วันอังคารที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2556

update cpall หลังจากรู้ราคาซื้อ makro

update   จากข้อมูล  เป็นประมาณการโดยใช้งบการเงินปี 2555  ดังนั้นอาจคลาดเคลื่อนได้จากงบ 1Q56

CPALL แจ้งมติคณะกรรมการบริษัทอนุมัติเข้าซื้อหุ้น MAKRO จำนวน 154.4 ล้านหุ้น หรือ 64.35% จากกลุ่ม SHV และ ทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมดใน MAKRO ที่ราคาหุ้นละ 787 บาท รวมมูลค่า 188,880 ล้านบาท โดย CPALL จะใช้แหล่งเงินทุนจากกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน และ เงินกู้






updat ครั้งที่ 1  ( หากนึกอะไรออกเพิ่มเติมจะทำการอัพเดทเพิ่ม )


สิ่งที่พอนึกออก ในตอนนี้ที่ cpall  takeover makro

  • เป็นเบอร์ 1 ทั้งค้าปลีก และค้าส่งของประเทศไทยไปเรียบร้อยแล้ว
  • กำลังซื้อสินค้าที่มหาศาล อำนาจต่อรอง ซัพพลายเออร์ ที่ได้เปรียบที่สุด อยู่ในมือ cpall
  • ร้านสะดวกซื้อทันสมัย และร้านโชว์ห่วย อยุ่ในมือ cpall ทั้งหมด เพราะลูกค้าของ makro คือ ร้านโชว์ห่วยทั้งประเทศ และ ร้านอาหาร โรงแรม และจัดเลี้ยง  เท่ากับทั้งหมดนี้จะตกอยู่ในมือ cpall  นั่นหมายถึงการตั้งราคาทั้งค้าปลีกและค้าส่ง กุมราคาสินค้าของทั้งประเทศไว้ในมือ cpall เป็นส่วนมาก  
  • ทำเลที่ดีของ 7-11 และ Makro ทำให้การเจาะลูกค้าเป็นไปอย่างได้เปรียบคู่แข่ง 
  • ประเทศเพื่อนบ้านนิยมใช้สินค้าไทย แต่เดิม ยี่ปั๊วจากประเทศเพื่อนบ้าน จะสั่งของจากแมคโคร สาขาตามจังหวัดที่มีชายแดนติดกัน เป็นหลายๆคันรถสิบล้อ หาก cpall จะใช้  makro บุกตลาด AEC ย่อมมีความได้เปรียบในด้านนี้ ที่มีฐานลูกค้า และเป็นที่รู้จักของ ยี่ปั๊วใน ประเทศเพื่อนบ้าน
  •  หากอ่านใจเจ้าสัวไม่ผิด จุดหลักคือต้องการการคุมค้าปลีก ทุกร้านค้าเท่าที่จะทำได้   ร้านโชว์ห่วยทุกวันนี้ พึ่งแมคโครเป็นหลัก เปรียบเสมือนว่า 7-11 เป็น แฟรนไชส์ของ cpall และ ร้านโชว์ห่วยเป็น แฟรนไชส์ของ makro เท่านี้ ร้านค้าปลีกเกือบทั้งปนะเทศ ก็เป็น แฟรนไชส์ ให้เจ้าสัว นั่นเองคับผม

วันจันทร์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2556

หาก cpall ซื้อ Makro จริง น่าจะต้องกู้เท่าไร และ เพิ่มทุนเท่าไร



หาก cpall ซื้อ Makro จริง น่าจะต้องกู้เท่าไร และ เพิ่มทุนเท่าไร
ทั้งหมดเป็นแค่การประมาณการ ตัวเลขจริงอาจคลาดเคลื่อนได้จากหลายปัจจัยนะครับ




การคำนวนนี้ บนฐานที่ว่า การซื้อ makro ไม่กระทบกับเงินสดเดิมของ cpall





update

เนื่องจากพี่หมอ mprandy ทักว่าน่าจะทำหลายๆรูปแบบ
เลยทำหลากหลาย model ตามที่พี่หมอให้เงื่อนไขมา




















