สำหรับคนจำนวนมาก คำว่า Luxury อาจหมายถึงรถหรู บ้านหลังใหญ่ นาฬิกาแพง หรือการเดินทางไปต่างประเทศบ่อยๆ แต่เมื่ออายุมากขึ้น จะเริ่มเห็นว่า Luxury ที่มีค่ามากกว่านั้น อาจเป็นสิ่งธรรมดาที่ไม่สามารถซื้อได้ง่ายๆ
ได้นอนหลับอย่างเต็มอิ่ม
ได้กินอาหารที่อร่อย โดยไม่ต้องกังวลว่าจะส่งผลเสียต่อสุขภาพ มีเวลาออกกำลังกาย ดูแลร่างกาย และดูแลตัวเอง
ตื่นเช้ามาแล้วไม่ต้องรีบ มีเวลานั่งจิบกาแฟ อ่านข่าว คิดอะไรเงียบๆ โดยไม่ต้องวิ่งแข่งกับเวลา มีงานที่ราบรื่น มีรายได้เพียงพอ และไม่มีปัญหาใหญ่ที่ต้องคอยกังวลใจตลอดเวลา มีอิสระที่จะเลือกว่าจะใช้เวลาอย่างไร
สิ่งเหล่านี้อาจดูธรรมดามากในวันที่ยังไม่มีปัญหา
แต่เมื่อได้เห็นคนที่มีเงินมากแต่ไม่มีเวลา คนที่มีบ้านใหญ่แต่ไม่มีความสงบ หรือคนที่มีทุกอย่างแต่สุขภาพไม่ดี จะเข้าใจว่าความหรูหราไม่ได้วัดกันด้วยราคาของสิ่งของเสมอไป
การมีเวลา สุขภาพดี ความสงบ และอิสระในการใช้ชีวิต คือ Luxury ระดับสูง
เพราะเงินสามารถซื้อบ้านที่ใหญ่ขึ้นได้ แต่ซื้อเวลาที่ผ่านไปแล้วกลับคืนมาไม่ได้
เงินสามารถซื้ออาหารราคาแพงได้ แต่ซื้อสุขภาพที่เสียไปกลับมาได้ยาก
เงินสามารถซื้อของหรูได้แต่ซื้อความสบายใจที่แท้จริงไม่ได้เสมอไป
ดังนั้น หากวันหนึ่งมีทรัพย์สินมากพอ อย่าเพิ่มแต่ระดับการบริโภค ลองเพิ่มระดับ คุณภาพชีวิต ด้วย
เพราะชีวิตที่ไม่ต้องเร่งรีบ มีเวลาสำหรับตัวเอง สุขภาพยังดี มีเงินเพียงพอ และตื่นขึ้นมาโดยไม่มีเรื่องใหญ่ให้ต้องกังวลอาจเป็นความมั่งคั่งรูปแบบหนึ่งที่หรูหรากว่าสิ่งของราคาแพงจำนวนมากเสียอีก
***************
ในชีวิตมีเรื่องมากมายที่คนทั่วไปพยายามควบคุม ทั้งที่จริงๆ แล้วไม่เคยอยู่ในการควบคุมของตัวเองเลย
จะให้ใครคิดอย่างไร
จะให้ใครชอบหรือไม่ชอบ
เหตุการณ์ในอดีต
สภาพเศรษฐกิจ
การเปลี่ยนแปลงของตลาดหุ้น
หรือสิ่งที่คนอื่นตัดสินใจ
ยิ่งพยายามควบคุมสิ่งเหล่านี้มากเท่าไร ก็ยิ่งเหนื่อยมากขึ้นเท่านั้น เพราะคนทั่วไปไม่สามารถควบคุมตลาดได้ แต่สามารถควบคุมขนาด Position และความเสี่ยงของตัวเองได้ ไม่สามารถควบคุมว่าหุ้นจะขึ้นหรือลง แต่สามารถควบคุมว่าจะซื้อเมื่อไร จะขายเมื่อไร และจะยอมเสียหายได้มากแค่ไหน
ไม่สามารถควบคุมความคิดของคนอื่น แต่สามารถควบคุมได้ว่าจะตอบสนองต่อความคิดเหล่านั้นอย่างไร
