การขาย Put Options มีข้อดีตรงที่ช่วยให้นักลงทุนได้รับค่าพรีเมียมระหว่างรอซื้อหุ้นในราคาที่ต่ำลง หากราคาหุ้นลดลงมาถึงระดับที่กำหนด ก็จะได้ซื้อหุ้นตามราคาที่ต้องการ หากราคาหุ้นไม่ลงมา อย่างน้อยก็ยังได้รับค่าพรีเมียมเป็นผลตอบแทน
ฟังดูเหมือนเป็นกลยุทธ์ที่ได้ประโยชน์ทั้งสองทาง แต่ในความเป็นจริง มันก็มีต้นทุนที่ต้องแลกเช่นกัน
ต้นทุนสำคัญคือค่าเสียโอกาสจากการต้องกันเงินสดเอาไว้รองรับการซื้อหุ้นตัวนั้น
เมื่อขาย Put Options แบบมีเงินสดรองรับ เงินก้อนนั้นจะไม่สามารถนำไปใช้ลงทุนในโอกาสอื่นได้เต็มที่ เพราะเราต้องเตรียมพร้อมเสมอ หากถูกใช้สิทธิให้ซื้อหุ้นตามราคาที่ตกลงไว้
หากระหว่างรอ หุ้นตัวนั้นไม่ลงมาถึงราคาใช้สิทธิ เราก็ได้รับค่าพรีเมียมจริง แต่ในเวลาเดียวกัน ตลาดอาจมีหุ้นตัวอื่นหรือสินทรัพย์อื่นที่ปรับตัวลงมาในระดับน่าสนใจกว่า และอาจเป็นโอกาสที่ใหญ่กว่าก็ได้
ปัญหาจึงไม่ใช่เพียงว่า ค่าพรีเมียมที่ได้รับมากหรือน้อย แต่คือผลตอบแทนจากค่าพรีเมียมนั้น คุ้มค่ากับการล็อกเงินทุนและเสียความยืดหยุ่นหรือไม่ เพราะในโลกของการลงทุน เงินสดไม่ได้มีคุณค่าเพียงในรูปของดอกเบี้ยหรือค่าพรีเมียม
เงินสดยังมีคุณค่าในฐานะสิทธิ์ในการเลือก ทำให้เราสามารถตอบสนองต่อโอกาสใหม่ได้ทันที ทำให้ไม่ต้องผูกตัวเองไว้กับหุ้นเพียงตัวเดียว และทำให้สามารถโยกเงินไปยังสินทรัพย์ที่มีความได้เปรียบมากกว่าได้เมื่อสถานการณ์เปลี่ยน
ดังนั้น การขาย Put Options จึงไม่ได้เป็นเพียงกลยุทธ์รับค่าพรีเมียมระหว่างรอซื้อหุ้นถูก แต่มันคือการแลกความยืดหยุ่นของเงินทุน กับผลตอบแทนล่วงหน้าจำนวนหนึ่ง
หากหุ้นที่เลือกมีความมั่นใจสูง ราคาใช้สิทธิน่าสนใจ และค่าพรีเมียมคุ้มค่ากับการล็อกเงิน กลยุทธ์นี้ก็อาจเหมาะสม แต่หากตลาดมีโอกาสเปลี่ยนแปลงเร็ว หรือมีโอกาสใหม่เกิดขึ้นบ่อย การกันเงินไว้กับหุ้นตัวเดียวอาจทำให้พลาดโอกาสที่ดีกว่าได้
สิ่งที่ต้องประเมินไม่ใช่เพียงว่าได้ค่าพรีเมียมเท่าไร แต่ต้องถามด้วยว่า เรากำลังเสียสิทธิ์ในการใช้เงินก้อนนี้กับโอกาสอื่นมากเพียงใดเพราะบางครั้งค่าพรีเมียมที่ได้รับ อาจดูเป็นกำไรที่แน่นอน แต่โอกาสที่พลาดไป อาจมีมูลค่ามากกว่านั้นหลายเท่าก็ได้
****************************
วินัยที่แท้จริง ไม่ได้ถูกพิสูจน์ในวันที่ทุกอย่างเป็นไปตามแผน แต่ถูกพิสูจน์ในวันที่เราไม่อยากทำตามแผน วันที่ตลาดผันผวน วันที่อารมณ์เริ่มเข้าครอบงำ วันที่ความโลภบอกให้ซื้อเพิ่ม หรือวันที่ความกลัวบอกให้ขายทุกอย่าง
นั่นคือช่วงเวลาที่กฎการลงทุนมีคุณค่ามากที่สุด เพราะกฎไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้ในวันที่ทุกอย่างง่าย แต่ถูกสร้างขึ้นเพื่อปกป้องเราในวันที่อารมณ์แข็งแกร่งกว่าเหตุผล
นักลงทุนจำนวนมากไม่ได้ขาดทุนเพราะไม่มีกลยุทธ์ แต่ขาดทุนเพราะหยุดทำตามกลยุทธ์ของตัวเองในเวลาที่สำคัญที่สุด
ในขณะเดียวกัน เมื่อรู้สึกสับสน อย่าเพิ่งรีบตัดสินใจ ให้ถอยออกมามองภาพกว้างก่อน ถามตัวเองว่า สิ่งที่กำลังกังวลเป็นเพียงความผันผวนระยะสั้น หรือเป็นการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยพื้นฐาน แนวโน้มใหญ่ของตลาดเปลี่ยนไปจริงหรือไม่ หรือเราเพียงกำลังตอบสนองต่อข่าวและอารมณ์ในช่วงเวลาสั้นๆ
