยู่พราวพราย"

**********

คงเคยได้ยินประโยคที่ว่า
ให้หาหุ้นยอดเยี่ยมในอุตสาหกรรมยอดแย่ 
เพราะในอุตสาหกรรมที่มันแย่นั้นคู่แข่งจะน้อย 

หุ้นร้อนแรงในอุตสาหกรรมที่ร้อนแรง แน่นอนย่อมจะดึงดูดนักลงทุน และคู่แข่ง เข้าไปเป็นจำนวนมาก 

หากมองในภาพใหญ่ สมมุติให้ประเทศเป็นตัวแทนอุตสาหกรรม ประเทศไทยคงไม่ใช่อุตสาหกรรมที่ร้อนแรงเหมือนเวียดนาม ที่เหลือก็เพียงแต่หาหุ้นยอดเยี่ยมให้เจอเท่านั้นเอง
**********

Players ในตลาดหุ้นกลัวการขาดทุนระยะสั้นมากเสียจน ยอมที่จะขาดทุนถาวรมากกว่า

**********

การซื้อขายหุ้น ให้มองที่เหตุผลของเราเป็นหลักโดยต้องเป็นเหตุผลที่มาจากการศึกษาบริษัทอย่างละเอียดเพียงพอ ไม่ต้องไปคิดแทนคนอื่นว่าเขาขายหุ้นเพราะอะไร หรือคนอื่นซื้อหุ้นเพราะอะไร 

รู้เพียงว่าเราไม่อยู่ในสภานะเสียเปรียบในการซื้อขายหุ้นก็พอ

**********

คำถามสำคัญของข้อ ที่ควรตอบให้ได้ก่อนจะซื้อหุ้นใดๆก็ตาม 

ผลตอบแทนคาดหวังขั้นต่ำจากการซื้อหุ้นคือเท่าไร และ คำนวณมูลค่าของ บ.ได้เท่าไร

**************

บนการลงทุนระยะยาว ที่นักลงทุนต้องทำก็คือ 
- มองหาบริษัทที่มีหนี้สินเหมาะสม ค่อนไปทางต่ำ ไม่สูง 
- บริษัทที่มีความยั่งยืนไม่ปิดกิจการในอีก 10-15 ปีข้างหน้า 
- บริษัทที่มีการเติบโต มีการขยายงานตามโมเดลที่ประสบความสำเร็จแล้ว โดยการ copy & paste
- ผู้บริหารไว้ใจได้ และมีผลประโยชน์ไปในทิศทางเดียวกับผู้ถือหุ้นรายย่อย 

จากนั้นก็เพียงแต่ซื้อเมื่อราคาเหมาะสมแล้วถือลงทุนระยะยาว ระหว่างทางของการทำธุรกิจ หากมีผลกระทบแบบชั่วคราว ที่ player ในตลาดมองว่าไม่ดี นั่นก็คือจังหวะซื้อเพิ่ม (เพราะนายตลาดขี้ตกใจ อยากจะรีบขายทิ้งแบบถูกๆเมื่อบริษัทมีข่าวร้ายแม้จะเป็น "เรื่องร้ายในเรื่องดี" ก็ตาม) 

คำว่า "เรื่องร้ายในเรื่องดี" เช่นอะไรบ้าง 

เช่น โดยปกติแล้วหากบริษัทมีการขยายสาขา ตามโมเดล copy & paste มันเป็นเรื่องปกติมาก ที่สาขาใหม่จะต้องมีค่าเสื่อมและค่าใช้จ่ายในการบริหารเพิ่มขึ้นมา และรายได้จะค่อยๆตามมาในภายหลัง 

ซึ่งการขยายกิจการนั้นใครๆก็รู้ว่าเป็นเรื่องดี เราคงไม่อยากซื้อบริษัทที่ไม่มีการเติบโต 


เมื่อค่าเสื่อมและค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นมา เพราะการขยายงาน (มันคือเรื่องร้ายชั่วคราวในเรื่องดี) แต่ในตลาดก็มักจะตกใจ อยากขายหุ้นทิ้งในราคาถูกๆ 

และแน่นอนนักลงทุนผู้ชาญฉลาด ย่อมเลือกที่จะทยอยลงทุนในจังหวะแบบนี้ หากราคานั้นลงมาเหมาะสมหรือต่ำกว่ามูลค่า 

การร่วมตกใจไปกับนายตลาด หมายถึงว่าเราทำตัวเป็นนายตลาดเสียเอง 

จริงๆหลักการพวกนี้ น่าจะอ่านซ้ำๆกันจนขึ้นใจแล้ว ว่าให้ซื้อเมื่อราคาเหมาะสมและต่ำกว่ามูลค่า ว่าให้ซื้อยามที่ตลาดแตกตื่นตกใจ แต่ส่วนมากทำกันไม่ค่อยได้ ชอบที่จะเป็นนายตลาดกันซะมากกว่า

ต้องหมั่นมีสติ 😅

***********

การซื้อหุ้นเพื่อเก็งกำไร เพื่อการเทรด แล้วไม่ตั้งจุด stop loss หรือ ตั้งจุด stop loss แล้วแต่ไม่ทำตาม เป็นความผิดพลาดของ "ขาออก"

แต่การซื้อหุ้นเพื่อลงทุนที่แพงกว่ามูลค่า ไม่ว่าจะเป็นเพราะการไม่ประเมินมูลค่าหรือประเมินมูลค่าผิดพลาดก็แล้วแต่ มันเป็นความผิดพลาดตั้งแต่ตอนซื้อ เป็นความผิดพลาดของ "ขาเข้า"

การรู้จุดผิดพลาดจะทำให้ครั้งหน้าระมัดระวังมากยิ่งขึ้น เช่นถ้ารู้ว่าผิดพลาดเพราะเป็นที่ "ขาออก" ครั้งหน้าก็ต้องทำตามจุด stop loss อย่างเคร่งครัด 

ส่วนการรู้ว่าเป็นความผิดพลาดตั้งแต่ตอนซื้อที่เป็นความผิดพลาดตั้งแต่ "ขาเข้า" โอกาสต่อไปในการซื้อหุ้นจะได้เอาไว้เป็นบทเรียน ทำการประเมินมูลค่าหุ้นก่อนที่จะซื้อทุกครั้ง ไม่ซื้อหุ้นที่แพงกว่ามูลค่า

การวิเคราะห์จุดผิดพลาดเป็นเรื่องสำคัญเพื่อที่จะได้เกิดการเรียนรู้และเกิดการพัฒนา

*********

ทักษะการแยกแยะข่าวที่มากระทบกับบริษัท ที่มากระทบกับตลาดหุ้นโดยรวม มันสำคัญ 

หากแยกแยะไม่ออกว่าสิ่งใดคือข่าวดีจริงๆ สิ่งใดคือข่าวดีลวงๆ ข่าวใดคือเรื่องร้ายแบบถาวร ข่าวใดคือเรื่องร้ายแบบชั่วคราวบนระยะสั้น 

หากแยกไม่ออกแล้วล่ะก็ การลงทุนก็ย่อมจะไขว้เขวผันผวนไปตามข่าวลือ ข่าวลวง และข่าวจริงที่มีผลกระทบระยะสั้นได้ 

อย่าให้ผลกระทบระยะสั้น ทำให้การลงทุนระยะยาวของเราไขว้เขว เพียงเพราะหลงไปกับข่าว เพียงเพราะไม่แยกแยะข่าว
***********

หลักการง่ายๆอย่างนึงที่จะทำให้ การลงทุนปลอดภัยมากยิ่งขึ้น คือ ทำประมาณการล่วงหน้าให้ต่ำเข้าไว้ ต่ำชนิดมี MOS เหลือเฟือ 

หากทำประมาณการแบบกดคะแนนแล้ว ผลที่ได้ยังมีอัพไซด์เพียงพออย่างน่าสนใจแล้วละก็ นั่นหมายความว่าหุ้นตัวนั้นน่าสนใจมาก และซื้อเข้าพอร์ตได้

โดยก่อนจะกำหนดให้เป็นตัวที่เก็บเข้าพอร์ตได้นั่นต้องผ่านเกณฑ์ต่อไปนี้
- มีหนี้สินต่ำ งบการเงินมั่นคง บ.ไม่มีทางล้มหายตายจากในระยะเวลา 10-15 ปีนี้แน่นอน
- มีอำนาจในการต่อรองราคาสูงสามารถส่งต่ออัตราเงินเฟ้อได้ 
- มีการขยายกิจการต่อเนื่อง สร้างการเติบโตต่อเนื่อง
- ผบห มีผลประโยชน์ไปในทิศทางเดียวกับ ผู้ถือหุ้นรายย่อย 
- ผบห มีวิสัยทัศน์ มีความมุ่งมั่นสูงที่ต้องการให้กิจการมีการเติบใหญ่ 
- อยู่ในอุตสหกรรมกำลังเติบโต เช่น ฐานลูกค้าที่จะมาใช้บริการกำลังเพิ่มขึ้น

ยกตัวอย่าง 

กรณีล่าสุด บ.B "ผ่านเกณฑ์ต่างๆ" ที่เราได้พิจรณาทั้งหมดแล้ว และ เราตั้งสมมติฐานว่า ปี 2565 บ. B จะมีกำไร 1700 ลบ บนราคาปัจจุบันจะได้ค่าพีอีที่เหมาะสม จะมีอัพไซด์เหมาะสม 

ทั้งๆที่ความจริงแล้ว 6 เดือนที่ผ่านมา บ.B กลับมีกำไรถึง 3170 ลบไปแล้ว

นี่แสดงให้เห็นว่า ถึงแม้จะมีเรื่องร้ายอะไรเข้ามากระทบให้ราคาลดลง นั่นเป็นโอกาสซื้อเพิ่ม ตามหลักการลงทุนระยะยาว ที่บอกว่า "ลงทุนบนพื้นฐานระยะยาวของกิจการ และซื้อเพิ่มเมื่อมีข่าวร้ายชั่วคราวมากระทบ" 

ยิ่งเป็นการลงทุนระยะยาว ยิ่งอยากให้ราคาลงมาเพื่อเปิดโอกาสในการซื้อเพิ่ม 

ใครๆก็อยากได้ของดีราคาถูก การได้ของดีที่ราคาถูกย่อมเป็นเรื่องดี นี่จึงเป็นที่มาของคำว่าควร "ทยอยซื้อเป็นไม้ๆ ตามจุดต่างที่ตั้งไว้ ไม่ไล่ราคา"