วันอาทิตย์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2556

JMART

JMART

กำไรจากการขายมือถือ ก่อนหักค่าใช้จ่ายในการบริหาร ประมาณ 300 ล้าน
คชจ ในการบริหาร(รวม คชจ ติดตามหนี้ ) 295M ไม่ได้ไปแกะงบ jmt แต่จำได้ว่า ผบห บอกว่าการติดตามหนี้กำไรดีมาก แสดงให้เห็นว่า คชจ จะต้องไม่สูงนัก และจากสัดส่วนรายได้การขายมือถือ ที่ 7296M ต่อ รายได้ติดตามหนี้ที่ 393M ทำให้ผมเดาๆว่า คชจ จากการติดตามน่าจะไม่เกิน 95M จึงคาดว่าเป็น คชจ ในการบริหารของฝั่งมือถือประมาณ 200M หากหัก tax แล้วกำไรจากการขายมือถือคร่าวๆ น่าจะประมาณ 100M จากยอดขาย 7296M หักกำไรพิเศษจากการปรับมูลค่าอสังหา ตีซะว่าหลัง tax อีกประมาณ 35M ดังนั้นกำไรจากด้านมือถือน่าจะเหลือแค่ประมาณ 65M หรือคิดเป็น npm 0.89% 

แต่จะให้แน่นอนต้องไปแกะตัวงบ jmt อีกครั้ง ครับ



หากรายได้จากการขายมือถือ แตะ หมื่นล้าน เท่ากับยอดขายจะเพิ่มมาอีกประมาณ 3,000ล้าน
 และจากที่คำนวน npm จากการขายมือถือได้ 0.89%  
เท่ากับกำไรสุทธิในส่วนขายมือถือน่าจะเพิ่มประมาณ  3,000* 0.89% = 27 M
จะเห็นได้ว่า ถึงยอดขายมือถือเพิ่มมาก  แต่ด้วยความที่ npm ต่ำมากเช่นกัน 
กำไรทีเพิ่มจากการขายมือถือ แทบจะไม่มีนัยยะเลย  ต้องไปอาศัยในส่วนการติดตามหนี้มากกว่า




นลท จำนวนไม่น้อยหลงเข้าใจผิดประเด็นว่า การโกรทของ jmart มาจากการขายมือถือ ประเด็นการออกข่าวที่ว่า ลูกค้าต้องเปลี่ยนมือถือมาเป็นเครื่องรุ่นใหม่ที่รองรับ 3G ทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้นนั้น หลายคนให้ค่ามากเกินจริงเพราะไม่เข้าใจประเด็นที่มาของกำไร  ว่าที่จริงมาจากส่วนทวงหนี้ของ jmt



ส่วนนี้เพิ่งอัพเดทเพิ่มเติมหลังจากไปดูงบ jmt เลยเอางบ jmt  มาลงเพิ่มเติมด้วย



หลังจากดูงบ jmt แล้วจะเห็นได้ว่า คชจ ในการบริหาร ไม่ถึง 95M อย่างที่ได้คำนวนไว้ตอนต้นในงบของ jmart ดังนั้น npm ส่วนมือถือของ jmart มีแนวโน้มว่าจะน้อยกว่า 0.89%  