หลายครั้ง เมื่อถอยออกมามองภาพใหญ่ สิ่งที่เคยดูเหมือนเป็นวิกฤต กลับเป็นเพียงคลื่นเล็กๆ ในแนวโน้มระยะยาว และหลายครั้ง การไม่ตัดสินใจในช่วงที่สับสน ก็เป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุด
ทำตามกฎ แม้ในวันที่ไม่อยากทำ และเมื่อความคิดเริ่มสับสน ให้ถอยออกมามองภาพกว้างก่อนเสมอ
เพราะในโลกของการลงทุน วินัยจะปกป้องการตัดสินใจของเรา ส่วนมุมมองที่กว้าง จะปกป้องเราจากการหลงทางเพราะอารมณ์ในระยะสั้น07:14
****************************
ความสำเร็จในการลงทุนไม่ได้เกิดขึ้นในเวลาอันสั้น และแทบไม่มีใครสร้างความมั่งคั่งที่ยั่งยืนได้จากการเร่งรีบ
หลายคนพยายามเร่งผลตอบแทน พยายามเทรดให้มากขึ้น พยายามหาโอกาสใหม่ทุกวัน เพราะเชื่อว่ายิ่งทำมาก ยิ่งมีโอกาสได้กำไรมาก แต่ในความเป็นจริง การเทรดที่มากเกินไป มักเพิ่มความผิดพลาดมากกว่าผลตอบแทน
นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จในระยะยาว เข้าใจว่าความอดทนก็เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ พวกเขาไม่รีบ เพราะรู้ว่าตลาดจะมีโอกาสใหม่กลับมาเสมอ
ไม่ฝืนเทรดเมื่อยังไม่มีความได้เปรียบ และไม่รู้สึกผิดที่บางครั้งต้องนั่งรอเฉยๆ สิ่งสำคัญอีกอย่างคือ การรู้ว่าเมื่อใดควรหยุดพัก
หากอารมณ์เริ่มเข้าครอบงำ
หากขาดทุนต่อเนื่องจนเริ่มตัดสินใจด้วยความต้องการเอาคืน หรือหากเริ่มละเลยระบบที่วางไว้
การหยุดพักชั่วคราว อาจเป็นการตัดสินใจที่สร้างผลตอบแทนได้มากกว่าการฝืนเทรดต่อ
นอกจากนั้น นักลงทุนควรหมั่นตรวจสอบสถิติการเทรดของตัวเองอยู่เสมอ อัตราการชนะเป็นอย่างไร กำไรเฉลี่ยคุ้มกับการขาดทุนเฉลี่ยหรือไม่ ความผิดพลาดส่วนใหญ่เกิดจากอะไร และผลลัพธ์ที่ได้ มาจากการทำตามระบบ หรือมาจากโชค
เพราะสิ่งที่วัดผลได้ ย่อมมีโอกาสพัฒนาได้ และสถิติที่บันทึกไว้อย่างตรงไปตรงมา จะสะท้อนความจริงได้ดีกว่าความรู้สึก
ความสำเร็จจึงไม่ได้เกิดจากการเร่งทำทุกอย่างให้เร็วที่สุด แต่เกิดจากการพัฒนาตัวเองทีละน้อย มีวินัย รู้ว่าเมื่อใดควรเดินหน้า เมื่อใดควรหยุดพัก และเรียนรู้จากผลลัพธ์ของตัวเองอย่างต่อเนื่อง
เพราะในโลกของการลงทุน คนที่ไปถึงเป้าหมาย มักไม่ใช่คนที่วิ่งเร็วที่สุด แต่คือคนที่รักษาจังหวะของตัวเอง และเดินต่อไปได้อย่างสม่ำเสมอ19:09
****************************
ในการลงทุน เงินทุนเปรียบเหมือนกระสุน มีมาก ก็มีทางเลือกมาก มีเหลือ ก็ยังสามารถรับมือกับโอกาสและความผิดพลาดที่เกิดขึ้นได้ แต่ถ้าใช้หมดเร็วเกินไป ต่อให้โอกาสดีแค่ไหน ก็อาจไม่มีเงินเหลือพอที่จะลงมือ
นักลงทุนจำนวนมากไม่ได้แพ้เพราะไม่มีโอกาสแต่แพ้เพราะใช้เงินทุนเร็วเกินไป เห็นหุ้นลงก็รีบซื้อ เห็นราคาถูกลงก็เพิ่มอีก ลงต่อก็ซื้อเพิ่มอีก จนเงินสดหมด ก่อนที่ตลาดจะเข้าสู่จุดที่มี Risk/Reward น่าสนใจจริงๆ
ปัญหาคือไม่มีใครรู้ว่าจุดต่ำสุดอยู่ตรงไหน ดังนั้นการมีเงินสดสำรองไว้ ไม่ใช่การเสียโอกาสเสมอไป มันคือ ทางเลือก
ตลาดอาจลงต่อได้ โอกาสใหม่อาจเกิดขึ้นหรือสถานการณ์อาจเปลี่ยนจนต้องลดความเสี่ยง คนที่ยังมีกระสุนอยู่ จึงยังสามารถปรับตัวได้
การบริหารเงินทุนจึงไม่ใช่แค่คิดว่า “จะลงทุนเท่าไร” แต่ต้องคิดด้วยว่า “จะเก็บกระสุนไว้เท่าไร เพื่อให้ยังมีทางเลือกเมื่อสถานการณ์เปลี่ยน” การลงทุนที่ดีไม่จำเป็นต้องใช้เงินทุกบาทที่มี บางครั้งการไม่ทำอะไร และรักษาเงินทุนไว้ คือการตัดสินใจที่ดีที่สุด
