สำหรับคนที่ชอบผัดวันประกันพรุ่ง วิธีหนึ่งที่ได้ผลคือ จัดการงานที่สำคัญหรือยากที่สุดเป็นอันดับแรกในตอนเช้า เพราะงานที่ยากมักเป็นงานที่เราอยากเลื่อนออกไปมากที่สุด ยิ่งปล่อยไว้นาน ก็ยิ่งต้องแบกมันไว้ในหัวตลอดทั้งวัน
ตอนเช้าจึงเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสำหรับจัดการเรื่องที่สำคัญที่สุดก่อน ไม่ว่าจะเป็นงานที่ต้องใช้สมาธิ การตัดสินใจที่สำคัญ หรือเรื่องที่รู้ตัวอยู่แล้วว่าไม่อยากทำ เมื่อทำงานที่ยากที่สุดเสร็จได้ตั้งแต่ต้นวัน ความรู้สึกกดดันจะลดลง และงานที่เหลือก็มักดูง่ายขึ้นทันที
ไม่จำเป็นต้องรอให้มีแรงจูงใจ เพราะคนที่ผัดวันประกันพรุ่งมักรอ “เวลาที่พร้อม” แล้วเวลานั้นก็ไม่เคยมาถึง อย่าเริ่มวันด้วยงานที่ง่ายที่สุดเพียงเพราะมันทำสบายกว่า เริ่มด้วยสิ่งที่สำคัญที่สุดก่อน แล้วใช้เวลาที่เหลือของวันกับสิ่งที่ง่ายขึ้น
เอาชนะงานที่ยากที่สุดตั้งแต่เช้า
ก่อนที่มันจะมีโอกาสเอาชนะเราไปทั้งวัน
****************************
บนโซเชียลมีเดีย คนจำนวนมากอยู่ร่วมกันด้วยความคิดและมุมมองที่แตกต่างกัน จึงไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยกันทุกเรื่อง แต่สิ่งหนึ่งที่ควรมีเหมือนกันคือ การเคารพขอบเขตของกันและกัน
เราไม่จำเป็นต้องเข้าไปยุ่งกับเรื่องส่วนตัวของใคร ไม่จำเป็นต้องดูถูก เหยียดหยาม หรือพยายามเปลี่ยนความคิดของคนอื่นเพียงเพราะเขาคิดไม่เหมือนเรา
ในทางกลับกัน ก็ไม่จำเป็นต้องยอมให้ใครเข้ามาดูถูก ก้าวก่าย หรือทำให้พื้นที่ของเรากลายเป็นแหล่งความวุ่นวาย
การตั้งขอบเขตไม่ใช่การมีปัญหากับใคร และการบล็อกก็ไม่จำเป็นต้องหมายถึงความเกลียดชัง บางครั้งมันเป็นเพียง การเลือกว่าจะให้ใครมีสิทธิ์เข้าถึงพื้นที่ของเรา
ถ้าใครไม่เคารพขอบเขต และการพูดคุยไม่ได้ช่วยอะไร การตัดการติดต่อก็เป็นทางเลือกที่เรียบง่าย ไม่จำเป็นต้องเสียเวลาอธิบายหรือถกเถียงให้ยืดเยื้อ
ไม่ล้ำเส้นใคร และไม่ยอมให้ใครล้ำเส้นเรา
โลกออนไลน์มีคนมากเกินกว่าจะต้องเสียเวลาอยู่กับทุกคน เลือกคนที่ควรคุย และบล็อกคนที่ไม่เคารพขอบเขต เรียบง่ายแค่นั้นเลย
*****************************
ในโลกที่ทุกคนต้องการผลลัพธ์เร็ว คนที่สามารถอดทนรอได้ กลับมีข้อได้เปรียบที่คนส่วนใหญ่มองข้าม
การลงทุนต้องอดทนรอให้ธุรกิจเติบโต รอให้มูลค่าสะท้อนออกมา และผ่านความผันผวนระหว่างทางโดยไม่ตัดสินใจตามอารมณ์
การทำธุรกิจก็ต้องใช้เวลา สร้างลูกค้า สร้างระบบ สร้างชื่อเสียง และสะสมประสบการณ์ สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถเร่งให้เกิดขึ้นในเวลาไม่กี่วัน
แม้แต่การพัฒนาตัวเองก็เช่นกัน ความรู้ ทักษะ และความสามารถ ล้วนเกิดจากการทำซ้ำและสะสมเป็นเวลานาน
คนจำนวนมากไม่ได้แพ้เพราะไม่มีความสามารถ แต่แพ้เพราะ ใจร้อนเกินไปจนหยุดก่อนที่ผลลัพธ์จะเริ่มเกิด
ความอดทนไม่ได้หมายถึงการนั่งรอเฉยๆ แต่คือการ ทำสิ่งที่ถูกต้องต่อเนื่อง แม้ผลลัพธ์ยังไม่ปรากฏทันที
คนที่ใจร้อนต้องการผลลัพธ์วันนี้
คนที่อดทนยอมให้เวลาเป็นตัวช่วยสร้างผลลัพธ์
ความอดทนจึงไม่ใช่การเสียเวลา แต่มันคือความได้เปรียบของคนที่อยู่ในเกมได้นานพอ
*******************************
J:
หลายครั้งสิ่งที่ทำให้เราเหนื่อย ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นจริง แต่คือ ความหมายที่เราเติมเข้าไปในสิ่งที่เกิดขึ้น
ใครบางคนไม่ตอบข้อความ อาจไม่ได้หมายความว่าเขาไม่ให้ความสำคัญกับเรา
ใครบางคนพูดสั้นๆ อาจไม่ได้หมายความว่าเขาไม่ชอบเรา เพื่อนร่วมงานไม่เห็นด้วย อาจไม่ได้หมายความว่าเขาตั้งใจต่อต้านเรา หรือคนอื่นประสบความสำเร็จมากกว่า ก็ไม่ได้หมายความว่าเรากำลังล้มเหลว
คนเรามักเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางของเรื่องราว แล้วตีความเหตุการณ์ต่างๆ ว่าเกี่ยวข้องกับตัวเองมากกว่าความเป็นจริง บางเรื่องไม่ได้เกี่ยวกับเราเลย
ก่อนจะรู้สึกโกรธ น้อยใจ หรือเสียความมั่นใจ ลองหยุดแล้วถามตัวเองว่า “สิ่งที่เกิดขึ้นคือข้อเท็จจริง หรือเป็นเพียงความหมายที่เราตีความขึ้นมา”
เมื่อแยกสองสิ่งนี้ออกจากกันได้ เราจะปล่อยวางเรื่องเล็กๆ ได้มากขึ้น และไม่ต้องเสียพลังกับสิ่งที่เราอาจเข้าใจผิดตั้งแต่ต้น อย่าเอาทุกอย่างมาเป็นเรื่องของตัวเอง เพราะไม่ใช่ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัว จะเกี่ยวข้องกับเรา
บางครั้งความสบายใจไม่ได้เกิดจากการเปลี่ยนสิ่งที่เกิดขึ้น แต่เกิดจากการหยุดตีความทุกอย่างเข้าหาตัวเอง
