วันเสาร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2557

QSR ในเครือ เซนทรัล

QSR ในเครือ เซนทรัล

มิสเตอร์ โดนัท (Mister Donut)
มิสเตอร์ โดนัท ผู้นำตลาดโดนัทในประเทศไทยที่ยังคงรักษาส่วนแบ่งทางการตลาดได้มากกว่าร้อยละ 60 อันเป็นผลมาจากการวิจัยและวิเคราะห์ผู้บริโภคอย่างลึกซึ้ง เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้ตรงจุด ความสามารถในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆที่ถูกใจผู้บริโภคออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนการวางแผนการโฆษณาประชาสัมพันธ์ที่เข้าถึงผู้บริโภคอย่างมีประสิทธิภาพ และการมุ่งเน้นการขยายสาขาให้ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศเพื่อเข้าถึงผู้บริโภคให้ได้มากที่สุด
ปี 2555 มิสเตอร์ โดนัท  ได้จัดกิจกรรมขอบคุณลูกค้าและสังคม ภายใต้ชื่อกิจกรรม “ขอบคุณ...ทุกความผูกพัน ที่เคียงข้างกันตลอด 33 ปี”  ซึ่งเป็นการจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่องจากปี 2554 โดยในงานเน้นขอบคุณลูกค้าด้วยการมอบรางวัลจากกิจกรรมชิงโชคให้แก่ลูกค้าผู้โชคดี และกิจกรรมต่างๆให้ลูกค้าร่วมสนุก เช่น พูดคุยกับครอบครัวดาราแฟนพันธ์แท้โดนัท, ร่วมแต่งหน้าโดนัทมุม Donut I Do และพิเศษสุด กับการประมูล ผลงาน Masterpiece ซึ่งทำจากโดนัทของดาราดัง โดยนำรายได้จากการประมูลทั้งหมดนำไปมอบให้กับมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ในพระบรมราชูปถัมภ์ นอกจากนี้เพื่อเป็นการขอบคุณลูกค้า และตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดโดนัทได้มีการจัดกิจกรรมร่วมเฉลิมฉลอง “วันแห่งโดนัท” ขึ้นในเดือนมิถุนายนภายใต้ชื่องาน Mister Donut Let’s Celebrate Donut Day ซึ่งจัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 โดยแจกโดนัทสุดฮิต “พอน เดอ ริง” ฟรีสำหรับลูกค้า 200 ท่านเเรกทุกสาขาทั่วประเทศไทย โดยมีมูลค่ากว่าล้านบาท 
สำหรับปี 2555 นี้ มิสเตอร์ โดนัท ประสบความสำเร็จในการสร้างยอดขายเพิ่มขึ้นร้อยละ 11.6 จากปีที่ผ่านมา ซึ่งมาจากปัจจัยต่างๆ อาทิ การจัดโปรโมชั่นแคมเปญ  “อร่อยเลือกได้เพียงชิ้นละ 10 บาท”  เพื่อเป็นการกระตุ้นยอดขาย รวมถึงได้มีการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่แปลกใหม่ และตรงใจผู้บริโภค ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในการสร้างยอดขายให้กับ มิสเตอร์ โดนัท ประกอบด้วยสินค้าเช่น มิสเตอร์ โดนัท ดีลักซ์ พาเหรด (Deluxe Parade), มิสเตอร์ โดนัท จิบิ โด (JibiDo), มิสเตอร์ โดนัท พิซซ่า โด (PizzaDo) และ มิสเตอร์ โดนัท ช็อคโก เฟียสต้า (Choco Fiesta) รวมถึงได้มีการการโฆษณาประชาสัมพันธ์ผ่านทางช่องทางต่างๆ อาทิ โฆษณาทีวี รถไฟฟ้า รวมถึงได้ให้ความสำคัญกับสื่อทางด้านออนไลน์เพื่อให้เข้าถึงผู้บริโภคได้มากขึ้น ทั้งนี้เพื่อเป็นการขยายฐานลูกค้า มิสเตอร์ โดนัท ได้มีการจัดโปรโมชั่นร่วมกับพันธมิตรต่างๆ นับเป็นการตอกย้ำการรับรู้แบรนด์ของผู้บริโภคให้มีความแข็งแกร่งยิ่งขึ้น
นอกเหนือจากการให้ความสำคัญกับกิจกรรมและผลิตภัณฑ์ใหม่แล้ว มิสเตอร์ โดนัท ยังมุ่งเน้นและความสำคัญกับลูกค้าสมาชิก โดยมีกิจกรรมและโปรโมชั่นต่อเนื่องตลอดทั้งปี  ในปี 2555 มิสเตอร์ โดนัท มีการขยายร้านสาขาจำนวน 24 สาขา ทำให้มีสาขารวมทั้งสิ้น 289 สาขา ครอบคลุมพื้นที่ 68 จังหวัดทั่วประเทศ

เคเอฟซี (KFC)
เค เอฟ ซี ผู้นำในธุรกิจร้านอาหารบริการด่วน (QSR) ของประเทศไทย มีจำนวนสาขาภายใต้การบริหารงานของ บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด จำนวน  181  สาขา ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 40 จากจำนวนสาขาทั้งสิ้น 464 สาขาทั่วประเทศ
ในปี 2555 เค เอฟ ซี สามารถสร้างการเติบโตของรายได้สูงถึงร้อยละ 17.4%จากปีที่ผ่านมา ภายใต้การมุ่งพัฒนาเมนูใหม่ เพื่อตอบสนองความต้องการ และความพึงพอใจของผู้บริโภคในทุกมื้ออาหาร รวมถึงเติมเต็มช่องว่างทางการตลาดสำหรับผู้บริโภคด้วยเมนูที่เหมาะกับชีวิตและไลฟสไตล์ของผู้บริโภคในสังคมเมืองมากขึ้น  รวมทั้งการจัดเซ็ทเมนูที่หลากหลาย ในราคาเริ่มต้นที่ทุกคนสามารถจ่ายได้ 
สำหรับปี 2555 นับเป็นอีกหนึ่งปีแห่งความสำเร็จในการสร้างยอดขายอย่างต่อเนื่องจากปี 2554  โดยในปี 2555 นี้ เคเอฟซีได้ให้ความสำคัญในการตอบสนองความต้องการในทุกมื้ออาหาร  เริ่มจากมื้อเช้า โดยมุ่งสู่ตลาดกลุ่มผู้บริโภคอาหารเช้า ทั้งนี้ได้มีการเปิดสาขาที่เริ่มจำหน่ายอาหารเช้า ตั้งแต่เวลา 7-11 โมงเช้า ภายใต้ Branding KFC  a.m. พร้อมเสิร์ฟเมนูหลากหลาย อาทิเช่น โจ๊ก ,ไรสเซอร์,แพลตเตอร์ และบิสกิต จากมื้อเช้าสู่มื้อกลางวัน  เคเอฟซีได้มีการคิดค้นเมนูใหม่ๆสำหรับมื้อเที่ยง  2 เมนู ประกอบไปด้วย “ทวิสเตอร์ (Toasted Twister)” และ “เดอะ บ๊อกซ์ (The Box)” เพื่อตอบสนองไลฟสไตล์ของผู้บริโภคในสังคมเมืองที่ไม่หยุดนิ่ง โดยมีการโปรโมทอย่างยิ่งใหญ่ทั้งทางสื่อดิจิตอลและสื่อโทรทัศน์  นอกจากนั้นทางเคเอฟซียังได้จัดเซ็ทเมนูที่เหมาะสมกับกลุ่มลูกค้าที่เป็นวัยทำงาน เพื่อเพิ่มการมาทานอาหารในช่วงเวลากลางวันที่ร้านเคเอฟซี  โดยประกอบไปด้วย 6 เซ็ทเมนู ในราคาที่ทุกๆคน สามารถจ่ายได้  รวมทั้งยังมีความหลากหลายของเมนูทั้ง ไก่ทอด, เบอร์เกอร์ หรือเมนูข้าวต่างๆ ให้ผู้บริโภคได้เลือกสรรตามความชอบ     และอีกหนึ่งมื้อสำคัญนั่นก็คือ มื้อเย็น ซึ่งเป็นมื้ออาหารที่ผู้บริโภค พึงพอใจที่จะใช้จ่ายกับมื้อนี้สูงที่สุด ดังนั้นทางเคเอฟซี จึงเน้นโปรโมท ชุดอาหารที่เป็นเซ็ตขนาดใหญ่ (Bucket) ผ่านทางหนังโฆษณา ที่เน้นความผูกพันของคนในครอบครัว โดยมีเคเอฟซี เป็นส่วนเติมเต็มความสุขเหล่านั้น  เพราะเรามีความตั้งใจว่า “KFC make meaningful moment that make Thais life so good”
นอกจาก 3 มื้ออาหารที่กล่าวมาข้างต้น เคเอฟซี ยังให้ความสำคัญกับ อาหารทานเล่น ที่สามารถทานได้ตลอดทั้งวันโดยได้แบ่งเมนูทานเล่นออกเป็น  2 ส่วน คือ Savory snack และ Sweet snack เพื่อขยายการเข้าถึงของเคเอฟซีในกลุ่ม Student  ที่สามารถเข้ามาใช้บริการที่ร้านได้ ตลอดทั้งวัน  ซึ่งในปี 2555 เคเอฟซีได้สร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน โดยการออกเมนูใหม่ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่หลายหลาก และขยายฐานลูกค้าให้กว้างขึ้น ซึ่งก็คือ เมนูเครื่องดื่มทานเล่น  “ครัชเช่อร์ (Krushers)”  ทั้งหมด 5 รสชาติ เพื่อตอบสนองความพึงพอใจในการเลือกทานเครื่องดื่มที่หลากหลายและแตกต่างกัน โดยมีการโปรโมทอย่างยิ่งใหญ่ผ่านทางสื่อดิจิตอล การจัดกิจกรรม ( PR Event) เพื่อสร้างการรับรู้ของผู้บริโภคและโฆษณาผ่านสื่อโทรทัศน์    รวมถึงยังคงทำการโปรโมท ”ทาร์ตไข่ (Egg Tart)”  เมนูของหวาน อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี   และอีกส่วนหนึ่งของเมนูทานเล่น  Savory snack เคเอฟซีได้ออกเมนูเบอร์เกอร์ทานเล่น “ชาร์จเจอร์ (Charger)” เบอร์เกอร์ในขนาดที่พอเหมาะกับการทานเป็นอาหารว่าง   ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดีจากผู้บริโภค ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้เคเอฟซีเป็นจุดมุ่งหมายของผู้บริโภคในการมาทานของทานเล่นตลอดทั้งวัน
นอกจากนี้ เค เอฟ ซี ยังมุ่งเน้นการสร้างความผูกพันกับแบรนด์ (Brand Loyalty)  และพันธสัญญาที่มีต่อกลุ่มลูกค้าครอบครัว (Family with Kids) ผ่านหนังโฆษณาชุด Bucket  รวมทั้งรักษา ระดับราคาระหว่าง เค เอฟ ซีและ คู่แข่ง ไม่ให้ต่างกันมาก  ตลอดจนความตั้งใจ ลงทุน ทั้งแรงกาย และเงินทุนสนับสนุน  โครงการลีกฟุตบอลสนามเล็ก 7คน เซเว่น ชู๊ท (7-Shoot Football League) และ การเข้าถึงลูกค้ากลุ่มโรงเรียน (School Tour) ที่ทำให้แบรนด์ เค เอฟ ซี  เข้าถึงชุมชนได้เป็นอย่างดีและทั้งหมดนี้เพื่อทำให้ลูกค้าเกิดความรู้สึกในด้านบวกขึ้นมากมาย   ภายใต้สโลแกนที่ว่า “เค เอฟ ซี โซ กู๊ด (KFC So Good)"  ทั้งนี้ในปี 2555 นี้ เคเอฟซีได้รับการโหวตจากผู้อ่านนิตยสารรีดเดอร์ส ไดเจสท์ ทั่วประเทศให้เคเอฟซีเป็นสุดยอดแบรนด์ "ร้านอาหารสำหรับครอบครัว" ที่ผู้บริโภคให้ความไว้วางใจมากที่สุด