เพราะตลาดมีโอกาสใหม่เสมอ แต่เงินทุนที่ถูกใช้หมดไปแล้ว ต้องใช้เวลาในการสร้างกลับคืนมา
อย่าใช้กระสุนทั้งหมดกับโอกาสแรกที่เห็น เก็บเงินทุนไว้บางส่วน รอจังหวะ เลือกโอกาสที่มีความได้เปรียบ และเมื่อโอกาสที่ดีที่สุดมาถึง จะได้ยังมีกระสุนเพียงพอที่จะลงมือ
****************************
บางครั้งคนเราก็ไม่ได้ต้องการอะไรเป็นพิเศษ ไม่ได้ต้องการความสำเร็จเพิ่มขึ้น ไม่ได้ต้องการทำอะไรให้ได้มากขึ้น แค่อยากมีช่วงเวลาที่ไม่ต้องรีบ
ตื่นมาแล้วไม่ต้องรีบไปไหน นั่งจิบกาแฟช้าๆ อ่านหนังสือ ฟังเพลง ดูต้นไม้ หรือปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยไม่ต้องรู้สึกผิดที่ไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน
ชีวิตที่เต็มไปด้วยเป้าหมายและความเร่งรีบตลอดเวลา อาจทำให้คนเราลืมไปว่า การพักอย่างแท้จริงก็เป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิต
ความเอื่อยเฉื่อยในบางช่วงไม่ได้หมายความว่าขี้เกียจ หากเป็นการหยุดเพื่อพักสมอง ลดความกดดัน และเติมพลังใจ มันก็มีคุณค่าในตัวมันเอง
คนเราไม่สามารถเร่งเครื่องได้ตลอดเวลา เครื่องจักรยังต้องมีเวลาหยุดพัก แล้วมนุษย์จะต่างอะไร บางวันไม่ต้องมี Productivity สูง ไม่ต้องทำทุกนาทีให้เกิดประโยชน์ ไม่ต้องรู้สึกผิดที่ใช้เวลาไปกับเรื่องธรรมดาๆ
เพราะบางครั้งการนั่งเฉยๆ โดยไม่มีเป้าหมาย ก็ช่วยให้จิตใจได้กลับมาอยู่กับตัวเอง ชีวิตที่ดีไม่ใช่ชีวิตที่ต้องรีบไปข้างหน้าตลอดเวลา แต่คือชีวิตที่รู้ว่าเมื่อไรควรเดิน เมื่อไรควรหยุด และเมื่อไรควรปล่อยให้ตัวเองเอื่อยเฉื่อยบ้าง
เพราะการพักที่เพียงพอ อาจไม่ได้ทำให้ชีวิตช้าลง แต่มันช่วยให้มีแรงกลับไปใช้ชีวิตต่ออย่างมีความสุขมากขึ้น
****************************
คนเรามักเผลอคิดลบโดยไม่รู้ตัว เรื่องเล็กๆ ก็คิดไปไกล เห็นสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น ก็เริ่มกังวล เจอความผิดพลาดครั้งหนึ่ง ก็คิดว่าตัวเองไม่เก่ง เห็นคนอื่นประสบความสำเร็จ ก็รู้สึกว่าตัวเองกำลังตามหลัง
ความคิดเหล่านี้เกิดขึ้นได้เป็นธรรมชาติ แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกความคิดที่เกิดขึ้นในหัวจะเป็นความจริง
สิ่งสำคัญคือ รู้ตัวให้ทัน เมื่อรู้ว่ากำลังคิดในทางลบ ลองหยุดแล้วถามตัวเองว่า มีความเป็นไปได้อื่นอีกไหม ถ้ามองเรื่องเดียวกันจากอีกมุม จะเห็นอะไร สิ่งที่กังวลอยู่ ควบคุมได้มากแค่ไหน
บางครั้งเราไม่ได้ต้องการคำตอบใหม่ เพียงต้องการหยุดความคิดเดิมที่กำลังพาเราไปไกลเกินกว่าความเป็นจริง ไม่ได้หมายความว่าต้องบังคับตัวเองให้คิดบวกตลอดเวลา
การมองโลกในแง่ดีโดยไม่อยู่บนความจริงก็อาจเป็นปัญหาได้เช่นกัน แต่ควรฝึก คิดอย่างสมดุล เห็นความเสี่ยง แต่ก็เห็นทางออก ยอมรับความผิดพลาด แต่ไม่ตัดสินตัวเองทั้งชีวิตจากมัน เห็นปัญหา แต่ไม่ลืมว่ายังมีสิ่งที่ควบคุมได้
เมื่อฝึกแบบนี้บ่อยๆ ความคิดจะค่อยๆ เปลี่ยนไป ไม่ใช่เพราะโลกเปลี่ยน แต่เพราะวิธีที่เรามองโลกเปลี่ยน
อย่าเชื่อทุกความคิดที่เกิดขึ้นในหัว รู้ตัวให้ทัน ตั้งคำถามกับมัน และหาหลักฐานจากอีกด้าน บางครั้งการเปลี่ยนมุมมองเพียงเล็กน้อย ก็ทำให้โลกใบเดิมดูสดใสขึ้นได้มาก
