วันจันทร์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2568

หลักคิด 48

 ความแตกต่างทางวัฒนธรรมและโภชนาการระหว่างภูมิภาค


เอเชีย

“ข้าว” คือหัวใจของมื้ออาหาร โดยเฉพาะในจีน ญี่ปุ่น ไทย เวียดนาม


ข้าวมักกินคู่กับกับข้าวหลายชนิด (ผัด แกง ย่าง ฯลฯ)


การกินข้าวร่วมกันเป็นสัญลักษณ์ของความอบอุ่นในครอบครัว


ยุโรปและอเมริกา

“เนื้อสัตว์” มักเป็นจุดเด่นของจานหลัก เช่น สเต็ก ไก่ย่าง หมูอบ


คาร์โบไฮเดรต เช่น มันฝรั่ง ขนมปัง พาสตา มักเป็นเครื่องเคียง


อาหารมักจัดเสิร์ฟเป็น “จานเดียว” เช่น สเต็ก + มันบด + สลัด


ชีสและผลิตภัณฑ์นมมีบทบาทมากในอาหารยุโรป


ผลต่อสุขภาพ

การกินคาร์บมากเกินไป อาจทำให้ร่างกายสะสมพลังงานส่วนเกินเป็นไกลโคเจนและไขมัน → น้ำหนักเพิ่ม และไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง


อย่างไรก็ตาม คาร์บไม่ใช่สิ่งเลวร้าย ขึ้นอยู่กับชนิดและปริมาณ → ธัญพืชไม่ขัดสี (ข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ต) ดีกว่าคาร์บขัดสี (ข้าวขาว ขนมปังขาว)


ระดับ LDL ไม่ได้ขึ้นกับคาร์บเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นกับ ชนิดไขมันที่กิน (ไขมันอิ่มตัว ไขมันทรานส์) รวมถึงเนื้อแดงและพันธุกรรม


ดังนั้น ไม่ว่าจะกินอาหารแบบเอเชียหรือแบบตะวันตก ควรใส่ใจเรื่องปริมาณคาร์บและคุณภาพไขมันร่วมด้วย



************************************


คนทั่วไปที่ไม่ได้เล่นเวท แต่ไปหาเวย์โปรตีนมาทานโดยหวังว่าจะมีกล้ามทั้งๆที่ทานอาหารปกติมีโปรตีนเพียงพอแล้ว อย่าหาทำ


เพราะหากร่างกายไม่ได้ต้องซ่อมแซมกล้ามเนื้อ ปริมาณการใช้อะมิโนโปรตีนจะไม่ได้มาก การทานเวย์เสริมจะทำให้มีอะมิโนโปรตีนเหลือ  เป็นภาระแก่ตับในการเปลี่ยนอะมิโนโปรตีนส่วนเกินให้เป็นยูเรีย เพื่อให้ไตกรองยูเรียและขับออกจากร่างกาย เป็นการทำให้ตับและไตทำงานหนักขึ้น 


และในคนที่ไม่ได้เล่นเวท ลำพังแค่ทานโปรตีนสูงสูงยังไงก็ไม่มีกล้ามเพิ่มขึ้น


แต่ในคนที่เล่นเวท จะต้องการโปรตีนที่สูง เพราะต้องการอะมิโนโปรตีนเพื่อไปซ่อมแซมกล้ามเนื้ออย่างมาก และเมื่อใช้อะมิโนโปรตีนจนหมด ก็ไม่ได้เป็นภาระการทำงานเพิ่มแก่ตับและไต 


คนทั่วไปการทานโปรตีนช่วงที่เหมาะสมคือ 0.8 ถึง 1 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ต่อวัน


ในคนที่เล่นเวท โปรตีนช่วงที่เหมาะสมจะอยู่ที่ 1.5 กรัมถึง 2 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ต่อวัน


และในคนที่เพาะกายเพิ่มกล้าม จะต้องการโปรตีนมากกว่า 2 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ต่อวัน


ในทางกลับกัน  ผู้สูงวัยจำนวนมากมักทานโปรตีนไม่ถึง ขาดโปรตีน ทำให้กล้ามเนื้อลดลงเร็ว อันนี้ควรเสริมด้วยการทานนมที่มีเวย์โปรตีน หรือหาเวย์โปรตีนมาทานถ้าสามารถทานได้ 


************************************



โอเมกา6 และโอเมกา3

ไขมันจำเป็นที่ควรเข้าใจ


ไขมันเป็นส่วนประกอบสำคัญของร่างกาย แต่ไขมันแต่ละชนิดมีผลต่อสุขภาพแตกต่างกัน โดยเฉพาะ โอเมกา-6 และ โอเมกา-3 ซึ่งเป็น กรดไขมันจำเป็น (Essential fatty acids) ร่างกายสร้างเองไม่ได้ ต้องได้จากอาหาร


⸻


1. โอเมกา-6 คืออะไร

 • เป็น กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน

 • ช่วยสร้างเยื่อหุ้มเซลล์ ผิวหนัง และเป็นวัตถุดิบในการสร้างสาร eicosanoids


 • Eicosanoids บางชนิดจากโอเมกา-6 สามารถกระตุ้นการอักเสบระดับต่ำเรื้อรัง (chronic inflammation) หากได้รับมากเกินไป


 • การอักเสบแบบนี้เชื่อมโยงกับโรคหัวใจ เบาหวาน และปัญหาสุขภาพเรื้อรังบางชนิด


แหล่งอาหารโอเมกา-6 สูง

 • น้ำมันพืช: ข้าวโพด, ถั่วเหลือง, เมล็ดดอกทานตะวัน, น้ำมันฝ้าย

 • เนื้อสัตว์: หมู > ไก่ (สะโพก > อก) > เนื้อวัว Grain-fed > ปลากะพง > ปลาแซลมอน


⸻


2. โอเมกา-3 คืออะไร

 • เป็นกรดไขมันจำเป็นอีกชนิดที่ช่วย ลดการอักเสบ และบำรุงหัวใจ

 • มีชนิดสำคัญ:

 • ALA (Alpha-linolenic acid) → พบในพืช เช่น เมล็ดแฟลกซ์ ชียา วอลนัท

 • EPA และ DHA → พบมากในปลา เช่น แซลมอน แมคเคอเรล ซาร์ดีน


 • EPA/DHA ช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจ, เส้นเลือดแข็งตัว และการอักเสบ


⸻


3. สัดส่วนที่ดีระหว่างโอเมกา-6 และโอเมกา-3

 • สัดส่วน โอเมกา-6 : โอเมกา-3 ที่แนะนำ 2 : 1 ถึง 4 : 1


 • อาหารทั่วไปในไทยและตะวันตกอาจสูงถึง 10 : 1 ถึง 15 :1 → กระตุ้นการอักเสบ


 • วิธีปรับสมดุล: ลดโอเมกา-6 จากน้ำมันพืชและเนื้อสัตว์บางชนิด, เพิ่มโอเมกา-3 จากปลาและเมล็ดพืช


⸻


4. โอเมกา-6 ในเนื้อสัตว์และปลา (100 กรัม ดิบ จากซุปเปอร์)


สรุปแนวโน้ม:

 • ปลาแซลมอน → โอเมกา3 สูงที่สุด ลดการอักเสบ


 • ปลากระพง → สัดส่วนโอเมกา6 : 3 ใกล้สมดุล


 • ไก่, หมู → โอเมกา6 สูง ต้องสลับอาหารโอเมกา3


 • เนื้อวัว Grain-fed → โอเมกา6 : 3 กลาง ๆ ขึ้นกับวิธีเลี้ยง


⸻


5. ข้อเสียของการทานหมูหรือไก่มาก

 • สัดส่วนโอเมกา6 : 3 สูง → กระตุ้นการอักเสบระดับต่ำเรื้อรัง


 • เพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจ เบาหวาน และเมตาบอลิซึมผิดปกติ


 • งานวิจัยบางชิ้นชี้ว่าไขมันโอเมกา6 สูงในเนื้อแดงและสัตว์ปีกที่เลี้ยงด้วย grain-fed อาจ เพิ่มความเสี่ยงเนื้องอกและมะเร็งบางชนิด เช่น ลำไส้ใหญ่และเต้านม


⸻


6. แนวทางปรับสมดุล

 • สลับโปรตีน: ปลาแซลมอน ≥ ปลากระพง ≥ ไก่ (อก) > หมู

 • ลดน้ำมันพืชที่มีโอเมกา6 สูง

 • เพิ่มอาหารโอเมกา3: ปลาแซลมอน, แมคเคอเรล, เมล็ดแฟลกซ์, วอลนัท

 • สัดส่วนอาหารต่อมื้อและสัปดาห์ควรคำนึงถึงสมดุลโอเมกา6 : 3


⸻


หากมอง เฉพาะสัดส่วนโอเมก้า-6 ต่อโอเมก้า-3 (Ω6/Ω3) แล้ว เนื้อปลาจะดีกว่าเนื้อวัวมาก แม้เป็นปลาที่ไขมันน้อยอย่างปลานิลก็ตาม


เหตุผล:

 1. ปลาโดยเฉพาะปลาน้ำเย็นหรือปลาขาว มี Ω3 แม้ไม่มาก แต่ Ω6 ต่ำมาก ทำให้ อัตราส่วน Ω6/Ω3 ต่ำ (ประมาณ 0.33–0.5 สำหรับปลานิล, กระพง, ทับทิม)


 2. เนื้อวัว มีไขมันอิ่มตัวและไขมันไม่อิ่มตัว (รวมถึง Ω6) สูงกว่า Ω3 มาก ทำให้ Ω6/Ω3 สูงหลายเท่า บางส่วนสูงถึง 20:1 ขึ้นอยู่กับเนื้อส่วนและวิธีเลี้ยง


 3. การทานอาหารที่ Ω6/Ω3 สูงเกินไปเชื่อมโยงกับ การอักเสบเรื้อรัง และโรคหัวใจ ในขณะที่เนื้อปลาช่วยปรับสมดุล


 • ไม่ว่าจะเป็นแซลมอนหรือปลานิล/กระพง/ทับทิม เนื้อปลาจะมี สัดส่วน Ω6/Ω3 ดีกว่าเนื้อวัวมาก


 • ปลาที่ไขมันสูงอย่างแซลมอนยังมี Ω3 สูงสุด ทำให้ประโยชน์ด้านหัวใจและสมองชัดเจนที่สุด


 • ปลาขาวไขมันต่ำก็ยังดีกว่าเนื้อวัวในแง่ Ω6/Ω3 แม้ปริมาณ Ω3 จะไม่สูงมาก


สรุป:


การจัดสัดส่วนโอเมกา6 : 3 อย่างเหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญต่อสุขภาพหัวใจ ลดการอักเสบ และลดความเสี่ยงโรคเรื้อรังและมะเร็ง 


การสลับทานปลาแซลมอน ปลากระพง และเนื้อสัตว์อย่างระมัดระวังคือแนวทางที่ปลอดภัยและได้ประโยชน์สูงสุด


พูดง่าย ๆ คือ ไม่ว่าเนื้อวัว ไก่ หรือหมู สัดส่วน Ω6/Ω3 แย่กว่าปลาแทบทั้งสิ้น



************************************



เราเรียก HDL (High-Density Lipoprotein) ว่า ไขมันดี เพราะมันมีบทบาทสำคัญในการ ปกป้องหลอดเลือดและหัวใจ ผ่านกระบวนการที่เรียกว่า Reverse Cholesterol Transport


หลักการสำคัญ

HDL ทำหน้าที่เก็บคอเลสเตอรอลส่วนเกินจากเลือดและผนังหลอดเลือดแล้วนำกลับไปที่ตับเพื่อสลายหรือขับออกทางน้ำดี


ผลลัพธ์คือ ลดการสะสมของคราบไขมัน (plaque) ในผนังหลอดเลือด ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของโรคหัวใจและหลอดเลือดตีบตัน


เหตุผลที่เรียกว่า “ไขมันดี”

 1. ป้องกันหลอดเลือดตีบตัน

การขนคอเลสเตอรอลกลับไปกำจัด ช่วยลดโอกาสเกิด atherosclerosis


 2. ต้านการอักเสบ

HDL มีโปรตีนและสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยลดการอักเสบในหลอดเลือด


 3. ต้านอนุมูลอิสระ

ช่วยปกป้อง LDL (ไขมันเลว) ไม่ให้ถูกออกซิไดซ์ ซึ่งจะทำให้ LDL เกาะผนังหลอดเลือดได้ง่ายขึ้น


 4. ช่วยซ่อมแซมเยื่อบุหลอดเลือด

ทำให้หลอดเลือดยืดหยุ่นและแข็งแรง


ค่าที่ถือว่าดี (ตามเกณฑ์สากล)

 ผู้ชาย HDL ≥ 40 มก./ดล.