แต่หากคำนวนรวมรายได้ส่งเสริมการขายเข้าไปด้วยก็จะทำ NPM ขยับขึ้นมาอยุ่แถวๆ 2%

*เป็นการคำนวนคร่าวๆเท่านั้นนะครับ 

ข่าวลือ cpall จะซื้อ makro

ข่าวลือนี้ สมกับเป็นข่าวลือลองมาดูเหตุผลกัน ทำไมข่าวนี้จึงเป็นได้เพียงข่าวลือ
   cpall กลยุทธ์ คือการทำกำไรสูงสุด สร้าง NPM สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ในทุกทาง เช่น การขายของราคาตามป้ายโดยไม่มีส่วนลด โดยอาศัยความสะดวกจากการยึดทำเล การเพิ่มยอดขายส่วน Food ที่มี่มาร์จิ้นที่ดีกว่า การสร้าง CPRAM เพื่อผลิตอาหาร chill เอง เพื่อได้ต้นทุนที่ต่ำและได้ NPM ที่สูงที่สุด รวมถึง ที่ตั้งสาขาเน้นไปที่การทำสัญญาเช่า มากกว่าที่จะซื้อขาด กลยุทธ์นี้เพื่อเงินไม่จมไปกับที่ดินทำเล และมีความคล่องตัว ในการย้ายสาขาหากทำเลเปลี่ยน
   Makro กลยุทธ์ คือเน้นขายถูกเพราะจับกลุ่มขายส่ง  ที่ดินในการตั้งสาขาถ้าจำไม่ผิด เกิน 50% เป็นการซื้อขาด NPM ที่บางแม้ปีที่ผ่านมาจะดูดีขึ้นมากแต่ก็เป็ลผลจาก tax ที่ลดลง ซึ่งเป็นปกติของธุรกิจค้าส่ง  P/BV 15เท่า ซึ่ง hidden asset ที่ซ่อนหลักๆคือ มูลค่าที่ดิน สังกเกตได้จากสาขาลาดพร้าว คำนวนคร่าวๆ น่าจะมีมูลค่ามากกว่า bv ประมาณ 12-13 เท่า ส่วนสาขาอื่นๆ ก็ลดหลั่นกันไป  ทำให้คาดว่า hidden asset ไม่มีทางถึง 12เท่าของ bv อย่างแน่นอน (ยังไม่รวม intangible asset)
สรุปได้ว่า makro ที่ราคานี้แพงค่อนข้างมาก รวมถึงกลยุทธ์การทำการค้าที่ตรงข้ามกับ cpall โดยสิ้นเชิงในทุกด้าน  และมูลค่ากิจการรวมที่มีขนาดใหญ่ บนราคาที่แพงนั้น ทำให้คาดได้ว่า cpall ไม่ตัดสินใจซื้อแน่ เพราะหากซื้อไปควบรวมจะทำให้ NPM ของ cpall ตกต่ำลง เงินไปจมกับที่ดิน เท่ากับเป็นการทำลายมูลค่ากิจการตัวเองชัดเจน
  
     Makro กำไรปี 55  อยู่ที่ 3,555M สมมติให้ปี 56 กำไรโต 30% (ให้โตเว่อร์ๆเลยนะครับ จริงๆไม่น่าจะถึง) จะได้ 4,622M  bv ณ ปัจจุบัน อยู่ที่ 163,680M
หาก บ. ไหมไปเทค Makro ก็จะต้องบันทึกเงินลงทุน ตามมูลค่าที่ซื้อ นำมาคำนวนผลตอบแทนที่ได้ 4622/163680 = 2.82% ผลตอบแทนน้อยกว่าบอนด์อีก ถึงแม้จะให้โกรที่ 30% แล้วก็ตาม
     ในทางกลับกัน หากเราเป็น ผถห makro เราก็คงคิดว่าหากมีคนมาให้มูลค่ากิจการมากขนาดนี้ เราก็คงอยากจะขาย เพราะ เอาเงินไปซื้อ บอนด์ยังได้ผลตอบแทนสูงกว่าที่เป็นอยู่เกือบ 50%  ดังนั้นเป็นไปได้ครับที่ ผถห อยากจะขาย แต่จะมีใครเล่าอยากจะซื้อ ดีล ใหญ่ขนาดนี้ที่ราคาแพงแบบนี้ ถึงแม้จะคำนวนที่ราคา BV 12 เท่าก็ยังแพงนับปรสาอะไรกับ BV 15 เท่า

วันพฤหัสบดีที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2556

10 ประเทศที่ถือครองทองคำมากสุดในโลก


เผยโฉม 10 ประเทศที่ถือครองทองคำมากสุดในโลก ท่ามกลางราคาที่ปรับตัวขึ้น หลังสหรัฐประกาศนโยบายคิวอี 3 แบบไร้ขีดจำกัด