  อานตี้ แอนส์ (Auntie Anne’s)
ความสำเร็จของ อานตี้ แอนส์ ในปี 2555 ยังคงมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และอัตราการเพิ่มขึ้นของรายได้สูงถึงกว่าร้อยละ 25% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา เนื่องมาจากความสำเร็จจากการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีรูปแบบ และรสชาติที่หลากหลาย ภายใต้แนวคิด ”ความรู้สึกพิเศษ ความหลากหลายและคุ้มค่า การคัดเลือกสิ่งที่ดีที่สุดตลอดทั้งปี ที่ อานตี้ แอนส์ มอบให้ (Truly Special Widely Selection)” ซึ่งในปี 2555 ได้แนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ในหลากหลายรสชาติ อาทิ Mozza Italian Sausage Pretzel, Mozza Italian Ham Pretzel, Extra Pretzel Dog Double Cheese, Fantastic 3 Raisin Wonder และ Super Pretzel Bites การขยายช่องทางการขายผ่านช่องทางใหม่ๆ เพิ่มขึ้น เช่น โรงพยาบาล รวมทั้งการครอบคลุมพื้นที่ที่มีศักยภาพให้มากที่สุด เพื่อการเป็นผู้ครองตลาดเพรทเซล พร้อมทั้ง การโฆษณาประชาสัมพันธ์ที่มีประสิทธิภาพผ่านช่องทางต่างๆ อย่างต่อเนื่อง อาทิ โฆษณาทีวี รถไฟฟ้า การจัดโปรโมชั่นร่วมกับพันธมิตรเพื่อขยายฐานลูกค้า การจัดกิจกรรมเพื่อสังคมกับกลุ่มสมาชิกเพื่อสร้างความผูกพันกับแบรนด์
ด้วยผลความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง ในปี 2555 นี้ อานตี้ แอนส์ ยังได้รับเกียรติจาก Focus Brands Incorporation (ซึ่งได้ซื้อกรรมสิทธิ์แบรนด์ อานตี้ แอนส์ จาก Auntie Anne’s Incorporation เมื่อปี 2555 ที่ผ่านมา) ให้ประเทศไทยเป็นร้านต้นแบบ และรับรอง อานตี้ แอนส์ สาขา เซ็นทรัล พระราม 9 และ สยาม พารากอน เป็นศูนย์การฝึกอบรมสำหรับแฟรนไชส์ซีประจำภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก ปัจจุบัน อานตี้ แอนส์ มีสาขาเปิดให้บริการทั้งสิ้น 101 สาขา


เปปเปอร์ ลันช์ (Pepper Lunch)
เปปเปอร์ลันซ์ ร้านอาหารสเต๊กจานร้อนสไตล์ญี่ปุ่น เปิดดำเนินการมาเป็นปี่ที่ 5 โดยในปี 2555 เปปเปอร์ลันซ์ มีอัตราการเติบโตของรายได้ ร้อยละ 34 จากจำนวนร้านสาขาทั้งสิ้น 16 สาขา โดยมีการเปิดเพิ่มขึ้นทั้งสิ้น 3 สาขา
แผนการดำเนินงานของเปปเปอร์ลันซ์ ในปีที่ผ่านมา ได้เน้นในเรื่องการปรับภาพลักษณ์การบริการ โดยได้เริ่มปรับรูปแบบการบริการ แบบ Counter Service เป็นการบริการแบบ Table Service และได้ทยอยปรับไปแล้วทั้งหมด 13 สาขา และจะปรับรูปแบบนี้ให้ครบภายในไตรมาสแรกของปี 2013 ทั้งนี้เพื่อสร้างความสะดวกในการใช้บริการให้กับลูกค้ามากยิ่งขึ้น เปปเปอร์ลันซ์ ยังคงเน้นความหลากหลายของการสร้างสรรค์เมนูอาหาร ในแบบ “The Original D.I.Y. Teppan Restaurant” โดยได้นำเสนอเมนูหลักของปี 2012 ที่ประกอบไปด้วย กลุ่ม Premium Steak เน้นเมนูสเต๊กริบอาย จากออสเตรเลีย, กลุ่มข้าวแกงกะหรี่สูตรใหม่เฉพาะของเปปเปอร์ลันซ์, กลุ่มพาสต้าเมนู โดยเฉพาะพาสต้าซีฟู้ดจานร้อน กลุ่มข้าวเปปเปอร์ โดยได้ปรับส่วนผสมของเนื้อในเมนู ข้าวเปปเปอร์เนื้อ ที่เป็นเมนูที่ขายดีที่สุด ให้มีส่วนผสมของเนื้อที่มาจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น เพื่อเสริมให้ข้าวมีรสชาติที่ดีขึ้นกว่าเดิม เพื่อให้มีเมนูที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ในส่วนของการสร้างภาพลักษณ์ และประชาสัมพันธ์แบรนด์ ก็ได้มีการทำอย่างต่อเนื่องผ่านการร่วมโปรโมชั่นกับพันธมิตรทางด้านการค้าต่างๆ, การทำกิจกรรมกับลูกค้าผ่านทางเฟสบุ๊ค, การประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อออนไลน์อย่างต่อเนื่องตลอดปี

  เบียร์ด ปาปาส์ (Beard Papa’s)
เบียร์ด ปาปาส์ ขนมครีมพัฟที่ดีที่สุดในโลก  ซึ่งบริษัทฯเริ่มดำเนินกิจการเมื่อปี 2552 ในปี 2555 นี้  เบียร์ด ปาปาส์ สามารถสร้างการเติบโตของรายได้สูงกว่าปีที่ผ่านมาร้อยละ 28    โดยในปี 2555 นี้ เบียร์ด ปาปาส์ ยังคงสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่องเช่นเคย อาทิ ม็อคคา อัลมอนด์ ครีมพัฟ(Mocha Almond Cream Puff), ครีมพัฟไส้ชาเขียวญี่ปุ่น (Matcha Cream Puff), ครีมพัฟไส้รอยัล มิลค์ที (Royal Milk Tea Cream Puff)  นอกจากนี้ เบียร์ด ปาปาส์ไม่เพียงแต่นำเสนอโปรโมชั่นสุดพิเศษสำหรับลูกค้าในทุกวันศุกร์ (Friday Bonus) แต่ยังมีการทำบัตรสมาชิกด้วย ซึ่งล้วนแล้วแต่ได้รับการต้อนรับจากผู้บริโภคเป็นอย่างดี   เบียร์ด ปาปาส์ ยังมีการทำกิจกรรมประชาสัมพันธ์ในหลากหลายช่องทางเช่นกัน เช่น สื่อออนไลน์  สกู๊ปแนะนำร้านอาหารในสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ  การร่วมโปรโมชั่นกับพันธมิตรทางการค้าต่างๆ  นอกจากนี้ เบียร์ด ปาปาส์ ได้ขยายการเปิดสาขาเพื่อเข้าถึงผู้บริโภค และสร้างการรับรู้แบรนด์ให้กว้างขวางยิ่งขึ้น โดยขณะนี้มีสาขาเปิดให้บริการทั้งสิ้น 17 สาขา ในเขตกรุงเทพมหานคร

ชาบูตง (Chabuton)
ชาบูตง  " ราเมนต้นตำรับจากญี่ปุ่น โดยสุดยอดเชฟราเมน ทีวีแชมป์เปี้ยน "  เจ้าแรกในประเทศไทย  ซึ่งทางบริษัทฯ ได้เปิดบริการตั้งแต่ปี 2553 ชาบูตงมีต้นกำเนิดจากเชฟราเมนชื่อดังที่ได้รับรางวัลชนะเลิศจากรายการทีวีแชมป์เปี้ยน (TV Champion) และยังเป็นราเมนเจ้าแรกและเจ้าเดียว ที่ได้รับเกียรติตีพิมพ์ลงในนิตยสาร MICHELIN Guide  ซึ่งเป็นนิตยสารแนะนำแหล่งท่องเที่ยวที่นิยมมากในสหรัฐอเมริกา   ชาบูตงได้รับความนิยมอย่างมากและเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง  ในหมู่ผู้ชื่นชอบอาหารญี่ปุ่นประเภทราเมนในประเทศไทย  ส่งผลให้ชาบูตงมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง 
โดยมีการเติบโตของรายได้สูงกว่าปีทีผ่านมาร้อยละ 59 ชาบูตงมีเมนูราเมนต้นตำรับ เช่น ราเมนในน้ำซุปกระดูกหมูรสเข้มข้น (Tonkotsu Ramen), ราเมนในน้ำซุปกระดูกหมูรสกลมกล่อม (Shio Tonkotsu Ramen),  ราเมนในน้ำซุปซีอิ๊วญี่ปุ่น (Shoyu Ramen), ราเมนเย็นสไตล์ดั้งเดิมกับซอสซารุร้อนที่ปรุงจากซีอิ๊วญี่ปุ่น (Shoyu Zaru Ramen), และราเมนในน้ำซุปกระดูกหมูผสมซุปมิโซะ (Tonkotsu Miso Ramen). นอกจากนี้ยังมี ท็อปปิ้งหลากชนิดให้ลูกค้าได้เลือกชิม
ในปี2555 ชาบูตงได้พัฒนาเมนูใหม่ๆเพิ่มเติม เช่น  ราเมนเย็นท๊อปปิ้งด้วยไก่อบชิ้นนุ่ม แตงกวา ขิง และ เนื้อปลาโออบแห้ง (Wafu Hiyashi Torisoba), ราเมนในน้ำซุปไก่ เสริ์ฟพร้อมคอลลาเจนบอล (Tori Uma Ramen), และเส้นราเมนผสมสาหร่ายสไปรูลิน่าในน้ำซุปผัก (Spirulina ramen) ให้ผู้บริโภคได้ลิ้มลอง  ซึ่งก็ได้รับการตอบรับที่ดีเช่นกัน 
นอกจากนี้ชาบูตงได้มีการขยายสาขาเพิ่มเติมอีก 5 สาขาจากเดิม 7 สาขา   โดยปัจจุบันมีสาขารวมทั้งสิ้น 12 สาขาในปี 2555ในเขตกรุงเทพมหานคร

โคล สโตน ครีมเมอรี่ (Cold Stone Creamery)
Cold Stone Creamery (โคล สโตน ครีมเมอรี่) ไอศกรีม มิกซ์-อิน ระดับซูเปอร์พรีเมียมรายแรกของอเมริกา ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวทั้งรสชาติเข้มข้นสไตล์อเมริกัน และลีลาการเสิร์ฟไอศกรีมที่ไม่เหมือนใคร ทำให้ประสบความสำเร็จอย่างงดงามสร้างชื่อเสียงไปทั่วโลก สำหรับประเทศไทยเป็นประเทศลำดับที่ 15 และนับเป็นประเทศที่ 6 ในเอเชีย
ทางบริษัทฯ ได้นำ Cold Stone Creamery มาเปิดสาขาแรกในประเทศไทย  เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2553 ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์  ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีมาก จึงได้ขยายเพิ่มอีก 3 สาขาในปีเดียวกัน คือสาขาเซ็นทรัลบางนา, อาคารสยามกิตติ์ และเซ็นทรัลแจ้งวัฒนะ รวมทั้งสิ้น 4 สาขาในสิ้นปี 2553
สำหรับปี 2555 Cold Stone Creamery ได้วางกลยุทธ์หลายด้านในการพัฒนาแบรนด์ ทั้งด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ เพื่อตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าที่มีหลากหลายมากขึ้น และอิงกับกระแสในเทศกาลต่างๆ เช่น การเปิดตัว Ice Cream Mooncake ขนมไหว้พระจันทร์สอดไส้ไอศกรีมมิกซ์-อินเป็นครั้งแรกของประเทศไทย ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างมาก, การทำการตลาดเชิงรุก โดยได้นำ Social Network Marketing มาสร้างประสบการณ์ร่วมกับแบรนด์ในรูปของเกมส์ออนไลน์ จนสามารถเพิ่มจำนวน Fans Page จาก 5,000 คน เป็น 37,000 คน ภายในระยะเวลา 6 เดือน รวมถึงการจัด Event Workshop Marketing โดยให้สมาชิกมีส่วนร่วมในการออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ และวางจำหน่ายจริง ซึ่งผลิตภัณฑ์ดังกล่าวได้รับการตลอดรับที่ดีมาก จึงขยายผลต่อในรูปของการทำกิจกรรมเพื่อสังคม (CSR) โดยการนำยอดขายส่วนหนึ่งมอบให้มูลนิธิเด็กโรคมะเร็ง เนื่องในโอกาสวันแม่แห่งชาติ และที่   แบรนด์ดำเนินการอย่างต่อเนื่องคือการรักษาฐานลูกค้าเดิมด้วยโปรแกรม CRM ต่างๆ และการขยายฐานลูกค้าใหม่ โดยได้เปิดสาขาเพิ่มอีก 2 สาขาด้วยกัน คือ เซ็นทรัลพระราม 2 และ เมกาบางนา ทำให้ในปีนี้ได้รับรางวัลจาก IPS (International Partner Summit) ถึง 3 รางวัล คือ  รางวัล Best Community Focused Charity Program, รางวัล Most Successful Marketing Promotion และรางวัล Golden Spade สาขาเซ็นทรัลบางนา
8)ริว ชาบู ชาบู (RYU Shabu Shabu)
ชาบู–ชาบู สไตล์ญี่ปุ่น ภายใต้คอนเซปต์ “ Osaka Mix Shabu Shabu All You Can Eat “  ให้บริการแบบบุฟเฟ่ต์   ซึ่งทาง บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด ได้พัฒนาแบรนด์ขึ้นเอง  โดยเปิดให้บริการต่อผู้บริโภคในปี 2553 ที่สยามสแควร์ ซอย 3     ริวบุฟเฟ่ต์ชาบู-ชาบู   เป็นชาบู ชาบู สไตล์โอซาก้า    รวมเมนูอาหารชื่อดังจากโอซาก้า   พร้อมเสิร์ฟทุกเมนูบนบุฟเฟ่ต์ไลน์  อาทิ ซูชิ บ๊อกซ์ และข้าวปั้นนานาชนิด   ความพิเศษของ ริว ชาบู ชาบู คือ เป็นชาบู บุฟเฟต์สไตล์แบบญี่ปุ่นดั้งเดิม ที่มีน้ำซุปสูตรเด็ดให้เลือกอร่อย 2 ชนิด  Katsuo Bushi Dashi Soup (น้ำซุปปลาแห้ง)  สูตรเฉพาะ ต้นตำรับที่ได้จากการพิถีพิถันในการผลิตเป็นอย่างดี  และ Kombu Dashi Soup (ซุปสาหร่ายคอมบุ) น้ำซุปที่นำสาหร่ายทะเลกับกระดูกหมูเคี่ยวรวมกันพร้อมกับผัก เป็นสูตรต้นตำรับที่หาชิมได้ที่นี่ที่เดียว  อีกทั้งน้ำจิ้มที่มีให้เลือกรับประทานถึง 3 แบบ Gomadare (น้ำจิ้มงาขาว),  Ponzu Sauce (น้ำจิ้มพอนซึ),  Red Sauce (น้ำจิ้มสุกี้) เพิ่มรสชาติความอร่อยให้อาหาร ในรูปแบบและรสชาติที่แตกต่าง ตามความหลากหลาย สไตล์ โอซาก้า ริว ชาบู ชาบู ได้รับการตอบรับที่ดีจากกลุ่มผู้บริโภค โดยเฉพาะในเรื่องของรสชาติ ความสดใหม่ ในราคาที่คุ้มค่า   นอกจากนี้ ริว ชาบู ชาบู ได้ออกแคมเปญอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น มา4จ่าย3 หรือ มาครบ 4 รับส่วนลด 15% เป็นต้น ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีมากจากกลุ่มเป้าหมาย การทำกิจกรรมประชาสัมพันธ์ในหลากหลายช่องทาง  อาทิ แนะนำร้านอาหารผ่านสื่อออนไลน์ และหนังสือพิมพ์ต่าง ๆ การร่วมโปรโมชั่นกับพันธมิตรทางการค้าต่าง ๆ เพื่อเพิ่มฐานลูกค้าอย่างต่อเนื่องตลอดปี