อย่าตีความทุกอย่างเป็นเรื่องส่วนตัว
***************************
การบริหารเงินไม่ได้ยากเพราะเราไม่รู้ว่าควรทำอะไร แต่หลายครั้งยากเพราะ เราควบคุมตัวเองไม่ได้ในเวลาที่อารมณ์เข้ามามีอิทธิพล
อยากได้ก็ซื้อ
เครียดก็ใช้เงิน
เห็นคนอื่นรวยก็รีบลงทุน
ตลาดขึ้นก็กลัวตกรถ
ตลาดลงก็กลัวจนขายทิ้ง
ขาดทุนก็อยากเอาคืนเร็วๆ
ความรู้ทางการเงินอาจช่วยให้รู้ว่าอะไรควรทำ แต่เมื่อความโลภ ความกลัว หรือความกังวลเข้ามาครอบงำ ความรู้เหล่านั้นก็อาจถูกละเลยได้ง่าย
คนที่บริหารเงินได้ดีจึงไม่ได้มีแค่ความรู้เรื่องการลงทุน แต่ต้องรู้จัก บริหารอารมณ์ของตัวเองด้วย ต้องรู้ว่าเมื่อไรควรรอ เมื่อไรควรหยุด และเมื่อไรไม่ควรตัดสินใจอะไรเลย โดยเฉพาะการลงทุน เงินจำนวนมากไม่ได้หายไปเพราะคนไม่รู้จักลงทุน แต่หายไปเพราะ ตัดสินใจผิดในช่วงที่อารมณ์กำลังรุนแรง
เงินอยู่ในมือของเรา แต่การตัดสินใจอยู่ภายใต้อารมณ์ของเรา ถ้าควบคุมอารมณ์ไม่ได้ ก็ยากที่จะควบคุมเงินได้
ก่อนเรียนรู้วิธีทำเงินให้มากขึ้น ต้องเรียนรู้วิธีไม่ปล่อยให้อารมณ์ทำเงินที่มีอยู่หายไป
********************************
J:
จุดเข้าของแต่ละคน ไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน
นักลงทุนหรือ Trader สองคนสามารถใช้ Indicator ตัวเดียวกัน แต่กลับเลือกจุดเข้าที่แตกต่างกันได้อย่างสิ้นเชิง
เหตุผลสำคัญคือ Timeframe ที่ใช้มองตลาดไม่เหมือนกัน
คนหนึ่งดูกราฟรายวัน อีกคนดูกราฟรายสัปดาห์ อีกคนอาจมองภาพใหญ่เป็นรายเดือน สัญญาณที่เกิดขึ้นจึงไม่ได้ปรากฏพร้อมกันในทุก Timeframe
แม้จะใช้ Indicator เดียวกัน เช่น Moving Average หรือ RSI แต่เมื่อเปลี่ยน Timeframe ข้อมูลราคาที่นำมาคำนวณก็เปลี่ยนไป สัญญาณที่ได้จึงแตกต่างกันได้
คนที่มองระยะสั้นอาจเห็นว่าถึงเวลาซื้อแล้ว ขณะที่คนที่มองระยะยาวอาจยังมองว่าแนวโน้มยังไม่ยืนยัน
ดังนั้น การเห็นคนอื่นเข้าซื้อก่อนหรือหลัง ไม่ได้หมายความว่าใครถูกหรือผิดเสมอไป เพราะแต่ละคนอาจกำลังเล่น คนละ Timeframe และใช้ระบบคนละแบบ
สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การพยายามหาจุดเข้าที่ “ดีที่สุด” เมื่อเทียบกับคนอื่น แต่คือการมี Timeframe และระบบที่สอดคล้องกับเป้าหมาย รวมถึงสามารถทำตามได้อย่างมีวินัย
Indicator เดียวกันไม่ได้ให้คำตอบเดียวกัน เมื่อ Timeframe ต่างกัน จุดเข้าก็ย่อมต่างกัน
อย่าเอาจุดเข้าของคนอื่นมาเป็นมาตรฐานของตัวเอง
จงเข้าเมื่อถึงจังหวะที่ระบบของตัวเองบอกว่าได้เปรียบ
************************************
เวลาเป็นทรัพยากรมีจำกัด
เงินหมด ยังหาใหม่ได้
เวลาเสียไป ไม่มีวันได้คืน
ทุกคนมีเวลา 24 ชั่วโมงเท่ากัน แต่สิ่งที่ต่างกันคือ เราเลือกใช้มันกับอะไร
ใช้เวลากับเรื่องที่ไม่สำคัญมากเกินไป ก็เหลือเวลาน้อยลงสำหรับเรื่องที่สำคัญ
ใช้เวลากับคนที่ไม่เห็นคุณค่า ก็เหลือเวลาน้อยลงสำหรับคนที่เรารัก
ใช้เวลากังวลกับสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ ก็เสียทรัพยากรที่เอาคืนไม่ได้ไปโดยเปล่าประโยชน์
เมื่อรู้ว่าเวลามีจำกัด เราจะเริ่มเลือกมากขึ้นว่าอะไรควรทำ อะไรควรปฏิเสธ และอะไรไม่จำเป็นต้องเข้าไปยุ่ง
ไม่ต้องตอบทุกข้อความ
ไม่ต้องชนะทุกการโต้เถียง
ไม่ต้องรู้ทุกเรื่อง
ไม่ต้องทำให้ทุกคนพอใจ
เพราะ ทุกครั้งที่เลือกใช้เวลา เท่ากับกำลังเลือกว่าจะไม่ใช้มันกับบางสิ่ง
เงินสามารถสร้างอิสระและซื้อเวลาให้มากขึ้นได้ในบางด้าน แต่เงินไม่สามารถซื้อเวลาที่ผ่านไปแล้วกลับคืนมาได้
เงินสร้างใหม่ได้
เวลาใช้แล้วหมดไป
ใช้เวลาที่มี กับคนที่รัก กับสิ่งที่สำคัญ เพราะทรัพยากรที่มีค่าที่สุดไม่ใช่เงิน แต่คือเวลาที่เหลืออยู่
***********************
Trade หุ้นให้เหมือนลงทุนธุรกิจ
การ Trade หุ้นที่ดี ไม่ควรมองแค่ราคาหุ้นที่วิ่งขึ้นลงบนหน้าจอ แต่ควรมองเหมือนกำลังบริหารธุรกิจหนึ่งกิจการ
เมื่อซื้อหุ้น เรากำลังนำเงินเข้าไปเสี่ยงเพื่อหวังผลตอบแทน ดังนั้นสิ่งสำคัญไม่ใช่แค่ ราคาขึ้นเท่าไร แต่คือเราสามารถเปลี่ยนกำไรบนกระดาษให้กลายเป็นเงินจริงได้อย่างไร
ธุรกิจที่ดีไม่ได้วัดจากมูลค่าที่ประเมินกันบนกระดาษเพียงอย่างเดียว แต่ดูจากความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดจริง
การ Trade ก็เช่นกัน Unrealized Profit ยังไม่ใช่เงินที่อยู่ในมือ เพราะราคาสามารถย้อนกลับได้ทุกเมื่อ