ชีวิตจะง่ายขึ้นเมื่อรู้จักแยกให้ออกว่า อะไรควบคุมได้ และอะไรควบคุมไม่ได้
สิ่งที่ควบคุมไม่ได้ ก็ปล่อยให้มันเป็นไป สิ่งที่ควบคุมได้ ก็จัดการให้ดีที่สุด อย่าใช้พลังงานไปกับการกังวลว่า “ทำไมมันถึงเป็นแบบนี้”
ให้เอาพลังนั้นไปถามว่า “แล้วตอนนี้ทำอะไรได้บ้าง” เพราะพลังและเวลาของแต่ละคนมีจำกัด อย่าเสียมันไปกับสิ่งที่ไม่มีทางควบคุม
ยอมรับสิ่งที่เปลี่ยนไม่ได้ จัดการสิ่งที่เปลี่ยนได้ และเดินหน้าต่อกับสิ่งที่ยังทำได้
***************
นักลงทุนจำนวนมากใช้คำว่า “แพง” และ “ถูก” จากราคาที่เห็นบนหน้าจอ
หุ้นขึ้นมาเยอะ ก็คิดว่าแพง หุ้นลงมาเยอะ ก็คิดว่าถูก แล้วตัดสินใจซื้อหรือขายจากความรู้สึกว่า ราคาน่าจะกลับไปในทิศทางตรงข้าม แต่ตลาดไม่ได้ทำงานแบบนั้น
หุ้นที่แพงสามารถแพงขึ้นได้อีก และหุ้นที่ถูกสามารถถูกลงได้อีก หุ้นที่ขึ้นมาแล้ว 50% ไม่ได้หมายความว่าต้องหยุดขึ้น หุ้นที่ลงมาแล้ว 50% ก็ไม่ได้หมายความว่าต้องหยุดลง เพราะราคาปัจจุบันไม่ได้บอกว่าราคาต่อไปจะเป็นอย่างไร
สิ่งที่สำคัญกว่าคือ นักลงทุนต้องเข้าใจว่าเหตุใดราคาจึงอยู่ตรงนั้น หากธุรกิจกำลังเติบโตอย่างแข็งแกร่ง กำไรและกระแสเงินสดในอนาคตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ราคาที่ดูแพงในวันนี้อาจไม่ได้แพงเมื่อเทียบกับมูลค่าที่ธุรกิจสามารถสร้างได้ในอนาคต
ในทางกลับกัน หุ้นที่ราคาลงมามากอาจเหมือนราคาถูก แต่หากธุรกิจกำลังเสื่อมถอย กำไรลดลง หนี้เพิ่มขึ้น หรือความสามารถในการแข่งขันกำลังหายไป ราคาที่ลดลงมากก็อาจยังไม่ถูก
ดังนั้นคำถามที่สำคัญไม่ใช่ “หุ้นตัวนี้ขึ้นมาเยอะหรือยัง“ หรือ “หุ้นตัวนี้ลงมาเยอะหรือยัง”
แต่คือ “ราคาปัจจุบันสมเหตุสมผลกับมูลค่าและแนวโน้มของธุรกิจหรือไม่” ในมุมของการเทรดก็เช่นกัน ราคาที่ขึ้นมามากไม่ได้แปลว่าต้อง Short และราคาที่ลงมามากไม่ได้แปลว่าต้อง Long
ต้องดู Trend, Momentum, Risk/Reward และเงื่อนไขของระบบประกอบกัน
อย่าใช้คำว่า “แพง” หรือ “ถูก” เพียงเพราะราคาขึ้นหรือลงมาไกล เพราะตลาดสามารถทำสิ่งที่ดูเหมือนแพงให้แพงขึ้นได้อีก และทำสิ่งที่ดูเหมือนถูกให้ถูกลงได้อีก ราคาในอดีตไม่ได้เป็นเพดานหรือพื้นของราคาในอนาคต
สิ่งที่ต้องวิเคราะห์คือเหตุผลที่อยู่เบื้องหลังราคา ไม่ใช่ระยะทางที่ราคาวิ่งมาเพียงอย่างเดียว
