วันอังคารที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2566

หลักคิด 32

 หุ้นที่จะกินเงินรายย่อยแบบฟาดฟัน มักจะมีท่าประจำแนวๆนี้ อย่างใดอย่างนึง หรือหลายอย่างร่วมกัน


- มีหนี้สินสูงๆ แต่มีขาดทุนสุทธิ


- มีข่าวตื่นเต้นให้เล่น


- ตกแต่งบัญชี แต่งยอดขายรายได้ พวกนี้มักไม่ปันผลเพราะกำไรเป็นเงินสดไม่มีอยู่จริง


- ท่าประจำ ท่าไม้ตาย ที่เห็นบ่อยที่สุดก็คือ ลากราคาสูงปรี๊ด เพราะการลากราคาสามารถดึงรายย่อย ให้สนใจและแห่เข้าตามได้มาก และเป็นท่าที่กินเงินรายย่อยได้ง่าย


- มีมาร์เก็ตแคปไม่ใหญ่จนเกิน ทำให้สามารถคอนเนอร์หุ้นได้ง่าย


*********


3 มุมที่ต้องตรวจดูก่อนจะซืัอหุ้น

- คุณภาพของ บริษัทว่ามั่นคงแค่ไหน

- การเติบโต บริษัทมีโอกาสเติบโตแค่ไหน

- ราคาหุ้นขณะที่จะซื้อ สมเหตุสมผลไหม


ถ้ามี 2/3 อาจพอลงทุนได้

แต่ถ้ามี 3/3 นับได้ว่าเป็นโอกาสทอง แต่จะมองเห็นโอกาสไหม นี่คือจุดสำคัญ


********

ก่อนที่จะเกิดปรากฏการณ์ตลาดหุ้นพังทลาย มันจะต้องเกิดภาวะฟองสบู่ก่อนทุกรอบ


ส่วนภาวะฟองสบู่จะค่อยๆก่อตัวจากความโลภและความอิจฉา


******


การลงทุนถึงแม้ไม่ใช่ง่าย แต่มันก็ไม่ได้ยากมากนัก


โดยหลักคือการ หาความรู้ หาข้อมูล และตัดสินใจอย่างมีเหตุผล


แต่โดยมาก  ขี้เกียจหาความรู้ ขี้เกียจหาข้อมูล ตัดสินใจด้วยอารมณ์


หากทำเช่นนี้แล้วเมื่อเกิดความเสียหายขึ้นก็คงต้องโทษตัวเอง

**********


การรับผิดชอบต่อตัวเองเป็นสิ่งสำคัญ หากตัดสินใจอะไรผิดพลาด ก็แค่ยอมรับมัน ไม่ใช่ตีโพยตีพายโทษนั่นโทษนี่


การไม่ยอมรับความผิดพลาด คือการปิดประตูที่จะพัฒนาตัวเอง 


เมื่อรู้และยอมรับว่าความผิดพลาดคืออะไรแล้วแก้ไข นั่นแหละคือการพัฒนาตนเอง


******


การจัดพอร์ตจะโฟกัสมากแค่ไหน ขึ้นอยู่กับความเสี่ยง ของหุ้นที่ซื้อ


ถ้าหุ้นตัวนั้นมีความมั่นคงสูงมีหนี้สินต่ำ มีโมเดลธุรกิจและสินค้าที่มี moat สูงและอยู่ในจังหวะที่ราคาต่ำมากจนมี margin of safety สูงมากๆ บนการประเมินอย่าง conservative แล้ว


การจัดพอร์ตแบบโฟกัสอาจเป็นเรื่องที่ดีกว่า


*********


หากมองภาพเศรษฐกิจมหภาพออก การลงทุนในพันธบัตร แม้ดอกเบี้ยจะน้อยนิด แต่สามารถได้ผลตอบแทนที่เหนือกว่าเงินเฟ้อโดยรวมได้ จากการเพิ่มขึ้นของ NAV 


แต่จะต้องมีการกระจายความเสี่ยง จัดสัดส่วนอย่างเหมาะสม และมองภาพใหญ่ให้ออก ดังนั้นกองทุนพันธบัตรอาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการจัดเอง


จังหวะการซื้อนั้นไม่ได้ซื้อได้ตลอดเวลา เพราะหวังที่การเพิ่มขึ้นของ NAV เป็นสำคัญไม่ใช่มองที่ดอกเบี้ยแต่เพียงอย่างเดียว


เหมาะสำหรับแบ่งเงินบางส่วนที่จะรอลงทุนในหุ้นในอนาคตหลายปีข้างหน้า ไม่เหมาะที่จะใช้เป็นการลงทุนหลัก


เช่น ถ้าได้อัตราดอกเบี้ยจากกองทุนพันธบัตรสัก 4.xx% และระยะยาวสมมติ 12 ปี ได้กำไรจาก NAV 50% (คิดเป็น irr 3.44%)


เท่าจะได้ผลตอบแทนทบต้นที่ 4.xx% + 3.44% = 7.44% บนความเสี่ยงที่ต่ำ


อย่างไรก็ตามด้วยอัตราผลตอบแทนที่ต่ำกว่า 10% จึงไม่เหมาะที่จะเป็นการลงทุนหลัก


แต่สำหรับการจัดสรรเงินในระยะยาว 10 ปีข้างหน้า ก็อาจจะใช้กองทุนพันธบัตรเป็นทางเลือกในการพักเงินได้ ประเด็นหลักคือต้องมองภาพ Macro Economic ให้ออก ถึงจะสามารถหาผลตอบแทนจากพันธบัตรได้อย่างที่ว่า


*******


การคัดเลือกหุ้น ให้ปลอดภัยจากการทำงบการเงินฉ้อฉล

- เลือก บ.ที่มีหนี้สินต่ำ (สำคัญมาก)

- มีการจ่ายปันผลอย่างต่อเนื่อง

- ตรวจสอบลูกหนี้การค้าจะต้องไม่มากผิดปกติ

- ระยะเวลาในการเก็บหนี้ไม่พุ่งพรวดแบบผิดปกติ

- บริษัทก่อตั้งมานาน ดำเนินการมานาน ไม่ใช่เทคโอเวอร์ หรือ Back door มา (ไม่ได้บอกว่าบริษัทที่เทคโอเวอร์มาจะฉ้อฉลเสมอไป แต่ บ.ที่ก่อตั้งมาเองตั้งแต่ต้นและดำเนินการมานานจนเติบใหญ่ได้ เจ้าของจะรักกิจการมาก ทำให้โอกาสในการฉ้อโกงลดลง)

- เจ้าของ/ผบห อยู่ในธุรกิจเดิมมานานพอสมควร (ช่วยลดการเข้ามาฉาบฉวยชั่วคราวแบบคิดสั้นได้)

- ธุรกิจที่ติดต่อและมีรายได้ รายจ่ายกับ บ.ต่างประเทศ ต้องระวังให้มากเป็นพิเศษ

- ต้องระลึกเสมอว่า บ. ที่ขายสินค้าให้ ตปท สามารถ ตั้ง บ.นอมินี มาสั่งซื้อสินค้า เพื่อสร้างยอดขายเทียม, ทำโปรโมชั่นให้ซัพพลายเออร์สั่งสินค้าเพิ่มชั่วคราว เพิ่มสตอก ดังนั้นหากจะลงทุนใน บ.เหล่านี้ ต้องมั่นใจว่าสามารถเช็คยอดขายของ บ.ได้จริง ถ้าไม่มั่นใจ ให้เลี่ยงไว้ก่อนจะปลอดภัยกว่า


- บ.ที่ค้าขายในประเทศ จะตรวจสอบได้ง่ายกว่า ทั้งสินค้าว่าขายดีตามยอดในงบไหม เป็นที่นิยมจริงไหม ถ้าสินค้าไหนที่ไม่ถนัดในการตรวจสอบของจริง เลี่ยงได้ย่อมปลอดภัยกว่า


แน่นอนว่าเกณฑ์เหล่าจะทำให้พลาดไปหลาย บ. แต่ก็จะลดความเสี่ยงลดได้มากเช่นกัน


ทุกอย่างมี trade off กันไป


เกณฑ์การคัดเลือกต่างๆเหล่านี้ช่วยลดความเสี่ยงลงได้มากแม้จะไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ตาม