 ผู้หญิง HDL ≥ 50 มก./ดล.

 HDL ยิ่งสูง ความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดยิ่งต่ำ


ตับคือจุดศูนย์กลางจัดการคอเลสเตอรอล ที่ HDL ขนกลับมา

แต่ถ้าตับมีไขมันส่วนเกินหรือทำงานผิดปกติ (เช่น ไขมันพอกตับ – Fatty liver) ความสามารถในการจัดการคอเลสเตอรอลก็จะลดลง


 1. การทำงานปกติ

HDL เก็บคอเลสเตอรอลจากหลอดเลือด → ส่งกลับไปตับ


ตับจะนำคอเลสเตอรอลนั้นไป ใช้สร้างน้ำดี หรือ ขับออกทางน้ำดี แล้วกำจัดออกพร้อมอุจจาระ


บางส่วนอาจถูกนำไปใช้สร้างฮอร์โมนหรือเยื่อหุ้มเซลล์


 2. เมื่อไขมันในตับสูง

เซลล์ตับถูกไขมันสะสม → เกิดการอักเสบ (Steatohepatitis) → ความสามารถในการรับและกำจัดคอเลสเตอรอลลดลง


HDL ที่ขนคอเลสเตอรอลกลับมาอาจไม่ถูกกำจัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ → คอเลสเตอรอลคงค้างในเลือด


เสี่ยง คอเลสเตอรอลรวมสูง แม้ HDL จะทำงานขนกลับมาแล้ว


 3. ผลระยะยาว

ถ้าตับทำงานไม่เต็มที่ → ระบบ Reverse Cholesterol Transport มีจุดตัน


เสี่ยงทั้งโรคหัวใจและปัญหาตับพร้อมกัน


สรุปสั้น ๆ


HDL เหมือนรถขนขยะ ส่วนตับเหมือนศูนย์กำจัดขยะ

ถ้าศูนย์กำจัดขยะ (ตับ) เต็มหรือพัง การขนกลับมามากแค่ไหนก็ไม่ช่วยให้ถนน (หลอดเลือด) สะอาดได้ 100%



************************************


อาโวคาโด


ไขมันดีหลัก ๆ ในอาโวคาโดที่ส่งผลดีต่อร่างกายมากที่สุดคือ กรดโอเลอิก (Oleic acid) ซึ่งเป็น ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว (Monounsaturated fatty acid – MUFA)


เหตุผลที่กรดโอเลอิกดีต่อร่างกาย

 1. ช่วยลดคอเลสเตอรอล LDL (ไขมันเลว)

ลดการสะสมของไขมันในผนังหลอดเลือด ลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด


 2. เพิ่มคอเลสเตอรอล HDL (ไขมันดี)

ช่วยขนคอเลสเตอรอลส่วนเกินกลับไปที่ตับเพื่อกำจัดออก


 3. ลดการอักเสบในร่างกาย

มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ (anti-inflammatory) ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวานชนิดที่ 2 และโรคหัวใจ


 4. ช่วยดูดซึมวิตามินที่ละลายในไขมัน

เช่น วิตามิน A, D, E และ K ให้ร่างกายนำไปใช้ได้เต็มที่


 5. ช่วยรักษาสมดุลน้ำตาลในเลือด

เพราะไม่ทำให้ระดับน้ำตาลพุ่งเร็วเหมือนคาร์โบไฮเดรต


************************************


ฉันจะจัดเรียงสารที่มีผลเสียต่อสุขภาพตามลำดับจากมากไปน้อย ในเนื้อสัตว์แต่ละชนิด:


## **1. เนื้อวัวสับ**


- ไขมันอิ่มตัว (สูงสุด)

- คอเลสเตอรอล

- เฮมไอรอน

- โอเมก้า-6

- โซเดียม


## **2. เนื้อวัวสเตก**


- ไขมันอิ่มตัว

- คอเลสเตอรอล

- เฮมไอรอน

- โอเมก้า-6


## **3. เนื้อหมูสันนอก**


- ไขมันอิ่มตัว

- โซเดียม

- คอเลสเตอรอล

- โอเมก้า-6


## **4. เนื้อหมูสันใน**


- คอเลสเตอรอล

- ไขมันอิ่มตัว

- โซเดียม


## **5. เนื้อสะโพกไก่**


- คอเลสเตอรอล

- โซเดียม

- โอเมก้า-6

- ไขมันอิ่มตัว (น้อย)


## **6. เนื้ออกไก่**


- โซเดียม

- คอเลสเตอรอล (น้อยกว่า)

- โอเมก้า-6 (น้อยกว่า)


## **7. ปลาช่อน**


- โซเดียม

- คอเลสเตอรอล (น้อย)


## **8. ปลาดุก**


- โซเดียม

- คอเลสเตอรอล (น้อย)


## **9. ปลาประพง**


- โซเดียม (น้อย)

- ปรอท (ขึ้นอยู่กับแหล่งน้ำ)


## **10. ปลาแซลมอน** (ดีที่สุด)


- ปรอท (น้อยที่สุด)

- โซเดียม (น้อยที่สุด)


**หมายเหตุ:** ปลามักมีโอเมก้า-3 ที่มีประโยชน์ และไขมันอิ่มตัวน้อยกว่าเนื้อแดง ในขณะที่เนื้อแดงมีเฮมไอรอนสูงซึ่งเป็นความกังวลเรื่องสุขภาพ​​​​​​​​​​​​​​​​




************************************


“เนื้อแดงกับความเสี่ยงมะเร็ง” มักถูกพูดถึงบ่อย และมีหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้อง


1. หลักฐานทางวิทยาศาสตร์

WHO / IARC (2015) จัดให้

- เนื้อแปรรูป (processed meat เช่น ไส้กรอก เบคอน แฮม) = กลุ่ม 1 ก่อมะเร็งในมนุษย์ (มีหลักฐานชัดเจนว่าทำให้เสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่เพิ่มขึ้น)


- เนื้อแดง (red meat เช่น วัว หมู แกะ) = กลุ่ม 2A อาจก่อมะเร็งในมนุษย์ (หลักฐานมีแต่ยังไม่เด็ดขาดเท่าของเนื้อแปรรูป)


2. กลไกที่ทำให้เนื้อแดงเพิ่มความเสี่ยง

 2.1 สารจากการย่าง/ทอดไฟแรง

การปรุงด้วยความร้อนสูง (เช่น ปิ้ง ย่าง ทอด) จะเกิดสาร HCA (heterocyclic amines) และ PAHs (polycyclic aromatic hydrocarbons) ซึ่งมีฤทธิ์ก่อมะเร็ง


 2.2 ไนเตรต/ไนไตรต์ (โดยเฉพาะในเนื้อแปรรูป)  เปลี่ยนเป็น N-nitroso compounds (NOCs) ในร่างกาย มีฤทธิ์ก่อมะเร็ง


 2.3 ธาตุเหล็กแบบ Heme iron (พบในเนื้อแดงมากกว่าเนื้อขาว) กระตุ้นการเกิดอนุมูลอิสระและการสร้างสาร NOCs ในลำไส้


⸻


3. ความเกี่ยวพันกับ โอเมก้า-6 และโอเมก้า-3

- สมดุลของโอเมก้า-6 ต่อ โอเมก้า-3

ร่างกายต้องการทั้งสองชนิด แต่ถ้า โอเมก้า-6 มากเกินไปเมื่อเทียบกับโอเมก้า-3 จะกระตุ้นให้ร่างกายอยู่ในภาวะ อักเสบเรื้อรัง


- การอักเสบเรื้อรังเป็นปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งหลายชนิด


เนื้อสัตว์เลี้ยงในฟาร์ม (เช่น วัว หมู) มักมี โอเมก้า-6 สูงกว่าโอเมก้า-3 เพราะอาหารเลี้ยงสัตว์ (เช่น ข้าวโพด ถั่วเหลือง) มีโอเมก้า-6 สูง ทำให้ค่า อัตราส่วนโอเมก้า-6 : โอเมก้า-3 ของเนื้อแดงจากฟาร์ม อาจอยู่ที่ 10:1 ถึง 15:1


ขณะที่สมดุลที่ดีต่อสุขภาพควรอยู่ประมาณ 2:1 หรือ 4:1


ปลาและเนื้อสัตว์เลี้ยงแบบหญ้า (grass-fed) มี โอเมก้า-3 มากกว่า ทำให้สมดุลดีกว่า และอาจลดการอักเสบได้


⸻


4. สรุปความเชื่อมโยง

การที่มีคำพูดว่า “เนื้อแดงเพิ่มโอกาสมะเร็ง” มาจาก ทั้งสารก่อมะเร็งที่เกิดจากการปรุง + heme iron + ภาวะอักเสบจากไขมันไม่สมดุล (โอเมก้า-6 มากเกิน)


ถ้ารับประทานมาก และบ่อย โดยเฉพาะแบบย่าง/ทอดไฟแรง + เนื้อแปรรูป = ความเสี่ยงเพิ่มขึ้น


************************************


โอเมก้าหก = จำเป็นต่อร่างกาย แต่ถ้ามากเกินไปจะเพิ่มโอกาสการอักเสบในร่างกาย ก่อให้เกิดโรคต่างๆรวมถึงมะเร็ง 


โอเมก้าสาม  = สารลดการอักเสบในร่างกาย


ปลาแซลมอน 

ปลากระพง

ปลาดุก

ปลาช่อน

ดีต่อสุขภาพมากที่สุดถึงมากตามลำดับ


ปลานิล ปลาทับทิม ดีกว่า ไก่ หมู เนื้อ แต่ ปลานิลและปลาทับทิมก็ยังมีโอเมก้าหกสูง


เนื้อวัว เนื้อหมูและเนื้อไก่ มีโอเมก้าหกสูง และ โอเมก้าสามน้อยมากเมื่อเทียบกับเนื้อปลา 


เนื้อปลาโดยรวมแล้วจะมีไขมันและคอเลสเตอรอลที่ต่ำกว่าเนื้อไก่เนื้อหมูและเนื้อวัว  


ปลาค่อนข้างปลอดภัยกว่า



************************************


แอลกอฮอล์ คาร์โบไฮเดรตและไตรกลีเซอไรด์


ไตรกลีเซอไรด์ (Triglycerides) ในกระแสเลือดสามารถเพิ่มขึ้นได้จากทั้งแอลกอฮอล์และคาร์โบไฮเดรต เนื่องจากทั้งสองอย่างส่งผลต่อการเผาผลาญพลังงานและการสร้างไขมันในตับโดยตรง


1. แอลกอฮอล์ (Alcohol)

เมื่อดื่มแอลกอฮอล์ ร่างกายจะเผาผลาญแอลกอฮอล์ก่อนสารอาหารอื่น ๆ → ทำให้การเผาผลาญไขมันและคาร์โบไฮเดรตหยุดชะงัก


ตับจะเปลี่ยนแอลกอฮอล์เป็น acetyl-CoA → ซึ่งเป็นวัตถุดิบในการสร้างกรดไขมัน → สุดท้ายถูกเก็บในรูป ไตรกลีเซอไรด์


แอลกอฮอล์ยังไปกระตุ้น การสร้าง VLDL (very-low-density lipoprotein) ซึ่งเป็นพาหะนำไตรกลีเซอไรด์ออกสู่กระแสเลือด → ทำให้ระดับไตรกลีเซอไรด์สูงขึ้น


โดยเฉพาะเครื่องดื่มที่มี น้ำตาลผสม (cocktail, เบียร์, ไวน์หวาน) จะยิ่งเพิ่มไตรกลีเซอไรด์มากกว่าแอลกอฮอล์เพียว ๆ


2. คาร์โบไฮเดรต (Carbohydrates) โดยเฉพาะ คาร์บเชิงเดี่ยว/น้ำตาล


เมื่อทานคาร์โบไฮเดรต ร่างกายจะย่อยเป็น กลูโคส → ระดับน้ำตาลในเลือดสูง → อินซูลินหลั่งออกมา


อินซูลินกระตุ้นการ เก็บพลังงานส่วนเกินเป็นไตรกลีเซอไรด์


ถ้ากิน น้ำตาล/แป้งขัดขาว มากเกิน → ร่างกายเปลี่ยนกลูโคสที่เกินความต้องการเป็น กรดไขมันใหม่ (de novo lipogenesis) ในตับ → สุดท้ายถูกปล่อยออกมาในรูป VLDL → เพิ่มไตรกลีเซอไรด์ในเลือด