***************
คนส่วนใหญ่มักให้ความสำคัญกับความสามารถพิเศษ โอกาสที่ดี หรือการทำอะไรให้ได้ผลลัพธ์อย่างรวดเร็ว
แต่สิ่งที่สร้างความแตกต่างในระยะยาว กลับเป็นสิ่งธรรมดามากอย่างหนึ่ง คือ ความสม่ำเสมอ
การอ่านหนังสือวันละไม่กี่หน้า อาจดูไม่มีความหมายในวันนี้
การออกกำลังกายครั้งละไม่กี่สิบนาที อาจไม่ได้เปลี่ยนร่างกายในทันที
การเก็บเงินและลงทุนทีละเล็กทีละน้อย อาจไม่ได้ทำให้ใครรู้สึกว่ารวยขึ้น
การฝึกทักษะวันละนิด อาจยังไม่เห็นความแตกต่างในช่วงแรก
แต่เมื่อสิ่งเหล่านี้ถูกทำซ้ำเป็นเวลาหลายปี ผลลัพธ์จะเริ่มแตกต่างอย่างชัดเจน คนหนึ่งอาจพยายามอย่างหนักเป็นช่วงๆ แล้วหยุดเมื่อหมดแรงจูงใจ อีกคนอาจไม่ได้ทำได้ดีที่สุดในแต่ละวัน แต่ทำต่อเนื่องโดยไม่หยุด
เมื่อเวลาผ่านไป คนที่สองอาจไปได้ไกลกว่าอย่างไม่น่าเชื่อเพราะความสม่ำเสมอไม่ได้สร้างเพียงผลลัพธ์
มันยังสร้าง นิสัย ประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญ และความได้เปรียบที่สะสมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะเรื่องการลงทุน ความสม่ำเสมอสำคัญมากกว่าการพยายามหาจังหวะที่สมบูรณ์แบบทุกครั้ง
ไม่จำเป็นต้องชนะทุกครั้ง
ไม่จำเป็นต้องทำกำไรสูงสุดทุกปี
แต่ต้องมีระบบที่ดีพอ และสามารถทำตามระบบนั้นได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว
ความสม่ำเสมออาจไม่มีความน่าตื่นเต้น ไม่มีใครปรบมือให้กับคนที่ทำสิ่งเดิมที่ดีทุกวัน แต่เมื่อเวลาผ่านไป ผลลัพธ์ของมันมักพูดแทนตัวเอง
สิ่งเล็กๆ ที่ทำอย่างสม่ำเสมอ อาจมีพลังมากกว่าสิ่งใหญ่ที่ทำเพียงครั้งเดียว อย่าดูถูกความก้าวหน้าเล็กๆ ในแต่ละวันเพราะสิ่งที่สะสมอย่างต่อเนื่อง เมื่อเวลาทำงานนานพอ อาจกลายเป็นความแตกต่างที่ยิ่งใหญ่ในชีวิต
***************
เวลาคนเราทำผิดพลาด สิ่งที่มักเกิดขึ้นตามมาคือการตำหนิตัวเอง
“ทำไมถึงทำแบบนั้น”
“ถ้าย้อนกลับไปได้คงไม่ทำ”
“เราไม่น่าพลาดเลย”
แต่ความผิดพลาดไม่ได้มีหน้าที่ตัดสินว่าใครเก่งหรือไม่เก่ง
มันคือ ข้อมูล
ข้อมูลว่าการตัดสินใจครั้งนั้นมีอะไรผิดพลาด
ข้อมูลว่าสิ่งที่คิดกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงแตกต่างกันตรงไหน
ข้อมูลว่าจุดอ่อนของตัวเองอยู่ตรงไหน
และข้อมูลว่าครั้งต่อไปควรทำอะไรแตกต่างออกไป