เมื่อขายและรับกำไรออกมาแล้ว นั่นคือ Realized Profit ซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงและสามารถนำไปใช้ต่อได้ ไม่ว่าจะนำไปลงทุนในโอกาสใหม่ ลดความเสี่ยง หรือเปลี่ยนเป็นกระแสเงินสด
แต่การ Realize Profit ก็ไม่ได้หมายความว่าต้องขายทุกครั้งที่มีกำไร เพราะ Trader ที่ดีต้องมีระบบกำหนดว่าเมื่อไรควรถือต่อ เมื่อไรควรลดสถานะ และเมื่อไรควรปิดการลงทุน
หัวใจจึงไม่ใช่การทำให้ทุก Trade มีกำไร แต่คือ การบริหารเงินทุนให้สร้างกำไรที่รับรู้จริงได้อย่างสม่ำเสมอ โดยไม่ปล่อยให้กำไรที่เคยมี กลับกลายเป็นขาดทุน
กำไรบนหน้าจอเป็นเพียงตัวเลข
Realized Profit คือกำไรที่ผ่านการตัดสินใจและกลายเป็นเงินจริง
Trade ให้เหมือนบริหารธุรกิจ
รักษาเงินทุน สร้างกำไร และรู้จักเก็บกำไรกลับเข้ากระเป๋า
***************************
เราอยู่ในโลกที่ข้อมูลเดินทางเร็วกว่าความจริง ข่าวหนึ่งเรื่องสามารถถูกส่งต่อเป็นพันครั้งภายในเวลาไม่กี่นาที และเมื่อเห็นคนจำนวนมากพูดเหมือนกัน เราก็มักเผลอคิดว่าสิ่งนั้นต้องเป็นความจริง
แต่จำนวนคนที่เชื่อไม่ได้ทำให้ข้อมูลนั้นจริงขึ้น
ก่อนเชื่อเรื่องใด ลองหยุดแล้วถามตัวเองว่า ใครเป็นคนพูด มีหลักฐานอะไร ข้อมูลมาจากไหน และมีมุมอื่นที่เรายังไม่เห็นหรือไม่
โดยเฉพาะเรื่องเงิน การลงทุน และข่าวที่กระทบการตัดสินใจ การเชื่อข้อมูลผิดเพียงครั้งเดียวอาจมีต้นทุนสูงกว่าการใช้เวลาอีกไม่กี่นาทีเพื่อตรวจสอบ
อย่ารีบเชื่อเพราะคนพูดมีชื่อเสียง
อย่ารีบเชื่อเพราะคนส่วนใหญ่เชื่อ
และอย่าเชื่อเพียงเพราะข้อมูลนั้นตรงกับสิ่งที่เราอยากให้เป็นจริง
เปิดรับข้อมูล แต่ปิดประตูให้กับการเชื่อโดยไม่ตรวจสอบ
คิดก่อนเชื่อ ตรวจสอบก่อนตัดสินใจ
เพราะความคิดที่ดี เริ่มต้นจากการไม่เชื่อทุกอย่างที่ได้ยิน
****************************
เคยมีคนถามว่า อยากเทรดหุ้นหาเงินค่ากับข้าว วันละ 1,000 ถึง 1,500 บาท ทำได้ไหม
คำถามนี้ผิดตั้งแต่จุดเริ่มต้น เพราะตลาดหุ้นไม่ได้จ่ายเงินให้เราเป็นรายวัน และการเทรดไม่ได้ถูกออกแบบมาให้เราชนะทุกครั้ง
การเทรดระยะสั้นคือการเล่นกับความน่าจะเป็น ไม่ว่าจะใช้กราฟ ข่าว หรือระบบเทรด ทุกอย่างล้วนมีโอกาสผิด
คนที่เทรดตามกราฟกำลังใช้สถิติหา Probability
คนที่เทรดตามข่าวกำลังเดิมพันกับข้อมูลที่ไม่แน่นอน
คนที่เทรดตามความรู้สึกกำลังปล่อยให้อารมณ์ตัดสินใจ
ส่วนคนที่ใช้ระบบเทรด จะคิดต่างออกไป
ไม่ได้ถามว่าจะชนะกี่ครั้ง แต่ถามว่าเมื่อผิดจะเสียเท่าไร และเมื่อถูกจะทำกำไรได้เท่าไร
สมการพื้นฐานคือ
Win Rate × Win Size - Loss Rate × Loss Size
เช่น ชนะ 40 เปอร์เซ็นต์ แต่กำไรเฉลี่ยต่อครั้ง 30 เปอร์เซ็นต์ และขาดทุนเฉลี่ย 10 เปอร์เซ็นต์ ระบบยังมี Expected Value เป็นบวก
40% × 30% - 60% × 10% = 6%
นี่คือเหตุผลว่าทำไม Holy Grail ที่ทำให้ชนะ 100 เปอร์เซ็นต์จึงไม่มีอยู่จริง เพราะระบบทั้งหมดสร้างจากสถิติและ Probability ซึ่งไม่มีทางเป็น 100 เปอร์เซ็นต์
แม้แต่ Cut Loss ก็เช่นกัน บางครั้งคัทแล้วหุ้นเด้ง บางครั้งไม่คัทแล้วหุ้นลงต่อ จึงต้องใช้กติกาที่ชัดเจนแทนอารมณ์
และแม้แต่กติกาที่ดีที่สุดก็ไม่ได้ใช้ได้ตลอดไป เพราะมันถูก Optimize จาก Data ในอดีต ขณะที่ตลาดในอนาคตอาจเปลี่ยนไป
ดังนั้นคนที่อยู่รอดในตลาดไม่ได้พยายามทำนายให้ถูกทุกครั้ง
แต่สร้างระบบที่เมื่อผิด เสียให้น้อย และเมื่อถูก ได้มากพอที่จะชดเชยความผิดพลาด
ตลาดหุ้นไม่ใช่เครื่องผลิตเงินรายวัน
มันคือเกมของ Probability, Risk และ Time
ถ้ายังตั้งโจทย์ว่า วันนี้ต้องกำไรเท่าไร อาจต้องกลับไปตั้งโจทย์ใหม่ก่อนว่า เรามีระบบที่ทำให้รอดในระยะยาวแล้วหรือยัง
++++++++++++++++++++++++++++++++++
แล้วทุกอย่างก็จะผ่านไป
วันที่แย่ๆ วันหนึ่งก็ต้องผ่านพ้นไป เช่นเดียวกับวันที่ดีๆ ก็มีวันที่ต้องผ่านพ้นไปเช่นกัน
ชีวิตไม่มีช่วงเวลาไหนอยู่กับเราตลอดไป วันที่มีความสุขจะเปลี่ยนเป็นวันธรรมดา วันที่ยากลำบากก็จะค่อยๆ ผ่านไปเหมือนกัน
ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่การทำอย่างไรให้ชีวิตไม่มีวันที่แย่ เพราะเราไม่สามารถควบคุมทุกอย่างได้
แต่คือ ทำอย่างไรให้วันที่แย่ ไม่ทำให้ชีวิตของเราลำบากจนเกินไป
นี่คือเหตุผลว่าทำไมการคิดเผื่อจึงสำคัญ
มีเงินสำรองเผื่อรายได้สะดุด
มีเงินสดเผื่อเหตุฉุกเฉิน
ไม่สร้างหนี้เกินกำลัง
และไม่ใช้ชีวิตโดยคิดว่าทุกอย่างจะดีเหมือนเดิมตลอดไป
เงินอาจแก้ปัญหาไม่ได้ทุกเรื่อง แต่ในวันที่ชีวิตมีปัญหา การมีเงินสำรองย่อมดีกว่าการไม่มีทางเลือกเลย
เพราะเงินสำรองไม่ได้มีไว้สำหรับวันที่ชีวิตดี