โดยเฉพาะ ฟรุกโตส (Fructose) เช่น น้ำอัดลม, น้ำผลไม้, ขนมหวาน → จะถูกเปลี่ยนเป็นไขมันที่ตับได้ง่ายกว่ากลูโคส


สรุป

แอลกอฮอล์ = กระตุ้นการสร้างไขมันที่ตับ + เพิ่มการหลั่ง VLDL


คาร์บเชิงเดี่ยว/น้ำตาลสูง = กระตุ้นอินซูลิน + กระตุ้นการสร้างไขมันใหม่ที่ตับ


ทั้งคู่ทำให้ ไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูงขึ้น และถ้าสูงมาก ๆ จะเสี่ยง ตับอักเสบไขมันพอก (fatty liver), ตับอ่อนอักเสบ, หลอดเลือดแข็ง (atherosclerosis)


⸻


1. ตับอักเสบไขมันพอก (Fatty Liver / NAFLD, ALD)


เกิดจากการที่ ไขมันสะสมในตับมากเกินไป จนเกิดการอักเสบ


ระยะเริ่มต้น (ไขมันพอกตับธรรมดา) → อาจไม่มีอาการ


ระยะตับอักเสบ (NASH) → เซลล์ตับถูกทำลายเรื่อย ๆ


ผลกระทบต่อร่างกาย

เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย

เอนไซม์ตับ (ALT, AST) สูง

ตับแข็ง (Cirrhosis) → เสี่ยง มะเร็งตับ (HCC)

รบกวนการทำงานของตับ เช่น การสร้างโปรตีน การแข็งตัวของเลือด


⸻


2. ตับอ่อนอักเสบ (Pancreatitis)


เกิดได้เวลามี ไตรกลีเซอไรด์สูงมาก (มัก > 500–1000 mg/dL)


ไขมันไปทำให้ตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน


ผลกระทบต่อร่างกาย

ปวดท้องรุนแรงร้าวไปหลัง คลื่นไส้อาเจียน

ย่อยอาหารไม่ได้ ท้องเสีย น้ำหนักลด


ถ้าอักเสบหนัก → ตับอ่อนถูกทำลาย เสี่ยงเบาหวานถาวร (เพราะเซลล์สร้างอินซูลินถูกทำลาย) ในกรณีรุนแรงอาจช็อกและเสียชีวิตได้


⸻


3. หลอดเลือดแข็ง (Atherosclerosis)


เกิดจาก ไขมัน (LDL, ไตรกลีเซอไรด์สูง, คอเลสเตอรอล) สะสมในผนังหลอดเลือด → เกิดคราบไขมัน (plaque)


ผลกระทบต่อร่างกาย

หลอดเลือดตีบ → เลือดไปเลี้ยงอวัยวะได้น้อย


โรคหัวใจขาดเลือด (Angina, Heart Attack)

อัมพาต/อัมพฤกษ์ (Stroke)

โรคหลอดเลือดส่วนปลายตีบตัน (Peripheral Artery Disease) → ปวดขาเวลาเดิน แผลหายยาก


⸻


สรุปภาพรวม


ตับอักเสบไขมันพอก → ทำลายการทำงานของตับ นำไปสู่ตับแข็ง/มะเร็งตับ


ตับอ่อนอักเสบ → ปวดท้องรุนแรง ย่อยอาหารไม่ได้ เสี่ยงเบาหวานถาวร


หลอดเลือดแข็ง → เส้นเลือดตีบตัน → โรคหัวใจ-โรคสมองร้ายแรง




************************************


การอักเสบ (inflammation) ในร่างกาย


การอักเสบเฉียบพลัน (acute inflammation) → เป็นการตอบสนองปกติ เช่น ตอนมีบาดแผลหรือติดเชื้อ ร่างกายใช้เพื่อป้องกันและซ่อมแซม


การอักเสบเรื้อรัง (chronic low-grade inflammation) → มักเกิดจากอาหารที่ไม่ดี, น้ำหนักเกิน, ความเครียด, นอนน้อย, ขาดการออกกำลังกาย ฯลฯ ถ้าอยู่ต่อเนื่องจะกลายเป็นพื้นฐานของโรคหลายชนิด


หลักฐานทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้อง


โรคหัวใจและหลอดเลือด

ระดับ C-reactive protein (CRP) ที่สูง (เป็นตัวบ่งชี้การอักเสบ) สัมพันธ์กับความเสี่ยงโรคหัวใจเพิ่มขึ้น 1.5–2 เท่า


→ ลดการอักเสบ = ลดโอกาสเกิดกล้ามเนื้อหัวใจตาย/หลอดเลือดตีบ


เบาหวานชนิดที่ 2

การอักเสบทำให้ร่างกายดื้อต่ออินซูลิน (insulin resistance) งานวิจัยพบว่าคนที่ลดน้ำหนัก + ปรับอาหาร (anti-inflammatory) สามารถลดความเสี่ยงเป็นเบาหวานลงได้ 30–50%


มะเร็งบางชนิด

การอักเสบเรื้อรังสัมพันธ์กับมะเร็งลำไส้ใหญ่, มะเร็งตับ, มะเร็งกระเพาะอาหาร

แม้ไม่สามารถบอกเป็น “% ลดมะเร็งได้เท่าไหร่” อย่างชัดเจน แต่การลดการอักเสบจะช่วยลด ความเสี่ยง อย่างมีนัยสำคัญ


สมองเสื่อม (Alzheimer’s, Dementia)

การอักเสบในสมอง (neuroinflammation) เกี่ยวข้องกับการเกิดคราบ amyloid และ tau protein งานวิจัยพบว่าคนที่ทาน Mediterranean diet (ซึ่งเป็น anti-inflammatory) ลดความเสี่ยงสมองเสื่อมลงได้ประมาณ 20–35%


ข้อเสื่อมและรูมาตอยด์

การอักเสบเป็นตัวทำลายข้อ → การลดการอักเสบด้วยอาหารและการใช้ชีวิต ช่วยบรรเทาอาการปวดและชะลอการเสื่อมได้


สรุป

การลดการอักเสบในร่างกาย ไม่ได้ทำให้ไม่เป็นโรคเลย แต่ช่วย


- ลดความเสี่ยงโรคเรื้อรังสำคัญ (หัวใจ เบาหวาน มะเร็งบางชนิด สมองเสื่อม) ลง 20–50% ขึ้นกับปัจจัยอื่น ๆ


- ลดความรุนแรงและความถี่ของอาการเจ็บป่วย


- ทำให้ภูมิคุ้มกันสมดุล ฟื้นตัวจากการป่วยหรือการบาดเจ็บได้เร็วขึ้น


สารอาหารที่ช่วยลดการอักเสบหลัก ๆ ได้แก่ โอเมก้า-3, วิตามิน D, C, E, แมกนีเซียม, สังกะสี และสารพฤกษเคมีเช่น เคอร์คูมิน, โพลีฟีนอล, ฟลาโวนอยด์ ซึ่งพบได้มากใน ปลา ผักผลไม้หลากสี ถั่ว ธัญพืชเต็มเมล็ด และน้ำมันมะกอก



************************************


แอลกอฮอล์ คาร์โบไฮเดรตและไตรกลีเซอไรด์


ไตรกลีเซอไรด์ (Triglycerides) ในกระแสเลือดสามารถเพิ่มขึ้นได้จากทั้งแอลกอฮอล์และคาร์โบไฮเดรต เนื่องจากทั้งสองอย่างส่งผลต่อการเผาผลาญพลังงานและการสร้างไขมันในตับโดยตรง


1. แอลกอฮอล์ (Alcohol)

เมื่อดื่มแอลกอฮอล์ ร่างกายจะเผาผลาญแอลกอฮอล์ก่อนสารอาหารอื่น ๆ → ทำให้การเผาผลาญไขมันและคาร์โบไฮเดรตหยุดชะงัก


ตับจะเปลี่ยนแอลกอฮอล์เป็น acetyl-CoA → ซึ่งเป็นวัตถุดิบในการสร้างกรดไขมัน → สุดท้ายถูกเก็บในรูป ไตรกลีเซอไรด์


แอลกอฮอล์ยังไปกระตุ้น การสร้าง VLDL (very-low-density lipoprotein) ซึ่งเป็นพาหะนำไตรกลีเซอไรด์ออกสู่กระแสเลือด → ทำให้ระดับไตรกลีเซอไรด์สูงขึ้น


โดยเฉพาะเครื่องดื่มที่มี น้ำตาลผสม (cocktail, เบียร์, ไวน์หวาน) จะยิ่งเพิ่มไตรกลีเซอไรด์มากกว่าแอลกอฮอล์เพียว ๆ


2. คาร์โบไฮเดรต (Carbohydrates) โดยเฉพาะ คาร์บเชิงเดี่ยว/น้ำตาล


เมื่อทานคาร์โบไฮเดรต ร่างกายจะย่อยเป็น กลูโคส → ระดับน้ำตาลในเลือดสูง → อินซูลินหลั่งออกมา


อินซูลินกระตุ้นการ เก็บพลังงานส่วนเกินเป็นไตรกลีเซอไรด์


ถ้ากิน น้ำตาล/แป้งขัดขาว มากเกิน → ร่างกายเปลี่ยนกลูโคสที่เกินความต้องการเป็น กรดไขมันใหม่ (de novo lipogenesis) ในตับ → สุดท้ายถูกปล่อยออกมาในรูป VLDL → เพิ่มไตรกลีเซอไรด์ในเลือด


โดยเฉพาะ ฟรุกโตส (Fructose) เช่น น้ำอัดลม, น้ำผลไม้, ขนมหวาน → จะถูกเปลี่ยนเป็นไขมันที่ตับได้ง่ายกว่ากลูโคส


สรุป

แอลกอฮอล์ = กระตุ้นการสร้างไขมันที่ตับ + เพิ่มการหลั่ง VLDL


คาร์บเชิงเดี่ยว/น้ำตาลสูง = กระตุ้นอินซูลิน + กระตุ้นการสร้างไขมันใหม่ที่ตับ


ทั้งคู่ทำให้ ไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูงขึ้น และถ้าสูงมาก ๆ จะเสี่ยง ตับอักเสบไขมันพอก (fatty liver), ตับอ่อนอักเสบ, หลอดเลือดแข็ง (atherosclerosis)


⸻


1. ตับอักเสบไขมันพอก (Fatty Liver / NAFLD, ALD)


เกิดจากการที่ ไขมันสะสมในตับมากเกินไป จนเกิดการอักเสบ


ระยะเริ่มต้น (ไขมันพอกตับธรรมดา) → อาจไม่มีอาการ


ระยะตับอักเสบ (NASH) → เซลล์ตับถูกทำลายเรื่อย ๆ


ผลกระทบต่อร่างกาย

เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย

เอนไซม์ตับ (ALT, AST) สูง

ตับแข็ง (Cirrhosis) → เสี่ยง มะเร็งตับ (HCC)

รบกวนการทำงานของตับ เช่น การสร้างโปรตีน การแข็งตัวของเลือด


⸻


2. ตับอ่อนอักเสบ (Pancreatitis)


เกิดได้เวลามี ไตรกลีเซอไรด์สูงมาก (มัก > 500–1000 mg/dL)


ไขมันไปทำให้ตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน


ผลกระทบต่อร่างกาย

ปวดท้องรุนแรงร้าวไปหลัง คลื่นไส้อาเจียน

ย่อยอาหารไม่ได้ ท้องเสีย น้ำหนักลด


ถ้าอักเสบหนัก → ตับอ่อนถูกทำลาย เสี่ยงเบาหวานถาวร (เพราะเซลล์สร้างอินซูลินถูกทำลาย) ในกรณีรุนแรงอาจช็อกและเสียชีวิตได้


⸻


3. หลอดเลือดแข็ง (Atherosclerosis)


เกิดจาก ไขมัน (LDL, ไตรกลีเซอไรด์สูง, คอเลสเตอรอล) สะสมในผนังหลอดเลือด → เกิดคราบไขมัน (plaque)


ผลกระทบต่อร่างกาย

หลอดเลือดตีบ → เลือดไปเลี้ยงอวัยวะได้น้อย


โรคหัวใจขาดเลือด (Angina, Heart Attack)

อัมพาต/อัมพฤกษ์ (Stroke)