โดยเฉพาะในเรื่องการลงทุนและการเทรด ไม่มีใครทำถูกทุกครั้ง แม้ระบบที่ดีและมีความได้เปรียบทางสถิติก็ยังมีช่วงที่ขาดทุนได้ การขาดทุนหนึ่งครั้งจึงไม่ได้แปลว่าระบบล้มเหลว แต่ถ้าขาดทุนแล้วไม่วิเคราะห์ว่าเกิดจากอะไร ก็เท่ากับเสียทั้งเงินและโอกาสในการเรียนรู้
หลังจากเกิดความผิดพลาด ลองเปลี่ยนคำถามจาก
“ทำไมถึงพลาด” เป็น “ความผิดพลาดครั้งนี้กำลังบอกอะไร”
ถ้าพลาดเพราะข้อมูลไม่เพียงพอ ก็เพิ่มกระบวนการตรวจสอบ
ถ้าพลาดเพราะอารมณ์ ก็ปรับวินัยและกติกา
ถ้าพลาดเพราะประเมินความเสี่ยงต่ำเกินไป ก็ลดขนาด Position
ถ้าพลาดเพราะระบบไม่ดี ก็ทดสอบและปรับระบบ
ความผิดพลาดที่ถูกนำมาวิเคราะห์ จะกลายเป็นประสบการณ์ ประสบการณ์ที่นำไปปรับปรุงจะกลายเป็นความสามารถ และความสามารถที่สะสมต่อเนื่อง จะลดโอกาสที่จะผิดพลาดแบบเดิมในอนาคต
อย่าใช้ความผิดพลาดหนึ่งครั้งมาตัดสินคุณค่าของตัวเอง ทำผิดได้ แต่ต้องได้ข้อมูลกลับมา เพราะคนที่ไม่เคยผิด อาจเพียงยังไม่ได้ลองทำสิ่งที่ยากพอ แต่คนที่ผิดแล้วเรียนรู้ จะค่อยๆ กลายเป็นคนที่ตัดสินใจได้ดีขึ้นกว่าเดิม
***************
ในชีวิตมีเรื่องมากมายที่ไม่จำเป็นต้องจบลงด้วยการทะเลาะหรือการแตกหัก
เมื่อมีปัญหากับใคร ไม่จำเป็นต้องรีบขึ้นเสียง ไม่จำเป็นต้องประชด และไม่จำเป็นต้องเป็นฝ่ายเริ่มต้นทุบโต๊ะ
คนที่มีอำนาจในการควบคุมสถานการณ์ ไม่จำเป็นต้องแสดงอำนาจออกมาด้วยอารมณ์เสมอไป
บางเรื่องใช้การพูดคุยได้
บางเรื่องใช้การเจรจาได้
บางเรื่องใช้เวลาได้
และบางเรื่องเพียงแค่ถอยออกมา ไม่เข้าไปตอบโต้ ก็เพียงพอแล้ว
การไม่เป็นฝ่ายแตกหัก ไม่ได้หมายความว่ายอมทุกอย่างแต่หมายถึงการรู้จักเลือกวิธีจัดการปัญหา โดยไม่ทำลายความสัมพันธ์หรือทางเลือกที่ยังมีอยู่โดยไม่จำเป็น
เพราะเมื่อความสัมพันธ์แตกหักแล้ว บางอย่างอาจย้อนกลับไปเหมือนเดิมไม่ได้
คนที่พูดแรงกว่า ไม่ได้แปลว่าเป็นฝ่ายชนะ
คนที่ทุบโต๊ะก่อน ไม่ได้แปลว่ามีอำนาจมากกว่า
บางครั้งคนที่ควบคุมอารมณ์ได้ดีที่สุด กลับเป็นคนที่ควบคุมสถานการณ์ได้ดีที่สุด
หากต้องเจรจา ก็เจรจา
หากต้องปฏิเสธ ก็ปฏิเสธอย่างชัดเจน
หากต้องวางขอบเขต ก็วางให้ชัด
หากต้องถอย ก็ถอยอย่างมีศักดิ์ศรี
และหากถึงวันที่จำเป็นต้องจบความสัมพันธ์จริงๆ ก็ให้จบด้วยเหตุผล ไม่ใช่ด้วยอารมณ์
อย่าเป็นฝ่ายเริ่มต้นทุบโต๊ะ หากยังมีวิธีอื่นที่จัดการปัญหาได้