***********


ทำไมบริษัทที่ทุจริตต้องปลอมยอดขายปลอมรายได้ให้สูง 

เพราะ เมื่อปลอมยอดขายแล้วก็จะทำให้ตัวเลขกำไรดูดีขึ้น ได้เครดิตเรทที่สูงขึ้น ซึ่งสามารถนำตัวเลขไปใช้

- ออกหุ้นกู้

- กู้เงินธนาคาร

- ออกหุ้นเพิ่มทุน

- สร้างราคาหุ้น


*******


เราทุกคนมีอคติเป็นของตัวเองเสมอ


*********


ถ้าคุณซื้อคอนโดห้องนึง ในราคาตลาด สมมติ ซื้อมาราคา 5 ลบ ปล่อยเช่าได้ผลตอบแทน 4% (ได้ค่าเช่าปีละ 200,000 บ)


แล้ววันนึงข้างห้องคุณ ร้อนเงิน ต้องการจะขายในราคา 4 ลบ โดยที่มีคนเช่าห้องอยู่และได้ค่าเช่าปีละ 200,000 เหมือนกัน


คุณต้องรีบไปขายแข่งกับข้างห้องในราคาขาดทุนไหม ???


หรือจะซื้อห้องข้างๆในราคา 4 ลบ แล้วเก็บค่าเช่าต่อที่ปีละ 200,000 มาถัวกับห้องเดิม ที่ราคา 5 ลบ ได้ค่าเช่าปีละ 200,000


นี่คือความสำคัญของเงินปันผล ที่จะทำให้คุณ อดทนได้นาน และเงินปันผลเปรียบเสมือน ฝนที่โปรยปราย ให้ฉุ่มฉ่ำหัวใจ ในยามที่ตลาดหุ้นแผดเผาเหมือนแดดที่ร้อนแรง


ปล. แต่ถ้าคุณซื้อ w มันไม่มีปันผลนะะะ 😆ร

**********


เงินปันผลไม่ได้บอกถึงรายได้หรือยอดขาย บางปีที่บริษัทมีรายได้ตกต่ำ อาจเพิ่ม Dividend payout ratio ทำให้การจ่ายเงินปันผลดู smooth ได้


******


ถ้าเกณฑ์คัดเลือกหุ้นของคุณเข้มงวดมาก คุณก็สามารถลงทุนแบบโฟกัสได้


แต่ถ้าเกณฑ์คัดเลือกหุ้นของคุณเป็นแบบหลวมๆ คุณก็ควรจะกระจายความเสี่ยงให้มาก


******


ถ้าคุณซื้อหุ้นได้ในราคาต่ำกว่ามูลค่าและมีปันผลที่ดี เมื่อหมีมา การขาดทุนจากราคาหุ้นจะเป็นเรื่องชั่วครว


แต่ถ้าคุณซื้อหุ้นในราคาที่ลอยสูงจากมูลค่าไปมาก การขาดทุนของคุณจะกลายเป็นเรื่องถาวร


********


สัญญาณอย่างหนึ่งที่บอกว่าภาวะตลาดกระทิงใกล้จะสิ้นสุดแล้วคือมีการเสนอขายหุ้น ipo ของบริษัทขนาดเล็กจำนวนมาก ในราคาที่สูงกว่า หุ้นของบริษัทขนาดกลาง ที่มีประวัติยาวนานและอยู่ในตลาดอยู่แล้ว


********


ในบางบริษัทที่มีหนี้สินต่ำ แล้วดูเหมือนสภาพคล่องทางการเงินต่ำ (เช่น ดูจากอัตราส่วนทางการเงินต่างๆ) อาจเป็นเพราะ นำเงินสดไปลดหนี้ โดยบริษัทอาจพิจรณาแล้วว่าการคงสภาพคล่องไว้สูงอาจไม่มีความจำเป็นในขณะนั้น สู้ไปลดหนี้ดีกว่าจะได้ลด คชจ ดอกเบี้ย และเพิ่มกำไร


แต่บริษัทที่น่ากลัวคือ บริษัทที่มีสภาพคล่องต่ำแต่มีหนี้สินสูงมาก


การดูอัตราส่วนทางการเงิน ไม่ใช่ดูแต่ตัวเลขเดี่ยวๆ โดยไม่พิจารณาด้านอื่นเลย จะทำให้พลาดโอกาส หรือเกิดความเสียหายได้