โรคหลอดเลือดส่วนปลายตีบตัน (Peripheral Artery Disease) → ปวดขาเวลาเดิน แผลหายยาก


⸻


สรุปภาพรวม


ตับอักเสบไขมันพอก → ทำลายการทำงานของตับ นำไปสู่ตับแข็ง/มะเร็งตับ


ตับอ่อนอักเสบ → ปวดท้องรุนแรง ย่อยอาหารไม่ได้ เสี่ยงเบาหวานถาวร


หลอดเลือดแข็ง → เส้นเลือดตีบตัน → โรคหัวใจ-โรคสมองร้ายแรง


************************************


เมื่อวานโพสต์เกี่ยวกับแอลกอฮอล์ ที่ส่งผลให้ตับอ่อนอักเสบได้ ทำให้นึกขึ้นได้ว่าเรามีความรู้เกี่ยวกับตับอ่อนน้อยเหลือเกิน อันนี้เลยหาความรู้เกี่ยวกับตับอ่อนเพิ่ม 


ตับอ่อนอักเสบ (Pancreatitis) เป็นโรคที่อันตรายมาก เพราะตับอ่อนเกี่ยวข้องกับทั้งระบบการย่อยอาหาร (เอนไซม์ย่อยโปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต) และระบบฮอร์โมน (อินซูลิน, กลูคากอน ฯลฯ) หากเกิดการอักเสบจะกระทบต่อหลายระบบในร่างกาย 


ผลกระทบต่อระบบต่าง ๆ ในร่างกาย

 1. ระบบย่อยอาหาร

เอนไซม์จากตับอ่อน (Amylase, Lipase, Protease) หลั่งออกมาไม่ปกติ → ทำให้ท้องอืด อาหารไม่ย่อย ท้องเสีย หรืออุจจาระเป็นมันลอย (เพราะย่อยไขมันไม่สมบูรณ์) ทำให้ขาดสารอาหารและน้ำหนักลดได้


 2. ระบบต่อมไร้ท่อ (ฮอร์โมน)

การอักเสบเรื้อรังทำลายเซลล์สร้างอินซูลิน → เสี่ยงต่อการเกิด เบาหวาน (Diabetes Mellitus) ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดแปรปรวน


 3. ระบบไหลเวียนเลือดและหลอดเลือด

ตับอ่อนอักเสบเฉียบพลันรุนแรง → ทำให้เกิด Shock ได้จากการรั่วของน้ำและสารอักเสบเข้าช่องท้อง อาจทำให้ความดันโลหิตต่ำ ไตวาย หรือหัวใจทำงานผิดปกติ


 4. ระบบตับและทางเดินน้ำดี

หากตับอ่อนอักเสบสาเหตุจากนิ่วในถุงน้ำดี → อาจมีภาวะ ดีซ่าน ตับอักเสบร่วม ทำให้การขับของเสียและการเผาผลาญไขมันผิดปกติ


 5. ระบบหายใจและการอักเสบทั่วร่างกาย

หากตับอ่อนอักเสบรุนแรง → กระตุ้น Systemic Inflammatory Response (SIRS) ทำให้เกิดน้ำท่วมปอด (ARDS), หายใจล้มเหลวได้


สาเหตุของตับอ่อนอักเสบ

- นิ่วในถุงน้ำดี (Gallstones) – สาเหตุอันดับหนึ่ง

- แอลกอฮอล์

- ไขมันในเลือดสูง โดยเฉพาะไตรกลีเซอไรด์ (Hypertriglyceridemia)

- ยาบางชนิด (เช่น Steroids, Azathioprine, Thiazide diuretics)

- การติดเชื้อไวรัส (เช่น Mumps, Hepatitis)

- การบาดเจ็บ/ผ่าตัด

- ไม่ทราบสาเหตุ (Idiopathic)


บทบาทของ ไตรกลีเซอไรด์สูง (Hypertriglyceridemia)

หากระดับไตรกลีเซอไรด์ > 500 mg/dL จะเพิ่มความเสี่ยงอย่างมากต่อการเกิดตับอ่อนอักเสบ


กลไก

 1. ไตรกลีเซอไรด์แตกตัวเป็นกรดไขมันอิสระ (Free fatty acids) ปริมาณมาก

 2. กรดไขมันเหล่านี้มีพิษต่อเซลล์ตับอ่อน ทำให้เกิดการอักเสบและบวมน้ำ

 3. หากรุนแรง → เอนไซม์ย่อยอาหารถูกกระตุ้นก่อนเวลา ทำลายเนื้อตับอ่อนเอง


ผลกระทบ → ระบบย่อยอาหารเสีย, คุมเบาหวานไม่ได้, ภาวะช็อก, ไตวาย, ปอดล้มเหลว


สาเหตุหลัก → นิ่ว, แอลกอฮอล์, ไตรกลีเซอไรด์สูง


ความเสี่ยงเมื่อไตรกลีเซอไรด์สูง > 500 mg/dL

 1. เสี่ยงตับอ่อนอักเสบ (Pancreatitis)

โดยเฉพาะเมื่อระดับ > 1,000 mg/dL ความเสี่ยงสูงขึ้นชัดเจน


ไตรกลีเซอไรด์แตกตัวเป็นกรดไขมันอิสระ ทำลายเซลล์ตับอ่อน


 2. โรคหัวใจและหลอดเลือด (Cardiovascular disease)

แม้ว่า LDL จะสำคัญกว่า แต่ไตรกลีเซอไรด์สูงมากมักมาพร้อม HDL ต่ำและ VLDL สูง → เพิ่มการอักเสบและการสะสมไขมันในหลอดเลือด


 3. ตับมีไขมัน (Fatty liver, NAFLD/NASH)

ไตรกลีเซอไรด์ส่วนเกินถูกสะสมในตับ → ทำให้เกิดตับอักเสบเรื้อรังและตับแข็งในอนาคต


 4. ความผิดปกติของการเผาผลาญ (Metabolic syndrome) มักสัมพันธ์กับ เบาหวานชนิดที่ 2, ความดันโลหิตสูง, ภาวะอ้วนลงพุง, Insulin resistance


แนวทางเมื่อไตรกลีเซอไรด์ > 500 mg/dL

- งดแอลกอฮอล์ทันที (แอลกอฮอล์กระตุ้นการสร้าง VLDL และ TG)


- ลดคาร์โบไฮเดรตที่ดูดซึมง่าย (เช่น น้ำตาล, น้ำหวาน, ข้าวขัดสี, ขนมปังขาว)


- ลดไขมันอิ่มตัวและไขมันทรานส์ (มันสัตว์, ของทอด, เบเกอรี่บางชนิด)


- เพิ่มโอเมก้า-3 (ปลาแซลมอน, แมคเคอเรล, น้ำมันปลา)


- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ


- ถ้าไม่พอ → ใช้ยา (เช่น Fibrate, Omega-3 dose สูง, Niacin, หรือ Statin ร่วม) ตามแพทย์สั่ง


************************************



เรื่อง “ไวน์ดีต่อหัวใจ” ที่ได้ยินกันบ่อยนั้น มี ส่วนจริงแต่ต้องเข้าใจให้ถูกต้อง เพราะงานวิจัยในช่วง 30–40 ปีก่อนเคยพบว่า คนยุโรป (เช่น ฝรั่งเศส) ที่ดื่มไวน์แดงประจำ มีอัตราโรคหัวใจต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ ทั้ง ๆ ที่กินอาหารไขมันสูง → เรียกว่า “French Paradox”


⸻


ทำไมถึงบอกว่าไวน์อาจดีต่อหัวใจ?

 1. โพลีฟีนอล (Polyphenols)

โดยเฉพาะ เรสเวอราทรอล (Resveratrol) ในเปลือกองุ่นแดง ออกฤทธิ์ ต้านอนุมูลอิสระ และ ต้านการอักเสบ อาจช่วยให้ผนังหลอดเลือดแข็งแรง ลดการเกาะตัวของเกล็ดเลือด


 2. แอลกอฮอล์ในปริมาณน้อย

 ดื่มใน ปริมาณน้อย (เช่น ไวน์ 1 แก้วเล็ก/วัน) อาจเพิ่ม HDL (ไขมันดี) ได้เล็กน้อย  HDL มีหน้าที่ช่วยขนคอเลสเตอรอลส่วนเกินกลับไปที่ตับ


⸻


แต่ความจริงปัจจุบัน (ตามข้อมูลใหม่ ๆ)

งานวิจัยใหม่ขนาดใหญ่พบว่า ประโยชน์ของไวน์ไม่ได้ชัดเจนเหมือนที่เคยคิด  คนที่ดูเหมือน “ได้ประโยชน์จากไวน์” มักเป็นคนที่มี ไลฟ์สไตล์สุขภาพดีโดยรวม เช่น กินผักผลไม้ ออกกำลังกาย ไม่สูบบุหรี่ → ไม่ใช่ว่าไวน์เป็นตัวช่วยหลัก


ดื่มมากกว่าปริมาณที่ถือว่าพอเหมาะ → กลายเป็นโทษทันที เช่น

เพิ่มไตรกลีเซอไรด์

เสี่ยงไขมันพอกตับ

ความดันสูง หัวใจเต้นผิดจังหวะ

มะเร็งบางชนิด (โดยเฉพาะมะเร็งตับ, มะเร็งเต้านม)


⸻


สรุป

ไวน์แดง มีสารต้านอนุมูลอิสระบางชนิด ที่อาจช่วยเรื่องหัวใจ


แต่ ไม่ได้จำเป็น → เราสามารถได้ประโยชน์เดียวกันจาก องุ่นสด, เบอร์รี่, ผักผลไม้, ชาเขียว, ถั่ว, ออกกำลังกาย โดยไม่มีความเสี่ยงจากแอลกอฮอล์


แนวทางปัจจุบันของ องค์การอนามัยโลก (WHO) และสมาคมโรคหัวใจ →

“ไม่มีปริมาณแอลกอฮอล์ที่ปลอดภัย” (No safe level of alcohol)


⸻


สรุปสั้น ๆ

 ไวน์อาจมีประโยชน์เล็กน้อยถ้าดื่มน้อยมากๆ แต่โทษจากแอลกอฮอล์ยังมีอยู่ → จึงไม่ควรเริ่มดื่มไวน์เพียงเพราะหวังผลต่อหัวใจ


ถ้าต้องการปกป้องหัวใจจริง ๆ → อาหาร + ออกกำลังกาย + นอนดี + ไม่สูบบุหรี่ ได้ผลชัดเจนกว่ามาก


************************************


หลักการสร้างกล้ามเนื้อ (muscle hypertrophy) เกิดขึ้นจาก “ความเสียหายระดับเล็กน้อย” (microtrauma) ที่เกิดกับเส้นใยกล้ามเนื้อระหว่างการเวทเทรนนิ่ง ไม่ใช่การฉีกขาดใหญ่ที่เป็นอันตราย


กระบวนการหลักคือ

 1. Mechanical tension

แรงดึงและแรงกดบนกล้ามเนื้อขณะออกแรง เช่น ยกน้ำหนัก ทำให้เกิดแรงกระตุ้นให้ร่างกายเสริมสร้างกล้าม


 2. Muscle damage (microtrauma)

เมื่อเส้นใยกล้ามเนื้อได้รับแรงเกินกว่าปกติ จะเกิดความเสียหายเล็กน้อย (ไม่ใช่บาดเจ็บ) → ร่างกายส่งสัญญาณให้มีการซ่อมแซม


 3. Metabolic stress

การออกกำลังจนเกิดการ “burn” หรือการคั่งของกรดแลคติก ก็เป็นอีกปัจจัยกระตุ้นการโตของกล้าม


 4. กระบวนการซ่อมแซม

หลังจากการฝึก ร่างกายจะใช้โปรตีนและสารอาหารต่าง ๆ มาซ่อมแซม → ทำให้เส้นใยหนาขึ้น แข็งแรงขึ้น และในบางกรณีเพิ่มจำนวนเส้นใยเล็กน้อย


ดังนั้น “การสร้างกล้าม” ไม่ได้มาจากการทำลายใหญ่โต แต่จาก ความเสียหายเล็กน้อย + การซ่อมแซม + การพักผ่อนและโภชนาการที่เหมาะสม


ถ้ากล้ามเนื้อเจ็บปวดแบบ DOMS (ปวดหน่วง 24–72 ชม.) ถือว่าเป็นสัญญาณของ microtrauma ปกติ แต่ถ้าเจ็บแบบแหลมคมหรือบวมผิดปกติ นั่นอาจเป็นการบาดเจ็บจริงๆ


กล้ามเนื้อส่งผลต่อคุณภาพชีวิต โดยเฉพาะเมื่ออายุมากขึ้น




************************************


ถั่วลิสงคั่วโรยเกลือนิดหน่อย ถือว่าเป็น อาหารว่างที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง แต่ต้องทานในปริมาณที่พอดี เพราะมีทั้งไขมันดี โปรตีนสูง และใยอาหาร แต่ก็มีพลังงานค่อนข้างมาก รวมถึงเกลือที่อาจเพิ่มโซเดียมได้