ปัญหาตอนนี้ คือ ทำยังไงให้กองทุนยอมขายหุ้นตัวนี้ออกมาในราคาถูกๆ (หุ้นไซส์นี้ถ้ามัวแต่รอรายย่อยขาย ราคาถูกมากๆคงไม่มีให้เห็น) 🤣🤣🤣

**********

ธุรกิจโรงพยาบาล โดยปกติแล้วจะต้องมีการสั่งยามาสำรองและเก็บรักษาให้ได้ตามมาตรฐานในยาบางตัวที่ต้องการการควบคุมอุณหภูมิ ก็จะมีผู้เชี่ยวชาญดูแล ยาบางชนิดมีการใช้ไม่บ่อย แต่จำเป็นต้องมีเพราะในกรณีฉุกเฉินหากไม่มีไว้ใช้คนไข้อาจถึงแก่ชีวิตได้ 

การมียาอย่างพอเพียงก็เป็นสิ่งสำคัญ ดังนั้นเรื่องยาเหลือจนหมดอายุต้องทิ้ง เราเชื่อว่าเป็นเรื่องปกติของธุรกิจโรงพยาบาลเช่นกัน 

แน่นอนว่าทั้งหมดเหล่านี้ล้วนเป็นต้นทุนแฝงส่วนเพิ่ม ที่โรงพยาบาลจะต้องมีการบริหารจัดการกันจนเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว 

บางบริษัทยาจึงมีการให้ส่วนลดเปอร์เซ็นต์ หรือให้จำนวนยาเพิ่มสำหรับเผื่อหมดอายุ ตามปริมาณการสั่งของโรงพยาบาล 

การบริหารจัดการยาว่าจะเหลือยาหมดอายุมากน้อยแค่ไหนนั้น ถือว่าเป็นฝีมือของฝ่ายบริหาร 

ซึ่งโรงพยาบาลที่มีเครือโรงพยาบาลก็จะมีความได้เปรียบในจุดเหล่านี้เนื่องจากสามารถแชร์ยากันได้

รวมถึงความเก๋าเกมของผู้บริหาร ในการบริหารสต๊อกยา ในการดูแลค่าใช้จ่ายต่างๆของโรงพยาบาล 

สิ่งเหล่านี้คงไม่สามารถอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้หมดนอกจากใช้คำว่า 

"ต้องมีความไว้วางใจต่อฝีมือของผู้บริหาร" 

ว่าจะสามารถจัดการได้อย่างดีที่สุดตามแต่ละสถานการณ์

************

การขาดทุนก้อนใหญ่ของนักลงทุนมักจะมาจากการ "ซื้อหุ้นคุณภาพต่ำในเวลาที่ธุรกิจกำลังไปได้สวย"

ตัวอย่าง
หุ้นผลิตถุงมือยาง แท้จริงแล้วถุงมือยางเป็นสินค้า commodity คือในแง่ของผู้ใช้งาน ถุงมือยางก็คือถุงมือยางไม่ว่าจากโรงงานไหนก็ไม่แตกต่างกันมาก ไม่มี Power ที่จะสามารถตั้งราคาแตกต่างจากคู่แข่งได้ 

วัตถุดิบก็เป็น commodity มีต้นทุนราคาที่ผันผวน การซื้อวัตถุดิบก็ขึ้นอยู่กับราคาตลาดโลก แพงก็ต้องซื้อถูกก็ต้องซื้อแล้วไปบริหารจัดการกันเอง 

สำหรับเราแล้ว เรามองว่าหุ้นคอมโมดิตี้ เป็นหุ้นคุณภาพต่ำ จะกำไรมากตอนที่ทุกอย่างเอื้ออำนวยพร้อมๆกันเท่านั้น ซึ่ง ณ เวลานั้นมันคือ "หุ้นคุณภาพต่ำที่ธุรกิจกำลังไปได้สวย" 

นักลงทุนที่ไม่ได้ศึกษามาเป็นอย่างดีก็จะแห่เข้าไปซื้อ บนราคาแสนแพงที่มารองรับ กำไรที่ดูดีมากในข่วงนั้น แต่พอธุรกิจกลับสู่ภาวะปกติ นักลงทุนเหล่านั้นก็จะติดดอยสูงมากกกกกก 

เรียกได้ว่าเป็นดอยอันหนาวเหน็บที่แสนจะยาวนาน เพราะรอบถัดไปที่ "ธุรกิจจะไปได้สวย" นั้น ส่วนมากมักต้องรอนานนับสิบปี
************

ทำไมเฟดขึ้นดอกเบี้ยแล้วหุ้นถึงต้องลง ?

เพราะ พออัตราผลตอบแทนที่ปราศจากความเสี่ยง ขยับสูงขึ้น นลท ก็ต้องการ ผลตอบแทนจากหุ้นสูงตาม 

แต่หุ้น (บริษัท) ทำกำไรจากผลประกอบการได้ประมาณเดิม หรือด้อยกว่าเดิม เพราะเมื่อดอกเบี้ยขึ้น เพราะต้นทุนเงินทุน (ดบ จ่าย เงินกู้สูงขึ้น) 

ดังนั้นทางเดียวที่ นลท จะได้ผลตอบแทนจากการลงทุนสูงขึ้น เมื่อดอกเบี้ยพันธบัตรขยับสูงขึ้น ก็คือ ต้องซื้อหุ้นที่ราคาต่ำลง (ผ่านการคำนวนคิดลด discount rate)

จึงเป็นที่มาของหุ้นร่วงเมื่ออัตราดอกเบี้ยพันธบัตรขยับสูงขึ้น ยกเว้นแต่ว่าเศรษฐกิจดีจนทำให้ผลประกอบการของบริษัทดีขึ้น  

ซึ่งการขึ้นดอกเบี้ยพันธบัตรมักจะเกิดขึ้นเมื่อเศรษฐกิจกำลังดีเกินไป กำลังร้อนแรงเกินไป (เศรษฐกิจที่ดีและร้อนแรงมักจะส่งผลให้บริษัทต่างๆมีผลประกอบการที่ดีกว่าที่คาด)

**********
ถ้าคุณลงทุนผิดพลาด และทันทีที่รู้ตัวว่าพลาด ให้กล้าที่จะหยุดตัวเองจากความผิดพลาด และต้องกล้าที่จะถอนตัวเองจากการลงทุนที่ผิดพลาดนั้น ไม่ใช่ทุ่มเงินเพิ่มลงไปอีก
**********

วันพฤหัสบดีที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2565

หลักคิด 16

หาธุรกิจที่ยอดเยี่ยมแล้วซื้อมันในราคาถูกจากนั้นถือมันไว้ 10-20 ปี สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ยากที่จะเรียนรู้เพื่อจะได้กำไรจากมัน

แต่เพราะมันไม่ได้ยาก มันไม่ได้ดูซับซ้อน ทำให้มันดูไม่เร้าใจ ไม่น่าดึงดูด คนในตลาดหุ้นจึงไม่ค่อยชอบ

คนในตลาดหุ้นไม่น้อยชอบการวิเคราะห์ที่มันยาก ที่มันดูสลับซับซ้อน และดึงดูด แถมยังตื่นเต้นเร้าใจกับการได้ซื้อๆขายๆมากกว่า
**********

ความเชื่อแรกสุดที่นักลงทุนต้องมีคือ  
"ราคาจะวิ่งเข้าหามูลค่าเสมอ แค่ไม่รู้ว่าเมื่อไร"
*********
การซื้อหุ้นเพราะความโลภที่เป็นที่แพร่หลายมากที่สุดอย่างนึง ก็คือ การซื้อหุ้นเพราะกลัวตกรถ 

เพราะเป็นการซื้อที่เร่งรีบ บนเวลากระชั้นชิด ขาดการพิจารณาอย่างถี่ถ้วน ขาดการประเมินมูลค่าอย่างถี่ถ้วน เป็นการซื้อไว้ก่อนแล้วค่อยมาดูหลักการต่างๆในภายหลัง

ซึ่งแสดงให้เห็นได้ชัดว่าเป็นการเอาความโลภขึ้นนำแทนการตัดสินใจ แทนความคิดที่มีเหตุผล

******

การถือหุ้นระยะยาวคือการปล่อยให้บริษัทสร้างกำไรสะสมให้มากขึ้นเรื่อยๆ มันเป็นวิธีการเดียวกันกับที่เศรษฐีทั่วโลกใช้
*****
ในธุรกิจที่เริ่มลงทุนใหม่ๆ โดยเฉพาะที่ต้องลงทุนใน Property, Plant And Equipment หนักๆ เมื่อเริ่มมีรายได้ จะต้องบันทึก Depreciation And Amortisation 

ซึ่งช่วงแรกมักจะขาดทุนก่อนเนื่องจากรายได้เพิ่งเริ่มต้นสะสมลูกค้า แต่ Depre มาเต็มๆแล้ว 

ดังนั้น สิ่งที่ใช้ดูความสามารถของ บริษัท คือ ไล่ดูว่า Net income ขาดทุนหรือไม่ ถ้าขาดทุนไปไล่ดู EBIT ว่าขาดทุนหรือไม่ ถ้า EBIT ยังขาดทุนอยู่ ค่อยไปดู EBITDA ว่ามีกำไรหรือไม่

เราไม่ได้ใช้ EBITDA แทนกำไร แต่ใช้ดู Stage ของการทำกำไร ว่าอยู่ในขั้นไหนแล้ว

*****

ราคาหุ้นในระยะสั้นขึ้นอยู่กับ demand และ supply แต่ลองคิดต่อ การจะเกิด demand จำนวนมากจนดันราคาหุ้นขึ้นไปได้นั้น อะไรคือสาเหตุหลัก แน่นอนว่ามีได้หลายปัจจัย แต่ปัจจัยหลักๆก็คือ ผลประกอบการ

ดังคำที่ว่า สุดท้ายแล้ว ผลประกอบการคือเจ้ามือตัวจริง

Player ในตลาดหุ้น จึงมีสองกลุ่ม กลุ่มที่พยายามคาดเดาดีมานด์ กับกลุ่มที่พยายามคาดเดาผลประกอบการ 

การพยายามคาดเดาดีมานด์หมายถึงการพยายามคาดเดาให้ได้ว่า คนส่วนมากในตลาดคิดอย่างไร จะแอคชั่นไปในทิศทางไหน การเดาใจคนอื่นจำนวนมากๆที่เขวไปมาตามปัจตัยต่างๆที่มากระทบนั้นไม่ง่ายเลย