ราคาทองคำได้แรงผลักจากมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยที่นักลงทุนมองหา ท่ามกลางความวิตกว่าอาจก่อภาวะเงินเฟ้อ และทำให้มูลค่าของเงินลดลง นอกจากนี้ ธนาคารกลางของแต่ละประเทศยังสะสมทองคำในคลังเพิ่มขึ้นด้วย
จากข้อมูลของสภาทองคำโลก ประจำเดือนกันยายน ระบุว่า ธนาคารกลางของประเทศต่างๆ ซื้อทองคำมากถึง 157.5 ตัน ในช่วงไตรมาส 2 ของปีนี้ เพิ่มขึ้น 63% จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 137.9% เมื่อเทียบจากปีก่อน
เมื่อพิจารณาข้อมูลการถือครองทองคำจากที่แต่ละประเทศรายงานต่อสภาทองคำโลก และคำนวณสัดส่วนการถือครองทองคำที่อยู่ในทุนสำรองระหว่างประเทศ พบว่า ประเทศที่ร่ำรวยทองคำในท้องพระคลังมากสุด คือ “สหรัฐ” โดยตัวเลขถือครองทองคำอย่างเป็นทางการอยู่ที่ 8,133.5 ตัน หรือคิดเป็นสัดส่วน  75.4% ของทุนสำรอง สหรัฐเคยครอบครองทองคำมากสุดในโลกถึง 20,663 ตัน ในปี 2495 ก่อนลดระดับลงต่ำกว่าหลักหมื่นตันตั้งแต่ปี 2511
รองแชมป์ที่ถือครองทองคำมากสุด คือ “เยอรมนี” สะสมทองคำไว้ 3,395.5 ตัน คิดเป็นสัดส่วน 72.3% ในทุนสำรองระหว่างประเทศ ก่อนหน้านี้ เยอรมนีเคยขายทองคำภายใต้ข้อตกลงระหว่างธนาคารกลาง (ซีบีจีเอ) ฉบับที่ 1 และ 2
โดยข้อตกลงแต่ละฉบับมีอายุ 5 ปี ขณะที่ข้อตกลงฉบับปัจจุบัน ซึ่งเป็นฉบับที่ 3 (27 กันยายน 2552-26 กันยายน 2557) กำหนดข้อตกลงในการขายทองคำไม่เกิน 400 ตันต่อปี หรือไม่เกิน 2,000 ตัน ตลอดเวลา 5 ปี แต่ธนาคารกลางเยอรมนี หรือที่เรียกว่า บุนเดสแบงก์ ขายทองคำออกมา 6 ตัน ในปี 2552 และขายไปราว 4.7 ตัน นับจากวันที่ 7 กันยายน 2554
อันดับ 3 “อิตาลี” แดนมะกะโรนีถือครองทองคำอย่างเป็นทางการ 2,451.8 ตัน หรือมีทองคำคิดเป็น 71.2%ในทุนสำรองระหว่างประเทศ ก่อนหน้านี้ แบงก์ชาติอิตาลีไม่ได้ประกาศขายทองคำภายใต้ข้อตกลงซีบีจีเอ ฉบับ 1 และ 2 รวมถึงไม่มีแผนขายทองคำในข้อตกลงฉบับปัจจุบัน ขณะที่เมื่อปีที่แล้ว ธนาคารในอิตาลีต่างเชียร์ให้ธนาคารกลางอิตาลีซื้อทองคำ และหนุนบัญชีงบดุลของธนาคารต่างๆ ก่อนการทดสอบภาวะวิกฤติ (stress test)
อันดับ 4 “ฝรั่งเศส” สะสมทองคำไว้ราว 2,435.4 ตัน มีสัดส่วนทองคำในทุนสำรองระหว่างประเทศ 71.7% แดนน้ำหอมเคยขายทองคำ 572 ตัน ภายใต้ข้อตกลงซีบีจีเอ ฉบับ 2 อีกทั้งใช้ทองคำ 17 ตัน เพื่อซื้อหุ้นในธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (บีไอเอส) ในปลายปี 2547 แต่ไม่มีแผนจะขายทองคำภายใต้ข้อตกลงฉบับล่าสุด