คุณค่าทางโภชนาการ (ถั่วลิสงคั่วเค็ม 100 กรัม)


อ้างอิง USDA

พลังงาน: ~567 kcal

โปรตีน: ~25.8 g

ไขมันทั้งหมด: ~49.2 g

ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว (monounsaturated) ~24 g

ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน (polyunsaturated) ~15 g

ไขมันอิ่มตัว ~7 g

คาร์โบไฮเดรต ~16 g

ใยอาหาร ~8.5 g

น้ำตาล ~4 g


ปริมาณที่เหมาะสมต่อวัน

ถั่วลิสงคั่วไม่เค็ม แนะนำ 1 กำมือเล็ก (ประมาณ 28–30 กรัม หรือ 1 ออนซ์)

พลังงาน: ~160–170 kcal

โปรตีน: ~7 g

ไขมันดี: ~14 g

ใยอาหาร: ~2–3 g


ถ้าคั่วเกลือ → ปริมาณโซเดียมจะอยู่ประมาณ 200–250 มก. ต่อ 28 กรัม (ขึ้นกับการโรยเกลือมากน้อย) ควรเลือก โรยเกลือน้อยที่สุด เพราะเกลือมากไปจะเพิ่มความเสี่ยงต่อความดันโลหิตสูง


ประโยชน์ต่อร่างกาย

 1. หัวใจและหลอดเลือด

 ไขมันไม่อิ่มตัวช่วยลด LDL (ไขมันเลว) และเพิ่ม HDL (ไขมันดี) มีสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น resveratrol

 2. สร้างกล้ามเนื้อ

 โปรตีนสูง เหมาะเป็นของว่างหลังออกกำลังกาย

 3. ระบบย่อยอาหาร

  ใยอาหารช่วยให้อิ่มนาน ลดความอยากอาหาร

 4. สมองและระบบประสาท

 มีไนอาซินและโฟเลตที่สำคัญต่อสมอง

 5. ลดความเสี่ยงเบาหวานชนิดที่ 2

 ดัชนีน้ำตาลต่ำ (GI ต่ำ) และไขมันดีช่วยควบคุมน้ำตาล


ข้อควรระวัง

พลังงานสูง กินมากเกินไปทำให้น้ำหนักเพิ่มได้ง่าย


โซเดียม ถ้าเป็นถั่วคั่วเค็ม ควรจำกัดวันละไม่เกิน 1 กำมือ


คนที่แพ้ถั่วลิสงควรหลีกเลี่ยงเด็ดขาด


กรดโอเมก้า 6 สูง ถั่วลิสงมีโอเมก้า-6 มากกว่าโอเมก้า-3 → ถ้าทานมากเกินสมดุล อาจเพิ่มการอักเสบในร่างกาย


สรุป

ทานวันละ 1 กำมือ (28–30 กรัม) ของถั่วลิสงคั่วเกลือเล็กน้อย จะได้โปรตีน ไขมันดี และใยอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อหัวใจ กล้ามเนื้อ และการย่อยอาหาร แต่ควรควบคุมโซเดียมและพลังงาน



************************************


มวลกระดูก


การเพิ่มมวลกระดูกทำได้โดย ออกกำลังกายแบบลงน้ำหนัก + เวทเทรนนิ่ง, กินอาหารครบโดยเน้นแคลเซียม-วิตามินดี-โปรตีน, ปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตให้เหมาะสม 


ดื่มกาแฟมากเกินไป → สูญเสียแคลเซียม (ดูดซึมลด + ขับออกมากขึ้น) → มวลกระดูกลดลง


ปริมาณคาเฟอีนที่ถือว่า “ปลอดภัย” โดยทั่วไปคือ ≤300 มก./วัน (กาแฟ ~2–3 แก้ว)


 ถ้าดื่มกาแฟ ควร เพิ่มแหล่งแคลเซียม ในอาหาร (นม, ปลาเล็ก, เต้าหู้, ผักใบเขียว)


 เลี่ยงการดื่มกาแฟพร้อมอาหารเสริมแคลเซียม เพราะคาเฟอีนรบกวนการดูดซึม → ควรเว้นอย่างน้อย 1–2 ชั่วโมง


ฮอร์โมนคือกลไกควบคุมสมดุลระหว่างการสร้างและสลายกระดูก


 เมื่อฮอร์โมนเพศ (โดยเฉพาะเอสโตรเจน) ขาด → osteoclast ทำงานเกิน → กระดูกถูกสลายมากกว่าสร้าง


 ส่งผลให้ มวลกระดูกลดลง → ความหนาแน่นกระดูกต่ำ → กระดูกพรุนและเสี่ยงหักง่าย


ในผู้หญิงหลังหมดประจำเดือน เอสโตรเจนตกฮวบ → สูญเสียมวลกระดูกเฉลี่ย 2–5% ต่อปีใน 5–10 ปีแรก


เอสโตรเจน (Estrogen)

มีบทบาทหลักในการ ยับยั้งการสลายกระดูก (bone resorption) โดยกดการทำงานของเซลล์สลายกระดูก (osteoclast)


ในผู้ชายเทสโทสเตอโรนลดลงช้า → มวลกระดูกลดแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่เสี่ยงเช่นกันในวัยสูงอายุ


เทสโทสเตอโรน (Testosterone)

กระตุ้นการสร้างมวลกระดูกโดยตรง และบางส่วนถูกเปลี่ยนเป็นเอสโตรเจนในผู้ชาย (ผ่านเอนไซม์ aromatase) ซึ่งช่วยรักษากระดูก


เมื่อผู้ชายอายุมากขึ้น ฮอร์โมนนี้ลดลง → การสร้างกระดูกช้าลงและการสลายกระดูกมากขึ้น


หากขาดวิตามินดีหรือมีปัญหา PTH → กระดูกบางและเปราะเร็วขึ้น


การออกกำลังกาย (สำคัญที่สุด)

 Weight-bearing exercise (ออกแรงต้านแรงโน้มถ่วง) เช่น เดินเร็ว วิ่งเหยาะ กระโดดเชือก เต้น แอโรบิก


 Resistance training (เวทเทรนนิ่ง) เช่น ยกดัมเบล บาร์เบล ใช้ยางยืดฝึกกล้ามเนื้อ


ทั้งสองอย่างนี้กระตุ้นให้ร่างกายสร้างมวลกระดูกใหม่ โดยเฉพาะบริเวณสะโพก กระดูกสันหลัง และข้อมือ


โภชนาการที่เหมาะสม

 แคลเซียมแนะนำ 1,000–1,200 มก./วัน (แหล่งดี: นมและผลิตภัณฑ์จากนม, ปลาเล็กกินทั้งกระดูก, เต้าหู้, ผักใบเขียวบางชนิด)


 วิตามินดีช่วยดูดซึมแคลเซียม แนะนำ 600–800 IU/วัน (แสงแดดตอนเช้า, ปลามัน, ไข่แดง, อาหารเสริมถ้าขาดจริงๆ)


 โปรตีนจำเป็นต่อการสร้างกระดูกและกล้ามเนื้อ (ปลา ไข่ ถั่ว เนื้อไม่ติดมัน)


 แมกนีเซียม สังกะสี วิตามินเค มีส่วนช่วยในการสร้างกระดูก (ผักใบเขียว ธัญพืชไม่ขัดสี ถั่ว)

 ควร ลดเกลือ, น้ำตาล, คาเฟอีน และแอลกอฮอล์ มากเกินไป เพราะทำให้สูญเสียแคลเซียม


⸻


มีหลายคนสงสัยว่า กาแฟไปรบกวนการดูดซึมแคลเซียมจากนมหรือไม่


หลักการทางวิทยาศาสตร์

1. คาเฟอีนลดการดูดซึมแคลเซียมจริง แต่เป็นปริมาณเล็กน้อย

งานวิจัยพบว่า คาเฟอีน 100 มก. (กาแฟ 1 แก้ว) อาจลดการดูดซึมแคลเซียมราว 3–6 มก.


ในมุมมองปริมาณแคลเซียม 1 แก้วนม (~300 มก.) ผลกระทบนี้ถือว่า เล็กน้อย


2. การใส่นมลงกาแฟ

การดื่มกาแฟพร้อมนมไม่ได้ทำให้แคลเซียมจากนมสูญเสียไปทั้งหมด


เพียงแต่คาเฟอีนอาจทำให้ดูดซึมแคลเซียมได้น้อยลงเล็กน้อยเท่านั้น


3. ตัวแปรสำคัญ

หากคุณดื่มกาแฟ มากกว่า 4 แก้ว/วัน และไม่ได้รับแคลเซียมเพียงพอ → ความเสี่ยงต่อมวลกระดูกต่ำจะเพิ่มขึ้น


หากทานแคลเซียมเพียงพอ (เช่น นม ปลาเล็ก เต้าหู้) → ผลเสียของคาเฟอีนแทบไม่มีนัยสำคัญ


⸻


สรุป

ดื่มกาแฟใส่นม → แคลเซียมจากนม ยังดูดซึมได้เกือบทั้งหมด


ผลกระทบของคาเฟอีนต่อการดูดซึมมีเล็กน้อย และสามารถชดเชยได้ด้วยการรับประทานแคลเซียมรวมให้เพียงพอ


ข้อแนะนำ หากดื่มหลายแก้ว/วัน → เพิ่มแหล่งแคลเซียมในมื้ออื่น ๆ หรือเว้นช่วงกาแฟกับอาหารเสริมแคลเซียม 1–2 ชั่วโมง



************************************





วันเสาร์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2568

หลักคิด 47

 ผลกระทบของกรณี MicroStrategy (MSTR) “ถ้าหาก” ล้มละลายหรือล้มทางการเงิน โดยเชื่อมโยงไปที่ BTC, ระบบเศรษฐกิจ, ตลาดหุ้น และตลาดเงิน


1. ผลต่อราคา Bitcoin (BTC)

 แรงกดดันขายโดยตรง

MSTR เป็นบริษัทมหาชนที่ถือครอง BTC มากที่สุดในโลก (กว่า 200,000 BTC ณ ปัจจุบัน) ถ้าล้มและต้องชำระหนี้ อาจจำเป็นต้องขาย BTC จำนวนมาก → เพิ่มแรงกดดันขายอย่างรุนแรง


 ผลทางจิตวิทยาตลาด

นักลงทุนมอง MSTR เป็นหนึ่งใน “สัญลักษณ์การลงทุนสถาบันใน BTC” ถ้าบริษัทนี้ล้ม อาจทำให้เกิด FUD (Fear, Uncertainty, Doubt) → นักลงทุนรายอื่น panic sell


 Short-term shock

ราคา BTC อาจร่วงแรงในระยะสั้น 10–30% (ขึ้นกับปริมาณที่ขายและสภาพตลาด)


แต่ในระยะกลาง–ยาว ผลกระทบอาจลดลงถ้าตลาดดูดซับ BTC ได้หมด และ narrative ของ BTC ยังคงอยู่


2. ผลต่อ ตลาดหุ้น (US และทั่วโลก)

 หุ้นเทคและหุ้นคริปโต

หุ้นที่เกี่ยวข้องกับ blockchain, crypto mining (เช่น RIOT, MARA, COIN) อาจร่วงแรงตาม sentiment


 หุ้น MSTR เอง

ราคาจะ crash แทบเป็นศูนย์หากเป็นการล้มละลายจริง


 ผลกระทบกว้าง

โดยทั่วไป S&P500, Nasdaq จะไม่ crash ทั้งดัชนีจาก MSTR เพียงตัวเดียว เพราะ MSTR เป็นบริษัทขนาดกลาง (mid-cap) ไม่ใช่ systemic giant แบบ Apple หรือ JPMorgan

แต่ถ้า BTC crash รุนแรง อาจดึงกลุ่มหุ้นเสี่ยงสูง (risk-on assets) ลงด้วย


3. ผลต่อ ระบบเศรษฐกิจ

 เศรษฐกิจสหรัฐโดยตรง

ผลโดยตรงมีน้อย เพราะ MSTR ไม่ใช่ผู้สร้างงานหรือผู้ผลิตสินค้าขนาดใหญ่


 ผลทางอ้อม

 ลดความเชื่อมั่นในสินทรัพย์ดิจิทัล → เงินทุนใน crypto ecosystem หดตัว → ผลกระทบต่อธุรกิจที่พึ่งพา crypto


 นักลงทุนสถาบันบางส่วนอาจลด exposure ในสินทรัพย์เสี่ยง → ทำให้เงินไหลกลับไปสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น พันธบัตรรัฐบาล, ดอลลาร์