****************************
อย่าทำให้ลูกที่ขยันรู้สึกว่า ชีวิตจะเริ่มได้หลังพ่อแม่จากไป
ลูกบางคนตั้งใจทำงาน ขยันหาเงิน พยายามสร้างฐานะ และพยายามสร้างชีวิตของตัวเองขึ้นมา แต่เมื่อใดที่เขาเริ่มไปได้ดี กลับต้องถูกดึงทรัพย์สินหรือผลประโยชน์ไปช่วยพี่น้องอยู่เรื่อยๆ ทั้งที่อีกฝ่ายไม่ได้เดือดร้อนจริงๆ
จากความรักของพ่อแม่ กลับกลายเป็นแรงถ่วงโดยไม่รู้ตัว ลูกที่ขยันอาจไม่ได้โกรธที่ต้องช่วยครอบครัว แต่สิ่งที่เจ็บปวดคือความรู้สึกว่า ยิ่งตัวเองพยายามมากเท่าไร ก็ยิ่งถูกคาดหวังให้เสียสละมากขึ้นเท่านั้น
จนวันหนึ่งอาจเกิดความคิดที่น่าเศร้าว่า “ชีวิตของตัวเองคงจะเริ่มได้จริงๆ ก็ต่อเมื่อพ่อแม่ไม่อยู่แล้ว”
นี่ไม่ใช่เพราะลูกไม่รักพ่อแม่แต่เพราะเขารู้สึกว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา ความสำเร็จของตัวเองไม่ได้ทำให้ชีวิตก้าวไปข้างหน้าอย่างเต็มที่ เพราะต้องคอยแบกรับภาระที่เพิ่มขึ้นตามความสามารถในการหาเงินของตัวเอง
พ่อแม่อาจคิดว่ากำลังทำให้ลูกทุกคนเท่าเทียมกัน แต่บางครั้งการทำให้เท่ากัน อาจกลายเป็นการลงโทษคนที่พยายามมากกว่า
การช่วยลูกที่เดือดร้อนเป็นเรื่องหนึ่ง แต่การดึงลูกที่กำลังสร้างตัวเองลงมา เพื่อให้ลูกอีกคนที่ไม่ได้เดือดร้อนมีชีวิตที่ใกล้เคียงกัน เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
พ่อแม่ไม่จำเป็นต้องทำให้ลูกทุกคนมีเท่ากัน
แต่ควรทำให้ลูกทุกคนมีโอกาสสร้างชีวิตของตัวเอง
อย่าทำให้ความสำเร็จของลูกคนหนึ่ง กลายเป็นภาระที่ต้องชดใช้ให้กับความไม่พยายามของอีกคน เพราะวันหนึ่ง หากลูกที่ขยันรู้สึกว่าชีวิตของตัวเองจะเริ่มต้นได้ก็ต่อเมื่อพ่อแม่จากไป
นั่นอาจเป็นสัญญาณว่า ความรักที่พ่อแม่ตั้งใจมอบให้ กำลังกลายเป็นสิ่งที่รั้งชีวิตลูกเอาไว้โดยไม่รู้ตัว
****************************
คนที่ยังไม่ประสบความสำเร็จบางคน มักมีความคิดที่ใหญ่กว่าความสามารถในการลงมือทำ
พูดถึงอนาคตว่าจะทำอะไรบ้าง ถ้าธุรกิจสำเร็จจะดึงคนนั้นมาทำงาน จะชวนคนนี้เข้ามาช่วย จะให้คนนั้นเท่านี้ จะแจกคนนี้เท่านั้น พูดถึงสิ่งที่จะทำได้มากมายราวกับความสำเร็จเกิดขึ้นแล้ว
แต่เวลาผ่านไป 10 ปี กลับไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน
เหตุผลหนึ่งอาจไม่ได้อยู่ที่โชคหรือโอกาส แต่อยู่ที่ Mindset ตั้งแต่เริ่มต้น
คนที่เคยผ่านความยากลำบากในการสร้างธุรกิจจนประสบความสำเร็จ จะเข้าใจอีกแบบหนึ่ง เพราะทุกการตัดสินใจมีต้นทุน และทุกต้นทุนต้องสร้างประโยชน์กลับมา
การจ้างคน ไม่ใช่คิดแค่ว่าอยากให้ใครมาทำงาน แต่ต้องดูว่าเขาเหมาะกับงานหรือไม่ สร้างคุณค่าให้ธุรกิจได้มากกว่าต้นทุนที่จ่ายหรือไม่
การให้หรือการแจก ก็ไม่ใช่แค่มีเงินแล้วจ่ายออกไป แต่ต้องคิดว่าค่าใช้จ่ายนั้นจำเป็นแค่ไหน คุ้มค่าหรือไม่ และส่งผลอย่างไรต่อธุรกิจ
เมื่อผ่านความยากลำบากมาจริง วิธีคิดจะเปลี่ยนไปจาก “ถ้าสำเร็จแล้วจะทำอะไร” เป็น “วันนี้ต้องทำอะไรให้ธุรกิจสำเร็จ”
คนหนึ่งใช้เวลาส่วนใหญ่พูดถึงภาพความสำเร็จในอนาคต
อีกคนใช้เวลาไปกับการสร้างเหตุปัจจัยที่ทำให้ความสำเร็จเกิดขึ้นจริง
คนที่ยังไม่สำเร็จ มักคิดว่าความสำเร็จจะทำให้เขาใช้เงินได้อย่างไร
คนที่เคยสร้างความสำเร็จด้วยตัวเอง จะคิดว่าใช้เงินอย่างไรให้สร้างความสำเร็จเพิ่มขึ้น
สองวิธีคิดนี้อยู่คนละฝั่งกัน