ส่วนการพยายามคาดเดาผลประกอบการ ก็ยังแบ่งได้เป็นว่าคาดเดาผลประกอบการระยะสั้น กับภาพรวมธุรกิจระยะยาว

**********

ตัวอย่างการอ่านงบการเงิน

AP 2556Q2 yoy

รายได้รวม 9,880.5 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 22.5% 

รายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ 9,620.3 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 22.8% 

ต้นทุนขาย 6,499.19 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 19.2%

ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร 1,714.7 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 23.1%

ค่าใช้จ่ายรวม 8,359.1 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 21.4%

กำไรจากการดำเนินงาน 1,521.3 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 29.3%

กำไรส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นของบริษัท 1,573.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 41.2%

กำไรต่อหุ้น 0.50 บาท เพิ่มขึ้น 41.2%

********************

AP 1H65 yoy
รายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ 20,241 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 21.1%

รายได้รวม 20,738 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 19.9%

ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร 3,423 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 21.5%

ค่าใช้จ่ายรวม 17,305.9 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 19.7%

กำไรจากการดำเนินงาน 3,432 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 21%

กำไรส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นของบริษัท 3,303 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 31.2%

กำไรต่อหุ้น 1.050 บาทเพิ่มขึ้น 31.2%

***************

ณ สิ้นไตรมาส 2 เทียบกับสิ้นปี 2564

เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด 2,840.6 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 37.3%

สินค้าคงเหลือ 48,985 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 3.4%

รวมสินทรัพย์หมุนเวียน 52,956 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 3.9%

รวมสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน 9,512 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 0.6%

รวมสินทรัพย์ 62,468 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 3.4%

รวมหนี้สินหมุนเวียน 13,794 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.9%

รวมหนี้สินไม่หมุนเวียน 14,519 ล้านบาท ลดลง -6.6%

รวมหนี้สิน 28,313 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.2%

หนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ย 20,404 ล้านบาทลดลง -4.5%

(จุดนี้สังเกตว่าหนี้สินรวมเพิ่มขึ้น 1.2% แต่หนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยกลับลดลงถึง -4.5% เพราะ หนี้สินที่เพิ่มขึ้นนั้นเป็นหนี้การค้า ภาษีเงินได้ค้างจ่าย ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีที่ยอดขายเติบโตแต่หนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยกลับลดลง)

ส่งผลให้หนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนผู้ถือหุ้นอยู่ในระดับต่ำเพียง 0.51 เท่า

กำไรสะสมยังไม่ได้จัดสรร 30,623 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 6%

รวมส่วนของผู้ถือหุ้นของบริษัท 34,174 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.3% 

ส่วนผู้ถือหุ้นต่อหุ้นหรือ book value เท่ากับ 10.86 บาท

*****************

ในด้านกระแสเงินสดนั้นเงินสดสุทธิจากกิจกรรมดำเนินงาน +2,832 ล้านบาท โดยหลักมาจากกำไรก่อนภาษีที่เพิ่มขึ้น

เงินสดสุทธิจากกิจกรรมลงทุนเป็นบวก 519 ล้านบาทเป็นผลมาจากเงินปันผลรับ

เงินสดสุทธิในกิจกรรมจัดหาเงิน -2,581 ล้านบาท หลักๆเกิดจากการจ่ายเงินปันผล 1,572 ล้านบาทและจ่ายคืนเงินกู้ยืมทั้งระยะสั้นและระยะยาว

#AP
***********
เทรดเดอร์ไม่ควรถือหุ้นข้ามช่วงประกาศงบเพราะว่าหุ้นที่เทรดเดอร์ถือนั้น ต้องยอมรับว่าเป็นหุ้นที่อยู่ในกระแส ที่มักจะมีราคาสูงเป็นต้นทุน รวมถึงตอนที่ซื้อหุ้นไว้เก็งกำไรนั้นก็มักจะไม่ได้มีการตรวจสอบงบการเงินพื้นฐานกิจการมาเป็นอย่างดี 

ทำให้อาจมีหุ้นที่งบการเงินไม่มั่นคงแต่เป็นหุ้นที่อยู่ในกระแส (หุ้นปั่น) เข้ามาอยู่ในพอร์ตได้ และมันก็มักจะเป็นเช่นนั้นอยู่เสมอ ในจำนวนมากเสียด้วย

ดังนั้นสำหรับเทรดเดอร์แล้ว การถือหุ้นเพื่อรองบออกนั้น ผลที่ได้อาจจะแย่มากกว่าดี

แตกต่างจากนักลงทุนที่ทำการบ้านตรวจดูงบการเงินและพื้นฐานของบริษัทมาเป็นอย่างดีก่อนที่จะคัดเลือกซื้อหุ้นเข้าพอร์ต

ดังนั้นการซื้อหุ้นเข้าพอร์ตของนักลงทุนจะมีความปลอดภัยในแง่พื้นฐานกิจการมากกว่า

รวมถึงการถือหุ้นเพื่อรองบออกก็เป็นอะไรที่เป็นจุดหมายอยู่แล้ว เรียกว่าแทบจะนับวันรองบออกกันเลยทีเดียว

************

เวลาสวิชต์หุ้น ให้ดูที่อัพไซส์เป็นหลัก หากทำประมาณการอย่างอนุรักษ์นิยมแล้วหุ้นตัวใหม่มี up size มากกว่าหุ้นตัวเก่า ก็สามารถที่จะสวิทช์หุ้นได้โดยที่ไม่ต้องไปสนใจต้นทุนของหุ้นตัวเก่า 

เพราะต้นทุนของหุ้นตัวเก่าเป็นต้นทุนจมไปแล้ว (sunk cost) มองไปที่อนาคตมีอัพไซส์ที่มากกว่า แทนที่จะยึดติดกับอดีตในส่วนของราคาต้นทุน ไม่ว่าจะกำไรมาก กำไรน้อยกว่าที่เคย หรือขาดทุน 

อัพไซส์ "อย่างอนุรักษ์นิยม" ของหุ้นตัวใหม่คืออนาคต ส่วนต้นทุนจมคืออดีตไปแล้ว

**********

การบันทึกผลงานการเทรดหรือ ผลงานการลงทุนเป็นเรื่องสำคัญ เพราะในระยะยาวมันจะเป็นตัวชี้วัด ว่าเดินมาถูกทางหรือไม่ หลายคนใช้ความรู้สึกเป็นตัวชี้วัดแต่จริงๆแล้วไม่ใช่

 ผลงานต่างหากคือตัวชี้วัด และหากไม่บันทึกแล้วจะวัดผลงานและความก้าวหน้าได้อย่างไร
**********

- ทำไมถึงนำ BCH เข้าพอร์ตสมาชิกในครอบครัว

- วิธีคิดคือ ซื้อที่ราคาสมเหตุสมผล โดยสมมติให้ปีนี้ 2022 กำไรแค่ 1700 ลบ (ขณะนี้ Mkr cap 50,500 ลบ , 1Q65 NP 2,028 ลบ) เท่ากับมองว่าปัจจุบันพีอีประมาณ 30 เท่า (50,500÷1700)

ที่ผ่านมา BCH พีอีอยู่ในช่วง 25-41 เท่า 
ดังนั้นหากปี 2022 หรือ 2023 กำไรอยู่ที่ 1700 ลบ ราคาที่ซื้อบนพีอี 30 เท่าก็จะเป็นราคาสมเหตุสมผล ไม่ใช่ราคาถูก 

แต่ถ้า ปี 2022 หรือ 2023 กำไรสุทธิสามารถทำได้มากกว่า 1700 ลบ หล่ะ ??? 

Equity ที่มากขึ้น สามารถนำไปขยายธุรกิจได้มากขึ้น หรือแม้แต่ง่ายๆแค่จ่ายหนี้ที่มีภาระดอกเบี้ย ก็จะทำให้ ดบ จ่ายลดลง กำไรเพิ่มขึ้นได้

เราไม่สามารถรู้ล่วงหน้า แต่ให้เวลาเป็นตัวพิสูจน์

- ทำไมถึงยอมซื้อ BCH ที่ราคาสมเหตุสมผล?
เพราะ 

กลุ่ม รพ มีความสามารถต้านทานเงินเฟ้อได้สูง  

BCH เป็นกลุ่ม รพ ที่กระจายหลายตำแหน่งในประเทศ และยังสามารถเพิ่ม รพ ไปตามจุดต่างๆ (ส่วนตัวมองว่า สามารถเพิ่มตามจุดที่ ห้างเซ็นทรัลไปเปิดได้เลย คือ ขยายคู่กับ เซนทรัลก็ยังได้)

BCH มีการจับกลุ่มคนไข้ที่หลากหลาย ตั้งแต่ ปกส คนไข้เงินสด ตั้งแต่ระดับกลางล่าง กลางบน กลุ่มบน ไปจนถึง Expat และ ต่างชาติ (ใช้ WMC)

ด้วยความที่จับกุมลูกค้าที่หลากหลาย ทำให้เมื่อเกิดเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งไม่ส่งผลกระทบกับงบการเงินอย่างรุนแรง เช่นช่วงโควิด โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ที่เน้นรับรักษาต่างชาติเป็นหลักได้รับผลกระทบอย่างมาก แน่นอนว่า WMC ก็น่าจะได้รับผลกระทบอย่างมากเช่นกัน แต่โรงพยาบาลอื่นๆในเครือที่จับกลุ่มลูกค้าคนไทยกลับได้ประโยชน์มากกว่า จนปิดการเสียประโยชน์ของ WMC

เพิ่งได้รับสิทธิ์ประกันสังคมเพิ่ม จำนวนเพิ่มขึ้น เพิ่งเปิด รพ ที่เวียงจันทน์ โดยคิดค่ารักษาพยาบาลเป็นเงินบาทจึงไม่ได้รับผลกระทบจากค่าเงินกีบที่อ่อนตัวลง 

ในแง่ภาพรวม โควิดไม่จบลงง่ายๆ คนจำนวนไม่น้อยมีอาการเรื้อรังหลังจากรักษาโควิดหาย ไม่ต้องไปคิดถึงโรคอุบัติใหม่ที่แทบจะร้อยปีเกิดที เอาแค่ในปัจจุบัน ทุกคนก็มีความจำเป็นที่จะต้องเข้าโรงพยาบาลมากขึ้น บ่อยขึ้น