 ถ้า BTC crash มาก ๆ อาจกระทบการใช้จ่ายของคนที่ถือครองคริปโตเยอะ → demand ในเศรษฐกิจจริงอาจชะลอลงเล็กน้อย


4. ผลต่อ ตลาดเงิน (Financial Markets)

 ค่าเงินดอลลาร์ (USD)

มักแข็งขึ้นชั่วคราวจากการไหลเข้า safe haven ถ้าเกิด panic ใน BTC และหุ้น


 พันธบัตรรัฐบาล (Treasuries)

Yield อาจลดลงชั่วคราวเพราะมีการซื้อพันธบัตรเพื่อหลบความเสี่ยง


 ตลาดตราสารอนุพันธ์ (derivatives)

ความผันผวน (volatility) ในตลาด options/futures ทั้งฝั่ง crypto และหุ้นจะพุ่งสูง


อาจเกิดการชำระบัญชี (liquidation) ในตลาดฟิวเจอร์ส BTC เป็นวงกว้าง


สรุปภาพรวม


ถ้า MSTR ล้ม →

 1. BTC crash ระยะสั้น จากแรงขายและ panic

 2. หุ้นกลุ่มคริปโตร่วงแรง

 3. ตลาดหุ้นกว้าง ๆ อาจแกว่งแรง ในกลุ่ม risk-on

 4. เงินไหลไปสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น USD และพันธบัตร

 5. ผลต่อเศรษฐกิจจริงโดยตรงค่อนข้างจำกัด แต่ผลทางจิตวิทยาในตลาดการเงินชัดเจนมาก


***************************


ความหลงตัวเองอย่างนึงของคนเรา คือมักคิดว่าตัวเองเก่ง (หลงว่าตัวเองเก่งกว่าความสามารถจริงที่มี) ทำให้คิดว่าการลงทุนเป็นเรื่องง่าย การหาเงินจากตลาดหุ้นเป็นเรื่องง่าย ไม่ต้องทุ่มเทมาก ไม่ต้องอ่านมาก ไม่ต้องเรียนรู้อะไรมาก ขอแค่มีข่าววงในก็สามารถเอาชนะคนอื่นได้ แต่ลืมคิดไปว่า ถ้าข่าววงในนั้นดีจริงคนที่ เข้าถึงข่าวนั้นมีจำนวนมากที่เล่นหุ้น และในจำนวนนั้นก็มีจำนวนมากที่ทุ่มเทและมีประสบการณ์สูง 


ดังนั้นอย่าได้แปลกใจ  ว่าคนที่หลงตัวเองมักจะขาดทุน ทำอย่างไรก็กำไรยาก เวลาขาดทุนมักจะมองข้าม พอกำไรนิดหน่อยมักจะดีใจ


**************************


อาโวคาโด


ไขมันดีหลัก ๆ ในอาโวคาโดที่ส่งผลดีต่อร่างกายมากที่สุดคือ กรดโอเลอิก (Oleic acid) ซึ่งเป็น ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว (Monounsaturated fatty acid – MUFA)


เหตุผลที่กรดโอเลอิกดีต่อร่างกาย

 1. ช่วยลดคอเลสเตอรอล LDL (ไขมันเลว)

ลดการสะสมของไขมันในผนังหลอดเลือด ลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด


 2. เพิ่มคอเลสเตอรอล HDL (ไขมันดี)

ช่วยขนคอเลสเตอรอลส่วนเกินกลับไปที่ตับเพื่อกำจัดออก


 3. ลดการอักเสบในร่างกาย

มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ (anti-inflammatory) ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวานชนิดที่ 2 และโรคหัวใจ


 4. ช่วยดูดซึมวิตามินที่ละลายในไขมัน

เช่น วิตามิน A, D, E และ K ให้ร่างกายนำไปใช้ได้เต็มที่


 5. ช่วยรักษาสมดุลน้ำตาลในเลือด

เพราะไม่ทำให้ระดับน้ำตาลพุ่งเร็วเหมือนคาร์โบไฮเดรต


*******************


คนที่เทรดตามข่าว ส่วนมากแล้วเสียมากกว่าได้ ง่ายๆเช่น เดวก็มีการตีความจากสำนักข่าวต่างๆว่า โอกาสเฟดลดดอกเบี้ย 90% เดวก็บอกว่ามีโอกาสไม่ลดดอกเบี้ยแล้ว เพราะตัวเลข ศก บลาๆๆๆ ฟองฟอด  น้ำลายทั้งนั้น การเทรดตามน้ำลายคนอื่น ไม่เสียก็แปลก 🤣🤣🤣


เทรดเดอร์ที่ดี  แค่มีวินัยและทำตามระบบของตัวเองเท่านั้น ข่าวต่างๆเป็นแค่ noise  ถ้าการรู้ข่าวแล้วทำให้เทรดชนะได้จริง ป่านนี้นักข่าวต่างๆเป็นมหาเศรษฐีหุ้นกันไปหมดแล้ว 🤣🤣🤣


*******************


สิ่งที่มือใหม่ทำไม่ค่อยได้ คือ
- การอดทนรอ
- การเรียนรู้ที่มากพอ

สิ่งที่มือใหม่ชอบทำ คือ
- การได้ซื้อๆขายๆ
- คิดว่าในตลาดหุ้นหาเงินง่าย

สิ่งที่มือใหม่มองไม่เห็น คือ 
- การจะทำกำไรจากตลาดหุ้น ต้องแข่งกับคนเก่าที่มากประสบการณ์ 
- ต้องแข่งกับคนเก่าที่ผ่านการฝึกฝนด้าน mindset มามากแล้ว
- แค่มองไม่เห็นไม่ได้แปลว่าไม่มีอยู่จริง 


*******************


เราเรียก HDL (High-Density Lipoprotein) ว่า ไขมันดี เพราะมันมีบทบาทสำคัญในการ ปกป้องหลอดเลือดและหัวใจ ผ่านกระบวนการที่เรียกว่า Reverse Cholesterol Transport

หลักการสำคัญ
HDL ทำหน้าที่เก็บคอเลสเตอรอลส่วนเกินจากเลือดและผนังหลอดเลือดแล้วนำกลับไปที่ตับเพื่อสลายหรือขับออกทางน้ำดี

ผลลัพธ์คือ ลดการสะสมของคราบไขมัน (plaque) ในผนังหลอดเลือด ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของโรคหัวใจและหลอดเลือดตีบตัน

เหตุผลที่เรียกว่า “ไขมันดี”
 1. ป้องกันหลอดเลือดตีบตัน
การขนคอเลสเตอรอลกลับไปกำจัด ช่วยลดโอกาสเกิด atherosclerosis

 2. ต้านการอักเสบ
HDL มีโปรตีนและสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยลดการอักเสบในหลอดเลือด

 3. ต้านอนุมูลอิสระ
ช่วยปกป้อง LDL (ไขมันเลว) ไม่ให้ถูกออกซิไดซ์ ซึ่งจะทำให้ LDL เกาะผนังหลอดเลือดได้ง่ายขึ้น

 4. ช่วยซ่อมแซมเยื่อบุหลอดเลือด
ทำให้หลอดเลือดยืดหยุ่นและแข็งแรง

ค่าที่ถือว่าดี (ตามเกณฑ์สากล)
 ผู้ชาย HDL ≥ 40 มก./ดล.
 ผู้หญิง HDL ≥ 50 มก./ดล.
 HDL ยิ่งสูง ความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดยิ่งต่ำ

ตับคือจุดศูนย์กลางจัดการคอเลสเตอรอล ที่ HDL ขนกลับมา
แต่ถ้าตับมีไขมันส่วนเกินหรือทำงานผิดปกติ (เช่น ไขมันพอกตับ – Fatty liver) ความสามารถในการจัดการคอเลสเตอรอลก็จะลดลง

 1. การทำงานปกติ
HDL เก็บคอเลสเตอรอลจากหลอดเลือด → ส่งกลับไปตับ

ตับจะนำคอเลสเตอรอลนั้นไป ใช้สร้างน้ำดี หรือ ขับออกทางน้ำดี แล้วกำจัดออกพร้อมอุจจาระ

บางส่วนอาจถูกนำไปใช้สร้างฮอร์โมนหรือเยื่อหุ้มเซลล์

 2. เมื่อไขมันในตับสูง
เซลล์ตับถูกไขมันสะสม → เกิดการอักเสบ (Steatohepatitis) → ความสามารถในการรับและกำจัดคอเลสเตอรอลลดลง

HDL ที่ขนคอเลสเตอรอลกลับมาอาจไม่ถูกกำจัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ → คอเลสเตอรอลคงค้างในเลือด

เสี่ยง คอเลสเตอรอลรวมสูง แม้ HDL จะทำงานขนกลับมาแล้ว

 3. ผลระยะยาว
ถ้าตับทำงานไม่เต็มที่ → ระบบ Reverse Cholesterol Transport มีจุดตัน

เสี่ยงทั้งโรคหัวใจและปัญหาตับพร้อมกัน

สรุปสั้น ๆ

HDL เหมือนรถขนขยะ ส่วนตับเหมือนศูนย์กำจัดขยะ
ถ้าศูนย์กำจัดขยะ (ตับ) เต็มหรือพัง การขนกลับมามากแค่ไหนก็ไม่ช่วยให้ถนน (หลอดเลือด) สะอาดได้ 100%



*******************


เวลาไม่มีหนี้สิน จะรู้สึกปลอดโปร่งเบาสบาย แต่ถ้ามีหนี้สินต่อให้เที่ยวหรูแค่ไหน ก็สุขใจแค่ชั่วคราว แต่ลึกๆยังทุกข์ใจเหมือนมีหนามทิ่มแทงอยู่ตลอดเวลา เชื่อเถอะเป็นกันทุกคน ไม่ว่าจะพยายามยิ้มหน้าชื่นตาบานแค่ไหนก็ตาม 

*******************


ได้พบเจอกรณีของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่ทำให้ได้บทเรียนสำคัญ ท่านผู้ป่วยรายนี้โชคดีที่หลอดเลือดที่แตกเป็นเส้นเล็ก แต่ก็ส่งผลให้เกิดอาการบางส่วน เช่น การพูดไม่ชัดเจน และการเคลื่อนไหวของแขนขาด้านหนึ่งลดลง ในระยะแรกต้องทำกายภาพบำบัดอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน รวมถึงปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต เช่น การควบคุมอาหาร การหลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์ และอาหารทอด

สิ่งที่น่าคิดคือ หากเราให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพตั้งแต่เนิ่นๆ การควบคุมอาหาร การออกกำลังกาย อาจช่วยลดความเสี่ยงของปัญหาสุขภาพที่จะตามมาได้

หลายคนอาจรู้สึกว่าการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินเป็นเรื่องยาก โดยเฉพาะเมื่อร่างกายยังแข็งแรงดี บางทีอาจคิดว่า “ถ้าต้องงดนั่นงดนี่ ชีวิตจะมีความสุขได้อย่างไร”

แต่เมื่อเผชิญกับปัญหาสุขภาพจริงๆ เราจะพบว่าตัวเองสามารถปรับตัวได้อย่างน่าทึ่ง กลับมามีแรงจูงใจในการดูแลตัวเอง งดเหล้า ลดอาหารทอด ลดอาหารมัน เพื่อหวังให้สุขภาพดีขึ้น

บทเรียนที่ได้คือ การป้องกันย่อมดีกว่าการรักษา การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตตั้งแต่เนิ่นๆ อาจช่วยให้เราหลีกเลี่ยงการเผชิญกับความท้าทายด้านสุขภาพที่ไม่จำเป็นได้

*******************


กลยุทธ์ของ MSTY ETF มีความซับซ้อนเนื่องจากใช้วิธีการลงทุนแบบ Synthetic Covered Call Strategy ซึ่งสร้างการเลียนแบบ (Synthetic Exposure) การเคลื่อนไหวของราคาหุ้น MicroStrategy (MSTR) โดยไม่ได้ถือหุ้น MSTR โดยตรง

องค์ประกอบของกลยุทธ์ MSTY ETF
 1. Synthetic Long Exposure
 
MSTY สร้างสถานะ “เสมือน” การถือหุ้น MSTR โดยการซื้อและขาย at-the-money options (ทั้ง Call และ Put) ซึ่งมีระยะเวลาสัญญา 1 ถึง 6 เดือน

กลยุทธ์นี้เลียนแบบการเคลื่อนไหวของราคาหุ้น MSTR แต่ไม่จำเป็นต้องถือหุ้นจริง

 2. Covered Call Writing
MSTY สร้างรายได้โดยการขาย Call Options (Covered Call) บนสถานะ Synthetic Long

Call Options เหล่านี้มักมี ระยะเวลาสั้น (ไม่เกิน 1 เดือน) และตั้ง Strike Price ไว้สูงกว่าราคาปัจจุบันของหุ้น MSTR ประมาณ 0%-15%