อันดับ 5 “จีน” ถือครองทองคำประมาณ 1,054.1 ตัน ขณะที่สัดส่วนทองคำในทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ที่ระดับ 1.7% ซึ่งยังค่อนข้างน้อยมาก เมื่อเทียบจากทุนสำรองระหว่างประเทศที่จีนมีสูงถึง 3.2 ล้านล้านดอลลาร์ การสะสมทองคำเพิ่มเติมในทุนสำรองถือเป็นสิ่งสำคัญสำหรับจีนที่จะผลักดันค่าเงินหยวนสู่สากล
อันดับ 6 “สวิตเซอร์แลนด์” ตุนทองคำไว้ 1,040.1 ตัน มีสัดส่วนทุนสำรองที่อยู่ในรูปทองคำคิดเป็น 12.1% ก่อนหน้านี้ ทางการสวิสประกาศขายทองคำ 1,300 ตัน ที่ประเมินว่าเกินกว่าความจำเป็นในการดำเนินนโยบายการเงิน โดยทยอยขาย 1,170 ตัน ภายใต้ข้อตกลงซีบีจีเอฉบับแรก และขายอีก 130 ตัน ภายใต้ข้อตกลงฉบับที่ 2 แต่ยังไม่มีแผนขายทองคำในข้อตกลงฉบับปัจจุบัน
อันดับ 7 ได้แก่ “รัสเซีย” ที่มีทองคำ 936.6 ตันในคลังหลวง หรือคิดเป็น 9.6% ในทุนสำรองระหว่างประเทศทั้งหมด โดยรัสเซียเริ่มสะสมทองคำตั้งแต่ปี 2549 เพื่อสร้างความหลากหลายให้กับในตะกร้าทุนสำรอง
อันดับ 8 “ญี่ปุ่น” ถือครองทองคำอยู่ราว 765.2 ตัน คิดเป็นสัดส่วนในทุนสำรอง 3.1% ทางการญี่ปุ่นมีทองคำในมือแค่ราว 6 ตัน ในยุค 1950 ธนาคารกลางญี่ปุ่นเริ่มจริงจังกับการตุนทองเมื่อปี 2502 อยู่ที่ 169 ตัน แต่ในปีที่แล้ว แบงก์ชาติญี่ปุ่นต้องขายทองคำออกมา เพื่อปั๊มเงิน 20 ล้านล้านเยน สู่ระบบเศรษฐกิจ หลังเกิดเหตุสึนามิพัดถล่มและวิกฤติโรงไฟฟ้านิวเคลียร์
อันดับ 9 “เนเธอร์แลนด์” สะสมทองคำไว้ 612.5 ตัน คิดเป็นสัดส่วน 60.7% ของทุนสำรอง เนเธอร์แลนด์ขายทองคำ 235 ตัน ภายใต้ข้อตกลงซีบีจีเอฉบับแรก และ 165 ตัน ในฉบับที่ 2 แต่ไม่มีแผนขายทองคำในข้อตกลงฉบับปัจจุบัน
อันดับ 10 “อินเดีย” ถือครองทองคำ 557.7 ตัน คิดเป็น 9.9% ของทุนสำรองระหว่างประเทศ เป็นที่ทราบกันดีว่า ธนาคารกลางอินเดียให้ความสำคัญกับทองคำในฐานะการลงทุนที่ปลอดภัย อีกทั้งเป็นผู้ซื้อทองคำรายสำคัญจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) แต่รัฐบาลมักไม่เปิดเผยแผนการซื้อทองคำต่อสาธารณะ
ส่วน “ไทย” สะสมทองคำมากเป็นอันดับ 25 มีอยู่ 152.4 ตัน หรือคิดเป็น 4.5% ของทุนสำรองระหว่างประเทศ