แต่มันมีไว้สำหรับวันที่ชีวิตไม่เป็นอย่างที่คิด
เราไม่สามารถรู้ได้ว่าวันแย่จะมาถึงเมื่อไร
แต่เราสามารถเตรียมตัวไว้ก่อนที่มันจะมาถึง
วันที่ดี ใช้ชีวิตให้มีความสุข
วันที่แย่ ประคองตัวเองให้ผ่านไป
เพราะไม่ว่าวันไหน ทุกอย่างก็จะผ่านไปเช่นกัน
***********************
โลกกำลังเปลี่ยนความหมายของ Oil Shock
ในอดีต น้ำมันมีอำนาจต่อเศรษฐกิจโลกสูงมาก เพราะเมื่อราคาน้ำมันพุ่งขึ้น เศรษฐกิจแทบไม่มีทางเลือกอื่น ต้นทุนพลังงานเพิ่ม เงินเฟ้อสูงขึ้น และกำลังซื้อของผู้บริโภคลดลง
แต่วันนี้โครงสร้างพลังงานกำลังเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ
Solar, Wind, Nuclear, Battery และ EV กำลังเพิ่มทางเลือกให้ระบบพลังงานโลก โดยเฉพาะ Solar ที่สามารถเพิ่มกำลังผลิตได้รวดเร็วและมีต้นทุนลดลงต่อเนื่อง ขณะที่ EV กำลังลดความต้องการน้ำมันโดยตรงในภาคขนส่ง
นี่คือการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ เพราะโลกไม่ได้เพียงลดการใช้น้ำมัน แต่กำลังสร้าง Energy Substitution ขึ้นมา
Solar ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลในการผลิตไฟฟ้า
EV ลดการใช้น้ำมันในการเดินทาง
Battery ช่วยเก็บพลังงานและเพิ่มความยืดหยุ่นของระบบไฟฟ้า
Renewable จึงค่อยๆ ลดบทบาทของน้ำมันในระบบเศรษฐกิจ แม้น้ำมันจะยังมีความสำคัญสูงใน Diesel, Jet Fuel, Freight และ Petrochemical
ดังนั้น Oil Shock ยังสำคัญ แต่ผลกระทบต่อเศรษฐกิจอาจไม่เหมือนเดิม
โลกวันนี้มีทางเลือกมากกว่าโลกเมื่อ 20 หรือ 30 ปีก่อน
นี่อาจเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ Brent 105 ถึง 110 ดอลลาร์ ไม่ได้ทำให้ตลาดหุ้น Panic เหมือนที่หลายคนคุ้นเคย
ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่า น้ำมันแพงขึ้นแค่ไหน แต่คือโลกกำลังลดการพึ่งพาน้ำมันได้เร็วแค่ไหน เพราะทุกครั้งที่ Renewable และ EV เติบโตขึ้น อำนาจของน้ำมันต่อเศรษฐกิจโลกก็ลดลงทีละน้อย
และราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ย่อมส่งผลให้มีความคุ้มค่า ที่เทคโนโลยีจะเกิดการเปลี่ยนผ่านมาใช้พลังงานทางเลือกมากยิ่งขึ้น 
*******************************
หลายสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิต ไม่ได้เติบโตให้เราเห็นในทันที ออกกำลังกายวันนี้ ร่างกายอาจยังไม่เปลี่ยน ลงทุนวันนี้ ความมั่งคั่งอาจยังไม่เกิด
เรียนรู้วันนี้ ความสามารถอาจยังไม่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ทำงานหนักวันนี้ ความสำเร็จอาจยังอยู่ไกล
แต่ทุกวันที่ทำต่อ สิ่งหนึ่งกำลังสะสมอยู่เงียบๆ
วินัยกำลังถูกสร้าง
ประสบการณ์กำลังถูกสะสม
ความสามารถกำลังเพิ่มขึ้น
และผลลัพธ์กำลังเดินทางมา
ปัญหาคือคนส่วนใหญ่มักหยุดก่อนถึงวันที่ผลลัพธ์ปรากฏ เพราะเข้าใจผิดว่า “ยังไม่เห็น” เท่ากับ “ยังไม่เกิด” ทั้งที่ความจริง หลายครั้ง ช่วงเวลาที่ดูเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น กำลังเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด
ความอดทนจึงไม่ใช่การรออย่างไร้ความหมาย แต่คือการทำสิ่งที่ถูกต้องต่อไป แม้ยังไม่มีหลักฐานให้เห็นชัดเจน
อย่าหยุดเพียงเพราะวันนี้ยังไม่เห็นผล บางสิ่งกำลังเติบโตอยู่ใต้ดิน และวันหนึ่ง ผลลัพธ์จะเติบโตขึ้นมาให้เห็นเอง
อดทนให้มากพอ จนสิ่งที่มองไม่เห็น กลายเป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้
***********************************
เป็นที่รู้กันว่าคนที่ประสบความสำเร็จจำนวนมาก ล้วนมีความมุ่งมั่นและมีวินัยสูง
แต่จริงๆ แล้ว ทุกคนมีความมุ่งมั่นและมีวินัยในระดับหนึ่ง
บางคนทำได้ 1 ชั่วโมง
บางคนทำได้ 1 วัน
บางคนทำได้ 1 สัปดาห์
บางคนทำได้ 1 เดือน
บางคนทำได้ 1 ปี
แต่คนที่สร้างความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ มักมีสิ่งหนึ่งเหมือนกัน
เขาทำสิ่งที่สำคัญได้นานเป็นสิบๆ ปี
เพราะความสำเร็จส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากการเร่งตัวเองอย่างหนักเพียงช่วงสั้นๆ แต่เกิดจากการทำสิ่งที่ถูกต้องซ้ำแล้วซ้ำอีก จนความได้เปรียบเล็กๆ ค่อยๆ สะสมกลายเป็นผลลัพธ์ที่ใหญ่ขึ้น
ความมุ่งมั่นจึงไม่ได้วัดกันว่า วันนี้ทำได้หนักแค่ไหน
แต่วัดกันว่า เมื่อเวลาผ่านไปหลายปี เรายังทำสิ่งนั้นอยู่หรือไม่
ความเก่งทำให้เราเริ่มต้นได้ดี
วินัยทำให้เราเดินต่อ
แต่ความสม่ำเสมอในระยะยาว คือสิ่งที่เปลี่ยนความพยายามให้กลายเป็นความสำเร็จ