  เดอะ เทอเรส (The Terrace)
บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด ได้ทำการซื้อลิขสิทธิ์ เครื่องหมายการค้า “เดอะ เทอเรส” มาบริหารงานภายใต้ CRG ในปี 2553 ซึ่งมีสาขาทั้งสิ้น 6 สาขาภายในห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล   โดย ซีอาร์จี ได้มีการพัฒนาแบรนด์ ด้วยการปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์, โลโก้,  ดีไซน์ร้าน, ยูนิฟอร์ม, เมนูรูปเล่มใหม่ ภายใต้  แนวคิด  “Feel the Greenery” (สัมผัสความรู้สึกแห่งโลกสีเขียว)
ในปี 2555 เดอะเทอเรส ทำกิจกรรมต่างๆในการพัฒนาแบรนด์ อย่างต่อเนื่อง อาทิ การจัดทำเมนูแคมเปญแนะนำอาหาร ที่เป็นเมนูยอดนิยมของเดอะเทอเรส และพัฒนาเมนูใหม่ๆ เพื่อสร้างความแปลกใหม่ให้กับผู้บริโภค อาทิ เมนูแคมเปญ ’เผ็ดร้อนจัดจ้านถึงใจ’ (Spicy) เป็นเมนูรสจัดจ้าน   เมนูแคมเปญ ‘เสริฟ์ร้อนเสริฟ์ความสดด้วยอาหารทะเล’ (Seafood)   เมนูแคมเปญ ‘อร่อยเพื่อสุขภาพ’ (Let’s Be Healthy ) เป็นต้น    นอกจากนี้ เดอะเทอเรสยังมีการสร้างการรับรู้ของแบรนด์ (Brand Awareness) โดยมุ่งเน้นการสร้างภาพลักษณ์ของร้านอาหารไทยภายใต้คอนเซปต์  “Feel Greenery Feel The Terrace” ที่มีความเป็นเอกลักษณ์ผ่านการทำกิจกรรมประชาสัมพันธ์ในหลากหลายช่องทาง อาทิ รายการสกู๊ปแนะนำร้านอาหารในทีวี เคเบิ้ลทีวี สื่อออนไลน์ต่างๆ  การร่วมโปรโมชั่นกับพันธมิตรทางการค้าต่างๆ  เพื่อเพิ่มฐานลูกค้าอย่างต่อเนื่องตลอดปี  นอกจากนั้นยังได้เปิดสาขาตามแนวคิด  “Feel the Greenery”  (สัมผัสความรู้สึกแห่งโลกสีเขียว)   เพิ่มขึ้นจำนวน 2 สาขา ที่เซ็นทรัล แกรนด์ พระราม 9  และ เซ็นทรัล พระราม 3  จากทั้งหมด 10 สาขา
  

คาเฟ่ อันโดนัน (Café Andonand)
เป็นร้าน กาแฟและโดนัท (Coffee & Donut) สไตล์ญี่ปุ่น ที่นำเสนอกาแฟคุณภาพเยี่ยมและฟิวชั่นโดนัท  ทุกเมนูจะสะท้อนผ่านความพิถีพิถันในทุกสิ่งไม่ว่าจะเป็นการคัดสรรเมล็ดกาแฟชั้นเลิศ จากแหล่งปลูกกาแฟอันเลื่องชื่อระดับโลก และการเลือกสรรวัตถุดิบชั้นเยี่ยม มาปรุงแต่งเป็นโดนัทในรูปแบบต่างๆ ที่เสิร์ฟร้อนทุกชิ้น โดยเฉพาะเมนูเด่นของร้านคือ  “เอสเพรสโซ่/ราสเบอร์รี่ อัฟโฟกาโต” (Espresso/Raspberry Affogato)  โดนัทร้อนๆ สอดไส้คัสตาร์ดครีมหอมหวาน ราดด้วยโฟมวิปครีมนุ่มและอัลมอนด์อบ/หรือซอสราสเบอร์รี่ ทานคู่กับกาแฟดับเบิ้ลเอสเพรสโซช็อต   ซึ่งได้สูตรลับรสชาติต้นตำรับส่งตรงจากญี่ปุ่น  “บลูเบอร์รี่ ชีส โดนัท” (Blueberry Cheese Doughnut) โดนัทสอดไส้ครีมชีส ท็อปปิ้งด้วยบลูเบอร์รี่โยเกิร์ต พร้อมโรยหน้าด้วยโดนัทซูการ์ และบลูเบอร์รี่อบแห้ง,  “เวรี่ สตรอเบอร์รี่ โยเกิร์ต โดนัท” (Very Strawberry Yoghurt Donut)  โดนัทท็อปปิ้งด้วยสตรอเบอร์รี่โยเกิร์ต พร้อมตกแต่งลายเส้นด้วยดาร์กช็อกโกแลต และสตรอเบอร์รี่สไลด์    บรรยากาศภายในร้านและองค์ประกอบต่างๆ ล้วนรังสรรค์จากการรักสิ่งเวดล้อม ให้ความรู้สึกอบอุ่น และดื่มด่ำไปกับสุนทรียภาพแห่งรสชาติได้อย่างแท้จริง   ร้านคาเฟ่ อันโดนัน ตั้งอยู่ที่เซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 6

โยชิโนยะ (Yoshinoya)
บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด   เปิดตัวแบรนด์  "โยชิโนยะ (Yoshinoya)” เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2554 ณ เซ็นทรัลพลาซ่า ลาดพร้าว
โยชิโนยะ “สุดยอดต้นตำหรับข้าวหน้าเนื้อและข้าวหน้าญี่ปุ่น” โดย โยชิโนยะ มีข้าวหน้าเนื้อหรือที่รู้จักกัน
”กิวด้ง” ซึ่งเป็นข้าวหน้าเนื้อที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งถือกำเนิดขึ้นมาในสมัยเมจิ ในปี ค.ศ. 1899 หรือ 113 ปี ในปัจจุบันมีสาขาทั่วโลกมากกว่า 1,700 สาขา ใน 8 ประเทศ คือ ญี่ปุ่น, อเมริกา, อินโดนีเซีย, สิงคโปร์, ฟิลิปปินส์, ไต้หวัน, ฮ่องกง และประเทศไทย
ในปี 2555 โยชิโนยะ ได้มีการนำเสนอเมนูต่างๆเพิ่มขึ้นไว่จะเป็น ข้าวหน้าเนื้อ/หมูสไปซี่ ยากินิขุ  ไก่คาราเกะสไปซี่ เพื่อตอบสนองรสชาติของผู้บริโภคชาวไทย ตลอดจนการจัดชุดโปรโมชั่น ต่างๆ โยชิโนยะได้มีการเจริญเติบโตจากปีที่ผ่านมา จาก 3 สาขา มาเป็น 9 สาขา ในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล ส่งผลทำให้ โยชิโนยะ มียอดขาย ถึงกว่า 100 ล้านบาท

โอโตยะ (Ootoya)
ปี 2555 เป็นปีที่ 2 ของร้านอาหารญี่ปุ่นโอโตยะภายใต้การบริหารของบริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด หลังจากเข้าซื้อกิจการและสิทธิ์การบริหารแบรนด์ โอโตยะ ในประเทศไทยทั้งหมด และสิทธิ์การขยายสาขาแบรนด์โอโตยะในเขตภูมิภาคเอเซีย
โอโตยะเป็นแบรนด์อาหารญี่ปุ่นในระดับพรีเมี่ยมภายใต้แนวคิด Home Cooking Japanese Restaurant (อาหารญี่ปุ่นสไตล์โฮมเมด) ที่ลูกค้าชาวไทยให้การต้อนรับเป็นอย่างดี นอกจากที่จะให้บริการที่ร้านแล้ว ยังมีบริการส่งอาหารถึงบ้าน ผ่านทางเบอร์โทร 02-6633888 โดยมีการขยายโซนให้ครอบคลุมกรุงเทพให้มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงให้บริการตอบรับเป็นภาษาญี่ปุ่นเพื่อรักษาฐานลูกค้าญี่ปุ่นไว้ด้วย ส่วนการให้บริการที่ร้าน ก็มีโปรโมชั่น และกิจกรรมทางการตลาดทางสื่อออนไลน์ เพื่อเพิ่มฐานลูกค้าใหม่ และสร้างความเป็นที่รู้จักให้กับแบรนด์ด้วยสื่อที่ทันสมัยซึ่งจะเป็นแผนต่อเนื่องในปี 2013
ปัจจุบันมีสาขาในประเทศไทย ขณะนี้มีทั้งหมดรวม 36 สาขา ให้บริการทั้งหมด 3 รูปแบบ ได้แก่ ร้านโอโตยะ โกฮังโดโคโระ ให้บริการแบบร้านอาหารเต็มรูปแบบ, ร้านโอโตยะ คิชเช่น  ให้บริการแบบร้านอาหารบริการเคาน์เตอร์เซอร์วิส, ร้านโอโตยะ เดลี่ ให้บริการแบบอาหารซื้อกลับบ้าน  สาขาล่าสุดได้เปิดดำเนินการในปี 2555 คือ เมกา บางนา ชั้น 2 เมื่อเดือนพฤษภาคม 2555

วันอาทิตย์ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2557

เส้นอัตราผลตอบแทน (Yield Curve)

เส้นอัตราผลตอบแทน 

เส้นอัตราผลตอบแทน (Yield Curve)

          การวิเคราะห์อัตราผลตอบแทนมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการลงทุนในตราสารหนี้   เนื่องจากอัตราผลตอบแทนและราคาของตราสารหนี้นั้นมีความสัมพันธ์กันอย่างเป็นระบบ เมื่ออัตราผลตอบแทนหรือ Yield ในตลาดมีการเปลี่ยนแปลงก็จะส่งผลให้เกิดความผันผวนของราคา ซึ่งจะส่งผลต่อการตัดสินใจและการวางกลยุทธ์ในการลงทุน ในขณะที่ผู้ออกตราสารหนี้ก็สามารถใช้ประโยชน์จากเส้นอัตราผลตอบแทน ในการพิจารณาต้นทุนการออกตราสารหนี้ของตนเปรียบเทียบกับเส้นอัตราผลตอบแทน 