การขาย Call Options ช่วยเพิ่มรายได้จาก Premium แต่จำกัดศักยภาพในการทำกำไรหากราคาหุ้น MSTR เพิ่มสูงเกิน Strike Price

 3. US Treasuries for Collateral:
MSTY ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (US Treasuries) ซึ่งเป็นหลักทรัพย์ปลอดภัย เพื่อใช้เป็นหลักประกันสำหรับการทำธุรกรรม Options

 4. Short Put Positions:
กองทุนอาจเปิดสถานะ Short Put ซึ่งทำให้นักลงทุนมีความเสี่ยงเต็มที่กับการขาดทุนหากราคาหุ้น MSTR ลดลง

⸻

ความสัมพันธ์ระหว่าง MSTY ETF กับราคาบิทคอยน์
 
MSTY ETF ไม่ได้ลงทุนโดยตรงใน Bitcoin
อย่างไรก็ตาม หุ้น MSTR มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับราคาบิทคอยน์ เนื่องจาก MicroStrategy ถือ Bitcoin จำนวนมากในงบดุล (มากกว่า 150,000 BTC ณ ปี 2024)

หากราคาบิทคอยน์ขึ้น ราคาหุ้น MSTR มักจะปรับตัวขึ้นด้วย

ด้วยกลยุทธ์ Synthetic Long Exposure ของ MSTY ราคาของกองทุนจะปรับตัวตามทิศทางราคาหุ้น MSTR

ผลตอบแทนถูกจำกัดโดย Covered Call
หากราคาหุ้น MSTR (หรือราคาบิทคอยน์) เพิ่มขึ้นเกิน Strike Price ของ Call Options ที่กองทุนขายไว้ ผลตอบแทนของ MSTY จะถูกจำกัด

นักลงทุนจะไม่ได้รับผลตอบแทนเต็มที่จากการปรับตัวขึ้นของหุ้น MSTR หรือราคาบิทคอยน์

⸻

หากราคาบิทคอยน์ขึ้น ราคาของ MSTY จะปรับตัวอย่างไร?
 1. ขึ้นตามราคาหุ้น MSTR
ราคาของ MSTY จะเพิ่มขึ้นตามราคาหุ้น MSTR ซึ่งได้รับอิทธิพลจากราคาบิทคอยน์

 2. จำกัดศักยภาพในการเพิ่มขึ้น
เนื่องจากกองทุนขาย Covered Call ไว้ที่ Strike Price สูงกว่าราคาหุ้น MSTR ประมาณ 0%-15% กำไรที่เกิดจากการปรับขึ้นของ MSTR จะถูกจำกัดตามระดับ Strike Price

 3. ผลตอบแทนจาก Premium
MSTY ยังคงสร้างรายได้จาก Premium ของการขาย Call Options แม้ว่าผลตอบแทนจากราคาหุ้นจะถูกจำกัด

⸻

สรุปสำคัญเกี่ยวกับ MSTY ETF

 1. กลยุทธ์ Synthetic Covered Call ทำให้กองทุนสามารถเลียนแบบการลงทุนในหุ้น MSTR โดยไม่ต้องถือหุ้นโดยตรง

 2. MSTY มีความสัมพันธ์กับราคาบิทคอยน์ทางอ้อมผ่านความเคลื่อนไหวของหุ้น MSTR

 3. ผลตอบแทนถูกจำกัด
หากราคาหุ้น MSTR (หรือราคาบิทคอยน์) ขึ้นสูงมาก ผลตอบแทนของ MSTY จะถูกจำกัด

 4. ความเสี่ยงขาลง
การเปิดสถานะ Short Put ทำให้นักลงทุนต้องรับความเสี่ยงขาดทุนเต็มที่หากราคาหุ้น MSTR ลดลง

การลงทุนใน MSTY เหมาะกับนักลงทุนที่ต้องการรายได้ประจำ (จาก Premium) และสามารถรับความเสี่ยงจากราคาหุ้น MSTR หรือราคาบิทคอยน์ที่ลดลงได้

เป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงแม้จะมีรายได้ประจำเป็นเงินปันผลก็ตาม 

#MSTY #BTC #MSTR

*******************


เป็นคำถามยอดฮิต ควรมีหุ้นในพอร์ตกี่ตัวดี

ผมคิดว่าประเด็นสำคัญไม่ใช่ว่ามีหุ้นในพอร์ตกี่ตัวดี  แต่ประเด็นสำคัญคือเราสามารถเข้าใจธุรกิจและหาหุ้นที่เราไว้ใจได้อย่างครบถ้วน(ทั้งในแง่ตัวธุรกิจ งบการเงิน ผู้บริหาร ผู้ถือหุ้นใหญ่) เราสามารถหาหุ้นที่เราไว้ใจได้แบบเนี่ยกี่ตัวต่างหาก

อยู่ในช่วง 1 ถึง 10 ตัว   หรืออาจจะมากกว่าเล็กน้อยก็ได้แล้วแต่จะติดตามไหว

แต่ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่ ต้องตั้งเป้าว่ากี่ตัว

ประเด็นสำคัญอยู่ที่หาหุ้นดีตรงใจและสามารถติดตามไหวได้กี่ตัวต่างหาก  

พอพูดว่า “ติดตามไหว“ ก็คงจะเข้าใจได้แล้วว่าเป็นเรื่องของแต่ละบุคคล  แต่ละบุคคลอาจจะติดตามหุ้นได้จำนวนไม่เท่ากัน 

ดูอย่างคุณโจลูกอีสานติดตามหุ้น 200 กว่าตัวไหว   เชื่อว่าหาคนที่ทำได้อย่างคุณโจลูกอีสานยากมาก 


*******************


พอร์ตปันผล หุ้นไทยดีกว่า เพราะหุ้นปันผลมั่งคงดีหาได้ในหุ้นไทย และไม่ต้องวุ่นวายเหมือนหุ้น ตปท ที่เมื่อนำเงินเข้าต้องยื่นภาษีอีกรอบ 

ปันผลหุ้นไทยการจัดการเรื่องภาษีมันง่ายและสะดวกกว่ากันมากๆ ไม่ว่าจะหักภาษี ณ ที่จ่ายแล้วจบ หรือจะเครดิตภาษีก็แค่ลิ้งไปยัง tsd ทุกอย่างสะดวก รวดเร็ว

ในเมื่อหุ้นไทยมีหุ้นปันผลที่ดีที่มั่นคงและสะดวกกว่าก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องไปลงทุนหุ้นปันผลในต่างประเทศ



*******************


สำหรับพอร์ตหุ้นเติบโต แนะนำเลย ลงทุนในตลาดหุ้นอเมริกา เพราะมีแต่บริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลก ที่มีลูกค้าทั่วโลก บริษัทเหล่านี้ลงทุนใน R&D จริงจังและนำผลที่ได้มาเปลี่ยนบิสสิเนสโมเดลได้จริง  ไม่เหมือนบางประเทศที่ R&D ไว้เพิ่มค่าใช้จ่ายเพื่อลดกำไรของผู้ถือหุ้น 

การลงทุนในหุ้นต่างประเทศ  ส่วนตัวเชื่อมั่นกับการลงทุนโดยตรงมากกว่า ส่วนตัว DR เป็นแค่ช่องทางสำรองเผื่อเลือก 

ลงทุนโดยตรงพอมีกำไรก็ยื่นภาษีอย่างถูกต้อง สบายใจที่สุดแล้ว  ราคาที่ซื้อขายในตลาดต่างประเทศ ก็จะได้เป็นราคาที่ไม่บิดเบือนจากดีมานด์ซัพพลายในตัวหุ้น  

พอร์ตปันผลได้พูดถึงไปในโพสก่อนหน้าแล้ว ลิ้งในคอมเมนท์



*******************



1. ร่างกายใช้คาร์โบไฮเดรตเป็นพลังงานหลักในระยะต้น
เมื่อเรากินอาหาร โดยเฉพาะที่มีคาร์โบไฮเดรต (แป้ง น้ำตาล) ร่างกายจะเปลี่ยนเป็น กลูโคส และใช้เป็นพลังงานทันที
กลูโคสส่วนเกินจะถูกเก็บเป็น ไกลโคเจน ในตับและกล้ามเนื้อ

2.เมื่อกลูโคส/ไกลโคเจนหมด ร่างกายจึงค่อยเริ่มใช้ไขมัน
การเข้า โหมดเผาผลาญไขมัน (fat oxidation) จะเกิดขึ้นเด่นชัดขึ้นเมื่อระดับอินซูลินต่ำ เช่น ช่วงอดอาหาร หรือการออกกำลังกายแบบต่อเนื่องนาน ๆ

3.การเผากล้ามเนื้อเกิดขึ้นเมื่อร่างกายขาดพลังงานมาก (catabolic state)
มักพบในภาวะอดอาหารรุนแรง หรือโปรตีนไม่เพียงพอ

ไม่จำเป็นต้องตัดคาร์โบไฮเดรตหมดจึงจะลดไขมันได้
การลดไขมัน = พลังงานเข้า < พลังงานที่ใช้ (Caloric deficit)

ประเด็นคือ ถ้าทานโปรตีนมาก แคลอรี่จะมากตามและหากไม่ลดคาร์บ แคลอรี่รวมที่ทานจะเกิน 

เมื่อแคลอรี่เกิน ก็จะสะสมเป็นไขมันเป็นไกลโคเจนตามอวัยวะต่างๆ (อ้วนขึ้นนั่นแหละ)

เพื่อทานโปรตีนได้มากและแคลอรี่รวมลดลง จึงจำเป็นต้องลดคาร์บ เพื่อชดเชยการทานโปรตีนเพิ่ม


*******************


บิตคอยน์ไม่สามารถป้องกันเงินเฟ้อได้

เงินเฟ้อคือภาวะที่ระดับราคาสินค้าและบริการโดยรวมในระบบเศรษฐกิจปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่น อาหาร เสื้อผ้า ยา ค่าเช่าบ้าน หรือค่าขนส่ง ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิต

สาเหตุหนึ่งของเงินเฟ้อคือการเพิ่มขึ้นของต้นทุน เช่น ราคาพลังงานที่สูงขึ้น ส่งผลให้ราคาสินค้าปรับขึ้นตาม ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือราคาข้าวแกง เมื่อราคาก๊าซหรือค่าน้ำมันเพิ่มขึ้น ต้นทุนของร้านอาหารก็สูงขึ้นตาม และมักส่งผ่านไปยังผู้บริโภค

สิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยคือ เมื่อราคาสินค้าถูกปรับขึ้นแล้ว แม้ต้นทุนจะลดลงภายหลัง ราคากลับไม่ลดลงตาม เป็นภาวะที่เรียกว่า “ราคายึดติด” (price stickiness) ซึ่งทำให้เงินเฟ้อเกิดขึ้นอย่างยืดเยื้อ

ในบริบทนี้ บิตคอยน์ไม่สามารถป้องกันหรือยับยั้งเงินเฟ้อได้ เพราะเงินเฟ้อเกิดจากกลไกของราคาสินค้าและบริการในโลกจริง

ไม่ได้แอนตี้บิตคอยน์  เพียงแต่ชี้ให้เห็นว่ามีคนเข้าใจผิดกันเป็นจำนวนมากว่าบิทคอยน์สามารถป้องกันเงินเฟ้อได้



*******************


เคยคุยกับเพื่อนๆเสมอๆว่า ถ้าแก่ตัว ที่อยู่อาศัยต้องอยู่ใกล้ห้าง ใกล้โรงพยาบาลชั้นนำ ไม่ว่าจะเป็น บ้าน หรือคอนโด ที่เดินลงมาเป็นห้าง มีร้านอาหารดีๆหลากหลาย ข้ามถนนเป็นโรงพยาบาล หาหมอได้ไม่ยาก ทำนองนี้ 

พอคิดแบบนี้ ทำให้คิดว่า จริงๆแล้ว ที่ไหนมีห้างที่นั่นก็ควรจะเป็นทำเลที่เหมาะสมในการตั้งโรงพยาบาล พูดง่ายๆคือเราคิดว่า โรงพยาบาลชั้นนำสามารถมีสาขาไปในทุกจังหวัดที่มีห้างสรรพสินค้า 

ปล. สำหรับเราเรื่องที่จะให้แก่ตัวแล้วไปลำบากลำบน ปลูกผักทำสวน อยู่บ้าน ตจว ห่างไกลความเจริญ ไม่อยู่ในหัวเลย แก่แล้วต้องลำบากกว่าเดิมนี่คือ วางแผนชีวิตผิดมาก 😆 (แต่แล้วแต่คนชอบนะ บางคนชอบความลำบากตอนแก่  บางคนคิดว่าแบบนั้นไม่ลำบาก ก็ว่ากันไป ตามสบาย ตามความชอบของแต่ละคน)




*******************


น้ำมันปาล์ม (Palm oil) 

สัดส่วนกรดไขมันโอเลอิก (Oleic acid, ω-9, MUFA) ในน้ำมันปาล์ม

 น้ำมันปาล์ม (โดยเฉพาะ refined palm oil) มีกรดไขมันโอเลอิกประมาณ 37–40% ของกรดไขมันทั้งหมด

 องค์ประกอบหลักของกรดไขมันในน้ำมันปาล์ม

กรดปาล์มมิติก (Palmitic acid, SFA) ~ 44–45%
 
กรดโอเลอิก (Oleic acid, MUFA) ~ 37–40%
 กรดไลโนเลอิก (Linoleic acid, PUFA, ω-6) ~ 10%
 กรดไขมันอื่น ๆ (ส่วนน้อย) ~ 5% หรือน้อยกว่า

สรุป ไขมันโอเลอิกในน้ำมันปาล์ม น้อยกว่าน้ำมันมะกอก (70–75%) และน้ำมันคาโนลา (60%+) แต่ใกล้เคียงน้ำมันถั่วเหลือง (~23%) และน้ำมันรำข้าว (~38%).