เพราะการรักษาความสงบ ไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่เป็นความสามารถในการเลือกว่าจะใช้อารมณ์เมื่อไร และเมื่อไรที่ไม่จำเป็นต้องใช้มันเลย
***************
ลอตเตอรี่เป็นตัวอย่างที่น่าสนใจของความหวัง คนจำนวนมากยอมจ่ายเงินเล็กๆ น้อยๆ เป็นประจำ เพื่อแลกกับความฝันว่าจะมีเงินก้อนใหญ่ในอนาคต
“งวดนี้อาจเป็นเรา”
แต่ความจริงคือ โอกาสถูกรางวัลใหญ่นั้นต่ำมาก และเงินที่จ่ายไปสะสมต่อเนื่องกลับกลายเป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง
สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือ คนจำนวนมากยอมเสี่ยงเงินเล็กๆ ซ้ำๆ เพื่อหวังผลตอบแทนมหาศาล แต่กลับไม่ยอมใช้วิธีเดียวกันในทางที่มีความน่าจะเป็นดีกว่า เช่น การออมและการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ
การลงทุนอาจไม่ได้ทำให้รวยเร็วแต่เงินที่ลงทุนอย่างต่อเนื่อง มีโอกาสเติบโตจากผลตอบแทนและการทบต้น
ลอตเตอรี่ให้ “ความหวังว่าจะรวย” การลงทุนที่มีวินัยให้ “ความน่าจะเป็นที่จะมั่งคั่งขึ้น”
สองสิ่งนี้แตกต่างกันมาก
แน่นอนว่าการซื้อลอตเตอรี่เล็กน้อยเพื่อความบันเทิงไม่ใช่เรื่องผิด หากอยู่ในงบที่ยอมเสียได้ แต่ถ้าความหวังในการมีชีวิตที่ดีขึ้นต้องฝากไว้กับการถูกรางวัล นั่นอาจเป็นสัญญาณว่า คนคนหนึ่งกำลังฝากอนาคตไว้กับความน่าจะเป็นที่ควบคุมไม่ได้
อย่ารอให้โชคเปลี่ยนชีวิต สร้างชีวิตที่ดีขึ้นจากสิ่งที่ควบคุมได้
หาเงิน
เก็บเงิน
ลงทุน
พัฒนาทักษะ
และให้เวลาเป็นตัวช่วย
เพราะคนส่วนใหญ่อาจซื้อ “ชาตินี้” แล้วหวังว่าจะ “รวยชาติหน้า”
แต่ความมั่งคั่งที่ยั่งยืน มักเริ่มจากการทำสิ่งเล็กๆ ที่ถูกต้องในชาตินี้ แล้วทำมันซ้ำไปเรื่อยๆ
***************
รายได้ประจำ ทำให้คนรู้สึกมั่นคงกว่าการมีเงินก้อน
โดยทั่วไป คนเรามักรู้สึกมั่นคงจาก รายได้ที่ไหลเข้ามาอย่างสม่ำเสมอ มากกว่าการมีเงินก้อนใหญ่เพียงก้อนเดียว
เมื่อมีเงินเดือนเข้าทุกเดือน สมองจะรู้สึกว่า “เดือนหน้าก็ยังมีเงินเข้ามาอีก”
ความมั่นใจจึงเพิ่มขึ้น และมักนำไปสู่การเพิ่มระดับการใช้จ่ายโดยไม่รู้ตัว
บ้านใหญ่ขึ้น
รถแพงขึ้น
กินดีขึ้น
ท่องเที่ยวมากขึ้น
และมีค่าใช้จ่ายประจำเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