เพราะคนหนึ่งกำลังจินตนาการถึงผลลัพธ์ แต่อีกคนกำลังสร้างเหตุของผลลัพธ์
ความสำเร็จจึงไม่ได้เริ่มต้นวันที่มีเงินมากพอ
แต่มันเริ่มตั้งแต่วันที่คนคนหนึ่งเรียนรู้ว่า ทุกการตัดสินใจมีต้นทุน และทุกต้นทุนต้องสร้างคุณค่าให้มากกว่าที่จ่ายออกไป
วิธีคิดต่างกัน ผลลัพธ์จึงต่างกัน
****************************
ชีวิตไม่ได้เปลี่ยนจากการตัดสินใจครั้งใหญ่เพียงไม่กี่ครั้ง แต่ค่อยๆ เปลี่ยนจากการตัดสินใจเล็กๆ ที่เกิดขึ้นทุกวัน
จะตื่นขึ้นมาแล้วทำสิ่งสำคัญก่อน หรือปล่อยเวลาให้ผ่านไป
จะเก็บเงินหรือใช้จ่ายตามใจ
จะออกกำลังกายหรือเลือกความสบาย
จะเรียนรู้เพิ่มเติมหรือหยุดอยู่กับสิ่งที่รู้
แต่ละเรื่องอาจดูเล็กเกินกว่าจะเปลี่ยนชีวิตได้ แต่ทว่าเมื่อการตัดสินใจเดิมเกิดขึ้นซ้ำๆ มันจะกลายเป็นนิสัย และนิสัยจะค่อยๆ กลายเป็นผลลัพธ์ของชีวิต
การเงินดีขึ้นจากการตัดสินใจเล็กๆ ที่มีวินัย
สุขภาพดีขึ้นจากพฤติกรรมเล็กๆ ที่ทำอย่างสม่ำเสมอ
ความสามารถเพิ่มขึ้นจากการเรียนรู้เล็กๆ ที่สะสมต่อเนื่อง
เพราะฉะนั้น อย่ารอการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จากชีวิต เลือกให้ดีในเรื่องเล็กๆ ที่อยู่ตรงหน้า แล้วทำมันซ้ำๆ วันหนึ่งจะพบว่า สิ่งเล็กๆ ที่ทำมาตลอด กลายเป็นชีวิตที่แตกต่างจากเดิมอย่างสิ้นเชิง
ชีวิตไม่ได้เปลี่ยนในวันที่เราโชคดี แต่เปลี่ยนจากสิ่งที่เราเลือกทำในวันที่ไม่มีใครเห็น
****************************
คนเราควรมีงานอดิเรกบางอย่างที่สามารถสร้างรายได้ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นธุรกิจใหญ่ และไม่จำเป็นต้องสร้างเงินจำนวนมากตั้งแต่แรก
คนทำงานประจำ อาจมีพอร์ตลงทุนที่สร้างเงินปันผล มีคอนโดปล่อยเช่า ทำงานเสริม รับงานจากทักษะที่ตัวเองมี หรือสร้างสินทรัพย์ที่สามารถสร้างกระแสเงินสดได้
สิ่งเหล่านี้อาจเริ่มต้นจากงานอดิเรกเล็กๆ แต่เมื่อทำต่อเนื่อง มันสามารถกลายเป็นรายได้อีกทางหนึ่งที่ไม่ต้องพึ่งพาเงินเดือนเพียงอย่างเดียว
ประโยชน์สำคัญอาจไม่ใช่แค่จำนวนเงินที่ได้รับ แต่คือ ความรู้สึกว่าชีวิตยังมีทางเลือก
วันหนึ่งหากงานประจำมีปัญหา รายได้ลดลง หรือเกิดเหตุการณ์ที่ควบคุมไม่ได้ คนที่มีรายได้จากหลายทางย่อมมีแรงกดดันน้อยกว่าคนที่พึ่งพารายได้ทางเดียวทั้งหมด
เมื่อมีเงินจากงานอดิเรกเข้ามาช่วยพยุง แม้จะยังไม่มาก แต่ก็ทำให้มีเวลาตั้งหลัก คิด และตัดสินใจได้ดีขึ้น โดยไม่ต้องรีบคว้างานอะไรก็ได้เพียงเพราะกลัวไม่มีเงินใช้
อย่าทำงานอดิเรกเพียงเพื่อฆ่าเวลา
ลองสร้างงานอดิเรกที่วันหนึ่งสามารถสร้างรายได้ให้คุณได้ด้วย
เพราะวันที่รายได้หลักสะดุด สิ่งที่เคยทำเล่นๆ อาจกลายเป็นสิ่งที่ช่วยให้คุณยืนอยู่ได้โดยไม่ต้องกลัวอนาคตมากเกินไป
****************************
ความรู้บางอย่างไม่จำเป็นต้องสอนให้ทุกคน และคำว่า “ควรสอน” ไม่ได้หมายถึงคนที่เก่งกว่า หรือคนที่เราชอบมากกว่า แต่หมายถึง คนที่มีเหตุผลเพียงพอที่จะได้รับความรู้นั้น และสามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้
สอนคนที่ควรสอน ความรู้บางประเภทเป็นความรู้ที่ต้องการส่งต่อให้คนในครอบครัว เช่น วิธีคิดในการบริหารเงิน การดูแลทรัพย์สิน ประสบการณ์ในการทำธุรกิจ หรือบทเรียนที่สะสมมาตลอดชีวิต