ข้อมูลจาก กรุงเทพธุรกิจ



ปริมาณทองคำสำรอง ที่ถือครองโดยธนาคารกลางของแต่ละประเทศ หรือกลุ่มองค์กรทางการเงินระหว่างประเทศ

ปริมาณการถือครองทองคำทั่วโลก ปี 2553[1]
อันดับประเทศ/องค์กรปริมาณทองคำ
(ตัน)
สัดส่วนของ
ทุนสำรองระหว่างประเทศ
1Flag of the United States สหรัฐอเมริกา8,133.576.6%
2ธงชาติของเยอรมนี เยอรมนี3,396.373.7%
-Logo imf.png กองทุนการเงินระหว่างประเทศ2,814.0
3ธงชาติของอิตาลี อิตาลี2,451.873.4%
4ธงชาติของฝรั่งเศส ฝรั่งเศส2,435.471.8%
5Flag of the People's Republic of China จีน1,054.11.8%
6ธงชาติของสวิตเซอร์แลนด์ สวิตเซอร์แลนด์1,040.115.3%
7ธงชาติของอิหร่าน อิหร่าน90742.0%
8ธงชาติของรัสเซีย รัสเซีย883.29.2%
9ธงชาติของญี่ปุ่น ญี่ปุ่น765.23.5%
10Flag of the Netherlands เนเธอร์แลนด์612.561.9%
11ธงชาติของอินเดีย อินเดีย557.709.6%
-Logo European Central Bank.svg ธนาคารกลางยุโรป502.135.0%
12ธงชาติของสาธารณรัฐจีน ไต้หวัน422.45.9%
13ธงชาติของโปรตุเกส โปรตุเกส382.589.2%
14ธงชาติของเวเนซุเอลา เวเนซุเอลา372.967.7%
15ธงชาติของซาอุดีอาระเบีย ซาอุดีอาระเบีย322.93.3%
16Flag of the United Kingdom สหราชอาณาจักร310.317.6%
17ธงชาติของเลบานอน เลบานอน286.832.2%
18ธงชาติของสเปน สเปน281.639.2%
19ธงชาติของออสเตรีย ออสเตรีย280.057.0%
20ธงชาติของเบลเยียม เบลเยียม227.541.2%
21ธงชาติของแอลจีเรีย แอลจีเรีย173.679.5%
22ธงชาติของไทย ไทย152.44.6%
23ธงชาติของลิเบีย ลิเบีย143.85.6%
24Flag of the Philippines ฟิลิปปินส์142.710.4%
25ธงชาติของสิงคโปร์ สิงคโปร์127.43.0%
26ธงชาติของสวีเดน สวีเดน125.713.6%
27ธงชาติของแอฟริกาใต้ แอฟริกาใต้125.013.8%
-ธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ119.0
28ธงชาติของตุรกี ตุรกี116.17.0%
29ธงชาติของกรีซ กรีซ111.781.3%
30ธงชาติของเม็กซิโก เม็กซิโก106.34.0%
31ธงชาติของโรมาเนีย โรมาเนีย103.711.3%
32ธงชาติของโปแลนด์ โปแลนด์102.95.3%
33ธงชาติของออสเตรเลีย ออสเตรเลีย79.909.5%
34ธงชาติของคูเวต คูเวต79.013.8%
35ธงชาติของอียิปต์ อียิปต์75.614.8%
36ธงชาติของอินโดนีเซีย อินโดนีเซีย73.13.5%
37ธงชาติของคาซัคสถาน คาซัคสถาน73.612.5%
38ธงชาติของเดนมาร์ก เดนมาร์ก66.54.1%
39ธงชาติของปากีสถาน ปากีสถาน64.418.9%
40ธงชาติของอาร์เจนตินา อาร์เจนตินา54.76.4%
41ธงชาติของโบลิเวีย โบลิเวีย49.322.9%
42ธงชาติของฟินแลนด์ ฟินแลนด์49.124.6%
43ธงชาติของบัลแกเรีย บัลแกเรีย39.912.0%
44ธงชาติของเกาหลีใต้ เกาหลีใต้39.40.7%
45ธงชาติของเบลารุส เบลารุส38.541.4%
-ประชาคมเศรษฐกิจแห่งแอฟริกาตะวันตก36.512.9%
46ธงชาติของมาเลเซีย มาเลเซีย36.41.5%
47ธงชาติของเปรู เปรู34.74.0%