เพราะคนจำนวนมากไม่ได้มองเงินเดือนเป็นเพียงรายได้ แต่ใช้มันเป็นหลักในการกำหนดว่า ตัวเองสามารถใช้ชีวิตแพงขึ้นได้แค่ไหน
ในทางกลับกัน คนที่มีเงินก้อนใหญ่แต่ไม่มีรายได้ประจำ อาจกลับระมัดระวังการใช้จ่ายมากกว่า เพราะรู้ว่า
เงินก้อนนี้มีจำกัด และถ้าใช้ไปแล้ว มันไม่ได้มีเงินเดือนก้อนใหม่เข้ามาเติมทุกเดือน
จึงเกิดภาพที่น่าสนใจ
คนที่มีเงิน 10 ล้านบาทและมีรายได้ประจำ อาจรู้สึกสบายใจกับการใช้จ่ายมากกว่าคนที่มีเงิน 20 ล้านบาทแต่ไม่มีรายได้ประจำ
เพราะสิ่งที่สร้างความรู้สึกมั่นคง ไม่ได้มีเพียง “จำนวนเงินที่มี”
แต่คือ ความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดต่อไปในอนาคต
นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมคนที่มีรายได้สูงบางคนจึงสามารถใช้จ่ายได้มากขึ้นเรื่อยๆ แม้ไม่ได้มีทรัพย์สินสุทธิมากนัก ขณะที่คนที่มีทรัพย์สินมากแต่รายได้ลดลงหรือหยุดลง อาจกลับเข้าสู่โหมดระมัดระวังทันที
อย่างไรก็ตาม รายได้ประจำไม่ได้หมายความว่ามีความมั่นคงเสมอไป หากรายได้นั้นขึ้นอยู่กับงานเดียวหรือแหล่งเดียว และมีค่าใช้จ่ายประจำสูงมาก ความเสี่ยงก็ยังมีอยู่
สิ่งที่สำคัญกว่าจึงคือการสร้าง กระแสเงินสดหลายแหล่ง
รายได้จากการทำงาน
รายได้จากธุรกิจ
รายได้จากเงินลงทุน
เมื่อเวลาผ่านไป เป้าหมายที่ดีอาจไม่ใช่เพียงการมีเงินก้อนใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ แต่คือการทำให้ เงินทุนสามารถสร้างกระแสเงินสดได้มากขึ้นเรื่อยๆ เพราะเงินก้อนสร้างความมั่นคงได้ระดับหนึ่ง
แต่กระแสเงินสดที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องต่างหาก ที่ทำให้คนสามารถวางแผนชีวิตระยะยาวได้อย่างมั่นใจมากขึ้น
***************
ราคาหุ้นคือ ราคาที่ตลาดกำลังซื้อขายกันในวันนี้ แต่มูลค่าธุรกิจคือ คุณค่าทางเศรษฐกิจของบริษัทที่อยู่เบื้องหลังหุ้นนั้น
สองสิ่งนี้อาจเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันในระยะยาว แต่ในระยะสั้นสามารถแตกต่างกันมาก บริษัทอาจยังมีรายได้ กำไร กระแสเงินสด และความสามารถในการแข่งขันที่ดีขึ้นเรื่อยๆ แต่ราคาหุ้นกลับลง เพราะตลาดกำลังกลัว เศรษฐกิจชะลอ หรือมีแรงขายจากปัจจัยอื่น ในทางกลับกัน ราคาหุ้นอาจพุ่งขึ้นอย่างมาก ทั้งที่พื้นฐานธุรกิจแทบไม่ได้เปลี่ยนแปลง เพราะนักลงทุนกำลังให้ Valuation ที่สูงขึ้น