ความรู้เหล่านี้อาจเลือกถ่ายทอดให้ลูกหลานหรือคนในครอบครัว เพราะต้องการให้สิ่งที่สร้างมาถูกส่งต่ออย่างมีความหมาย
ไม่จำเป็นต้องสอนทุกคนที่เข้ามาถาม นี่ไม่ใช่การหวงความรู้ แต่เป็นการรู้ว่า ความรู้นี้ควรถูกส่งต่อให้ใคร
สอนคนที่อยากเรียนรู้ สำหรับความรู้ทั่วไป หากมีคนต้องการเรียนรู้และพร้อมนำไปใช้ ก็ควรแบ่งปันให้เต็มที่ เพราะคนที่อยากรู้มักเป็นคนที่เห็นคุณค่าของสิ่งที่ได้รับ
ในทางกลับกัน คนที่ไม่ได้อยากเรียนรู้ ต่อให้สอนมากแค่ไหนก็อาจไม่มีประโยชน์
ดังนั้น การเป็นคนมีความรู้ไม่ได้แปลว่าต้องสอนทุกคน เลือกให้ถูกว่าเรื่องไหนควรสอนใคร และสอนคนที่พร้อมจะรับความรู้นั้น
เพราะความรู้ที่อยู่กับคนที่เห็นคุณค่า ย่อมมีโอกาสสร้างประโยชน์มากกว่าความรู้ที่ถูกยัดเยียดให้กับคนที่ไม่ต้องการมัน
สอนคนที่ควรสอน “และ” อยากเรียนรู้ เท่านั้น
****************************
วินัยสำคัญกว่าความฉลาด
การรู้ข่าวเร็ว รู้ข้อมูลมาก หรือวิเคราะห์สถานการณ์ได้เก่งกว่าคนอื่น ไม่ได้แปลว่าจะประสบความสำเร็จมากกว่าคนอื่นเสมอไป
โดยเฉพาะในโลกของการลงทุน คนจำนวนมากพยายามติดตามข่าวทุกเรื่อง รู้ข้อมูลให้เร็วที่สุด และคิดว่าการมีข้อมูลมากกว่าจะทำให้ได้เปรียบ
แต่ข้อมูลที่ดีจะไม่มีความหมาย หากนำไปใช้โดยไม่มีวินัย
รู้ว่าควรซื้อ แต่ซื้อเกินขนาดที่รับความเสี่ยงได้ ก็อาจกลายเป็นความเสียหาย
รู้ว่าควรขาย แต่ไม่ยอมทำตามแผนเมื่อถึงจุดที่กำหนด ก็อาจเปลี่ยนกำไรเป็นขาดทุน
รู้ว่าตลาดมีความเสี่ยง แต่ยังไล่ราคาเพราะกลัวตกรถ ก็ไม่ได้ช่วยให้ตัดสินใจดีขึ้น
ความฉลาดช่วยให้มองเห็นโอกาส แต่ วินัยช่วยให้ทำตามสิ่งที่รู้อยู่แล้ว
คนที่รู้ข่าวน้อยกว่า แต่อ่านเกมของตัวเองออกและทำตามระบบอย่างสม่ำเสมอ อาจทำได้ดีกว่าคนที่รู้ทุกข่าวแต่ควบคุมตัวเองไม่ได้
เพราะในโลกแห่งความจริง ผลลัพธ์ไม่ได้วัดกันที่ใครรู้มากกว่า แต่วัดกันที่ใครสามารถเปลี่ยนความรู้ให้กลายเป็นการกระทำที่ถูกต้องได้อย่างสม่ำเสมอ
ความฉลาดทำให้รู้ว่าควรทำอะไร แต่ วินัยทำให้ทำสิ่งนั้นได้จริง และเมื่อทำสิ่งที่ถูกต้องซ้ำๆ นานพอ ผลลัพธ์จะค่อยๆ พูดแทนตัวเรา
อย่าพยายามเป็นคนที่รู้ทุกอย่าง จงเป็นคนที่ทำในสิ่งที่รู้ว่าถูกต้องได้อย่างสม่ำเสมอ
****************************
การเป็นคนตัดสินใจชีวิตตัวเอง มีทั้งอิสระและความรับผิดชอบที่มาพร้อมกัน
เมื่อเลือกทางเดินด้วยตัวเอง ก็ต้องยอมรับว่าทุกการตัดสินใจมีโอกาสผิดพลาด และเมื่อผลลัพธ์ไม่เป็นอย่างที่หวัง ก็ไม่ควรรีบโยนความผิดให้คนอื่น
เลือกลงทุนเอง ก็ต้องรับทั้งกำไรและขาดทุน
เลือกอาชีพเอง ก็ต้องรับผลจากเส้นทางที่เลือก
เลือกทำธุรกิจเอง ก็ต้องรับผิดชอบทั้งวันที่ธุรกิจเติบโตและวันที่ต้องเผชิญกับปัญหา
การขอเป็นคนกำหนดชีวิตตัวเอง แต่เมื่อเกิดปัญหากลับโทษคนอื่น เท่ากับต้องการอิสระเฉพาะตอนที่ผลลัพธ์ออกมาดี
อิสระกับความรับผิดชอบเป็นของคู่กัน
ถ้าต้องการสิทธิ์ในการตัดสินใจ ก็ต้องยอมรับหน้าที่ในการรับผลของการตัดสินใจนั้นด้วย เพราะการเป็นผู้ใหญ่ไม่ได้หมายถึงการตัดสินใจถูกทุกครั้ง แต่หมายถึงการกล้ายืนอยู่หลังสิ่งที่ตัวเองเลือก แม้ผลลัพธ์จะไม่เป็นอย่างที่ต้องการ
เลือกเอง ก็รับเอง
ผิดเอง ก็เรียนรู้เอง
ล้มเอง ก็ลุกเอง
อย่าเรียกร้องสิทธิ์ในการกำหนดชีวิต หากยังไม่พร้อมรับผิดชอบผลลัพธ์ของมัน