          • เส้นอัตราผลตอบแทน (Yield Curve) คืออะไร      

          เส้นอัตราผลตอบแทน หรือ ที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า Yield curve คือ เส้นที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างอัตราผลตอบแทนกับอายุคงเหลือ (Time to maturity)  ของตราสารหนี้  แต่ละจุดบน Yield curve จะบอกให้เราทราบว่า  อัตราผลตอบแทน หรือ Yield ที่ตลาดต้องการสำหรับตราสารหนี้แต่ละช่วงอายุเป็นเท่าไร  โดยปกติเราจะใช้อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาล ณ ช่วงอายุต่างๆ มาสร้างเป็น เส้นอัตราผลตอบแทนที่ปราศจากความเสี่ยงของการผิดนัดชำระหนี้ ที่เรียกว่า Risk-free yield curve ซึ่งเป็นอัตราผลตอบแทนพื้นฐานที่สามารถนำไปใช้คำนวณอัตราผลตอบแทนสำหรับตราสารหนี้ที่มีความเสี่ยงต่างๆได้       

          เส้นอัตราผลตอบแทนที่ ThaiBMA จัดทำและเผยแพร่ คือ ThaiBMA Government bond yield curve โดยจะเผยแพร่ในเวลาประมาณ 16.00 น. ของทุกวันทำการ และถือเป็นข้อมูลพื้นฐานที่ตลาดตราสารหนี้นำไปใช้อ้างอิงและใช้กันอย่างแพร่หลาย โดยสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในงานต่างๆ เช่น การกำหนดอัตราดอกเบี้ยของพันธบัตรและหุ้นกู้เพื่อจำหน่ายในตลาดแรก การใช้เป็นเครื่องมือการคำนวณเพื่อหามูลค่ายุติธรรมในการบันทึกบัญชี   รวมทั้งเพื่อเป็นข้อมูลในการตัดสินใจดำเนินนโยบายและกลยุทธ์การลงทุน 

          • รูปร่างของเส้นอัตราผลตอบแทน         

          ปัจจัยทางเศรษฐกิจต่างๆ  เช่น ภาวะเงินเฟ้อ นโยบายทางการเงินของรัฐบาล สภาพคล่องในระบบการเงิน มีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงของเส้น Yield curve และจะทำให้ Yield curve มีรูปร่างที่แตกต่างกันไปในแต่ละช่วงเวลา โดยรูปร่างของ Yield curve สามารถแบ่งออกเป็น 4 รูปแบบดังนี้ 

1. แบบปกติ (Normal yield curve or Upward sloping yield curve) มีลักษณะเป็นเส้นลาดชันขึ้นจากซ้ายไปขวา  คือ Yield ของพันธบัตรที่มีอายุคงเหลือสั้นจะต่ำกว่า Yield ของพันธบัตรที่มีอายุคงเหลือยาว  แสดงให้เห็นว่า ผู้ลงทุนต้องการผลตอบแทนที่สูงขึ้นเมื่อลงทุนในตราสารหนี้ที่มีอายุยาวขึ้น  ซึ่งเป็นเรื่องปกติ  เราจึงเรียกว่าเส้นอัตราผลตอบแทนแบบนี้ว่า  แบบปกติ 

2. แบบลาดลง (Inverted yield curve or Downward sloping yield curve) มีลักษณะตรงข้ามกับแบบปกติ คือ เป็นเส้นกราฟลาดลงจากซ้ายไปขวา พันธบัตรที่มีอายุคงเหลือยาวจะมีอัตราผลตอบแทนต่ำกว่าพันธบัตรที่มีอายุสั้น ซึ่ง Yield curve ลักษณะนี้จะพบเมื่อตลาดคาดการณ์ว่าอัตราดอกเบี้ยในตลาดมีแนวโน้มลดลง  2. แบบลาดลง (Inverted yield curve or Downward sloping yield curve) มีลักษณะตรงข้ามกับแบบปกติ คือ เป็นเส้นกราฟลาดลงจากซ้ายไปขวา พันธบัตรที่มีอายุคงเหลือยาวจะมีอัตราผลตอบแทนต่ำกว่าพันธบัตรที่มีอายุสั้น ซึ่ง Yield curve ลักษณะนี้จะพบเมื่อตลาดคาดการณ์ว่าอัตราดอกเบี้ยในตลาดมีแนวโน้มลดลง 

3. แบบหลังเขา (Humped yield curve)  เส้นจะลาดชันขึ้นจากซ้ายไปขวาและวกต่ำลงเมื่ออายุคงเหลือของตราสารหนี้เพิ่มขึ้น  

4. แบบแบนราบ (Flatted yield curve) เป็นลักษณะของอัตราผลตอบแทนที่เท่ากันทุกช่วงอายุของตราสารหนี้ 


ที่มา : ThaiBMA

วันอังคารที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2557

True 9M2013

ช่วง ธค 2013 ไปฟังโบรค เขาเชียร์ true
เลยมาดูงบสักหน่อย
ตัวเลขท้งหมดจะใช้บนงบ 9M56 เทียบ 9M55 yoy นะครับ

รายได้จาก mobile เป็น 61.5%ของรายได้รวม โต 31.6% yoy
รายได้จาก Land Line เป็น 29.5%ของรายได้รวม  โต(-11.83%)yoy
รายได้ cable tv เป็น 8.9% ของรายได้รวม โต (-23.76%)
9M56 ต้นทุนทางการเงิน 6,000M (เป็น ดบ จ่าย 5,791M)
เทียบกับ 9M55 ต้นทุนทางการเงิน 4,883M (เป็น ดบ จ่าย 4,842M)
9M56 true มีดอกเบี้ยจ่าย 5790M ส่งผลให้ขาดทุนถึง (-8533M)
เทียบกับ 9M55 ดอกเบี้ยจ่าย 4,842M ส่งผลให้ขาดทุนถึง (-4,474M)
เท่ากับ 9M55 true เสียดอกเบี้ยที่อัตราประมาณ 4.77%
และ 9M56 เสียดอกเบี้ยที่อัตราประมาณ 5.11%
ทรูขาย บ.ย่อยและ ทรัพย์สินเข้า truegif ได้เงินประมาณ 4.4หมื่นล้าน 
โดยที่ ณ สิ้น 3Q56 มีหนี้ที่เสีย ดบ ประมาณ 113,300M
จากข่าวทรูบอกจะนำเงินไปชำระหนี้ประมาณ 3 หมื่นล้าน
ซึ่ง หากคำนวนที่ 5.11% ตามเรตที่ทรูจ่าย ดบ แล้วจะทำให้ประหยัด ดบ ไปได้ปีละ 1,533M
จาก 9M56 ที่จ่ายดบ ประมาณ 6000M หากทั้งปีก็จะประมาณ 8000M และหากลดหนี้แล้ว ดบจ่ายจะเหลือประมาณ 6450M ต่อปี ซึ่งน่าจะยังทำให้งบขาดทุนอยู่
งบ9M56 ขาดทุน(-8,533M) หากคิดแบบคร่าวๆทั้งปีก็น่าจะขาดทุนประมาณ(-11,000M)
และหากลดดบ ได้ปีละ 1550M ก็จะยังขาดทุนอีก 9,xxx M (กรณีเต็มปี)

ส่วนค่าเสื่อมจะลดลงประมาณ ปีละ สามพันล้าน แต่จะต้องจ่ายค่าเช่าเสาให้กองทุนปีละประมาณ ห้าพันล้าน (คือค่าเสื่อมไม่ได้หายไปได้เฉยๆนะครับ เพราะขายเสาให้กองทุน ก็จะต้องไปเช่าเสาจากกองทุน ก็คือไปจ่ายค่าเช่าแทน)

แต่อาจมีบันทึกำไรพิเศษจากการขายเสาเข้ากองทุน ทำให้ Onetime gain อาจทำให้งบดูดีชั่วคราวครับ

การที่จะกลับมามีกำไรนั้น น่าจะต้องทำการไดลูทหุ้น โดยการเพิ่มทุนแล้ว ขายหุ้นเป็นลอตให้กับพันธมิตร เพื่อจะได้เงินก้อนมาลดหนี้ นั่นคือไดลูท
แต่เหตุการณ์ เรื่องหาพันธมิตร ดูเหมือนยังห่างไกล ดังนั้นเอาที่ใกล้ๆนี้ก่อน 
ก็คือ งบยังไม่น่าจะกลับมามีกำไรได้ ‪#‎จบ‬

วันอาทิตย์ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2557

AOT งบปี 2556

AOT เป็นการคำนวนคร่าวๆนะครับ
งบปี 56 (รอบบช 1 ตค 55- 30 กย 56)
รายได้รวม 41,690 ลบ (เป็นรายได้อื่นๆ 4,879 ลบ)
เท่ากับรายได้ปกติอยู่ที่ 36,811 ลบ

ด้าน คชจ รวมอยู่ที่ 20,463 ลบ
แต่ใน คชจ มีรายการกลับรายการ
ที่ทำให้ คชจ รวมลดลง 3,260ลบ
หากไม่นับรายการนี้ คชจ รวมจะอยู่ที่ 23,723ลบ

คชจ ภาษีเงินได้ 4,870ลบ
ดังนั้นกำไรสำหรับปีบนรายได้ปกติและคชจ ปกติ ไม่รวมการกลับรายการ จะอยู่ที่ 8,218 ลบ

จากที่งบการเงินโชว์กำไรรวมทุกรายการที่ 16,357ลบ

ปัจจัยกระทบจากการชุมนุมทางการเมือง
-การขอขึ้นค่าธรรมเนียมการใช้สนามบิน อาจต้องเลื่อนออกไป
-การสร้างสุวรรณภูมิเฟสสอง ก็อาจต้องเลื่อนออกไป
-จำนวนผู้โดยสารใน 1Q57 (1ตค-31ธค) ซึ่งปกติเป็นช่วง ไฮซีซั่น อาจไม่เพิ่มตามที่คาด ส่งผลกระทบต่องบปี 2557
-ข่าวล่าสุดจาก นสพ ไทยรัฐ สายการบินสิงคโปร์ ยกเลิกเที่ยวบินมาไทย (ต้องเชคข่าวอีกครั้ง)
นั่นหมายถึง จำนวนเที่ยวบินอาจไม่เป็นไปตามคาด
-เรื่องการยกเลิกข้อกำหนดในการขอวีซ่าของ นักท่องเที่ยวจีนยังรอผลอยู่ (ไม่แน่ใจว่ารัฐบาลรักษาการ จะส่งผลต่อการตัดสินใจในส่วนนี้ของจีนไหม)
-กฎหมายควบคุมการท่องเที่ยวของจีน เริ่ม 1 ตค 2556 ซึ่งเป็นงวดงบการเงินใหม่ของ AOT พอดี ส่งผลกระทบต่อยอดผู้ใช้บริการจากจีน

สรุปคือ มีปัจจัยร้ายๆรออยู่พอสมควร ในขณะที่ กลุ่มอุตสาหกรรมนี้ในภูมิภาคนี้
เทรดกันอยู่ที่พีอีประมาณ 13-17 เท่า
AOT ราคาปิดเมื่อวันที่ 3/1/2014 อยู่ที่ 145
หากคิดพีอีบนกำไร "ปกติ" พีอีจะอยู่ประมาณ 25 เท่า