ผลต่อสุขภาพ
น้ำมันปาล์มมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ขึ้นกับรูปแบบการบริโภคและปริมาณ

ข้อดี
 1. มีวิตามิน E (tocotrienols, tocopherols) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ

 2. มีไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว (โอเลอิก) ~40% ช่วยเพิ่ม HDL ได้บ้าง

 3. จุดเกิดควัน (smoke point) ค่อนข้างสูง (~230°C) เหมาะกับการทอด

ข้อเสีย
 1. ไขมันอิ่มตัวสูง (palmitic acid ~45%) → ถ้าบริโภคมาก อาจเพิ่ม LDL cholesterol และเสี่ยงโรคหัวใจ

 2. ผลิตภัณฑ์แปรรูป (เช่น ขนมกรอบ ทอดกรอบ) มักใช้น้ำมันปาล์มซ้ำหลายครั้ง → เกิด trans fat และสารออกซิไดซ์ ที่เป็นอันตราย

 3. การใช้ palm kernel oil (น้ำมันเมล็ดปาล์ม) มีไขมันอิ่มตัวสูงถึง ~80% → เสี่ยงมากกว่าน้ำมันปาล์มปกติ

ข้อสรุปเชิงสุขภาพ
ถ้าเทียบกับน้ำมันหมูหรือน้ำมันมะพร้าว → น้ำมันปาล์ม ดีกว่า เพราะมี MUFA และ PUFA อยู่บ้าง

แต่ถ้าเทียบกับน้ำมันมะกอก น้ำมันคาโนลา น้ำมันรำข้าว → น้ำมันปาล์ม ด้อยกว่า เพราะไขมันอิ่มตัวสูงกว่า และโอเลอิกต่ำกว่า

การบริโภคปริมาณน้อย ในอาหารสมดุล ยัง ไม่ถือว่าอันตราย

แต่ ไม่ควรใช้ทอดซ้ำบ่อย ๆ และไม่ควรเป็นน้ำมันหลักในชีวิตประจำวัน


เปรียบเทียบกรดไขมันในน้ำมันชนิดต่าง ๆ

น้ำมัน

SFA (อิ่มตัว)

MUFA (โอเลอิก)

PUFA (โอเมก้า 6+3)

ปาล์ม

-45%

~39%

~10%

มะกอก

~14%

~73%

~11%

คาโนลา

~7%

~62%

~31%

รำข้าว

~20%

-38%

~37%

หมู (lard)

~39%

~45%

~11%

ถั่วเหลือง

~16%

~23%

-58%

สรุปสั้น ๆ

  • ไขมันดี (MUFA) สูงสุด → มะกอก, คาโนลา
  • PUFA สูง (โอเมก้า 6 มาก) → ถั่วเหลือง, รำข้าว (ดีถ้าสมดุลกับโอเมก้า 3)
  • SFA สูง (ควรจำกัด) → ปาล์ม, หมู


*******************


กล้ามเนื้อมีความสำคัญ โดยเฉพาะในยามอายุมากขึ้น คนที่นอนติดเตียง สาเหตุสำคัญสาเหตุหนึ่งก็คือ หกล้ม 

คนที่มีปัญหาเรื่องข้อ เรื่องปวดเข่า ถ้าหากมีกล้ามเนื้อที่มากพอก็จะจะช่วยรองรับการทำงานของข้อไม่ให้หนักเกินไป

การทรงตัวไม่ดีถึงได้หกล้ม ที่การทรงตัวไม่ดีสาเหตุอย่างหนึ่งก็มาจากกล้ามเนื้อที่น้อยเกินไป

แล้วก็เป็นเรื่องธรรมดามากที่กล้ามเนื้อจะค่อยค่อยลดลงเมื่ออายุมากขึ้น 

กล้ามเนื้อส่งผลต่อคุณภาพชีวิต โดยเฉพาะในวัยชรา 

ดังนั้นการสร้างกล้ามเนื้อในวัยกลางคนหรือตั้งแต่อายุยังน้อยยิ่งเป็นสิ่งสำคัญ  

ไขมันในร่างกายที่มากเกินไป ส่งผลให้ระบบฮอร์โมนต่างๆรวน แน่นอนว่าส่งผลต่อ สุขภาพในระยะยาว

เห็นคนที่อ้วนไม่ได้แปลว่ามีกล้ามเนื้อเยอะตาม   ไขมันที่มากทำให้ระบบในร่างกายต่างๆทำงานหนักขึ้น ระบบรวน ฮอร์โมนไม่สมดุล ฮอร์โมนเพศก็ไม่สมดุลด้วย ในผู้หญิงที่ มีไขมันมากเกินไป ในบางคนก็ไม่มีประจำเดือน หรือประจำเดือนผิดปกติ ในผู้ชายก็จะทำให้สมรรถภาพทางเพศลดลง

ดังนั้น จุดสำคัญคืออยู่ที่การลดไขมันและเพิ่มกล้ามเนื้อ คำว่าเพิ่มกล้ามเนื้อในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าจะต้องแบบนักเพาะกาย ขอแค่มีกล้ามเนื้อ ในระดับของนักกีฬา ที่กล้ามเนื้อแข็งแรงและคล่องแคล่ว ก็ส่งผลดีต่อคุณภาพชีวิตมากแล้ว 

กล้ามเนื้อคือเตาเผาผลาญพลังงานในร่างกายที่ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง 

นั่นแปลว่าในคนที่มีกล้ามเนื้อมาก  จะมี อัตราการเผาผลาญพลังงานที่มากขึ้นว่าคนที่มีกล้ามเนื้อน้อย

ไขมันในร่างกายคนเรา 1 กิโลกรัมเท่ากับพลังงาน 7700  kcal

ระบบเผาผลาญพลังงานของร่างกาย  มักจะเผาผลาญคาร์โบไฮเดรต เป็นอันดับแรกแน่นอนว่าไม่ได้เผาผลาญคาร์โบไฮเดรตล้วนล้วนหรอก มันจะเผาผลาญคู่กับไขมันไปด้วยเพียงแต่มันจะเลือกใช้คาร์โบไฮเดรตเป็นส่วนมาก

แต่ถ้าหาก “ไม่มีคาร์โบไฮเดรต” ก็จะไปเผาผลาญไขมันต่อ แต่ไม่ใช่เผาผลาญไขมันอย่างเดียว จะมีบางส่วนที่ไปดึงเอากล้ามเนื้อมาเผาผลาญด้วย แม้จะน้อยกว่าการเผาผลาญไขมันก็ตาม (ดังนั้นการสร้างกล้ามเนื้อจึงจำเป็น เพราะไม่งั้นกล้ามเนื้อก็จะโดนเผาผลาญไปเรื่อยเรื่อยด้วยเช่นกัน แม้จะในสัดส่วนที่น้อยกว่าไขมันก็ตาม)

มันก็ขึ้นอยู่กับการใช้พลังงานด้วย  ในการใช้พลังงานแบบกระทันหันจำนวนมาก ก็จะเผาผลาญคาร์โบไฮเดรตถ้าหากว่ามีให้เผาผลาญได้ นี่คือสาเหตุที่คนเล่นเวตต้องทานคาร์บ ไว้บ้าง

ในขณะที่การใช้พลังงานไม่มาก แต่ใช้งานแบบต่อเนื่อง หากเป็นช่วงที่ไม่มีคาร์โบไฮเดรตให้เผาผลาญก็จะไปเผาผลาญไขมันในร่างกาย  นี่คือสาเหตุที่ความเร็วในการเดินหรือวิ่งที่อยู่ในช่วง burn fat จะอยู่ในช่วงความเร็วต่ำ 

แม้สัดส่วนไขมันที่ถูกเผาไหม้จะมากขึ้นในช่วงความเข้มข้นต่ำ แต่ถ้าออกกำลังกายความเข้มข้นสูง (HIIT) ร่างกายใช้พลังงานรวมมากกว่า และหลังออกกำลังกายยังเผาผลาญเพิ่ม (EPOC effect)” ซึ่งก็ช่วยลดไขมันได้

การเผาผลาญไขมันขึ้นกับ สมดุลพลังงานรวม (calorie deficit) มากกว่าการลดคาร์บเพียงอย่างเดียว แต่การลดคาร์บสามารถช่วยให้ร่างกายเข้าสู่โหมดใช้ไขมันได้ง่ายขึ้น

การทำให้พลังงานติดลบ (kcal in - kcal out) ติดลบ จะช่วยเข้าสู่โหมดเบิร์นไขมันได้มากขึ้น

ดังนั้น  หากต้องการให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานไปเผาผลาญที่ไขมัน แปลว่าเราต้องทานคาร์โบไฮเดรตน้อย (ไม่ใช่ไม่ทาเลยนะ) เพื่อให้ร่างกายเผาผลาญคาร์โบไฮเดรตให้หมดเวลาเราออกกำลังกายหรือเวลาเราเดิน พอคาร์โบไฮเดรตหมดแล้วเรายังเดินต่อร่างกายก็จะไปเผาผลาญไขมัน และนั่นก็คือทำให้น้ำหนักตัวลดลงได้ 

ในทางกลับกันเราต้องพยายามเพิ่มกล้ามเนื้อ  ดังนั้นเราต้องทานโปรตีนให้มากเพียงพอที่ร่างกายจะนำไปสร้างกล้ามเนื้อได้ และเราก็ต้องเล่นเวท  การเล่นเวทที่หนักเพียงพอมันจะไปทำลายกล้ามเนื้อ ให้เสียหายเล็กน้อย พอในวันที่เราพัก ก็จะเป็นวันที่ร่างกายนำเอาอะมิโนโปรตีนและสารอาหารต่างๆมาสร้างเป็นกล้ามเนื้อมัดใหม่ ที่ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม เพราะร่างกายเราฉลาดมันรู้ว่าก้ามเนื้อมัดไหนถูกทำลายเพราะมีไม่พอใช้งานมันก็จะสร้างให้ใหญ่ขึ้น 

แต่การจะเล่นเวตได้ต้องคาร์บด้วย เพราะการเล่นเวตมักจะจะใช้การออกแรงแบบเหมือนจุดระเบิด ยกหนักหนักครึ้มขึ้นไปทีเดียว จะใช้พลังงาน แบบตูมเดียว ซึ่งถ้าหากไม่ได้คาร์โบไฮเดรตมาเสริมจะไม่มีแรงเพียงพอที่จะเล่นเวต นี่คือทำให้ต้องคาร์บ งดคาร์บทั้งหมดไม่ได้

ทั้งหมดนี่คือ ประสบการณ์ส่วนตัวเท่านั้น จากการลองปรับอาหาร จากการลองปรับการออกกำลังกาย

ซึ่งก็น่าจะเหมือนคนส่วนมากโดยเฉลี่ย แต่ก็ต้องไม่ลืมว่าร่างกายคนเราสามารถแตกต่างกันได้ สำหรับเราทางนี้คือทางหลัก แต่สำหรับคนอื่นจะเป็นทางหลักด้วยหรือเปล่านั้นต้องลองค้นหาตัวเองดู

ปล. กล้ามเนื้อที่ลดลงส่งผลต่ออัตราการเป็นโรคอัลไซเมอร์เพิ่มขึ้นด้วย 



*******************