เพราะวันที่คุณรับผิดชอบชีวิตตัวเองได้เต็มร้อย วันนั้นคุณก็มีอิสระที่จะกำหนดชีวิตตัวเองได้เต็มที่
****************************
ถ้าสร้างพอร์ตเพื่อรับเงินปันผล อย่ามองแค่ว่า Dividend Yield สูงแค่ไหน เพราะ Yield สูง ไม่ได้แปลว่าธุรกิจดี บางครั้ง Yield ที่สูงเกิดจากราคาหุ้นที่ร่วงลง เพราะธุรกิจกำลังมีปัญหา และหากกำไรหรือกระแสเงินสดลดลง ปันผลก็อาจถูกลดหรือตัดได้
ในทางกลับกัน ธุรกิจที่แข็งแรง กระแสเงินสดดี งบดุลแข็งแกร่ง และกำไรเติบโตต่อเนื่อง อาจมี Yield วันนี้ไม่สูงมาก แต่สามารถเพิ่มเงินปันผลได้ในระยะยาว
ดังนั้น การสร้างพอร์ตปันผลควรดู คุณภาพธุรกิจก่อน Dividend Yield ดูว่าธุรกิจแข็งแรงแค่ไหน กระแสเงินสดเพียงพอหรือไม่ งบดุลรับมือกับวิกฤตได้หรือไม่ และปันผลมีความยั่งยืนเพียงใด
เพราะสิ่งที่ต้องการไม่ใช่แค่ “ปันผลสูงวันนี้” แต่คือ “กระแสเงินสดที่เติบโตและอยู่กับเราไปอีกหลายปี”
Yield บอกว่าคุณได้เงินเท่าไรวันนี้ แต่คุณภาพธุรกิจบอกว่า คุณมีโอกาสได้เงินนั้นต่อไปอีกนานแค่ไหน
สร้างพอร์ตปันผล อย่าไล่หาหุ้นที่จ่ายสูงที่สุด ให้หาธุรกิจที่มีศักยภาพจ่ายให้คุณได้อย่างยั่งยืนที่สุด
****************************
การสร้างพอร์ตปันผล หลายคนมองหาหุ้นที่ให้ Dividend Yield สูงที่สุด แต่ถ้าตั้งใจสร้างรายได้จากพอร์ตในระยะยาว เป้าหมายที่แท้จริงไม่ใช่ Yield ที่สูงที่สุด แต่คือ รายได้ที่สม่ำเสมอและยั่งยืน
Yield สูงอาจดูน่าสนใจในวันนี้ แต่ถ้าธุรกิจไม่แข็งแรง กำไรไม่เติบโต หรือกระแสเงินสดไม่เพียงพอ ปันผลก็อาจลดลงได้ ดังนั้น ก่อนเลือกหุ้นปันผล ควรพิจารณาเกณฑ์สำคัญเหล่านี้
คุณภาพธุรกิจ มีความได้เปรียบในการแข่งขันและมีโอกาสเติบโตในระยะยาว
กำไรและกระแสเงินสด สร้างกำไรและกระแสเงินสดได้สม่ำเสมอ
งบดุล หนี้อยู่ในระดับที่บริหารได้ และมีความสามารถรับมือกับช่วงเศรษฐกิจขาลง
Dividend Payout Ratio จ่ายปันผลในระดับที่สอดคล้องกับกำไรและกระแสเงินสด
ประวัติการจ่ายปันผล จ่ายสม่ำเสมอ และมีแนวโน้มเพิ่มปันผลในระยะยาว
การเติบโต รายได้ กำไร และกระแสเงินสดยังมีโอกาสเติบโต ซึ่งจะช่วยเพิ่มปันผลในอนาคต
ความเสี่ยงที่ปันผลจะลดลง ต้องประเมินว่าธุรกิจมีความเสี่ยงจากกำไรลดลง กระแสเงินสดอ่อนตัว หนี้สูง หรือปัจจัยอื่นที่อาจทำให้บริษัทต้องลดหรืองดปันผลหรือไม่
มูลค่าหุ้น หุ้นดีไม่ได้หมายความว่าซื้อได้ทุกราคา ต้องดูราคาที่จ่ายเทียบกับคุณภาพและการเติบโตของธุรกิจ
เป้าหมายจึงไม่ใช่การหาหุ้นที่จ่ายมากที่สุด แต่คือการหาธุรกิจที่ จ่ายได้จริง จ่ายได้ต่อเนื่อง มีโอกาสเพิ่มขึ้น และมีความเสี่ยงที่ปันผลจะลดลงต่ำ
Dividend Yield สูง อาจทำให้พอร์ตดูดีในวันนี้ แต่ความสามารถในการรักษาและเพิ่มปันผล คือสิ่งที่สร้างรายได้ในระยะยาว
สร้างพอร์ตปันผล อย่าไล่ล่า Yield ให้คัดเลือก “คุณภาพและความยั่งยืนของเงินปันผล” ก่อน “ตัวเลข Yield”
****************************
หลายคนใช้เวลานานเกินไปกับการรอให้ตัวเองพร้อม
รอให้มีเงินมากกว่านี้ รอให้มีความรู้มากกว่านี้ รอให้มั่นใจกว่านี้ รอให้ทุกอย่างลงตัว แล้วค่อยเริ่ม
แต่ชีวิตจริงไม่ค่อยมีวันที่ทุกอย่างพร้อม ถ้ารอจนไม่มีความกลัว อาจไม่ได้เริ่มเลย
ถ้ารอจนรู้ทุกอย่าง อาจพลาดโอกาสไปแล้ว ถ้ารอจนมีเวลามากพอ อาจพบว่าเวลาผ่านไปหลายปี