วันอาทิตย์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2556

มุมมองต่อ Advanc

มุมมองส่วนตัวต่อ Advanc
ข้อดี
-ใบอนุญาต 3G 2100 มีระยะเวลา 15ปี ดังนั้นเหมือนเป็นหลักประกันอย่างนึง ว่า บ.ยังคงอยู่อีกอย่างน้อย 15ปี
-advanc เป็นหุ้นที่มีการเติบโตของกำไรสุทธิมากกว่าเงินเฟ้อ
-กระแสเงินสดของ บ.ค่อนข้างดีแม้จะต้องลงทุนหนักก็ตาม
-มีอัตราปันผลที่พอสมควร เมื่อเทียบกับราคาหุ้น
-งบการเงินแข็งแกร่ง ROE ROA อยู่ในอัตราที่ดี D/E อยู่ในระดับที่เหมาะสม
-การเติบโตของรายได้ยังมีอยู่จาก Mobile Data และแนวโน้มการใช้ Mobile Data ยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
-ด้วยเทคโนโลยีที่ดีขึ้นครอบคลุมมากขึ้นเรื่อยๆ และอาจมี 4G มาเสริมในอนาคต ทำให้อาจมีกลุ่มลูกค้าย้ายการใช้งานด้าน DATA ทดแทนการใช้ DATA ผ่านดาวเทียม
-รายได้เสริมที่อาจคาดหวังในอนาคต รอดูความเป็นไปได้จากการให้บริการ แอพพลิเคชั่นต่างๆ
-รายได้คาดหวังจากการเปิด AEC เนื่อจากคนเดินทางไปมาสะดวกขึ้น การติดต่อกลับประเทศตัวเอง ย่อมมีมากขึ้น การ Roaming ทั้ง Voice และ DATA จึงเป็นสิ่งที่ถูกคาดหวัง ว่าจะเป็นรายได้เสริมเข้ามาอีกทางหลังเปิด AEC
-ด้านค่าใช้จ่ายต่างๆ ในอนาคตมีแนวโน้มจะลดลง
-ค่าเสื่อมต่างๆ ที่ปัจจุบันยังทับซ้อนกันของ โครงข่าย GSM900 และ 3G 2100 ซึ่งค่าเสื่อมของ GSM900 จะหมดไปใน กย 2015
-โครงข่ายที่สร้างขึ้นและเป็นทรัพย์สินของ บ. เมื่อหักค่าเสื่อมหมดแล้ว บางส่วนยังสามารถใช้งานต่อได้อีกนาน โดยมีการซ่อมบำรุงบ้าง (ส่วนที่เป็นอุปรณ์อิเลกทรอนิค และ Software จะต้องเปลี่ยนเมื่อถึงอายุ หรือเมื่อล้าสมัย)

ข้อเสีย
-มี "โอกาส" ที่จะเกิดการแข่งขันด้านราคา เหมือนที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ แต่ทั้งนี้ เงื่อนไขและองค์ประกอบหลายอย่างแตกต่างกันพอสมควร
-จำนวนซิมทั้งประเทศ มากกว่าจำนวนประชากรทั้งประเทศ แสดงว่าการเติบโตจากการเพิ่มยอดซิม มีอย่างจำกัดมาก
-4G ยังต้องรอการประมูล ซึ่งอาจล่าช้ากว่าที่คาด จากเหตุการทางการเมือง
-ยอดการใช้ voice จะลดลงอย่างแน่นอน แต่จะใช้ data ทดแทน
-อาจมี คชจ ในการเช่าโครงข่าย 2G ในอนาคต
-เป็นหุ้นขนาดใหญ่ ที่ต่างชาติถือจำนวนมาก ดังนั้นหากเงินทุนเคลื่อนย้ายออกจากประเทศ ย่อมส่งผลต่อราคาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้


ในรูปตั้งแต่ 4Q56 เป็นต้นไปเป็นการคาดการณ์นะครับ

วันพฤหัสบดีที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

กองทุนรวม TRUEGIF


กองทุนรวม TRUEGIF


  • ชื่อโครงการจัดการ (ไทย) กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม ทรูโกรท
  • บริษัทจัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ไทยพาณิชย์ จากัด
  • ผู้ดูแลผลประโยชน์ ธนาคารกสิกรไทย จากัด (มหาชน)


เป็นกองทุนรวมชนิดที่เสนอขายหน่วยลงทุนต่อผู้ลงทุนเป็นการทั่วไป
ประเภทไม่รับซื้อคืนหน่วยลงทุน ซึ่งบริษัทจัดการจะยื่นขอจดทะเบียน
หน่วยลงทุนเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์

สิท ธิป ร ะ โ ย ช น์แ ล ะนโยบายการจ่ายเงินปันผลและการคืนเงินลงทุน
การจ่ายเงินแบ่งปันส่วนทุนให้แก่ผู้ถือหน่วยลงทุนสามารถกระทำได้เป็นครั้งคราว
ในรูปของการจ่ายเงินปันผลและการคืนเงินลงทุนด้วยการลดทุนตามที่โครงการ
จัดการกองทุนและกฎหมายหลักทรัพย์ให้กระทาได้
   กองทุนมีนโยบายการจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหน่วยลงทุนอย่างน้อยปีละสองครั้ง
ในกรณีที่กองทุนมีกำไรเพียงพอ โดยเมื่อรวมแล้วในแต่ละรอบปีบัญชี จ่ายใน
อัตราไม่น้อยกว่าร้อยละ 90 ของกาไรสุทธิที่ปรับปรุงแล้ว
กองทุนอาจจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหน่วยลงทุน
จากกาไรสะสมได้ อย่างไรก็ตาม บริษัทจัดการจะไม่จ่ายเงินปันผลไม่ว่าจะเป็น
การจ่ายจากกำไรสุทธิที่ปรับปรุงข้างต้น หรือจากกาไรสะสมในกรณีที่กองทุนยังมี
ยอดขาดทุนสะสมอยู่

ความเสี่ยงของกองทุน อยู่ในระดับ 8 ซึ่งเป็นความเสี่ยงสูงสุดของกองทุนรวม


  • ทรัพย์สินที่ลงทุน 






  • กรรมสิทธิ์ในเสาโทรคมนาคมจานวน 6,000 เสา

    • และโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมประเภท Passive อื่นที่เกี่ยวข้องที่ใช้สาหรับการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ที่
    • เป็นทรัพย์สินเสาโทรคมนาคมส่วนเพิ่มซึ่งทรูจะส่งมอบหรือดาเนินการให้มีการส่งมอบเสาโทรคมนาคมจานวน
    • 3,000 เสา ภายในวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2557 และ เสาโทรคมนาคมจานวน 3,000 เสา ภายในวันที่ 31
    • ธันวาคม พ.ศ. 5228 (ข) กรรมสิทธิ์ในระบบใยแก้วนาแสงหลัก (core fiber optic cable grid) และอุปกรณ์ระบบ
    • สื่อสัญญาณที่เกี่ยวข้อง และระบบบรอดแบนด์ในเขตพื้นที่ต่างจังหวัด





  • สิทธิในการรับประโยชน์จากรายได้สุทธิที่เกิดขึ้นจากการให้เช่าทรัพย์สินโทรคมนาคมบางประเภท



  • คาดว่า กสท. โทรคมนาคม จะยังคงใช้ทรัพย์สิน
    โทรคมนาคมที่มีการขายรายได้สุทธิที่เกิดจากการให้เช่า ให้แก่กองทุนต่อไปจนกว่าสัญญาเช่าเครื่องและอุปกรณ์HSPA จะสิ้นสุด

    ทั้งนี้ กองทุนจะไม่มีสิทธิในรายได้ใด ๆ ที่จะเกิดจากการให้บริการดาเนินงานและการบารุงรักษาโดย BFKT ตามสัญญาเช่าเครื่องและอุปกรณ์ HSPA ในส่วนที่เกี่ยวกับทรัพย์สินโทรคมนาคมของ BFKT และเสาโทรคมนาคมของ AWC และกองทุนจะไม่มีสิทธิในรายได้ใด ๆ ที่เกิดจากการให้เช่าโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมประเภท Active อันรวมถึง Node B ซึ่งใช้ในการให้บริการ 3G ของ กสท. โทรคมนาคม บนคลื่นความถี่ในย่านความถี่ 820 MHz ยกเว้นอุปกรณ์ระบบสื่อสัญญาณ



    ตามสัญญาโอนขายทรัพย์สินและสิทธิรายได้ที่กองทุนจะเข้าทากับ BFKT นั้น BFKT จะให้สิทธิแก่
    กองทุนในการซื้อ (call option) เสาโทรคมนาคมของ BFKT จานวน 1,432 เสา กองทุนไม่สามารถรับรองได้ว่ากองทุนจะได้ใช้สิทธิในการซื้อ (call option) ทรัพย์สินโทรคมนาคมของ BFKT อย่างแน่นอน

    กองทุนจะมีสิทธิในการรับ
    รายได้สุทธิจากเสาโทรคมนาคมกว่า 5,845 เสา และกองทุนจะซื้อทรัพย์สินเสาโทรคมนาคมส่วนเพิ่มซึ่งประกอบด้วยเสาโทรคมนาคมอีกจานวน 6,000 เสา ทาให้กองทรัพย์สินเสาโทรคมนาคมของกองทุน (ทั้งที่เป็นกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินและสิทธิในการรับประโยชน์จากรายได้สุทธิ) จะเพิ่มขึ้นเป็น 11,845 เสาภายในสิ้นปี พ.ศ.2558

    โดย Analysys Mason
    ประมาณการว่าผู้ใช้บริการข้อมูลเคลื่อนที่จะเติบโตขึ้นในอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีที่ร้อยละ 46 ตั้งแต่ปี พ.ศ.2556 ถึงปี พ.ศ. 2560 และจานวนการรับส่งข้อมูลผ่านโครงข่ายทั้งหมดจะเติบโตขึ้นในอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีที่ร้อยละ 23 ในช่วงระยะเวลาเดียวกัน

    กองทุนจะมีสิทธิได้รับค่าเช่าจากผู้เช่าและบริหารจัดการหลักบนเสาโทรคมนาคมส่วนเพิ่มที่เป็น
    กรรมสิทธิ์ของกองทุน โดยกาหนดระยะเวลาผูกพันถึงปี พ.ศ. 2570 ภายใต้สัญญาเช่า ดาเนินการและบริหารจัดการหลักกับเรียลฟิวเจอร์ โดยมีอัตราค่าเช่าตั้งต้นที่คงที่ซึ่งจะมีการปรับเพิ่มขึ้นเป็นรายปีโดยเริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ.2558 ในอัตราคงที่ซึ่งจะสะท้อนถึงแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) และค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น
    ทั้งนี้ อัตราค่าเช่าที่ปรับขึ้นจริงนั้นอาจจะมากกว่าหรือน้อยกว่าดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ก็ได้

    จานวนเสาโทรคมนาคมเริ่มต้นทั้งสิ้น 5,845 เสา ที่กองทุนจะมีสิทธิในรายได้สุทธิแบ่งเป็น เสา
    โทรคมนาคมของ BFKT จานวน 1,482 เสา และเสาโทรคมนาคมของ AWC จานวน 4,360 เสา 
    เสาโทรคมนาคมส่วนนี้จะถูกนาออกให้เช่าโดย BFKT แก่ กสท. โทรคมนาคม แต่เพียงผู้เดียวตามระยะเวลาที่กาหนดไว้ในสัญญาเช่าเครื่องและอุปกรณ์ HSPA โดยค่าเช่าในส่วนที่เป็นเสาโทรคมนาคมของ BFKT จะเป็นค่าเช่าคงที่หลังหักค่าใช้จ่ายในอัตราเริ่มต้นที่ 19,565 บาทต่อเสาต่อเดือน ในปี พ.ศ. 5227 และ พ.ศ. 5228 และในส่วนที่เป็นเสาโทรคมนาคมของ AWC ในอัตราเริ่มต้นที่ 22,000 บาทต่อเสาต่อเดือน ในปี พ.ศ. 5227 และ พ.ศ. 5228

    นอกจากนี้ ทรูได้ตกลงที่จะส่งมอบหรือดาเนินการให้มีการส่งมอบเสาโทรคมนาคมเพิ่มเติมให้แก่กองทุนจานวน6,000 เสา ซึ่ง เสาโทรคมนาคม 3,000 เสาในจานวนนั้นจะส่งมอบให้แก่กองทุนภายในวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ.2557 และเสาโทรคมนาคมที่เหลือ 3,000 เสาจะส่งมอบให้แก่กองทุนภายในวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ทั้งนี้เรียลฟิวเจอร์ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่มทรูที่ได้ใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ในย่านความถี่ 2100 MHz จะเป็นผู้เช่าและบริหารจัดการหลักสาหรับทรัพย์สินเสาโทรคมนาคมส่วนเพิ่มจานวน 6,000 เสานี้ และตกลงที่จะเช่าพื้นที่ (slots)บนเสาเพิ่มเติม โดยเริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 รวมทั้งสิ้น 15,249 พื้นที่ (slots) บนเสาโทรคมนาคมเหล่านี้โดยประมาณ โดยคาดว่าภายในต้นปี พ.ศ. 2560 อัตราการใช้พื้นที่ (occupancy rate) โดยเฉลี่ยของทรัพย์สิน
    เสาโทรคมนาคมส่วนเพิ่มจานวน 6,000 เสานี้จะเท่ากับ 2.54 ต่อเสา โดยประมาณ เปรียบเทียบกับพื้นที่ที่ทรัพย์สินเสาโทรคมนาคมส่วนเพิ่มจะมีความสามารถในการรองรับโดยเฉลี่ยต่อเสาโทรคมนาคมที่ 3.76

    ทั้งนี้ กองทุนจะเป็นเจ้าของ หรือมีสิทธิในการรับประโยชน์จากรายได้ที่เกิดจากการให้เช่า เสาโทรคมนาคมรวม 11,842 เสา ซึ่งประกอบด้วยเสาที่ตั้งอยู่บนพื้นดินจานวน 9,088 เสา เสาที่ตั้งอยู่บนดาดฟ้าจานวน 5,522 เสา และ ระบบ Distributed Antenna System จานวน 205 เสา