ค่ารักษาพยาบาลของคนไทยเมื่อเทียบกับ GDP แล้วคิดเป็นอัตราส่วนที่ต่ำมาก ยังมี room ให้ขยายได้อีกมาก

สังคมสูงวัยกำลังคืบคลานเข้ามาเรื่อยๆ 

คนเข้าใจในประกันสุขภาพมากขึ้นและแนวโน้มการทำประกันสุขภาพเพิ่มขึ้นมากอย่างเห็นได้ชัด 

**********

โรงพยาบาลมักจะมีหนี้สินต่ำ โดยเฉพาะหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ย ดังนั้นในช่วงเศรษฐกิจที่ดอกเบี้ยเป็นเทรนขาขึ้นโรงพยาบาลมักจะไม่ได้รับผลกระทบ
***********
อารมณ์ของเทรดเดอร์ การมีกำไรคือต้องกลับมาถือเงินสด และเงินสดคือทรัพย์สินหลัก หลับสบายเมื่อถือเงินสด

อารมณ์ของ นลท การมีกำไรคือการลงทุนในกิจการแล้วกิจการเติบโต และทรัพย์สินหลักคือ ความเป็นเจ้าของธุรกิจ ดังนั้นการถือหุ้นตลอดเวลา คือหลับสบาย ถ้าถือเงินสดจะรู้สึกว่าเสียโอกาส
**********

เวลาทำธุรกิจ บางช่วงเวลาเป็นช่วงที่ดีๆ บางช่วงเวลาเป็นช่วงที่ไม่ได้ดังใจ แต่ถึงแม้จะเป็นแบบนั้น เจ้าของธุรกิจก็ไม่ได้ขายธุรกิจทิ้งเพียงเพราะมีช่วงเวลาที่ไม่ได้ดังใจ หากภาพรวม "ภาพใหญ่ยังคงสดใส"  

ช่วงเวลาที่แย่ๆเป็นครั้งคราว มันก็แค่รอวันผ่านไป 

เวลาเรามองธุรกิจ มองบริษัท มองหุ้นที่จะลงทุน เราจึงมักจะมองไปที่ภาพใหญ่มากกว่า ว่าคู่ควรแก่การลงทุนหรือไม่ เพราะความตั้งใจที่จะถือหุ้นระยะยาว ไม่ใช่ประเดี๋ยวประด๋าวแล้วขายทิ้ง 

ผลประกอบการช่วงสั้นๆ ทั้งดีและแย่ เป็นเพียงส่วนนึงของผลประกอบการระยะยาวภาพใหญ่เท่านั้น

**********

เคยคุยกับเพื่อนๆเสมอๆว่า ถ้าแก่ตัว ที่อยู่อาศัยต้องอยู่ใกล้ห้าง ใกล้โรงพยาบาลชั้นนำ ไม่ว่าจะเป็น บ้าน หรือคอนโด ที่เดินลงมาเป็นห้าง มีร้านอาหารดีๆหลากหลาย ข้ามถนนเป็นโรงพยาบาล หาหมอได้ไม่ยาก ทำนองนี้ 

พอคิดแบบนี้ ทำให้คิดว่า จริงๆแล้ว ที่ไหนมีห้างโดยเฉพาะเซ็นทรัลโรบินสัน ที่นั่นก็ควรจะเป็นทำเลที่เหมาะสมในการตั้งโรงพยาบาล พูดง่ายๆคือเราคิดว่า โรงพยาบาลชั้นนำสามารถมีสาขาไปในทุกจังหวัดที่มีห้างสรรพสินค้า 

CPN ตอนนี้มีศูนย์การค้าทั้งหมด 36 แห่งทั่วประเทศ 

ปล. เรื่องที่จะให้แก่ตัวแล้วไปลำบากลำบน ปลูกผักทำสวน อยู่บ้าน ตจว ห่างไกลความเจริญ ไม่อยู่ในหัวเลย แก่แล้วต้องลำบากกว่าเดิมนี่คือ วางแผนชีวิตผิดมาก 😆 (แต่แล้วแต่คนชอบนะ บางคนชอบความลำบากตอนแก่ บางคนคิดว่าแบบนั้นไม่ลำบาก ก็ว่ากันไป)


***********

ตลอดชีวิตการลงทุนคุณไม่จำเป็นต้องมีหุ้น jackpot เป็นร้อยตัว ขอเพียงแค่ไม่กี่ตัว  โดยที่ไม่ทำในสิ่งที่ผิดมากจนเกินไปก็เพียงพอแล้ว
***********

การเป็นนักลงทุน จะซื้อหุ้นดีได้ในราคาสมเหตุสมผลนั้น ย่อมต้องซื้อในยามที่มีเรื่องร้ายมากระทบ 

หากรอให้ตลาดดีน่าลงทุนก่อนแล้วค่อยซื้อหุ้น ก็คงจะหาหุ้นสำหรับลงทุนได้ยากมากๆ 

ดังนั้นอย่ากลัวตลาดแย่ๆ แต่ให้กลัวการประเมินมูลค่าที่ผิดพลาด ให้กลัวความโลภในใจเรา
***********

วันอาทิตย์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2565

หลักคิด 15

จริงๆแล้วไม่มีใครสามารถคาดการณ์เหตุการณ์ในอนาคตได้อย่างแม่นยำ 

แต่สิ่งที่เราเลือกต่างหาก ที่เปิดโอกาสในการสร้างอนาคต สิ่งที่เราเลือกในปัจจุบันตัวอย่างเช่น บริษัทที่มีความมั่นคงทางการเงิน มีหนี้สินต่ำ มีเจ้าของที่ดี มีผู้บริหารที่มุ่งมั่นจะทำให้บริษัทเติบโต 

ส่วนเมื่อเหตุการณ์จริงมาถึงนั้น อาจจะมีทั้งบริษัทที่เติบโตและไม่เติบโตปะปนกันอยู่ แต่ โอกาสที่จะได้บริษัทที่เติบโตย่อมมีสูง 

ส่วนบริษัทที่เลือกมาแล้วแม้จะเติบโตต่ำ ก็จะมีความเสี่ยงต่ำ เนื่องจากเราคัดเลือกปัจจุบันเอาไว้ดีแล้ว

******

วิธีการใช้เงินให้หมดไปอย่างรวดเร็วกับการเทรด

- เทรดเยอะๆ
- เทรดด้วยขนาดที่ใหญ่เกินไป
- สุ่มเทรด
- เทรดด้วยอารมณ์
- เทรดเพื่อพิสูจน์ว่าตัวเองเป็นฝ่ายถูก
- เทรดบนพื้นฐานของการคาดเดา
- ถือสถานะแบบดื้อด้าน
- ขายตัวที่กำไรออกอย่างรวดเร็ว
- เทรดสวนเทรนด์
- เทรดบนสภาพคล่องต่ำ
*****
จำไว้อย่างหนึ่งไม่ว่าราคาหุ้นจะขึ้นหรือจะลง สัดส่วนความเป็นเจ้าของยังเหมือนเดิม

*****
การได้กำไรจากหลักการที่ผิดด้วยความโชคดี เป็นสิ่งที่น่ากลัว เพราะนอกจากมันจะไม่ทำให้เราเรียนรู้ทางที่ถูกแล้ว มันยังจะทำให้เราจดจำหลักการที่ผิดไปใช้ซ้ำอีกด้วย
******

พอดีมีคุยกันถึงเรื่องบทวิเคราะห์ของหุ้น เราบอกว่าเราไม่ค่อยดูราคาหุ้นที่บทวิเคราะห์ทำให้ แต่เราจะประเมินเอง โดยการอ่านบทวิเคราะห์เพื่อรับรู้สิ่งที่เป็น ข้อเท็จจริง มากกว่า

ตัวอย่าง ตอนซื้อ BH ช่วงปลายปี 2020 ที่ราคา 118 บาทนั้น เราจำได้แม่นว่า บทวิเคราะห์ออกมาขณะนั้นมีแต่ ให้ถือ หรือ ขาย มีใครแนะนำซื้อเลย แถมยังให้ราคาเป้าหมายต่ำกว่าราคาตลาด แต่เราก็ยังเข้าซื้อ เพราะเชื่อในตัวเลขที่เราวิเคราะห์เอง เนื่องจากระยะเวลาในการคาดหวังของเราแตกต่างกับบทวิเคราะห์ 

ไม่ใช่บทวิเคราะห์จะทำตัวเลขออกมาไม่ดี แต่การทำตัวเลขบนระยะเวลาคาดหวังที่ต่างกันต่างหาก ทำให้ได้ตัวเลขที่ไม่เท่ากัน ดังนั้นเราจึงพูดเสมอว่าเราอ่านบทวิเคราะห์แต่เราจะทำประมาณการตัวเลขเอง เพราะเวลาในการรอผลงานนั้นมีแต่ตัวเราเท่านั้นที่รู้ 


******

หลักในการขาย
- ขายเมื่อราคาเกินมูลค่าไปมาก
- ขายเมื่อพื้นฐานเปลี่ยน
- ขายเมื่อเจอหุ้นตัวอื่นที่มีอัพไซส์มากกว่า และมีคุณภาพดีพอๆกัน

******

เมื่อนานมาแล้วเราเคยลงทุนในบริษัทหนึ่ง ที่เห็นได้ชัดว่ารายได้ดีขึ้นมามาก ทำให้คาดว่างบการเงินจะออกมาดีมาก แต่พองบออกมาจริงๆ กลับผิดคาด เพราะมีการตั้งสำรองสูงมากกว่าปกติ โดยฝ่ายบริหารให้เหตุผลว่า เป็นการตั้งสำรองเผื่อไว้ก่อน ตอนนั้นเราเริ่มคิดแล้วว่า บริษัทลักษณะแบบนี้ การกระทำแบบนี้ มันเหมือน manipulate งบการเงินได้ 

ซึ่งบนความเป็นจริงแล้วเราไม่สามารถรู้ได้เลยว่ามีการใช้นอมินี short หุ้นหรือไม่ แล้วมาทำงบให้ผิดคาด เพื่อทุบราคาหุ้น 

หลังจากนั้นอีกประมาณ 3 ปี ก็ได้ข่าวว่าผู้บริหารถูกกลตแจ้ง ข้อหาปั่นหุ้น

ตั้งแต่นั้นมา เราจึงคิดว่า หากบริษัทที่ดีจริงผลการดำเนินงานจะต้องออกมาดีตามคาดโดยไม่มีข้อแม้ หากว่าทุกอย่างดูดีแต่พองบจริงจะออกมาดีนั้นลำบากเหลือเกิน สารพัดอุปสรรค แบบนี้ เราถือว่าไม่ดีล่ะ มันไม่ใช่ล่ะ 