48ธงชาติของบราซิล บราซิล33.60.5%
49ธงชาติของสโลวาเกีย สโลวาเกีย31.867.6%
50ธงชาติของยูเครน ยูเครน27.94.5%
51ธงชาติของเอกวาดอร์ เอกวาดอร์26.332.0%
52ธงชาติของซีเรีย ซีเรีย25.87.9%
53ธงชาติของโมร็อกโก โมร็อกโก22.05.6%
54ธงชาติของไนจีเรีย ไนจีเรีย21.403.2%
55ธงชาติของเซอร์เบีย เซอร์เบีย14.15.1%
56ธงชาติของไซปรัส ไซปรัส13.958.3%
57ธงชาติของบังกลาเทศ บังกลาเทศ13.507.5%
58Flag of the Netherlands Antilles เนเธอร์แลนด์แอนทิลลิส13.136.3%
59ธงชาติของจอร์แดน จอร์แดน12.85.5%
60Flag of the Czech Republic สาธารณรัฐเช็ก12.51.6%
61ธงชาติของกาตาร์ กาตาร์12.44.4%
62ธงชาติของกัมพูชา กัมพูชา12.416.6%
63ธงชาติของโคลอมเบีย โคลอมเบีย10.41.8%
64ธงชาติของลาว ลาว8.836.5%
65ธงชาติของศรีลังกา ศรีลังกา8.15.3%
66ธงชาติของลัตเวีย ลัตเวีย7.75.5%
67ธงชาติของเอลซัลวาดอร์ เอลซัลวาดอร์7.314.6%
68ธงชาติของกัวเตมาลา กัวเตมาลา6.95.8%
69Flag of the Republic of Macedonia มาซิโดเนีย6.814.8%
70ธงชาติของตูนิเซีย ตูนิเซีย6.74.5%
71Flag of Ireland ไอร์แลนด์6.015.1%
72ธงชาติของเนปาล เนปาล6.0
73ธงชาติของลิทัวเนีย ลิทัวเนีย5.84.1%
74ธงชาติของบาห์เรน บาห์เรน4.7
75ธงชาติของทาจิกิสถาน ทาจิกิสถาน4.4
76ธงชาติของมอริเชียส มอริเชียส3.96.5%
77ธงชาติของแคนาดา แคนาดา3.40.3%
78ธงชาติของสโลวีเนีย สโลวีเนีย3.215.8%
79ธงชาติของอารูบา อารูบา3.124.2%
80ธงชาติของฮังการี ฮังการี3.10.3%
81ธงชาติของคีร์กีซสถาน คีร์กีซสถาน2.67.5%
82ธงชาติของมองโกเลีย มองโกเลีย2.34.8%
83ธงชาติของลักเซมเบิร์ก ลักเซมเบิร์ก2.210.6%
84ธงชาติของซูรินาเม ซูรินาเม2.213.1%
85ธงชาติของฮ่องกง ฮ่องกง2.10.05%
86ธงชาติของไอซ์แลนด์ ไอซ์แลนด์2.01.3%
87ธงชาติของปาปัวนิวกินี ปาปัวนิวกินี2.02.8%
88ธงชาติของตรินิแดดและโตเบโก ตรินิแดดและโตเบโก1.91.1%
89ธงชาติของแอลเบเนีย แอลเบเนีย1.63.4%
90ธงชาติของเยเมน เยเมน1.61.8%
91ธงชาติของแคเมอรูน แคเมอรูน0.91.2%
92ธงชาติของฮอนดูรัส ฮอนดูรัส0.71.4%
93ธงชาติของปารากวัย ปารากวัย0.70.7%
94Flag of the Dominican Republic สาธารณรัฐโดมินิกัน0.61.1%
95ธงชาติของกาบอง กาบอง0.40.8%
96ธงชาติของมาลาวี มาลาวี0.48.9%
97Flag of the Central African Republic สาธารณรัฐแอฟริกากลาง0.38.4%
98ธงชาติของชาด ชาด0.32.4%
99Flag of the Republic of the Congo สาธารณรัฐคองโก0.30.4%
100ธงชาติของอุรุกวัย อุรุกวัย0.30.1%
101ธงชาติของฟิจิ ฟิจิ0.2-
102ธงชาติของเอสโตเนีย เอสโตเนีย0.26.0%
103ธงชาติของชิลี ชิลี0.2-
104ธงชาติของมอลตา มอลตา0.21.6%
105ธงชาติของคอสตาริกา คอสตาริกา0.10.1%
106ธงชาติของเฮติ เฮติ0.00.1%
107ธงชาติของบุรุนดี บุรุนดี0.00.5%
รวม30,807.6