    (คัดลอกข้อมูลบางส่วนจาก หนังสือชี้ชวน  หาอ่านฉบับเต็มได้จาก หนังสือชี้ชวน)


    -----------------------------------------------------------------------






    ความเห็นส่วนตัว
    เป็นกองทุนที่มีรายละเอียดปลีกย่อยเยอะมาก ทั้งทางเทคนิคการเงิน ข้อตกลงต่างๆ สัญญาต่างๆ
    ส่วนตัวคิดว่ากองทุนนี้ นลท รายย่อยไม่สามารถเข้าใจรายละเอียดได้ทั้งหมด ไม่เหมาะกับ นลท รายย่อย มีการใช้เครื่องมือทางการเงิน  call option ของสัญญาอีกด้วย

    จากที่อ่านเข้าใจว่า ทรัพย์สินหลักคือ เสาจำนวนไม่เกิน 12,000 ต้น
    รายได้คือค่าเช่า สูงสุด ได้ต้นละ 22,000 บ ต่อเดือน
    ลองคำนวนดู  12,000ต้น *22,000 บาทต่อเดือน *12เดือน = 3168M ต่อปี
    รายได้ก่อนหัก คชจ ต่อปีอยู่ที่ 3,168MB (เป็นกรณีสูงสุด เพราะค่าเช่าไม่ได้ที่ 22,000 บต่อเดือนทุกต้น และ จำนวนเสาไม่ใช่ 12,000 ต้น ตั้งแรกแรกเริ่ม เป็นการทยอยส่งมอบ)

    ลองดูด้านมูลค่ากองทุน คาดว่ามูลค่าจะประมาณ 58,080 ล้านบาท

    คำนวนหาผลตอบแทนกองทุนดูนะครับ    (แบบคร่าวๆนะครับ)
      (3,168/58,080)*100 = 5.45%  

    เป็นอย่างสูงคือเป็น กรณี Best case นะครับ อย่างที่บอก คำนวนจาก ค่าเช่าเดือนละ 22,000 บต่อเดือน และคำนวนจากจำนวนเสา 12,000 ต้น

    ได้ทราบมาว่า true จะถือหุ้นนกองนี้ประมาณ 18%
    ปกติที่ผมเจอมา บ.ที่ออกกองอสังหาต่างๆ จะถือหุ้นในกองประมาณ 25%-30% 
    ทำให้คิดว่าผลตอบแทนไม่จูงใจให้ บ.แม่ถือ ???


    --------------------------------------------------------------------


    การปรากฏข้อมูลรายละเอียดของร่างหนังสือชี้ชวนเสนอขายหน่วยลงทุน เวอร์ชั่นแรก ที่เกี่ยวกับการจัดตั้งกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม ทรูโกรท (TRUEGIF) ผ่าน www.sec.or.th ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ทำให้แนวโน้มความจริงที่จะจัดตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐานเริ่มมีความชัดเจนยิ่งขึ้นโดยเฉพาะมีกระแสข่าวที่ระบุว่า ดีลการตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน โทรคมนาคม ทรูโกรท (TRUEGIF) ของ บมจ.ทรูคอร์ปอเรชั่น คาดกองทุน TRUEGIF จะเสนอขายหน่วยลงทุนในวันที่ 11-12 ธันวาคม 2556 นี้ โดยจะการทำ book building และขายในวันเดียวกันนอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องผลตอบแทนจากการลงทุนที่ คาดว่าจะอยู่ที่ 7.0-8.5% เพิ่มขึ้นจากเดิม เพราะได้รวมความเสี่ยงทางการเมืองเข้าไปด้วย ส่วนวงเงินการระดมทุนนั้น ขึ้นอยู่กับผลการสำรวจความต้องการจองซื้อ ของผู้ลงทุนสถาบัน ที่จะมีการกำหนดราคาเสนอขายเว็บไซต์ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้ขึ้นหนังสือชี้ชวนการเสนอขายกองทุน TRUEGIF แล้ว แต่ยังไม่ได้ระบุถึงวงเงินจากการเสนอขายหน่วยลงทุนและช่วงเวลาการเสนอขายหน่วยลงทุนดังกล่าวกองทุนตั้งเป้าหมายจะมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด 6-8 หมื่นล้านบาท โดย TRUE จะถือหุ้น 18% ในกองทุนนี้ หลังจากนำกองทุนเข้าจดทะเบียน ในตลาดหลักทรัพย์ฯ โดย TRUEGIF จะเป็นกองทุนโครงสร้างพื้นฐานที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 ของไทย หลังการจดทะเบียนกองทุนมูลค่า 2.13 พันล้านดอลลาร์ ของ บมจ.บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้ง ในช่วงที่ผ่านมาโดยมี เครดิต สวิส และธนาคารไทยพาณิชย์ เป็นผู้ประสานงานร่วมในการ เสนอขายกองทุน TRUEGIF ในระดับโลก และเป็นนายทะเบียน ร่วมกับแบงก์ ออฟ อเมริกา เมอร์ริล ลินช์ และยูบีเอส ขณะที่สแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ด เป็นผู้นำการจัดจำหน่าย- เปิดร่างหนังสือชี้ชวน TRUEGIFสำหรับภาพรวมการลงทุนของกองทุนฯ ทรูโกรทนี้ จัดตั้งขึ้นเป็นกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานซึ่งมีการจำหน่ายลงทุนให้แก่ผู้ลงทุนเป็นการทั่วไป ซึ่งเป็นช่องทางให้กับผู้ถือหน่วยลงทุนให้ได้มีโอกาสลงทุนในทรัพย์สินโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมของกองทุน ซึ่งวัตถุประสงค์หลักของกองทุน คือการลงทุนในกิจการโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งมีศักยภาพในการสร้างผลตอบแทนเพื่อเป็นรายได้ให้แก่กองทุนเพื่อให้กองทุนสามารถจ่ายผลตอบแทนให้แก่ผู้ถือหน่วยลงทุนได้ในระยะยาวบริษัทจัดการจะดำเนินการให้กองทุนนำเงินที่ได้จากการเสนอขายครั้งแรกไปลงทุนในทรัพย์สินโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม ประกอบด้วย กรรมสิทธิ์ในเสาโทรคมนาคมจำนวน 6 พันเสา และโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมประเภท Passive อื่นที่เกี่ยวข้องที่ใช้สำหรับการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ที่เป็นทรัพย์สินเสาโทรคมนาคมส่วนเพิ่ม ซึ่งทรู จะส่งมอบหรือดำเนินการให้มีการส่งมอบเสาโทรคมนาคม จำนวน 3,000 เสา ภายในวันที่ 31 ธ.ค. 2557 และเสาโทรคมนาคมจำนวน 3,000 เสา ภายในวันที่ 31 ธ.ค. 2558นอกจากนี้ยังมีกรรมสิทธิ์ในระบบใยแก้วนำแสงหลัก (core fiber optic cable grid) และอุปกรณ์ระบบสื่อสัญญาณที่เกี่ยวข้อง และระบบบรอดแบรด์ในเขตพื้นที่ต่างจังหวัด รวมถึงสิทธิในการรับประโยชน์จากรายได้สิทธิที่เกิดขึ้น และรวมถึงวันเริ่มคำนวณรายได้จนถึงวันครบกำหนดสัญญา HSPA ที่เกิดจากการให้เช่าทรัพย์สินโทรคมนาคม ของบริษัท บีเอฟเคที (ประเทศไทย) หรือ BFKT และเสาโทรคมนาคมของบริษัท เอเชีย ไวร์เลส คอมมิวนิเคชั่น หรือ AWC ดังต่อไปนี้1.เสาโทรคมนาคมจำนวนหนึ่ง และโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมประเภท Passive อื่นที่เกี่ยวข้อง 2.ระบบใยแก้วนำแสงสำหรับจุดเด่นของกองทุน บริษัทจัดการมีวัตถุประสงค์หลักที่จะทำให้ผู้ถือหน่วยลงทุนได้รับเงินปันผลเพื่อการสร้างผลตอบแทน ในระยะยาว โดยคำนึงถึงประโยชน์ที่ได้รับต่อการพัฒนาและเพิ่มคุณภาพของทรัพย์สินกิจการโครงสร้างพื้นฐานที่กองทุนรวมเข้าลงทุน โดยกองทุนมีจุดเด่นและมีกลยุทธ์การบริหารทรัพย์สินกิจการโครงสร้างพื้นฐานที่กองทุนรวมเข้าลงทุน ดังนี้1.การมีกองทรัพย์สินซึ่งประกอบไปด้วยเสาโทรคมนาคม และโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมอื่นๆ ทั้งที่เป็นกรรมสิทธิในทรัพย์สินและสิทธิในการรับประโยชน์จากรายได้สิทธิ จำนวนมาก และกระจายอยู่ทั่วประเทศ ซึ่งกองทุนจะได้รับประโยชน์จากการที่เป็นผู้บุกเบิกในอุตสาหกรรม ซึ่งการเข้ามาในตลาดมีอุปสรรคอย่างมากเนื่องจากบริษัทจัดการเชื่อว่า กองทรัพย์สินอันประกอบด้วยทรัพย์สินที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมที่มีลักษณะเฉพาะของกองทุนจะเป็นหนึ่งในกองทรัพย์สินที่มีขนาดใหญ่และมีความหลากหลายที่สุดของประเทศไทย และทำให้กองทุนสามารถบริการโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมประเภท Passive ที่มีความครบถ้วนสมบูรณ์แก่ผู้เช่าและบริหารจัดการทรัพย์สินของกองทุนได้ ณ วันที่กองทุนลงทุน กองทุนจะมีสิทธิในการรับรายได้สุทธิจากเสาโทรคมนาคมอีก จำนวน 5,845 เสา และกองทุนจะซื้อทรัพย์สินเสาโทรคมนาคมส่วนเพิ่มซึ่งประกอบด้วยเสาโทรคมนาคม อีกจำนวน 6,000 เสา ทำให้กองทรัพย์สินเสาโทรคมนาคมของกองทุนทั้งที่เป็นกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินและสิทธิในการรับประโยชน์จากรายได้สิทธิ จะเพิ่มขึ้นเป็น 11,845 เสา ภายในสิ้นปี 2558 โดยเสาโทรคมนาคมของกองทุนจะตั้งอยู่ในทุก 77 จังหวัด ของประเทศไทย ซึ่งกองทรัพย์สินที่เป็นเสาโทรคมนาคมนี้จะทำให้กองทุนสามารถนำเสนอเสาโทรคมนาคม ที่ครอบคลุมทั่วทั้งประเทศ ให้แก่ผู้เช่าและบริหารจัดการทรัพย์สินของกองทุนและทำให้โครงข่ายของผู้เช่าและบริหารจัดการหลักของกองทุนสามารถครอบคลุมจำนวนประชากรมากกว่า 90% บนคลื่นความถี่ในย่านความถี่ 850MHz และ 2100MHz ได้ภายในอีกสามปีข้างหน้า2.กองทุนอยู่ในสถานะที่ดีที่จะได้รับประโยชน์จากการขยายโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่อย่างรวดเร็วจากการเปลี่ยนไปใช้บริการระบบ 3G และ 4G LTE ในประเทศไทย3.การจำกัดความเสี่ยงจากการพึ่งพาการเติบโตของการใช้จ่ายของผู้บริโภคในประเทศไทย จากรายได้จากสัญญาระยะยาว และสิทธิในการได้รับรายได้สิทธิ ซึ่งเป็นฐานในการจัดสรรผลตอบแทนการลงทุนที่ต่อเนื่องให้แก่ผู้ถือหน่วยลงทุนในระยะยาวและ 4.เสาโทรคมนาคมของกองทุนมีพื้นที่รองรับเพิ่มที่รองรับเพิ่มเติมจำนวนมาก และอยู่ในสถานที่ตั้งที่ดีที่จะเติบโตได้จากการเพิ่มการเช่าพื้นที่ร่วม ทำให้สามารถมีรูปแบบทางธุรกิจที่พร้อมเติบโตได้อย่างรวดเร็ว และมีความสามารถในการรักษาระดับของต้นทุนในการดำเนินการ- โครงสร้างกองทุน TRUEGIFบมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น TRUE เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการเห็นชอบให้บริษัทฯ และ/หรือบริษัทย่อย เข้าทำธุรกรรมกับกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (กองทุน) ซึ่งอยู่ระหว่างการขออนุมัติจัดตั้งกองทุนกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ โดยมูลค่าของสินทรัพย์ที่จะมีการจำหน่ายไปในธุรกรรมขายทรัพย์สินและรายได้และให้เช่าทรัพย์สินจะไม่ต่ำกว่า 70,000 ล้านบาท และมูลค่าของสินทรัพย์ที่จะมีการได้มาในธุรกรรมเช่ากลับและเช่า/เช่าช่วงจะไม่เกิน 55,000 ล้านบาท (ระยะเวลาการเช่าไม่เกิน 15 ปี)สำหรับธุรกรรมการขายทรัพย์สินและรายได้และให้เช่าทรัพย์สิน ได้แก่ (1) เสาโทรคมนาคม (ซึ่งรวมทั้งเสาที่ตั้งบนพื้นดินเสาที่ตั้งบนดาดฟ้าและโครงข่าย Distributed Antenna System) จำนวนประมาณ 13,000 เสา (2) โครงข่ายใยแก้วนำแสง (Fiber OpticCable, “FOC") อุปกรณ์ระบบสื่อสัญญาณ จำนวน 45,000 คอร์กิโลเมตร (core-km) และ 9,000 ลิ้งค์ และ (3) โครงข่ายบรอดแบนด์ในเขตพื้นที่ต่างจังหวัด มีจำนวน 1.2 ล้านพอร์ตรวมทั้งขายสิทธิรายได้ สิทธิในการรับประโยชน์จากรายได้ที่เกิดจากการให้เช่าอุปกรณ์ 3G HSPA (Node B และอุปกรณ์โครงข่ายหลัก) จำนวน 13,500 สถานีฐาน และให้เช่าทรัพย์สิน เสาโทรคมนาคม ไม่เกิน 100 เสาทั้งนี้ ทรัพย์สินที่ขายให้แก่กองทุนเป็นทรัพย์สินสำหรับกิจการโครงสร้างพื้นฐานซึ่งสามารถใช้ร่วมกันกับผู้ประกอบการรายอื่นได้ โดยบริษัทฯ และ/หรือบริษัทย่อยมีความตั้งใจจะเช่าทรัพย์สินที่ขายให้แก่กองทุนกลับมาเพื่อใช้ประโยชน์ ซึ่งมิใช่การเช่าทรัพย์สินทั้งหมดที่ขายให้แก่กองทุนแต่จะเช่ากลับมาเฉพาะส่วนที่บริษัทฯ และ/หรือบริษัทย่อยต้องการใช้ประโยชน์เท่านั้นสำหรับทรัพย์สินส่วนที่บริษัทฯ และ/หรือบริษัทย่อยยังมิได้ใช้ประโยชน์นั้น กองทุนสามารถนำไปหาประโยชน์โดยการให้ผู้ประกอบการรายอื่นเช่าได้ ซึ่งจะเป็นไปตามข้อกำหนด เงื่อนไขที่ระบุในสัญญาเช่าหลักและสัญญาอื่นที่เกี่ยวข้องซึ่งบริษัทฯ และ/หรือบริษัทย่อยและกองทุนจะได้ตกลงกันเพื่อเข้าทำสัญญาดังกล่าวต่อไปบริษัทฯจะนำเงินที่ได้จากการจำหน่ายทรัพย์สินรายได้ และ/หรือการให้เช่าทรัพย์สินไปชำระหนี้สินบางส่วนซึ่งรวมถึงเงินกู้ที่บริษัทฯ และ/หรือบริษัทย่อยกู้ยืมมาจากสถาบันการเงินซึ่งจะช่วยปรับโครงสร้างเงินทุนของบริษัทฯให้มีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญอันจะเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการลงทุน นอกจากนี้ บริษัทฯ และ/หรือบริษัทย่อยอาจนำเงินบางส่วนไปลงทุนในโครงการอื่นๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตนอกจากนั้น ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทยังมีมติให้ขายเงินลงทุนในบริษัทย่อยที่มิใช่ธุรกิจหลักของบริษัทฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการปรับโครงสร้างทางธุรกิจให้มีความชัดเจนและรองรับการจัดโครงสร้างของกลุ่มบริษัทฯ ในระยะยาว ซึ่งจะส่งผลให้บริษัทสามารถมุ่งเน้นการดำเนินธุรกิจที่เป็นธุรกิจหลักของบริษัทฯสามารถลดค่าใช้จ่าย และเงินลงทุนต่างๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจหลัก- โบรกฯ เชียร์ซื้อเป้าหมาย 14.20 บ.ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) แนะนำซื้อหุ้นTRUE โดยให้ราคาเป้าหมายเพิ่มขึ้นเป็น 14.20 บาทภายหลังจากที่หนังสือชี้ชวน กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม ทรูโกรท หรือ TRUEGIF ขึ้น Website ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) แล้ว แม้ว่ายังไม่ใช่การอนุมัติอย่างเป็นทางการจาก ก.ล.ต. แต่การที่หนังสือชี้ชวนถูกโพสขึ้น Website ของ ก.ล.ต. เท่ากับว่าหนังสือชี้ชวนไม่ติดประเด็นที่มีนัยสำคัญกับ ก.ล.ต. แล้ว รอเพียงการพิจารณาขั้นสุดท้ายซึ่งจะใช้เวลาอีกไม่เกิน 2 สัปดาห์ ในระหว่างนี้ TRUE สามารถทำการโรดโชว์เพื่อนำเสนอขายหน่วยลงทุนของกองทุน TRUEGIF (กองทุนโครงสร้างพื้นฐานทรูโกรท) แก่สาธารณะได้ แต่ยังไม่สามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับผลตอบแทนของกองทุนได้จนกว่าจะได้รับการอนุมัติอย่างเป็นทางการ ทำให้ TRUE ขายกองทุนได้ทันปีนี้ แต่กระบวนการในการจดทะเบียนกองทุนในตลาดหลักทรัพย์ และการบันทึกกำไรพิเศษจะเกิดขึ้นปีนี้หรือต้นปีหน้า ไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญTRUEGIF สำคัญอย่างไรกับ TRUEเป็นบวกจากการนำ TRUEGIF เข้า IPO เพื่อระดมเงินทุนเราคาดเงินสดจากการขายกองทุนฯ หักส่วนที่TRUE ถืออยู่ที่ราว 52,150 ล้านบาท และนำไปชำระหนี้ราว 60% ของเงินสดทั้งหมด ทำให้ดอกเบี้ยจ่ายหายไปราว 40-60% ต่อปี เงินที่เหลือนำไปลงทุนต่อได้โดยไมต้องกู้เงินเพิ่ม และกำไรพิเศษราว 22,750 ล้านบาท (หลังภาษี) ทำให้ฐานทุนสูงขึ้นคาด DE ratio ปี 2556 ที่ 5.8 เท่า (กรณีกำไรพิเศษรับรู้ทันปี 2556) ลดลงจาก 11.9 เท่าในปี 2555 และจะลดลงเป็น 4.8 ในปี 2557 และ Net Debt / EBITDA ลดลงจาก 5.6 เท่าในปี 2555 เป็น 3.8 เท่าในปี 2556 และ 3.3 เท่าในปี 2557ผลต่อความสามารถทำกำไรปัจจุบัน TRUE หมดอายุสัมปทานระบบ 2จี มีประเด็นบวกคือทำให้ย้ายลูกค้ามาอยู่บนคลื่นใหม่ได้เร็ว ลดค่าใช้จ่ายส่วนแบ่งรายได้ลงได้ เป็นบวกต่ออัตรากำไรขั้นต้น และการใช้งาน Non-voice มากขึ้นของ Prepiad เป็นบวกต่อ ARPU การนำเงินไปชำระหนี้ก่อนกำหนดทำให้ดอกเบี้ยจ่ายปี 2557 จะลดลงเราคาดที่ 4,758 ล้านบาท จากระดับปกติที่ 7,000 – 8,000 ล้านบาท แม้เรายังคงคาด SG&A เพิ่มขึ้น 6% YoY และมีค่าเช่าจ่ายให้ IFF (TRUEGIF) เพิ่มขึ้น เสียรายได้จาก CAT ให้ IFF และเพื่อประมาณการแบบระมัดระวังยังไม่รวมรายได้เงินปันผลจากกองทุนฯ ในปี 2557 TRUE จะมีกำไรปกติในปี 2557 ที่ 2,648 ล้านบาท จากปี 2556 คาดขาดทุนปกติราว 7,865 ล้านบาทสำหรับผลประกอบการสุทธิอาจมีค่าใช้จ่ายพิเศษจากการตัดค่าเสื่อมราคาของโครงข่ายระบบ 2 จี ที่จะหมดช่วงเวลาต่ออายุชั่วคราวในเดือน ก.ย. 2557 ราว 5,000 ล้านบาท ทำให้ขาดทุนสุทธิ 2,352 ล้านบาท แต่ค่าใช้จ่ายดังกล่าวไม่ใช่เงินสด จึงไม่กระทบการประเมินมูลค่า อย่างไรก็ตามหาก SG&A ของบริษัทลดลงได้จะเป็นบวกต่อประมาณการของเราและ Consensus ให้ปรับประมาณการขึ้นได้หุ้น Turnaround ของผู้รับคามเสี่ยงได้สูงด้วยการที่ผลประกอบการเพิ่มถึงจุด Turnaround ในปี 2557 จึงเหมาะสำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูงเพื่อคาดหวังกำไรจากส่วนต่างราคามากกว่าเงินปันผล เนื่องจากหากบริษัทมีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าที่ประเมินเป็นความเสี่ยงให้ผลประกอบการต่างจากที่ประเมินไว้ได้ จากผลของการปรับประมาณหลังเกิด TRUEGIF และปรับไปใช้ราคาเป้าหมายสิ้นปี 2557 ทำให้ราคาเป้าหมายเพิ่มขึ้นเป็น 14.20 บาท (DCF, WACC 1.4%) จากเดิมที่ 10.10 บาท มี Upside gain 57% เพิ่มคำแนะนำเป็น ซื้อ จาก TRADING BUY แม้ยังไม่คาดหวังการจ่ายเงินปันผล แต่หากบริษัทลดพาร์ล้างขาดทุนสะสมและจ่ายเงินปันผลได้จะเป็น Positive surprise