คนจำนวนมากมีความมุ่งมั่น
แต่คนที่ไปถึงเป้าหมาย คือคนที่รักษามันไว้ได้นานพอ
****************************
ถ้าใจคุณยิ่งใหญ่พอ ต่อให้อุปสรรคจะหนักแค่ไหน ชีวิตจะทำให้ล้มลุกคลุกคลานกี่ครั้ง คุณก็จะเลือก ลุกขึ้นสู้อยู่เสมอ
คุณอาจแพ้ได้
คุณอาจเหนื่อยได้
คุณอาจร้องไห้ได้
คุณอาจพักได้
แต่จงอย่ายอมแพ้
เพราะคนที่แข็งแกร่ง ไม่ใช่คนที่ไม่เคยล้ม แต่คือคนที่ ล้มแล้วรู้ว่าจะลุกขึ้นอย่างไร
บางครั้งชีวิตไม่ได้ทดสอบว่าเราเก่งแค่ไหน
แต่มันทดสอบว่า เมื่อทุกอย่างไม่เป็นอย่างใจ เรายังเชื่อในตัวเองมากพอที่จะเดินต่อหรือไม่
ล้มกี่ครั้งไม่สำคัญ
สำคัญคือยังลุกขึ้นได้กี่ครั้ง
ตราบใดที่คุณยังไม่ยอมแพ้
เรื่องราวของคุณก็ยังไม่จบ
********************
ระวังอย่าปล่อยให้ตัวเองเป็นคนที่มองเห็นแต่ข้อเสียของทุกสิ่ง เพราะเมื่อเราฝึกคิดลบบ่อยๆ เราจะเริ่มมองหาความผิดมากกว่าความดี มองหาสิ่งที่ไม่ถูกใจมากกว่าสิ่งที่น่าชื่นชม และค่อยๆกลายเป็นคนที่ชอบติ ชอบจับผิด และชอบบ่นโดยไม่รู้ตัว
สิ่งที่น่ากลัวคือ นิสัยแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในวันเดียว แต่มันสะสมจากวิธีคิดเล็กๆในทุกวัน
วันนี้อาจแค่บ่นเรื่องหนึ่ง
พรุ่งนี้อาจจับผิดอีกเรื่อง
วันหนึ่งอาจกลายเป็นคนที่มองอะไรก็ขัดตาไปหมด
เมื่ออายุมากขึ้น หากไม่ระวัง เราอาจกลายเป็นคนที่มีประสบการณ์มากขึ้น แต่กลับมีความสุขกับสิ่งรอบตัวน้อยลง เพราะสายตามองเห็นแต่สิ่งที่ไม่ดี
อย่าฝึกสมองให้เก่งแต่การหาข้อผิดพลาด จงฝึกตัวเองให้มองเห็นทั้งข้อเสียและข้อดี
เพราะเราเลือกไม่ได้ว่าโลกจะมีเรื่องอะไรเกิดขึ้น แต่เราเลือกได้ว่า จะมองโลกผ่านเลนส์แบบไหน
อย่าปล่อยให้การจับผิด กลายเป็นนิสัย อย่าปล่อยให้การบ่น กลายเป็นตัวตน เพราะวันที่เรามองเห็นแต่ด้านร้ายของโลก บางทีคนที่กำลังเสียความสุขที่สุด อาจเป็นตัวเราเอง
************************
การลงทุนระยะยาวไม่จำเป็นต้องวิ่งหาหุ้นใหม่อยู่ตลอดเวลา หากเราเลือกซื้อ ธุรกิจที่ยอดเยี่ยม มีความสามารถในการแข่งขัน สร้างกำไรและกระแสเงินสดได้ดี และยังมีโอกาสเติบโตในระยะยาว สิ่งที่สำคัญหลังจากนั้นคือ ให้เวลาเป็นผู้ช่วย
ไม่จำเป็นต้องซื้อขายทุกครั้งที่ราคาขยับ ไม่จำเป็นต้องตื่นเต้นกับความผันผวนระยะสั้น
และไม่จำเป็นต้องขายเพียงเพราะราคาหุ้นขึ้นมาแล้ว
เพราะเมื่อธุรกิจเติบโต กำไรที่เพิ่มขึ้นสามารถนำไปสร้างกำไรเพิ่มขึ้นอีก และเมื่อเวลาผ่านไป ผลของการเติบโตและการทบต้นจะเริ่มมีพลังมากขึ้น
หัวใจของการลงทุนระยะยาวจึงไม่ใช่การหาหุ้นให้ได้มากที่สุด แต่คือการหาธุรกิจที่ดีพอ แล้วถือมันให้นานพอ
ซื้อธุรกิจที่ยอดเยี่ยม ถือให้นาน ปล่อยให้กำไรเติบโต และปล่อยให้พลังของการทบต้นทำงาน
******************************
เงินเป็นสิ่งสำคัญ แต่เงินไม่ใช่จุดหมายสูงสุดของชีวิต เราแสวงหาเงินเพื่อให้มีทางเลือกมากขึ้น เพื่อดูแลคนที่รัก เพื่อมีอิสระในการใช้เวลา และเพื่อใช้ชีวิตในแบบที่ตัวเองต้องการ แต่หลายคนกลับใช้ชีวิตไปกับการหาเงิน จนลืมไปว่าเหตุผลที่ต้องการเงินตั้งแต่แรกคืออะไร
ทำงานหนักขึ้นเพื่อหาเงินให้มากขึ้น แต่กลับมีเวลาให้ตัวเองน้อยลง มีเวลาให้ครอบครัวน้อยลง และไม่มีโอกาสได้ใช้ชีวิตอย่างที่เคยฝัน
อย่าปล่อยให้การหาเงิน กลายเป็นสิ่งที่พรากชีวิตที่คุณต้องการไปจากคุณ
สร้างความมั่งคั่งให้มากพอที่จะมีอิสระในการเลือก ไม่ใช่เพียงมีตัวเลขในบัญชีที่สูงขึ้นเรื่อยๆ เพราะความมั่งคั่งที่แท้จริง ไม่ใช่แค่การมีเงินมาก แต่คือการมีเงินมากพอที่จะใช้ชีวิตอย่างที่ต้องการ โดยไม่ต้องแลกทุกอย่างที่มีเพื่อให้ได้มันมา
เงินเป็นเครื่องมือสร้างชีวิตที่ต้องการ อย่าใช้ทั้งชีวิตเพื่อสะสมเครื่องมือ จนลืมสร้างชีวิตที่อยากมี
**************************************
ในตลาดหุ้น คนจำนวนมากมักซื้อเพราะเห็นคนอื่นกำลังซื้อ และขายเพราะเห็นคนอื่นกำลังกลัว
เมื่อราคาพุ่งขึ้น ทุกคนดูเหมือนกำลังทำกำไร จึงกลัวว่าจะตกรถ เมื่อราคาตกลงอย่างหนัก ทุกคนดูเหมือนกำลังขาดทุน จึงรีบขายเพื่อหนีความเสี่ยง
แต่การลงทุนไม่ใช่เกมที่ต้องทำตามคนส่วนใหญ่ ก่อนซื้อ ต้องรู้ว่าซื้อเพราะอะไร
ก่อนขาย ต้องรู้ว่าอะไรเปลี่ยนไป หากพื้นฐานธุรกิจยังดี ราคาย่อตัวอาจเป็นโอกาส แต่หากเหตุผลที่ลงทุนหมดไป การยอมขายก็อาจเป็นการตัดสินใจที่จำเป็น
อย่าปล่อยให้ความโลภของคนอื่นกำหนดจังหวะซื้อ และอย่าปล่อยให้ความกลัวของคนอื่นกำหนดจังหวะขาย