เสมือนตอนที่เราเคยเลี้ยงสุนัข เราอยากให้มันตัวใหญ่อ้วนท้วนสมบูรณ์ เราชอบสุนัขพันธุ์ใช้งานขนสั้นตัวหนาๆ หมาบางตัวขุนไปเถอะ ขุนเท่าไรก็ไม่อ้วน ตัวไม่เคยหนา บางตัวไม่ต้องขุนก็ตัวหนาเอาๆ ถ้ามันง่ายมันก็จะตีวหนาเองโดยไม่ต้องขุน ถ้ามันยากขุนไปเถอะ อาหารดีแค่ไหนก็ไม่หนาสักที

ดังนั้นเลิกพยายามกับตัวที่ขุนยาก หันไปซื้อตัวที่หนาง่ายแบบไม่ต้องพยายามมากดีกว่า ได้ผลลัพธ์ที่ดี โดยที่ไม่ต้องเหนื่อยใจมากด้วย #หุ้นก็เช่นกัน

*****

การหาราคาหุ้นคาดหวังด้วย พีอี
ราคาหุ้น = EPS × P/E

ถ้าเราสามารถประมาณการกำไรล่วงหน้าเช่น คาดอย่างอนุรักษณ์ว่าอีกสองปี EPS จะเป็น 2 บาท 

และหุ้นเคยเทรดที่พีอีย้อนหลัง 5 ปี ที่ 6-14 เท่า เราอาจให้ค่าเฉลี่ยพีอีที่ 10 เท่า (โดยมีข้อแม้ว่า พื้นฐานของกิจการจะต้องไม่เปลี่ยนไปจากเดิมอย่างมีนัยยะ) 

แบบนี้ ราคาหุ้นคาดการณ์ สองปีข้างหน้า โดยเฉลี่ย จะเป็น 2 × 10 = 20

โดยมีค่าต่ำสุดที่น่าจะเป็นคือ 2 × 6 = 12 
และมีค่าสูงสุดที่น่าจะเป็นคือ 2 × 14 = 28 

ถ้าสมมติ ราคาปัจจุบัน อยู่ที่ต่ำกว่า 12 บาท อาจบอกได้ว่า เป็นราคาที่น่าจะมีความเสี่ยงต่ำ คือหากตลาดให้ค่า PE ที่ต่ำ โอกาสขาดทุนก็จะน้อยจะมีคือเสียเวลาเปล่า 

ซึ่งตัวเลข EPS และ พีอี สามารถใช้ตัวเลขจากบทวิเคราะห์ แล้วนำมาปรับลด ให้เหมาะสม เพราะเราไม่ทราบว่านักวิเคราะห์ใส่ประมาณการตัวเลขไหน คอนเซอเวทีฟแค่ไหน วิธีนี้ดีคือหาตัวเลขได้ง่ายทำได้อย่างรวดเร็ว 

แต่ถ้าจะให้แม่นยำขึ้นก็ควรจะประเมินบริษัทด้วยตัวเอง ทำงบการเงินย้อนหลัง แล้วคาดการณ์ความเป็นไปได้ในอนาคตอย่างอนุรักษ์นิยม เผื่อค่าความผิดพลาด (MOS) วิธีการนี้จะแม่นยำหรือไม่ขึ้นอยู่กับตัวเราเองเท่านั้น

วิธีหาราคาหุ้นในอนาคตด้วยค่า P/E เป็นที่นิยมมาก เพราะทำได้อย่างรวดเร็ว หรือจะทำอย่างละเอียดก็ได้ และเป็นที่เข้าใจได้ง่ายสำหรับ นลท ทั่วไป

เป็นวิธีที่มองไปที่ความสามารถในการทำกำไรของบริษัทเท่านั้น 

ดังนั้นเพื่อความปลอดภัย จึงควรคัดกรองด้วย ค่า D/E ก่อน

เลือก บ.ที่หนี้สินไม่สูง ก่อนทำการประมาณการด้วย พีอี

ข้อควรระวังของการใช้วิธีการนี้ คือ
- หุ้นวัฏจักรใช้วิธีนี้ไม่ได้
- วิธีนี้เหมาะกับหุ้นที่มีความสม่ำเสมอของรายได้และกำไร

🔥 การประเมินมูลค่าไม่ว่าจะด้วยวิธีไหนก็ตาม ตลาดสามารถให้ราคาที่แตกต่างได้อย่างยาวนาน โดยไม่รู้ว่าเมื่อไรราคาตลาดจะวิ่งเข้าหามูลค่าที่ประเมินได้ แม้ว่าสุดท้ายแล้วราคาตลาดจะต้องวิ่งเข้าหามูลค่าก็ตาม

ตัวอย่างการใช้ตัวเลขจากบทวิเคราะห์ https://www.facebook.com/100000554563052/posts/5771443572884071/?sfnsn=mo

*****

ธุรกิจที่ควรหลีกเลี่ยงลงทุน คือธุรกิจที่มี Net profit margin ในระดับต่ำ และต้องลงทุนเพิ่มตลอดเวลา

*****
การประเมินมูลค่า ด้วยเงินปันผล
วิธีนี้เหมาะกับ บ.ที่มีรายได้สม่ำเสมอ และจ่ายปันผลสม่ำเสมอต่อเนื่อง ไม่ใช่จ่ายปีเว้นปี สิ่งหนึ่งที่จะทำให้นักลงทุนรู้สึกอุ่นใจว่า บริษัทจะจ่ายเงินปันผลได้อย่างสม่ำเสมอนั้น คือบริษัทควรจะหนี้สินที่ต่ำ 

เพื่อความสะดวก จะขอยกตัวอย่าง AP เหมือนเดิม (เนื่องจากเรามีข้อมูลอยู่ในมือแล้วไม่ต้องเสียเวลาไปค้นเพิ่มเติม)

 AP กำไรสุทธิ
2557 2,615
2558 2,623
2559 2,703
2560 3,157
2561 3,865
2562 3,068
2563 4,227
2564 4,543

จะเห็นได้ว่ากำไรสุทธิมีความสม่ำเสมอดี

AP มีอัตราการจ่ายปันผลเฉลี่ยอยู่ที่ 35% โดยประมาณ โดยที่ปีล่าสุดมีการจ่ายปันผลต่อหุ้นที่ 0.50 บาทต่อปี

จากสิ้นปี 2557 ถึง สินปี 2564 (ระยะเวลา 7 ปี) กำไรมีอัตราการเติบโตแบบทบต้น 8.21% เรียกได้ว่ามีความสม่ำเสมอพอสมควร

บ.มีหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิที่ 0.49 เท่า เรียกได้ว่าอยู่ในเกณฑ์ที่มีหนี้สินต่ำ

การคำนวนมูลค่า จากเงินปันผล คำนวนได้จาก   

เนื่องจาก บ.มีการเติบโตของกำไร
เงินปันผลคาดการณ์ หาได้จาก เงินปันผลปัจจุบัน × (1+ Growth)


ปกติแล้วอัตราผลตอบแทนที่ต้องการ จะมีการคำนวณโดยการใช้ความผันผวนของหุ้น (ค่าเบต้า) แต่เพื่อความสะดวก ผมจะคำนวนในตัวเลข 10-12% (เทียบกับผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปีของรัฐบาลไทย ขณะนี้อยู่ที่ประมาณ 2.53% เท่านั้น)


สรุปตัวเลขที่ใช้คำนวน
- ปันผลล่าสุด 0.50 บาท
- อัตราการเติบโตแบบทบต้น ตลอด 7 ปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 8% 
- อัตราผลตอบแทนที่ต้องการ 10-12%

สูตร 
{เงินปันผล × (1+อัตราการเติบโต)} ÷ (ผลตอบแทนที่ต้องการ - อัตราการเติบโต)


จะได้ว่า 
กรณีที่ต้องการผลตอบแทนที่ 10% มูลค่าหุ้นจะเป็น {0.50 × (1+8%)} ÷ (10%-8%) = 27 บ.


กรณีที่ต้องการผลตอบแทนที่ 11% มูลค่าหุ้นจะเป็น {0.50 × (1+8%)} ÷ (11%-8%) = 18 บ.

กรณีที่ต้องการอัตราผลตอบแทนที่ 12% มูลค่าหุ้นจะเป็น {0.50 × (1+8%)} ÷ (12%-8%) = 13.50 บ.


จะเห็นได้ว่าตัวเลขมีความแตกต่างกันไปตามผลตอบแทนที่ต้องการของแต่ละบุคคล 

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงการยกตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพเท่านั้น 

โมเดลนี้ควรใช้กับ บ.ที่มีความสม่ำเสมอ พื้นฐานไม่เปลี่ยนไปอย่างมีนัยยะ รวมถึงควรเป็นบริษัทที่มีหนี้สินต่ำ เพื่อที่จะสามารถจ่ายเงินปันผลได้อย่างสม่ำเสมอ 

🔥 การประเมินมูลค่าไม่ว่าจะด้วยวิธีไหนก็ตาม ตลาดสามารถให้ราคาที่แตกต่างได้อย่างยาวนาน โดยไม่รู้ว่าเมื่อไรราคาตลาดจะวิ่งเข้าหามูลค่าที่ประเมินได้ แม้ว่าสุดท้ายแล้วราคาตลาดจะต้องวิ่งเข้าหามูลค่าก็ตาม
*****

2/7/2022

ภาวะปกติ ในช่วงเศรษฐกิจขยายตัว อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจจะขึ้นนำแล้วอัตราเงินเฟ้อค่อยขึ้นตาม เป็นลักษณะของ demand pull

แต่รอบนี้ เงินเฟ้อขึ้นนำ ส่วนเศรษฐกิจค่อยๆฟื้นตัวตาม หรือพูดอีกอย่างนึงคือเส้นมันสลับกัน 

ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้ว่าเราอาจจะเห็นเงินเฟ้อพีคก่อน ในขณะที่เศรษฐกิจจึงยังขยายตัวต่อ 

และเป็นที่แน่นอนว่าเศรษฐกิจของเรายังไม่ได้อยู่ในช่วงเฟื่องฟู ดังนั้นจึงคาดคะเนว่าเศรษฐกิจจริงภาค real sector ในช่วงเริ่มฟื้นตัวเท่านั้น 