    ---------------------------------------------------------------------------------
    กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม ทรูโกรท หรือ TRUEGIF ได้ฤกษ์ขายไอพีโอวันจันทร์ที่ 9-16 ธันวาคมนี้ เคาะราคาไอพีโอที่ 10 บาทต่อหน่วยลงทุน บลจ.ไทยพาณิชย์คาดเงินที่นักลงทุนจะได้รับในปีแรกประมาณ 8.8% โดยแบ่งเป็นเงินปันผล 6.87% และการจ่ายลดทุน 1.93% อันเนื่องจากสภาพคล่องส่วนเกินที่เกิดจากค่าเช่าล่วงหน้า

    นายนพปฎล เดชอุดม หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการเงิน บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การจัดตั้งกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม ทรูโกรท (ทรูจีไอเอฟ หรือ TRUEGIF) ถือเป็นกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมที่จัดขึ้นเป็นรายแรกในประเทศไทย สอดคล้องกับนโยบายของภาครัฐในการสนับสนุนให้เกิดการใช้ระบบโครงสร้างพื้นฐานร่วมกันเพื่อลดการลงทุนซ้ำซ้อนของผู้ประกอบการ

    โดยทรัพย์สินที่กองทุนจะเข้าลงทุนครั้งแรก ได้แก่ (1) กรรมสิทธิ์ในเสาโทรคมนาคม จำนวน 6,000 เสา (2) กรรมสิทธิ์ในระบบใยแก้วนำแสงหลัก และอุปกรณ์ระบบสื่อสัญญาณที่เกี่ยวข้องความยาว 5,112 กิโลเมตร และระบบบรอดแบนด์ในเขตพื้นที่ต่างจังหวัด จำนวน 1.2 ล้านพอร์ต และ (3) สิทธิในการรับประโยชน์จากรายได้สุทธิที่เกิดจากการให้เช่าเสาโทรคมนาคม จำนวน 5,845 เสา และระบบใยแก้วนำแสงและอุปกรณ์ระบบสื่อสัญญาณความยาว 47,250 กิโลเมตร รวมถึงกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินดังกล่าวจำนวนหนึ่งซึ่งกองทุนมีสิทธิในการซื้อ หรือรับโอนตามเงื่อนไข และเวลาที่กำหนด

    นางโชติกา สวนานนท์ กรรมการผู้อำนวยการ บลจ.ไทยพาณิชย์ จำกัด ในฐานะผู้จัดการกองทุน กล่าวว่า กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม ทรูโกรท ได้รับอนุมัติจากสำนักงาน ก.ล.ต.แล้วเมื่อวันที่ 4 ธันวาคมที่ผ่านมา โดยมีธนาคารไทยพาณิชย์เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน สำหรับประมาณการเงินที่นักลงทุนจะได้รับในปีแรกประมาณ 8.8% จะแบ่งเป็นประมาณการการจ่ายเงินปันผล 6.87% และการจ่ายลดทุน 1.93% อันเนื่องจากสภาพคล่องส่วนเกินที่เกิดจากค่าเช่าล่วงหน้า ทั้งนี้ การจ่ายลดทุนจะเกิดเฉพาะ 2 ปีแรกเท่านั้น ในขณะที่ค่าเช่าที่กองทุนจะได้รับจะเพิ่มขึ้น ส่งผลให้เงินที่นักลงทุนได้รับในแต่ละปีจะค่อนข้างคงที่

    ทั้งนี้ TRUEGIF เป็นกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมรายแรกในประเทศไทย มีมูลค่าการเสนอขายประมาณ 58,080 ล้านบาท ราคาเสนอขายหน่วยละ 10.00 บาท โดยจะมีจำนวนหน่วยลงทุนที่เสนอขายต่อผู้จองซื้อทั่วไปประมาณ 2,381.28 ล้านหน่วย ซึ่งจำนวนหน่วยลงทุนขั้นต่ำของการจองซื้อ 5,000 หน่วย และเพิ่มเป็นจำนวนทวีคูณของ 1,000 หน่วย และจะประกาศผลการจัดสรรหน่วยลงทุนภายในวันที่ 18 ธันวาคม 2556 ต่อไป

    โดยจะมีการเปิดจองซื้อหน่วยลงทุนสำหรับผู้จองซื้อทั่วไประหว่างวันที่ 9-15 ธันวาคม 2556 ตามเวลาทำการของแต่ละสาขาของผู้จัดการการจัดจำหน่ายหน่วยลงทุนในประเทศ หรือผู้สนับสนุนการขายหน่วยลงทุน และวันที่ 16 ธันวาคม 2556 ตั้งแต่เวลาเปิดทำการจนถึงเวลา 12.00 น.