ซื้อด้วยเหตุผล
ขายด้วยหลักการ
ไม่ใช่ซื้อเพราะคนอื่นโลภ และขายเพราะคนอื่นกลัว
**********************************
แผนการเงินที่ดีไม่ใช่แผนที่ต้องทำตามอย่างตายตัวตลอดชีวิต แต่เป็นแผนที่ปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์และเป้าหมายที่เปลี่ยนไป
เมื่อรายได้เพิ่มขึ้น ภาระครอบครัวเปลี่ยนไป หรือมีเป้าหมายใหม่เกิดขึ้น แผนการเงินก็ควรได้รับการทบทวนและปรับให้เหมาะสม
แต่สิ่งที่ต้องระวังคือ การเปลี่ยนแผนเพราะอารมณ์ชั่ววูบ
เห็นตลาดหุ้นขึ้นก็อยากเพิ่มความเสี่ยง เห็นตลาดตกก็อยากขายทุกอย่าง อยากได้รถใหม่ก็ยอมลดเงินออม หรือรู้สึกเหนื่อยกับการเก็บเงินจนตัดสินใจหยุดออม
การปรับแผนที่ดีควรเกิดจากข้อมูล เหตุผล และสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป ไม่ใช่ความกลัว ความโลภ หรือความอยากเพียงชั่วคราว
ชีวิตเปลี่ยน แผนการเงินก็ปรับได้ แต่อย่าให้อารมณ์ชั่วคราวเปลี่ยนอนาคตทางการเงินทั้งชีวิต
แผนการเงินที่ดี ต้องยืดหยุ่นพอที่จะปรับตามชีวิต และมั่นคงพอที่จะไม่เปลี่ยนตามอารมณ์
************************************
หลายคนใช้เวลาทั้งชีวิตเพื่อสะสมทรัพย์สินให้มากขึ้น บ้านหลายหลัง บ้านหลังใหญ่ รถหลายคัน หรือรถหรูราคาแพง แต่สิ่งที่มักถูกมองข้ามคือ ยิ่งมีทรัพย์สินมาก ภาระในการดูแลรักษาและความกังวลก็อาจเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
บ้านต้องมีค่าบำรุงรักษา รถต้องมีค่าซ่อมแซมและประกัน ยิ่งเป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่าสูง เงินที่ต้องใช้ดูแลก็ยิ่งมากขึ้น และเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด ความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นก็ยิ่งทำให้กังวล
ลองมองสถานการณ์น้ำท่วมในช่วงนี้ คนที่มีบ้านหลายหลังหรือมีรถราคาแพงหลายคัน อาจต้องแบกรับความกังวลมากกว่าคนที่มีทรัพย์สินเหล่านี้เพียงเท่าที่จำเป็น
เพราะเมื่อเราทุ่มเงินจำนวนมากไปกับทรัพย์สินที่ต้องดูแล เราไม่ได้มีเพียงสิ่งของเพิ่มขึ้น แต่ยังมีภาระและความเสี่ยงที่ต้องรับผิดชอบเพิ่มขึ้นด้วย
ในทางกลับกัน ทรัพย์สินทางการเงิน เช่น เงินฝากในบัญชีธนาคาร พอร์ตหุ้น หรือหน่วยลงทุนในกองทุนทองคำ อาจมีภาระในการดูแลทางกายภาพน้อยกว่า ไม่ต้องซ่อมแซม ไม่ต้องกังวลเรื่องน้ำท่วมโดยตรง และสามารถบริหารจัดการได้ผ่านระบบการเงิน
แน่นอนว่า ทรัพย์สินทางการเงินก็มีความเสี่ยงเช่นกัน ทั้งความผันผวนของราคา เงินเฟ้อ และความเสี่ยงจากการลงทุน จึงต้องอาศัยความรู้และการบริหารความเสี่ยงอย่างเหมาะสม
ความมั่งคั่งจึงไม่ควรวัดจากจำนวนทรัพย์สินที่ครอบครองเพียงอย่างเดียว แต่ควรมองด้วยว่า ทรัพย์สินเหล่านั้นสร้างอิสระให้ชีวิต หรือกำลังเพิ่มภาระให้ชีวิตมากขึ้น
มีทรัพย์สินมาก ไม่ได้แปลว่ามีอิสระมาก
ความมั่งคั่งที่แท้จริง คือการมีทรัพย์สินที่ช่วยให้ชีวิตมั่นคง โดยไม่ต้องแบกภาระ และมีความกังวลเกินความจำเป็น
*****************************************
รถสูงแค่ไหน ถึงจะเหมาะกับการหนีน้ำท่วม
ช่วงที่น้ำท่วมหนัก หลายคนเริ่มมองหารถที่มีความสูงมากขึ้น เพื่อให้สามารถขับหนีน้ำท่วมได้ แต่ก่อนจะเลือกซื้อรถสักคัน ผมคิดว่าสิ่งแรกที่ควรทำคือ วิเคราะห์ก่อนว่า เราต้องการรถที่สามารถรับมือกับน้ำท่วมในระดับไหน
เพราะคงไม่มีใครตั้งใจนำรถไปลุยน้ำสูง 80 เซนติเมตรหรือเป็นเมตร รถยนต์ไม่ใช่เรือ และการขับรถลุยน้ำลึกเกินขีดจำกัดอาจทำให้เครื่องยนต์และระบบต่างๆ เสียหายได้
สิ่งที่เราต้องการจริงๆ คือรถที่มีความสูงและความสามารถเพียงพอที่จะช่วยให้เราหนีออกจากสถานการณ์ฉุกเฉินได้ โดยไม่กลายเป็นภาระเสียเอง
ลองนึกภาพว่าเรากำลังขับรถอยู่บนถนน เกิดฝนตกหนัก รถติดเป็นเวลาหลายชั่วโมง จนน้ำเริ่มท่วมสูงขึ้นเรื่อยๆ หากน้ำอยู่ในระดับ 20-30 เซนติเมตร รถยังสามารถเคลื่อนตัวต่อไปได้อย่างปลอดภัย และพาเรากลับบ้านหรือไปยังพื้นที่ที่ปลอดภัยกว่าได้ นั่นย่อมเป็นประโยชน์อย่างมาก
หรือในกรณีที่น้ำท่วมบริเวณบ้านสูงประมาณ 20-30 เซนติเมตร รถที่มีความสามารถเหมาะสมก็อาจช่วยให้เราขับออกจากบ้านไปยังพื้นที่ที่ปลอดภัยกว่าได้ โดยไม่ต้องรอให้น้ำสูงขึ้นจนไม่สามารถเคลื่อนย้ายรถได้อีก
เราไม่ได้ต้องการรถที่ลุยน้ำได้เป็นเมตร แต่ต้องการรถที่มีความสามารถเพียงพอสำหรับรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นจริง