ช่วงปลายปีจะเข้าช่วง high season ของการท่องเที่ยวซึ่งจะช่วยฟื้นเศรษฐกิจขึ้นไปอีก เงินจะไหลเข้า ต่างชาติมาเที่ยวไทยก็จะต้องนำเงินดอลลาร์มาซื้อเงินบาท ดังนั้นในช่วงปลายปีจึงเป็นที่คาดเดาได้ว่าค่าเงินบาทน่าจะแข็งค่าขึ้น

ปล. ส่วนตัวไม่เคยคิดเรื่อง recession ในหัวเลยครับ


******

นลท ที่ตกใจง่ายเกินไปจะออกจากตลาดหุ้นในขณะที่ตลาดเต็มไปด้วยข่าวร้าย ไม่ว่าเขาจะฉลาดแค่ไหนก็ตาม
******
การลงทุนที่ดี ไม่ใช่แค่ บ.ดี แต่ต้อง บ.ดี + ราคาดีด้วย

บ.คุณภาพปานกลางค่อนข้างดี ราคาถูก ปันผลดียอมรับได้

บ.คุณภาพสูง ปันผลน้อย ราคาสมเหตุสมผล ยอมรับได้เช่นกัน
*********

BAREIT เจ้าลงทุนในสิทธิการเช่าสนามบินเกาะสมุย 25 ปี 

หลักคิดพวกสิทธิในสัญญาเช่า คือ คิดเสมือนเราไปเซ้งตึกที่มีหลายๆห้องมาระยะยาว 25 ปี แล้วมาปล่อยเช่ารายเดือน บางช่วงมีคนเช่าเต็ม บางช่วงคนเช่าน้อย บางช่วงได้ค่าเช่าราคาดี บางช่วงต้องลดค่าเช่า แต่สุดท้ายแล้วคือ สัญญาจะมีเวลาสั้นลงทุกปี จนหมดสัญญา (หมายถึง มูลค่าเป็นศูนย์) 

ระหว่างทางถ้าค่าเช่าได้ราคาดี ราคาหน่วยอาจขยับขึ้นได้ บางช่วงถ้าคนเช่าน้อยต้องลดค่าเช่า มูลค่าหน่วยอาจลดลงได้

แต่อย่างไรก็ตาม สมมติ หากสัญญาเช่าเหลือเวลาเพียง 10 ปี จะให้มีราคาดีกว่าสัญญาตอนที่มีเวลา 25 ปี คงยากมากๆ (เป็นการเปรียบเทียบให้เห็นภาพ)

พูดง่ายๆคือ ยิ่งถือยาว มูลค่ายิ่งลดลง 

คำถามคือเราอยากถือทรัพย์สินที่ยิ่งถือนานมีมูลค่าเพิ่มขึ้น หรืออยากถือทรัพย์สินที่ยิ่งถือนานยิ่งมีมูลค่าลดลง ???

#REIT #LeaseHold


**********
เกิดข้อสงสัย
บริษัทที่ทำตัวเป็นบริษัทโฮลดิ้ง ที่ถือหุ้นในบริษัทลูก ตัวบริษัทแม่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ และตัวบริษัทลูกก็อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ เวลาตลาดให้ราคาเกินเงินลงทุนทั้งบริษัทแม่และบริษัทลูก เป็นการให้ราคาที่สูงซ้ำซ้อนบนเงินลงทุนก้อนเดิมหรือไม่ ???

เช่นสมมุติบริษัทแม่ลงทุนตั้งบริษัทลูกด้วยเงินลงทุน 1,000 ล้าน เงินจำนวนนี้จะถูกนับเป็นทรัพย์สินของบริษัทแม่ 

ในขณะเดียวกันก็นับเป็นทรัพย์สินของบริษัทลูก

สมมุติบริษัทแม่ตลาดให้ราคาเป็น 2 เท่าของ book value เท่ากับเงิน 1,000 ล้านนี้ตลาดให้ราคาเป็น 2 พันล้านบนราคาหุ้นของบริษัทแม่

ในขณะเดียวกันสมมุติว่าบริษัทลูกก็มีราคาเป็น 2 เท่าของ book value เช่นกัน เงิน 1,000 ล้านที่บันทึกในบัญชีของบริษัทแม่ ก็บันทึกเป็นทรัพย์สินของบริษัทลูก ก็ถูกตีราคาเป็น 2 พันล้านบนราคาหุ้นของบริษัทลูกเช่นกัน

หมายถึงว่าเงิน 1,000 ล้านบาท ถูกบันทึกบัญชี 2 แห่ง แต่ละแห่งมีมีราคา 2,000 ลบ สองแห่งก็กลายเป็น 4 พันล้าน

1,000 ลบ --> 4,000 ลบ 

สำหรับนักลงทุนที่ซื้อหุ้นทั้งบริษัทแม่และบริษัทลูก เท่ากับได้ลงทุนบนมูลค่า 1,000 ล้าน ที่ราคา 4 พันล้านบาท ใช่ไหม ???

*********

หุ้นบางตัวราคาต่ำกว่าที่ควรจะเป็น 
แต่หุ้นบางตัวราคาต่ำเพราะมีเหตุผลที่สมควร
 หน้าที่ของ นลท คือต้องแยกให้ออก

********

จาก ปสก ส่วนตัว ยิ่งกระจายความเสี่ยงมากเท่าไร ผลตอบแทนยิ่งต่ำลง เพราะหุ้นดีมีน้อย พอยิ่งกระจายกลายเป็นยิ่งเอาหุ้นคุณภาพด้อยลงเข้าพอร์ตมากขึ้น ดังนั้น ควรมุ่งเน้นหาหุ้นคุณภาพดีลงทุนเท่าที่หามี มากกว่ามุ่งเน้นการกระจายความเสี่ยง
*****
นักธุรกิจที่ฉลาดจะมองออกว่าธุรกิจไหนดีและธุรกิจไหนไม่ดี

นักลงทุนที่ฉลาดจะมองออกว่าหุ้นตัวไหนราคาแพง หุ้นตัวไหนราคาสมเหตุสมผลและหุ้นตัวไหนราคาถูก

ดังนั้นจึงควรเป็นนักลงทุนที่มีมุมมองของนักธุรกิจ
*****
นักลงทุนที่จะประเมินมูลค่าในอนาคตของบริษัทได้นั้น จะต้องมีความเข้าใจการดำเนินงานในปัจจุบันของบริษัทอย่างถ่องแท้เสียก่อน

ความพยายามที่จะเข้าใจบริษัทในวันนี้เป็นปัจจัยสำคัญในการประเมินมูลค่าบริษัท
*****
สิ่งหนึ่งที่ทำให้เกิดความแตกต่างระหว่างนักลงทุนในการประเมินมูลค่ากิจการก็คือ ความพึงพอใจของตัวนักลงทุนเองว่าจะเลือกที่จะมอง ที่จะให้กิจการนั้นมีอัตราการเติบโตระดับไหน รวมถึงความรอบคอบในการปรับปรุงอัตราการเติบโตของบริษัท จากแต่ละช่วงของธุรกิจ อุตสาหกรรม และเศรษฐกิจ ด้วยความเข้าใจดีพอหรือไม่

***********

คนเราจะมีการกระทำที่สอดคล้องกับความเชื่อ กับทัศนคติของตนเองเสมอ และความเชื่อหรือทัศนคติก็ไม่ได้ติดตัวเรามาแต่เกิด 

เด็กแรกเกิดไม่ได้มีความเชื่อติดตัวมาด้วย แต่มันถูกปลูกฝังตอนเราเริ่มรับรู้สิ่งรอบตัว และความเชื่อบางอย่างที่หยั่งรากลึกในตัวเรา มันถูกปลูกฝัง ในตอนที่เรายังมีความรู้ไม่เพียงพอที่จะใช้คิดเอง(ขาดความรู้) หรือถูกปลูกฝังเมื่อ ตอนที่เรายังขาดความสามารถในการวิเคราะห์ (อายุยังน้อย หรือประสบการณ์ยังน้อย) ความเชื่อในการลงทุนในแนวทางต่างๆก็เช่นกัน 

ดังนั้นสิ่งที่เราต้องเสริมให้กับตนเอง คือ ความรู้และประสบการณ์ เมื่อมีมากพอแล้วต้องกล้าที่จะลองผิดลองถูก และกล้าที่จะเปิดใจ เพื่อยอมรับความเชื่อใหม่ๆด้วย มิเช่นนั้นก็ไม่มีประโยชน์ 

เมื่อกล้าที่จะยอมรับความเชื่อใหม่ๆแล้วต้องมีการหมั่นซ้อมความคิด และการกระทำตามความเชื่อใหม่ๆบ่อยๆ เช่น บางคนเชื่อว่าตนเองสามารถเล่นฟุตบอลได้ดี บางคนเชื่อว่าตนเองเป็นเทรดเดอร์ได้ บางคนเชื่อว่าตนเองเป็นนักลงทุน ก็จะต้องมีการฝึกซ้อมการ action เพื่อให้เกิดทักษะ และเป็นการย้ำความเชื่อให้อยู่ในระดับจิตใต้สำนึก 

เมื่อความเชื่ออยู่ในระดับจิตใต้สำนึกแล้ว มีทักษะที่ดีแล้ว ทุกการกระทำจะเป็นไปโดยอัตโนมัติ ไหลลื่น ไม่เกิดควมขัดแย้งในจิตใจจากการกระทำของตนเอง และต้องฝึกให้ถูกทาง หากฝึกผิดทางจนความคิด ความเชื่อผิดๆเข้าไปอยู่ใต้จิตสำนึกแล้ว การแก้ไขก็จะยากเช่นกัน
**********

ก่อนจะซื้อหุ้นต่างประเทศ , DR ETF ตปท ต้องอย่าลืมถามตัวเองก่อนว่า 

หากซื้อแล้วราคาดิ่งลงต่อเนื่องซัก 10-20% ยังจะมั่นใจในพื้นฐานของบริษัทเหล่านั้นอยู่หรือไม่ รับรู้ ติดตาม ข้อมูลข่าวสารได้รวดเร็วและลึกเพียงพอที่จะมีความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยมอยู่หรือไม่ 

ถ้าตอบคำถามนี้ไม่ได้ แล้วยังอยากซื้อ ควรต้องรู้ว่ามันคือการซื้อเพราะความโลภ ไม่ใช่ซื้อเพราะความเข้าใจ