    ----------------------------------------------------------------------------------

    จาก PAPER บางโบรค บอกว่า  TRUEGIF ให้ผลตอบแทนที่ 7.XX% 
    และ ทรูอาจถือหุ้น 18% โดยให้เหตุผลในการถือหุ้นน้อยว่า ความคุ้มค่าของการลด ดอกเบี้ยคุ้มกว่าเงินปันผล

    อ่านแล้วก็ งง ในจุดนี้ เพราะหากสามารถปันผลได้  7.XX% เงินปันผลย่อมคุ้มกว่า ดบ เงินกู้แน่นอน
    หรือปันผลได้ 7.xx% จริง แต่ทรูมีเหตุผลอื่นที่ไม่อยากถือเสาไว้เองในระยะยาว เช่น อนาคตการขึ้นค่าเช่า ขึ้นได้น้อยกว่าอัตราเงินเฟ้อ ทำให้ระยะยาวด้อยค่าลงเรื่อยๆ  หรือ มีเทคโนโลยีใหม่ ที่อาจเข้ามาในระยะ 1x ปี ที่ไม่ต้องใช้ "เสา" อีกต่อไป หรือ หากการส่ง DATA ผ่านดาวเทียม มี คชจ ถูกลง จนคุ้มค่าที่จะแข่งขัน เสาอาจไร้ราคา ค่าเช่าลดลงในอนาคต เหล่านี้ล้วนน่าคิด ว่าเป็นสาเหตุให้ทรูถือกองทุนนี้ในสัดส่วนน้อยๆ


    BWG Company Visit 27/11/2013

    BWG Company Visit 27-Nov-2013

    Participants : คุณเอกรินทร์ เหลืองวิริยะ รองกรรมการผู้จัดการ , คุณทัศนีย์ ทองดี , คุณสุทัศ (CFO)

    ธุรกิจในปัจจุบัน
    ธุรกิจการฝังกลบขยะ 
    ยังไงเมืองไทยก็ต้องมีการฝังกลบ เพราะขยะบางส่วนเผาไม่ได้ ตอนนี้มีทำกันแค่สองเจ้า BWG และ GENCO (แต่ GENCO ตอนนี้รับขยะได้น้อยมาก เพราะหลุมที่ Maptaput เต็มแล้ว ต้องขนขยะมาแยกที่ ศุนย์แสมดำก่อนแล้วจึกขนต่อมาฝังที่ สวนผึ้ง ซึ่งจะต้อง double handing
    ภาพรวมตลาดขยะฝังกลบ โตไปเรื่อยๆตามอุตสาหกรรมทุกกลุ่มอุตสาหกรรม ยิ่งมีการผลิตเยอะยิ่งมีขยะเยอะ
    ทุกวันนี้ประเทศไทยมีขยะทั้งระบบจากโรงงานมากมาย (ประมาณ 20 กว่าล้านตันต่อปี) แต่สามารถเอามากำจัดแบบถูกวิธีแค่ประมาณ 10%
    เนื่องจากระยะหลังกรมโรงงานเข้มงวด โรงงานต่างๆมากขึ้น โดยปรกติ โรงงานทั่วไปต้องต่อใบอนุญาติ ร.ง. 4 กันกรมโรงงานอยู่แล้วทุกปี เวลาเค้ามาต่อใบอนุญาติ กรมโรงงานก็จะขอตรวจว่าเอาwasteไปกำจัดถูกวิธีหรือเปล่า ต้องshow ว่าเอาไปฝังกับ BWG , GENCO หรือเอาไปเผาถูกวิธีหรือเปล่า ถ้าดูแล้วทำถูกก็จะต่อใบ ร.ง.4 ให้ ด้วยวิธีนี้จะค่อยๆทำให้ขยะนอกระบบเข้ามาอยู่ในระบบมากขึ้น และโรงงานใหม่ๆที่มี ISO18000 จะมีระบบคอยตรวจสอบให้มีการกำจัดwaste ให้ถูกวิธี 
    นอกเนือจาก volume ที่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทาง BWG ก็ได้ทำการทะยอยปรับราคาขายขึ้น โดยจะปรับราคากับลูกค้าที่หมดสัญญาก่อน
    ที่ผ่านมาที่ฝังกลบที่สระบุรีไม่เคยถูกน้ำท่วม 

    BWT (Better World Transport) 
    ช่วงนี้ยังไม่ค่อยมีกำไรเพราะเพิ่งลงทุนซื้อรถใหม่จำนวนมาก โดยตัดค่าเสื่อม 5 ปี
    และอาจจะมีการลงทุนทำลานจอดรถขนาดใหญ่เพื่อรองรับการขยายงาน ไม่ค่อยมีผลกระทบจากราคาน้ำมันเพราะสามารถผลักให้ลูกค้าได้
    ปัจจุบันรถขนwaste มีการแข่งขันไม่มาก เพราะรถประเภทนี้เป็นรถจำเพาะที่ต้องมีใบอนุญาติพิเศษทั้งรถละคนขับ ตอนนี้ลูกค้าต้องต่อคิวเพื่อจองรถไปขนwaste BWG ดูแลคนขับดีมากบางคนมีรายได้เดือนล่ะ 30000 บาท
    ตอนนี้รับขนขยะให้เฉพาะลูกค้า BWG ในอนาคตอาจจะรับขนขยะให้เจ้าอื่นด้วย
    และอาจจะนำ BWT เข้าตลาดในอนาคตข้างหน้า

    นโยบายจ่ายปันผล จะอยู่ที่ 50% ของกำไรจาก”งบเดี่ยว”

    AKP ที่กำไรดูค่อนข้างต่ำเพราะมีค่าเสื่อมเยอะจากการปรับปรุงเตาเผา

    อาจจะมีการย้าย office โดยมีแผนจะสร้าง office ใหม่แถวลาดพร้าว(ใช้เงิน 70 ล้าน แบ่งเป็นที่ดิน 20 ล ,อาคาร 50 ล)
    จากปัจจุบันที่เช่าอยู่ในอาคารค่อนข้างเก่า

    New Project

    1.RDF Project ดูรูปข้างล่าง
    เป็นการเอาขยะมาย่อยจากชิ้นใหญ่ลงมาเป็นเล็กๆ และใช้ฟิล์มพลาสตอกห่อไว้เป็นแท่งๆ ให้พร้อมส่งเตาเผาต่อไป

    เอาขยะจากไหนมาทำ RDF ?

    ขยะใหม่ non-hazardจากโรงงานต่างๆ (พวกเศษผ้า เศษกระดาษ เศษไม้ พลาสติก หรือสิ่งที่มี heating value) และขยะเก่าจากหลุมnon-hazardที่มีอยู่ล้านกว่าตัน แต่การจะเปิดหลุมเอาขยะเก่าขึ้นมาจะทำได้แค่บางช่วงเวลา เพราะกลัวกลิ่นจะรบกวนชาวบ้าน

    เฟส1 Capacity : ประมาณ 250 ตันต่อวัน (2 กะ) แต่ตอนนี้ผลิตวันล่ะ 100-150 ตันต่อวัน (เดินเครื่องประมาณวันล่ะ 8 - 10 ชม) เริ่มผลิตตั้งแต่ตุลาคม 56 ทดลองขายให้ลูกค้าไปแล้ว 4 เจ้า ทั้งโรงปูนและ โรงไฟฟ้าชีวะมวล (แต่ไม่เปิดเผยว่าขายให้ที่ไหน)
    เงินลงทุนเฟสแรก ประมาณ200 ล้านบาท (ตัดค่าเสื่อม 10ปี)

    ข้อเด่นของproject RDF คือนอกจากจะขายได้ราคาดีแล้ว ยังช่วยประหยัดพื้นที่ฝังกลบด้วย 
    แทนที่จะใช้พื้นที่ฝังกลบหมดถายใน 20 ปี ก็ช่วยยึดอายุไปได้

    RDF ที่ผลิตมี heating value ประมาณครึ่งนึงของราคาถ่านหิน (ถ่านหินที่โรงปูนใช้ราคาตันล่ะ 3500 บาท)
    ราคา RDF ที่ขายให้โรงปูนช่วงทดลองจะขายให้ตันล่ะ 1000 บาท แต่หลังจากนี้จะปรับราคาขึ้นไปเป็นตันล่ะ 1500 บาท

    ต้นทุนการผลิต RDF ตันล่ะ 600 - 700 บาทต่อตัน base on การผลิต 100 - 150 ตันต่อวัน ถ้าผลิตมากกว่านี้ ต้นทุนจะถูกลง ต้นทุนหลักๆจะเป็นค่าเสื่อม ค่าใช้จ่ายอื่นๆไม่มากนัก (ค่าไฟ ค่าน้ำมัน ค่าคนงาน)

    ระยะเวลาคืนทุนของ RDF เฟส 1 ประมาณ 4 ปี

    RDFเฟส 2 
    เงินลงทุน 2-3 ร้อยล้าน จะทำให้เพิ่ม "capacity รวม" เป็น 500 ตันต่อวัน คาดว่าจะเริ่มลงทุนต้นปี 57 เริ่มผลิตปลายปี 57 เป็นอย่างเร็ว

    2.โรงไฟฟ้าขยะ 
    "ตอนนี้กำลัง ศึกษาความเป็นไปได้นะครับ ยังไม่ได้มีแผนเป็นทางการนะครับ"
    เตรียมการสร้างโรงไฟฟ้าขยะ โดยใช้วัตถุดิบจาก RDF ประมาณวันล่ะ 300 ตัน
    คาดว่า จะสร้างโรงฟ้าขนาด 9.8 MW ที่แก่งคอย เนื้อที่ประมาณ 42 ไร่ 
    Adder ประมาณ 3.5 บาท (โรงไฟฟ้าชีวะมวลได้ Adder 2.5 บาท)
    เงินลงทุนโดยประมาณ ยังไม่แน่ใจ แต่ไม่เพิ่มทุน จะกู้เงินแบงค์และใช้กระแสเงินสด
    เบื้องต้นBWGจะถือหุ้น 100% , IRR โรงไฟฟ้าประมาณ 20% , อย่างเร็วสุดคาดจะสร้างเสร็จในปี 59
    EIA ไม่ต้องทำชุดใหญ่ ทำแค่ Mini EIA เพราะอยู่ในเขตการนิคม และขนาดโรงไฟฟ้าไม่เกิน 10 MW 
    ประกอบกับโรงไฟฟ้าจะมีการควบคุมมลพิษที่เข้มงวด น่าจะผ่านได้ไม่ยาก

    =====
    ขอบคุณพี่ๆที่ช่วยประสานงานในการจัด company visit ในครั้งนี้ไว้ ณ โอกาสนี้ด้วยครับ

    บทความจากคุณ Tarzann ไทยวิ นะครับ

    --------------------------------------------------------------------------

    ***  ผมเพิ่มเติม งบรายไตรมาส และ chart รายได้เข้ามาด้วย เพื่อความสะดวกในการหาข้อมูล