สำหรับผม หากรถสามารถขับผ่านน้ำระดับ 50-60 เซนติเมตรได้ตามขีดความสามารถที่ผู้ผลิตกำหนด โดยไม่ทำให้เครื่องยนต์ดับหรือระบบสำคัญเสียหาย และสามารถกลับมาใช้งานได้ตามปกติโดยไม่ต้องเข้าศูนย์บริการเพราะการลุยน้ำ นั่นถือเป็นระดับความสามารถที่น่าสนใจสำหรับการใช้งานในประเทศไทย
แม้ในชีวิตจริงเราอาจต้องเผชิญกับน้ำสูงเพียง 20-30 เซนติเมตร แต่การมีขีดความสามารถเผื่อไว้มากกว่านั้นก็ช่วยเพิ่มทางเลือกในยามฉุกเฉินได้
อย่างไรก็ตาม รถที่มีความสูงมากเกินไปก็อาจมีข้อจำกัดในการใช้งานประจำวัน ทั้งการขึ้นลงรถ การจอดรถ และความคล่องตัวในการขับขี่ จึงต้องพิจารณาความเหมาะสมควบคู่กันไปด้วย
การเลือกรถสำหรับประเทศไทยจึงไม่ใช่การเลือกรถที่ลุยน้ำได้ลึกที่สุด แต่คือการเลือกรถที่มีความสามารถเพียงพอสำหรับสถานการณ์ฉุกเฉิน และยังใช้งานได้ดีในชีวิตประจำวัน
เพราะรถที่ดีไม่ใช่รถที่พาเราผ่านน้ำท่วมได้อย่างเดียว แต่ต้องเป็นรถที่ตอบโจทย์ชีวิตในวันที่ไม่มีน้ำท่วมด้วย
รถสูงพอสำหรับหนีน้ำ
แต่ไม่สูงเกินไปจนเป็นภาระในวันปกติ
***********************************************
สำหรับเทรดเดอร์
การป้องกันเงินต้นสำคัญที่สุด
อย่าหาเหตุผลมาสนับสนุนสถานะที่ผิด
เปลี่ยนใจได้เมื่อข้อมูลเปลี่ยน
ยอมรับว่าคุณไม่รู้อนาคต
คาดหวังความไม่แน่นอน
อย่าพยายามเอาชนะทุกครั้ง
การเทรดคือเกมของความน่าจะเป็น
ให้ความสำคัญกับ Expectancy
ระบบง่าย ๆ มักมีประสิทธิภาพ
อย่าเปลี่ยนระบบบ่อยเกินไป
ศึกษาตัวเองพอ ๆ กับศึกษาตลาด
เข้าใจจิตวิทยาของตัวเอง
แยกอัตตาออกจากการเทรด
บันทึกการเทรดทุกครั้ง
เรียนรู้จากความผิดพลาด
หลีกเลี่ยงการทำอะไรเพราะคนส่วนใหญ่ทำ
**************************
วางแผนในกรอบกว้าง เผื่อความผิดพลาดไว้ให้มาก
การวางแผนที่ดี ไม่ใช่การพยายามคาดการณ์อนาคตให้แม่นยำที่สุด แต่คือการยอมรับว่า อนาคตเป็นสิ่งที่ไม่มีใครรู้ล่วงหน้า และเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับสิ่งที่อาจไม่เป็นไปตามคาด
แนวทางหนึ่งคือการคาดการณ์ในกรอบกว้าง เปิดพื้นที่ให้กับความเป็นไปได้หลายรูปแบบ แล้ววางแผนบริหารจัดการให้อยู่ภายในกรอบนั้น
ตรงกันข้าม หากคาดการณ์ในกรอบแคบเกินไป เผื่อความผิดพลาดไว้น้อยเกินไป และวางแผนทุกอย่างโดยตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าอนาคตจะเป็นไปตามที่คิด เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไปเพียงเล็กน้อย แผนทั้งหมดก็อาจพังลงได้
ลองนึกถึงการลงทุน หากคาดการณ์ผลตอบแทนไว้สูงเกินไปและเตรียมเงินสำรองไว้น้อย เมื่อผลตอบแทนไม่เป็นไปตามคาด อาจต้องขายสินทรัพย์ในจังหวะที่ไม่เหมาะสม
หรือในการทำธุรกิจ หากวางแผนรายได้โดยเผื่อความผิดพลาดไว้น้อย เมื่อยอดขายลดลงหรือค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ธุรกิจก็อาจเผชิญปัญหาสภาพคล่องได้ทันที
การวางแผนที่แข็งแกร่งจึงไม่ใช่แผนที่แม่นยำที่สุด แต่คือแผนที่ยังรับมือได้ แม้ความจริงจะต่างจากที่คาดการณ์ไว้
อย่าพยายามบังคับให้อนาคตเป็นไปตามแผน แต่จงออกแบบแผนให้ยืดหยุ่นพอที่จะรับมือกับอนาคตที่ไม่แน่นอน
คาดการณ์ให้กว้าง เผื่อความผิดพลาดให้มาก
แล้วบริหารจัดการให้อยู่ในกรอบที่รับความเสี่ยงได้
เพราะเราไม่จำเป็นต้องรู้อนาคตอย่างแม่นยำ หากเราเตรียมพร้อมไว้ดีพอสำหรับวันที่อนาคตไม่เป็นอย่างที่คิด
**********************************************
ชัยชนะทำให้เราภูมิใจ แต่ถ้าหลงกับมันมากเกินไป เราอาจประมาท
ความพ่ายแพ้ทำให้เราเจ็บปวด แต่ถ้าจมอยู่กับมันนานเกินไป เราอาจหมดโอกาสที่จะกลับมา
ในชีวิตและการลงทุน ไม่มีใครชนะตลอด และไม่มีใครแพ้ตลอด วันที่ชนะอย่าคิดว่าตัวเองเก่งจนไม่มีวันพลาด วันที่แพ้อย่าคิดว่าตัวเองล้มเหลวจนไม่มีวันกลับมาได้
ชัยชนะควรสอนให้เรารู้ว่า อะไรทำให้เราชนะ ความพ่ายแพ้ควรสอนให้เรารู้ว่า อะไรทำให้เราแพ้ แล้วนำบทเรียนทั้งสองอย่างกลับไปปรับปรุงตัวเอง
อย่าหลงกับวันที่ชนะ
อย่าจมกับวันที่แพ้
จงรักษาสติ แล้วเดินหน้าต่อ
เพราะสิ่งที่สำคัญกว่าการชนะหรือแพ้ในวันนี้ คือ เรายังสามารถอยู่ในเกมและพัฒนาตัวเองได้อีกนานแค่ไหน
*********************************************
ตั้งเป้าหมาย Passive income ก่อน หลังจากนั้นทุกอย่างจะง่ายขึ้น เพราะเมื่อมี passive income อย่างสม่ำเสมอแล้ว แรงกดดันทางการเงินต่อจิตใจจะลดลงมาก อีกทั้งจะสามารถจัดเวลาได้ดีขึ้น