วันจันทร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2565

หลักคิด 14

แต่ละคนมี mindset ที่ต่างกัน แม้จะถือหุ้นตัวเดียวกัน บนวิธีการคัดเลือกเดียวกัน ไม่ใช่จะทนต่อแรงกดดันได้เท่ากัน หลายๆครั้งเพราะเหตุผลในใจต่างกัน

***********

ดอกเบี้ยของธนาคารกลาง ต้องคำนึงถึง 2 จุดหลักใหญ่ ขึ้นให้มากพอที่จะหยุดยั้งเงินไหลออก แต่ต้องไม่มากเกิน ที่จะทำให้เศรษฐกิจ การค้า ธุรกิจในประเทศพัง 

**********

อย่าหลอกตัวเองว่ากำลังลงทุน ทั้งๆที่กำลังเก็งกำไรอยู่
************

ที่สำคัญคือเงินเฟ้อของไทยมาจากพลังงานแพงเป็นหลัก การขึ้นดอกเบี้ยไม่ได้ทำให้น้ำมันราคาถูกลงด้วยสิ การแก้เงินเฟ้อเลยยาก 

ในแง่ของค่าเงินที่อ่อน หากพยุงให้อ่อนช้าเกินไป เกิดการเก็งกำไรค่าเงิน และเกิดการ short sell ค่าเงิน ซึ่งจะทำให้เงินไหลออก ค่าเงินอ่อนหนักมากขึ้นไปอีก แต่หากค่าเงินอ่อนเร็วเกินไป หลายธุรกิจที่เกี่ยวกับนำเข้าส่งออกจะปรับตัวไม่ทัน ต้องหาจุดสมดุลตรงนี้ให้ได้

**********

ความผันผวนของราคา มีความสำคัญต่อนักลงทุนเพียงอย่างเดียวเท่านั้น คือมันจะให้โอกาสนักลงทุนในการซื้อหุ้น ในตอนที่ราคาลดลงอย่างหนัก และให้โอกาสนักลงทุนขายออกเมื่อตลาดได้ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นไปอย่างมากจนราคาสูงกว่ามูลค่าไปมากๆ

ในช่วงเวลาอื่นๆนั้น การละเลยตลาดหุ้น แล้วหันไปใส่ใจต่อเงินปันผลและการดำเนินงานของบริษัทเป็นเรื่องที่ดีกว่า

***********
สิ่งที่คุณไม่ได้ทำ มีความสำคัญต่อความสำเร็จของคุณพอๆกับสิ่งที่คุณทำ

***********

ระหว่างที่กำลังแตกตื่นกับราคาหุ้นกัน คนลืมไปหมดแล้ว ว่าเราซื้อหุ้นเพราะจะได้ "สัดส่วนความเป็นเจ้าของ" ระหว่างที่ราคาหุ้นลดลงอย่างรุนแรงนั้น สัดส่วนความเป็นเจ้าของไม่ได้ลดลงตามราคาหุ้น
************

เป็นธรรมดาที่ทุกๆตลาดกระทิงจะต้องจบลงอย่างเจ็บปวด 😊

***********
อย่าจ่ายแพงเกินไปไม่ว่าการลงทุนนั้นจะดูน่าตื่นเต้นขนาดไหนก็ตาม
**********

ในชีวิตจริง ใครๆก็บอกว่าให้ห่างจากคนคิดลบ ให้มองโลกในแง่ดีเข้าไว้ 

แต่มันใช้ไม่ได้กับการลงทุน การมองโลกในแง่ดีอาจทำให้ประเมินการทำกำไรของ บ.สูงเกินไป 

และเนื่องจากคนส่วนมากชอบมองบวกเกินไปในหุ้นที่ตนเองมี/ชอบ แม้จะระวังตัวแล้วก็ตาม ดังนั้นจึงมีคำว่า "ส่วนเผื่อความปลอดภัย" มาช่วยอีกชั้นนึง

*************
เงินสำรองระหว่างประเทศสุทธิ ในรูปเงินบาทและเงินดอลลาร์ 

เงินทุนสำรองระหว่างประเทศเปรียบเสมือนเป็นบัฟเฟอร์ สำหรับปกป้องประเทศจากเหตุการณ์กระแสเงินทุนไหลออก
😊😊😊😊😊😊😊😊😊😊😊😊

ค่าเงินบาทที่อ่อน + แนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยทั่วโลก ทำให้ควรต้องจับตาหนี้ต่างประเทศให้ดีๆ  

ค่าเงินบาทที่อ่อนทำให้หนี้ ตปท เพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ และดอกเบี้ยทั่วโลกที่เริ่มขยับขึ้น ย่อมทำให้มีภาระดอกเบี้ยจ่ายมากขึ้น

การมีหนี้ ตปท ลดลง (และในระดับต่ำ) ย่อมเป็นที่ Prefer กว่า

😆😆😆😆😆😆😆😆😆😆😆

ดุลบัญชีเดินสะพัด = ดุลการค้า+ดุลบริการ

ดุลบริการ (Services) เป็นผลสุทธิระหว่างรายรับและรายจ่ายของบริการระหว่างประเทศ ประกอบด้วยค่า ขนส่ง ค่าท่องเที่ยว ค่าบริการและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ของภาคทางการ ค่าสื่อสารโทรคมนาคม ค่ารับเหมา ก่อสร้าง ค่าลิขสิทธิ์/เครื่องหมายการค้า/สิทธิบัตร ค่าประกันภัย เป็นต้น

การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดจะส่งผลให้ต้องทำการกู้ยืมเพื่อชดเชยการขาดดุล


*************
หุ้นที่มี PE ต่ำ และมีกำไรต่ำกว่าคาดการณ์ มักจะถูกตลาดลงโทษ โดยราคาลดลงมากกว่าที่ควรจะเป็น
***********

เงินเฟ้อที่สูง ส่งผลให้เกิดความรู้สึกไม่อยากเก็บออมเป็นเงิน เพราะค่าเงินลดลงเรื่อยๆ ทางนึงที่เป็นไปได้ คือการเปลี่ยนเงินเป็นทรัพย์สินที่มีความคงทนถาวรและสามารถสร้างรายได้ และมีมูลค่าเพิ่มในอนาคต

ทรัพย์สินนึงที่คนคุ้นเคย มีความภูมิใจที่ได้เป็นเจ้าของ และมีความต้องการกันทุกคน คือ อสังหาริมทรัพย์ (บ้าน คอนโด) ไม่ว่าจะซื้อเก็บเพื่อเพิ่มมูลค่า หรือซื้อเพื่อการลงทุน

จึงมีความเป็นไปได้ว่าจะเกิด demand ในอสังหาเพื่อหนีเงินเฟ้อ (ในกลุ่มคนที่พอมีกำลังซื้อ)

รวมถึงราคาสินทรัพย์ที่มีความคงทนถาวรอาจจะมีราคาถูกลงในสายตาของต่างชาติ ให้ทำให้ต่างชาติอยากจะเข้ามาซื้อสินทรัพย์ที่มีความถาวรเพิ่มขึ้นได้ เช่น คนจีน มาซื้อบ้าน คอนโด (เนื่องจากเงินเฟ้อส่งผลให้ค่าเงินอ่อน และทำให้ราคาสินทรัพย์ในประเทศมีราคาถูกลงในสายตาต่างชาติ)

สมมติ เงินเฟ้อเฉลี่ยทั้งปี 5%
กู้เงินเสียดอกเบี้ย 3% (ส่วนมากมีโปร 3 ปีแรกถ้าซื้ออสังหา หลังจากนั้นรีไฟแนนซ์ได้) 

คนกู้ได้ประโยชน์ (หากกู้เพื่อลงทุน) เพราะ กู้วันนี้ สมมตินำไปซื้อทรัพย์สินที่รักษามูลค่าได้ หรือเพิ่มมูลค่าได้ เช่น ซื้อบ้าน 

พอปีหน้า ราคาบ้านขึ้นตามเงินเฟ้อ 5% แต่จ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ 3% เท่ากับยังกำไร 2% ในขณะที่ สมมติ มีเงินสดเก็บไว้เฉยๆ พอผ่านไป 1 ปีมูลค่าจะลดลง 5%

***********

จำง่ายๆว่า Stagflation มีผลกระทบหลักๆ คือ 
1. หาเงินยากขึ้น
2. เงินด้อยค่าลงทุกวัน

ถ้าจำหลักนี้ได้ จะไม่งงเวลาฟังข่าว หรือฟัง นวค

*********
สิ่งสำคัญยิ่งกว่าฝีมือ คือความอดทน

**********

ซื้อ บ.ที่มีอนาคต มีการเติบโต เมื่อราคาสมเหตุสมผล ส่วนเศรษฐกิจภาพใหญ่ บางครั้งก็ช่วยหนุนบริษัท บางครั้งก็เป็นแรงต้านบริษัท 

แต่ในระยะยาวแล้ว บริษัทที่มีอนาคตก็จะฝ่าฟัน ภาพใหญ่ของเศรษฐกิจที่ทั้งเกื้อหนุนและคอยถ่วง ไปได้อยู่ดี

กังวลหรือกะเก็งสภาพตลาดให้น้อยลง ศึกษาตัว บ.และธุรกิจให้มากขึ้นแทน
**********

ยังจำความรู้สึก ของตลาดหุ้นเมื่อวันก่อนที่ลบ 19 จุดได้ไหมครับ หลายคนรู้สึกว่ามันหมีสุดๆ และมันจะต้องหมีตัวใหญ่ต่ออีกอย่างแน่นอน 

เมื่อเทียบกับความรู้สึกของวันนี้ดูเหมือนจะเปลี่ยนมุมมองเป็นกระทิงกันแล้ว 

ไม่ว่าด้วยเหตุผลอะไรที่ทำให้เมื่อ 2 วันก่อนเป็นหมีและวันนี้เป็นกระทิง จริงๆแล้วแค่ 2 วัน เหตุผลมันไม่ได้เปลี่ยนไปเลย มันอยู่ที่ตลาดจะให้น้ำหนักกับข่าวที่เป็นหมีหรือเป็นกระทิงมากกว่า

สิ่งที่อยากจะสื่อก็คือ ข่าวมีมาตลอดเวลา เดี๋ยวหมีบ้าง เดี๋ยวกระทิงบ้าง ตลาดจะให้น้ำหนักไปในทางไหนขึ้นอยู่กับอารมณ์เป็นหลัก

หากคุณเป็นนักลงทุน สามารถที่จะมองข้ามความผันผวนเหล่านี้ออกไปได้เลย โฟกัสไปที่ราคาที่จ่ายกับคุณค่าที่ได้รับ หากมันคุ้มค่าโดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะยาวแล้วล่ะก็ ไม่ต้องไปใส่ใจกับความผันผวนระยะสั้นเลย 

ตลาดมันอยากจะแกว่งก็ให้มันแกว่งไป ถ้าคุณซื้อแบงค์ร้อยด้วยเงิน 70 บาท แล้วมีคนมาขอซื้อแบงค์ร้อยของคุณด้วยราคา 50 บาท คุณต้องบ้าจี้ขายให้เขาไหม ? 