การเริ่มต้นไม่ได้หมายความว่าต้องพร้อมทุกอย่าง แต่ต้อง พร้อมที่จะเรียนรู้ระหว่างทาง พร้อมปรับตัวเมื่อผิดพลาด และพร้อมรับผิดชอบกับสิ่งที่เลือก
เริ่มจากสิ่งที่ทำได้ในวันนี้ แล้วค่อยพัฒนาให้ดีขึ้น เพราะความพร้อมจำนวนมากไม่ได้เกิดขึ้นก่อนลงมือทำแต่มันเกิดขึ้นระหว่างทาง อย่ารอให้ชีวิตพร้อมแล้วค่อยเริ่ม
เริ่มก่อน แล้วสร้างความพร้อมขึ้นมาระหว่างทาง เพราะวันที่เรารู้สึกว่า “พร้อมจริงๆ” อาจเป็นวันที่เวลาผ่านไปมากเกินกว่าจะเริ่มต้นได้
อย่ารอวันที่พร้อม เพราะวันนั้นอาจไม่มาถึง
****************************
บางคนมองอะไรก็เห็นแต่ข้อเสีย เห็นปัญหาเก่ง วิจารณ์เก่ง แต่กลับไม่เคยมองว่าอะไรสามารถทำให้ดีขึ้นได้ เมื่อคนอื่นทำอะไร ก็เห็นแต่สิ่งที่ผิด เมื่อมีโครงการใหม่ ก็เห็นแต่ความเสี่ยง เมื่อคนอื่นประสบความสำเร็จ ก็หาข้อบกพร่องมาพูด เมื่อเกิดปัญหา ก็รีบหาคนผิดก่อนหาทางแก้
การมองเห็นข้อเสียไม่ใช่เรื่องผิด เพราะการคิดเชิงวิพากษ์มีประโยชน์ แต่ถ้าความคิดมีแต่การตำหนิ โดยไม่มีทางออก สุดท้ายก็ไม่ได้สร้างอะไรขึ้นมา
คนที่มีประโยชน์ไม่ใช่คนที่บอกได้ว่า “ตรงไหนผิด” เท่านั้น แต่คือคนที่มองเห็นด้วยว่า “แล้วควรทำอย่างไรให้ดีขึ้น”
ลองเปลี่ยนจากการถามว่า “ทำไมถึงทำแบบนี้”
เป็น “ถ้าจะทำให้ดีขึ้น ควรทำอย่างไร”
เปลี่ยนจากการจับผิด เป็นการเสนอทางออก เปลี่ยนจากการมองแต่สิ่งที่ขาด เป็นการมองสิ่งที่ยังสร้างเพิ่มได้
เพราะการมองโลกในแง่ลบตลอดเวลา ไม่ได้ทำให้เราเก่งขึ้น แต่การมองปัญหาอย่างรอบด้านและหาทางแก้ต่างหากที่ทำให้เราเติบโต
อย่าเป็นคนที่เก่งแต่การวิจารณ์ ให้เป็นคนที่เห็นปัญหาแล้วมองเห็นทางออกด้วย
เพราะคนที่เห็นแต่ข้อเสีย อาจทำให้ทุกอย่างแย่ลง แต่คนที่เห็นทั้งปัญหาและความเป็นไปได้ คือคนที่สร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริง
****************************
ถ้าอยากยกระดับฐานะทางการเงิน สิ่งที่ต้องยกระดับก่อนอาจไม่ใช่รายได้ แต่คือ วิธีตัดสินใจ
ลองมองย้อนกลับไปในชีวิต ทั้งเรื่องการเงิน การทำงาน ธุรกิจ หรือแม้แต่ความสัมพันธ์ หลายครั้งช่วงที่ชีวิตเริ่มถดถอย ไม่ได้เกิดจากการตัดสินใจครั้งใหญ่เพียงครั้งเดียว แต่เกิดจากช่วงเวลาที่ใช้อารมณ์นำเหตุผลซ้ำๆ
อยากได้ก็ซื้อ
กลัวก็ไม่กล้าลงทุน
โลภก็เสี่ยงเกินตัว
โกรธก็ลาออก
เหนื่อยก็เลิก
เห็นคนอื่นได้ดีก็รีบทำตาม
การตัดสินใจเหล่านี้อาจให้ความพอใจในระยะสั้น แต่บางครั้งสร้างต้นทุนที่ต้องใช้เวลาหลายปีในการแก้ไข
แน่นอนว่าโชค โอกาส และพื้นฐานทางครอบครัวมีผลต่อชีวิต แต่สิ่งที่เราควบคุมได้มากที่สุดคือ คุณภาพของการตัดสินใจของตัวเอง
คนที่ใช้เหตุผลมากขึ้น จะเริ่มคิดถึงต้นทุนระยะยาว ความเสี่ยง ผลตอบแทน และผลที่จะตามมาก่อนตัดสินใจ ไม่ใช่การกำจัดอารมณ์ออกไป เพราะอารมณ์เป็นส่วนหนึ่งของมนุษย์ แต่คือการ ไม่ปล่อยให้อารมณ์เป็นตัวนำการตัดสินใจ
เมื่อการตัดสินใจดีขึ้น ฐานะก็มีโอกาสดีขึ้นตาม เพราะชีวิตส่วนใหญ่คือผลสะสมของการตัดสินใจเล็กๆ นับพันครั้ง
ฐานะไม่ได้เปลี่ยนเพราะคิดอยากรวย แต่เปลี่ยนเมื่อเรา ตัดสินใจแบบคนที่กำลังสร้างความมั่งคั่ง
อยากยกระดับฐานะ ต้องยกระดับการตัดสินใจด้วยเหตุผลให้มากขึ้น บ่อยขึ้น
ให้อารมณ์เป็นเพียงผู้โดยสาร
ให้เหตุผลเป็นคนขับ เป็นคนนำทาง