ขั้นต้น สมมติต้องการรายได้ประจำเดือนละ 10,000 บาท เท่ากับปีละ 120,000 หากซื้อหุ้นปันผล โดยเน้นที่มีอัตราปันผล อย่างน้อย 5% เงินต้นที่ต้องการคือ 2.4 ลบ ก็วางเป้าหมายสร้างพอร์ตให้มีมูลค่า 2.4 ลบ จะทำงานเก็บเงิน ค้าขายหรืออะไรก็ตาม ทำให้เห็นชัดว่าเป้าหมายคือตัวเลขไหน
เป็นตัวเลขที่ยกเป็นตัวอย่างเท่านั้น
บางคนบอก 2.4 ลบ มากไปก็อาจเริ่มต้นด้วย 1.2 ลบ ปันผลต่อเดือนที่อัตรา 5% ก็จะได้ 5,000 ต่อเดือน
หากยังมากไปอีกก็อาจลดเป้าเหลือ 6 แสน ปันผลจะเป็น 2,500 ต่อเดือน
หรือบางคนอาจตั้งเป้า 60 ลบ ปันผล 250,000 ต่อเดือน
ขอแค่มีเป้าหมายก่อน แล้ววางแผนทีละสเต็ป ที่เหลือคือเดินตามแผน
ถ้าคุณไม่มีเป้าหมายทางการเงิน เชื่อเถอะว่าคุณจะเป็นคนที่ใช้เงินไปเรื่อยเปื่อย แต่ถ้าคุณมีเป้าหมายทางการเงิน
คุณจะเปลี่ยนเป็นคนละคนกับที่เคยเป็นมา
สเต็ปต่อไป หากลงทุนในหุ้นปันผลจนมี passive income ที่น่าพอใจระดับหนึ่งแล้ว เงินส่วนเกินอาจจะไปลงทุนในหุ้นเติบโตที่ไม่เน้นปันผลก็ได้ เพื่อสร้างพอร์ตให้เติบโตมากขึ้น หรืออาจจะมีความพอใจที่จะเน้นขยายการลงทุนในหุ้นปันผลต่อไป เพื่อเพิ่ม passive income ให้มากขึ้นไปอีกก็ทำได้เช่นกัน
******************************************
จากน้ำท่วมครั้งนี้ บางคนอาจคิดเรื่องการย้ายบ้าน บางคนอาจยังอยู่ที่เดิม ในคนที่ต้องการอยู่ที่เดิมที่เป็นบ้านเดี่ยวและพอมีกำลังทรัพย์การปรับปรุงบ้านอาจต้องคิดใหม่เพื่อให้ปัญหามันจบ ปัจจัยที่ต้องนึกถึง
บ้านที่ปรับปรุงใหม่ควรจะมีลักษณะคล้ายใต้ถุนแต่ยกสูงที่ใต้ถุนเพื่อเอาไว้จอดรถ
*****************************************
ถ้าจะอยู่บ้านเดิม อาจต้องปรับบ้านให้รับมือน้ำ
หลังจากเจอน้ำท่วมครั้งใหญ่ หลายคนอาจเริ่มคิดว่า จะย้ายบ้าน หรือจะอยู่ที่เดิมต่อ
สำหรับคนที่เลือกอยู่ที่เดิม โดยเฉพาะบ้านเดี่ยวที่มีกำลังปรับปรุงบ้านได้ อาจต้องเปลี่ยนจากการคิดว่า “น้ำท่วมแล้วค่อยซ่อม” มาเป็น “เตรียมบ้านให้รับมือน้ำตั้งแต่ก่อนน้ำมา”
แนวทางสามารถเริ่มจากเรื่องง่ายๆ แล้วค่อยเพิ่มระดับความจริงจังขึ้นไป
ระดับ 1 ปรับของที่เสียหายง่ายก่อน
ย้ายปลั๊กไฟ อุปกรณ์ไฟฟ้า และของสำคัญขึ้นสูงกว่าระดับน้ำที่เคยท่วมถึง
ทำชั้นเก็บของให้สูงขึ้น และหลีกเลี่ยงการวางของมีค่าหรืออุปกรณ์สำคัญไว้ชั้นล่าง
วิธีนี้ใช้งบไม่มาก และเริ่มทำได้ทันที
ระดับ 2 ปรับพื้นที่ชั้นล่างให้เสียหายน้อย
ลดเฟอร์นิเจอร์และวัสดุที่เสียหายจากน้ำได้ง่ายบริเวณชั้นล่าง
เลือกวัสดุที่ทำความสะอาดและฟื้นฟูได้ง่าย รวมถึงจัดระบบไฟฟ้าให้เหมาะสมกับพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม โดยให้ช่างผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้ประเมิน
แนวคิดคือ ถ้าน้ำมา บ้านต้องเสียหายน้อยที่สุด
ระดับ 3 เตรียมบ้านให้มีพื้นที่ปลอดภัย
ย้ายห้องนอน ห้องน้ำ ห้องครัว และพื้นที่ใช้ชีวิตหลักขึ้นไปอยู่ชั้นบน หากโครงสร้างบ้านเอื้อให้ทำได้
เพื่อให้แม้ชั้นล่างจะได้รับผลกระทบ คนในบ้านยังสามารถใช้ชีวิตและพักอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่ปลอดภัยกว่าได้
ระดับ 4 ปรับชั้นล่างให้คล้ายบ้านใต้ถุนสูง
หากบ้านและโครงสร้างเอื้ออำนวย อาจปรับพื้นที่ชั้นล่างให้เป็นพื้นที่โล่งมากขึ้น
ใช้สำหรับจอดรถ หรือจัดเป็นพื้นที่นั่งเล่น โต๊ะ เก้าอี้ และพื้นที่ใช้งานที่ไม่จำเป็นต้องมีทรัพย์สินราคาแพง
เมื่อมีน้ำท่วม ความเสียหายจึงอาจจำกัดอยู่ในพื้นที่ที่ออกแบบให้รับน้ำได้
ระดับ 5 ยกระดับพื้นที่อยู่อาศัยครั้งใหญ่
หากพื้นที่มีประวัติน้ำท่วมซ้ำๆ และตั้งใจจะอยู่บ้านนี้อีกหลายสิบปี อาจพิจารณาปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ ยกระดับพื้นที่อยู่อาศัยให้สูงกว่าระดับน้ำที่เคยเกิดขึ้น และออกแบบระบบไฟฟ้า ระบบประปา และพื้นที่ใช้ชีวิตใหม่ให้เหมาะกับความเสี่ยงของพื้นที่
ขั้นนี้ต้องให้วิศวกรและผู้เชี่ยวชาญประเมินโครงสร้างและความเป็นไปได้อย่างจริงจัง
⸻
ไม่จำเป็นต้องกระโดดไปทำระดับที่ 5 ทันที ทุกบ้านมีงบประมาณ โครงสร้าง และระดับความเสี่ยงไม่เหมือนกัน
แต่สิ่งสำคัญคือ อย่ารอให้น้ำมาแล้วค่อยคิดว่าจะทำอย่างไร
ถ้าตั้งใจจะอยู่บ้านเดิมไปอีกหลายสิบปี การลงทุนเพื่อให้บ้านรับมือกับสภาพแวดล้อมของพื้นที่ได้ อาจเป็นสิ่งที่ควรเริ่มวางแผนตั้งแต่วันนี้
จากย้ายของขึ้นสูง
ไปสู่ปรับพื้นที่
ไปสู่ย้ายพื้นที่ใช้ชีวิต
และสุดท้ายคือปรับบ้านทั้งหลัง
ไม่จำเป็นต้องสร้างบ้านให้ชนะน้ำแต่ควรสร้างบ้านให้เมื่อเจอน้ำแล้ว ชีวิตยังเดินต่อได้
***************************************