นี่คือเหตุผลว่าทำไมนักลงทุนต้องแยกให้ออกว่า “ราคากำลังบอกอะไร” กับ “ธุรกิจกำลังเป็นอย่างไร”
ราคาหุ้นเป็นข้อมูลสำคัญ เพราะมันสะท้อนสิ่งที่ตลาดกำลังประเมินและยังเป็นสิ่งที่นักลงทุนต้องใช้ในการตัดสินใจ แต่มันไม่ใช่ตัวแทนของมูลค่าธุรกิจแบบหนึ่งต่อหนึ่ง หุ้นที่ราคาลงไม่ได้แปลว่าธุรกิจแย่ลงเสมอไป และหุ้นที่ราคาขึ้นก็ไม่ได้แปลว่าธุรกิจดีขึ้นเสมอไป
นักลงทุนจึงควรติดตามทั้งสองด้าน ดูราคาเพื่อรู้ว่าตลาดกำลังให้มูลค่าเท่าไร ดูธุรกิจเพื่อประเมินว่ามูลค่าที่แท้จริงกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร
ราคาคือสิ่งที่ตลาดกำลังจ่าย แต่มูลค่าคือสิ่งที่ธุรกิจกำลังสร้าง
ความแตกต่างระหว่างสองสิ่งนี้เอง ที่ทำให้การลงทุนมีโอกาสเกิดขึ้นได้06:34
**************
คนส่วนใหญ่มักอยากได้ผลลัพธ์ที่ดี แต่ไม่อยากผ่านกระบวนการที่ยาก
อยากมีสุขภาพดี แต่ไม่อยากออกกำลังกาย
อยากมีเงินมาก แต่ไม่อยากอดทนเก็บออมและลงทุน
อยากเก่ง แต่ไม่อยากฝึกในสิ่งที่ตัวเองยังทำไม่ได้
อยากประสบความสำเร็จ แต่ไม่อยากผ่านความผิดพลาดและความไม่แน่นอน
แต่ความจริงคือ ความสามารถจำนวนมากไม่ได้เกิดขึ้นในวันที่ทุกอย่างง่าย มันเกิดขึ้นระหว่างที่คนคนหนึ่งกำลังพยายามทำสิ่งที่ยาก
ปัญหาบังคับให้คิดให้รอบคอบขึ้น ความผิดพลาดบังคับให้เรียนรู้ ความล้มเหลวบังคับให้ปรับตัว ความเหนื่อยบังคับให้รู้จักจัดการพลังงานของตัวเอง และการทำสิ่งเดิมอย่างต่อเนื่อง แม้ยังไม่เห็นผล ก็สร้างวินัยขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
แน่นอนว่าไม่ใช่ความยากทุกอย่างจะมีประโยชน์ หากเดินผิดทาง ความยากก็อาจเป็นเพียงการเสียเวลา จึงต้องเลือกความยากที่มีความหมาย เลือกสิ่งที่เมื่อผ่านมันไปแล้ว จะทำให้ตัวเองมีความรู้ มีทักษะ มีประสบการณ์ หรือมีความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้น
อย่าหนีทุกครั้งที่เจอสิ่งที่ยาก บางครั้งสิ่งที่กำลังทำให้ชีวิตลำบากในวันนี้ อาจกำลังสร้างความสามารถที่จำเป็นสำหรับชีวิตในวันข้างหน้า
ความง่ายทำให้สบาย แต่ความยากที่เหมาะสมทำให้เติบโต
หากเป้าหมายมีคุณค่า อย่ากลัวกระบวนการที่ยากเกินไป เพราะคนที่ผ่านความยากมาอย่างถูกทาง จะไม่ได้เพียงแค่ “ผ่านมันมาได้” แต่จะกลายเป็นคนที่ มีความสามารถมากขึ้นกว่าเดิม