เมื่อจ่ายไปในราคาที่คุ้มกับคุณค่าที่จะได้รับแล้วล่ะก็ ทำใจร่มๆ นิ่งๆ แค่รอสิ่งดีๆที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

*********

ถ้าตลาดให้ราคาผิดพลาดเป็นเวลาที่นานพอ ก็จะทำให้คนส่วนใหญ่คล้อยตามได้

**********

ความรู้ทักษะที่หลากหลาย สามารถช่วยส่งเสริมทักษะที่มีอยู่เดิมได้ ช่วยให้เก่งขึ้น ลึกซึ้งขึ้นได้

******
ใครๆก็อยากประสบความสำเร็จ แต่อย่าลืมถามตัวเองว่า เลือกทาง + ทุ่มเทอย่างหนักมากเพียงพอที่จะคู่ควรกับความสำเร็จนั้นไหม

ความสำเร็จแบบฟลุ๊คที่มาจากความโชคดีนั้นอยู่ได้ไม่นาน แต่ความสำเร็จจากความมุ่งมั่นบากบั่นนี่สิยืนยาวกว่า

**********
ถ้าใช้หลักการซื้อหุ้นด้วยการเก็งกำไร หุ้นทุกตัวที่คุณซื้อก็คือการเก็งกำไร 

ถ้าใช้หลักการลงทุนเลือกซื้อหุ้น หุ้นทุกตัวที่คุณซื้อก็คือการลงทุน 

มันไม่มีหรอก ที่ใช้หลักการเก็งกำไรในการซื้อ พอติดดอยแล้วบอกว่าเป็นหุ้นลงทุน เป็นวีไอ

ใช้หลักการไหนก็ไม่ผิด แต่จะผิดถ้าหลอกตัวเอง และในตลาดหุ้น คนผิดคือคนจ่ายเสมอ

**********

เวลาซื้อหุ้นเพื่อลงทุน เมื่อตั้งใจจะ "ลงทุน" แล้ว แปลว่า ควรต้องยอมรับความผันผวนระยะสั้นของตลาดได้แล้ว (ปกติ ถ้าซื้อหุ้นได้ในราคาถูกหรือราคาสมเหตุสมผล ความผันผวนสูงสุด Max DD จากที่สังเกตนักลงทุนเก่งๆระดับโลก จะอยู่ที่ประมาณ 40% บวกลบ นั่นคือสิ่งที่ควรรู้และเตรียมใจไว้)

ลองมาดูความผันผวนของ BRK-A ที่เป็นพอร์ตหุ้นหลักของทั้งปู่ชาลีร์ และปู่ บัฟเฟตต์ จะเห็นว่าพอร์ตหลักของทั้ง 2 ปู่มีความผันผวนสูงสุดถึงประมาณ 50% เลยทีเดียว แต่มันก็เป็นแค่ความผันผวนบนช่วงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น สุดท้ายแล้วพอร์ตก็ยังคงเติบโต เติบโต และเติบโต (รูปสุดท้าย)

เวลาดูหุ้นที่เป็น super stock ใครๆก็คิดว่าถ้ามีโอกาสได้ซื้อตอนราคาถูกแล้วถือยาวเหมือนอาจารย์นิเวศน์ก็คงจะรวยเหมือนๆกัน 

อย่าง CPALL ราคาปี 2008 อยู่แถว 3.75 (ราคาปัจจุบัน หลังแตกพาร์) ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 62 บาท ใครๆก็คิดว่าการถือ CPALL เป็นเรื่องง่ายถ้าซื้อได้ตอนถูกแล้วถือยาวก็คงจะรวยได้ 

แต่ความจริงแล้วไม่ใช่เป็นเช่นนั้นเลย เพราะว่าระหว่างทาง มีความผันผวน ระดับติดลบ 20% ถึงติดลบประมาณ 40% อยู่หลายครั้งทีเดียว

ถ้าคนที่ไม่ยึดมั่นในหลักการลงทุน ไม่ศึกษาบริษัทให้มากพอ ไม่มีทางถือหุ้นผ่านความผันผวนระดับนั้นมาได้ 

โดยมากเจอความผันผวนระดับ 7-10% ก็รีบเทขายหนีตายกันแล้ว 

"การขาดทุนก้อนใหญ่ (แบบชั่วคราว) เป็นส่วนหนึ่งของการลงทุนระยะยาว ถ้ายอมรับมันไม่ได้ คุณก็ไม่อาจเก็บเกี่ยวผลตอบแทนระยะยาวที่ตลาดจะมอบให้กับคุณ" - ชาลี มังเกอร์

**********

ถ้าคุณซื้อหุ้นของบริษัทที่ดี แข็งแรง มั่นคงในราคาถูกหรือราคาสมเหตุสมผลแล้วล่ะก็ คุณไม่ต้องกลัวว่าบริษัทจะล้มหายตายจาก จนราคาหุ้นกลายเป็นศูนย์ ถึงแม้ว่ามันจะมีความผันผวนที่มากก็ตาม แต่สุดท้ายแล้วราคาหุ้นก็จะกลับมาได้ ตามพื้นฐานมูลค่าของบริษัทอยู่ดี

ประเด็นคือ คุณมั่นใจขนาดไหนว่ารู้จริง ว่า 
- ซื้อหุ้นได้ในราคาไม่แพงหรือสมเหตุสมผล
- บริษัทมีความแข็งแรงมั่นคง ผู้บริหารมีความตั้งมั่น ตั้งใจจริงในการทำธุรกิจอย่างซื่อสัตย์

**********

การซื้อหุ้นเพื่อลงทุน เป็นเรื่องระหว่างราคาและคุณค่าที่ได้รับกลับมา

**********

การเป็นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จนั้นต้องอาศัยการตอบสนองอัตโนมัติแบบที่ถูกต้อง ซึ่งการจะมีการตอบสนองแบบนั้นได้ ต้องผ่านการฝึกฝนมา

เช่น ทุกคนรู้ว่าหากราคาหุ้นลดลงมาต่ำมากๆ ควรจะลงทุนเพิ่ม จะซื้อหุ้นเพื่อการลงทุนเพิ่ม 

แต่พอตลาดเทกระจาดลงมาอย่างรุนแรงจริงๆ action ที่เป็นอัตโนมัติกับกลายเป็นรีบคัดลอสหุ้นที่มีอยู่ในพอร์ต แทนที่จะลงทุนเพิ่มตามความรู้ที่มี สาเหตุเป็นเพราะ การตอบสนองแบบอัตโนมัติไม่ได้ถูกฝึกมาให้สอดคล้องกับการลงทุน ทำให้ใช้อารมณ์ในการตัดสินใจแทนหลักการที่มีเหตุผล หรืออาจจะใช้หลักการของเทรดเดอร์แทนหลักการลงทุน (ใช้หลักการไม่สอดคล้องกับวิธีการ)

*****

ความเข้าใจในงบการเงินจะทำให้ มีความอดทนมากขึ้นในการถือหุ้น

*****

มันไม่มีอยู่จริงหรอกการลงทุนแบบไฮบริด มันมีแค่นักลงทุนหรือเทรดเดอร์ เท่านั้นแหละ

การใช้ข้อมูลพื้นฐาน เพื่อประกอบการซื้อๆขายๆ โดยใช้กฎของการเทรด มันก็คือการเทรดนั่นแหละ แค่ใช้ปัจจัยพื้นฐานเป็นสตอรี่ เพื่อหวังจะให้มันเป็น catalyte เป็นตัวเร่งราคาเท่านั้นเอง 

เป็นเทรดเดอร์ก็แค่ยอมรับว่าเป็นเทรดเดอร์มันไม่ได้ผิดอะไร หากไม่ยอมรับก็จะนำหลักการที่ไม่ตรงกับวิธีการมาใช้ เป็นการหลงผิดโดยไม่รู้ตัว ซึ่งแน่นอนว่าในตลาดหุ้น คนที่ผิดคือคนที่จ่ายเสมอ

**********

เวลาอ่านในเรื่องความเสี่ยงของบริษัท บางบริษัทอาจจะมีความเสี่ยงในด้านที่มีลูกค้ารายใหญ่ จำนวนไม่กี่ราย ที่มีผลต่อรายได้ของบริษัทเป็นจำนวนมาก วิธีป้องกันความเสี่ยงที่บริษัทมักจะเขียนไว้คือเรามีความสัมพันธ์อันดีกับลูกค้ามานานนับ 10 ปี จึงไม่น่าที่จะ มีใครมาแย่งลูกค้าไปได้

หรือมองอีกมุมนึง เราควรจะพูดว่า มีลูกค้ามาเป็น 10 ปีแล้ว ไม่มีรายใหม่ๆเพิ่มขึ้นมาบ้างเลยหรือ ทำไมมีอยู่เพียงไม่กี่รายเท่าเดิม มันน่ากลัวนะ

******

เพิ่มพูนความรู้ + พยายามมีสติ เพื่อตัดสินใจให้ดีในทุกสถานการณ์ "อย่างสม่ำเสมอ"

******

ด้วยเหตุผลทางจิตวิทยา เมื่อเราขายหุ้น ที่ราคาขึ้นมาแล้ว เราก็มักจะไม่กลับไปซื้อหุ้นตัวเดิมในราคาที่แพงกว่าตอนที่ขายออกไป 

และเมื่อราคาหุ้นไม่ลงมา เท่ากับเราจะหมดหุ้นดีไปอีกหนึ่งตัว แล้วการจะไปหาหุ้นดีตัวใหม่ ซึ่งไม่รู้ว่าจะดีกว่าเดิมหรือเปล่า นั่นทำให้ต้องพยายามถือหุ้นให้ยาวที่สุดเท่าที่เป็นไปได้