******


คำพูดเย้ยบอกว่า “ไม่ขายไม่ขาดทุน” นั้น มีความจริงอยู่ครึ่งนึงและความเท็จอยู่ครึ่งนึง 


ถ้าซื้อหุ้นได้ในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่า การขาดทุนก็จะเป็นเรื่องชั่วคราวไม่ขายก็ไม่ขาดทุน


หากซื้อหุ้นในราคาที่สูงกว่ามูลค่าไปมาก การขาดทุนจะกลายเป็นเรื่องถาวร ไม่ขายไม่ขาดทุนจึงเป็นเรื่องไม่จริง


*****


นักลงทุน ยังจำความกังวลใจแบบหนักใจสุดๆ ที่เพิ่งเป็นเมื่อวานกันได้อยู่ไหม


ลองเอะใจ แล้วถามตัวเอง ความกังวลใจเมื่อวานที่เกี่ยวกับหุ้นที่ถือ ที่มีคำถามเกี่ยวกับบริษัทผุดขึ้นมามากมายในหัว  ทำไมวันนี้มันหายไปไหน ทั้งๆที่บริษัทก็ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงและเพิ่งผ่านมาแค่ข้ามวันเท่านั้น


ตลาดหุ้นที่ลงต่อเนื่องมา 7-8 วัน มันส่งผลต่อความคิดและอารมณ์ของเราอย่างไร


ตลาดที่บวกเขียวเกือบยี่สิบจุดเพียงวันเดียว มันส่งผลต่อความคิดและอารมณ์ของเราอย่างไร


******


คนที่ตัดสินใจอย่างมีเหตุผล ได้อย่างคงเส้นคงวาในทุกเหตุการณ์ ในที่สุดแล้วย่อมไปถึงเป้าหมาย


******


อเมริกามีธนาคารเยอะมาก นั่นเป็นสาเหตุให้มีธนาคารล้ม ในช่วงที่มีวิกฤติเศรษฐกิจ


เวลาธนาคารล้มถ้าหากรัฐบาลไม่เข้ามาอุ้ม  คนที่เจ็บตัวก็คือประชาชน แต่ถ้าหากรัฐบาลเข้ามาอุ้ม ก็ใช้ภาษีจากประชาชนอยู่ดี


แนวทางที่ดีคือ ไม่จำเป็นต้องมีจำนวนธนาคารมากเกินไป แต่ต้องมีความแข็งแกร่งสูงมาก


จำนวนธนาคารยิ่งมากยิ่งแข่งขันกันสูง เมื่อแข่งขันกันสูงก็จะเกิด ความเสี่ยงสูงมากตาม นั้นทำให้ สุดท้ายแล้วเวลาเกิดวิกฤติธนาคารก็จะล้ม


บางทีคนที่ไม่เข้าใจระบบเศรษฐกิจ คิดไปว่าธนาคารมีการแข่งขันสูงแล้วจะดี


ยิ่งแข่งขันกันสูงเท่าไหร่เงินฝากของประชาชนก็จะยิ่งมีความเสี่ยงมากขึ้นเท่านั้น


ระบบธนาคารไม่เหมือนระบบการค้า การค้ามีการแข่งขันสูงเป็นเรื่องดี หากล้มไปก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับประชาชน


แต่ ระบบธนาคารมีเงินฝากประชาชน ที่ต้องดูแลให้ปลอดภัยเป็นเรื่องสำคัญ


หัวใจหลักของธนาคารคือเงินฝากของประชาชนทุกคนจะต้องมีความปลอดภัยสูงสุด


ไม่ใช่ทำให้ธนาคารมีการแข่งขันสูงสุดแล้วเงินฝากของประชาชนมีความเสี่ยงสูงตาม


เพราะถ้าเป็นแบบนั้นวันดีคืนดี เงินเกษียณเงินบำนาญที่ฝากอยู่กับธนาคารหายไปทั้งก้อน จากแบงค์ล้ม ประชาชนก็จะเดือดร้อนกันทั้งประเทศ


****


JKN คาดว่าจะเสนอขายหุ้นกู้ ดอกเบี้ย 7-7.5% หุ้นกู้ไม่มีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ

จากงบ 1Q66

- หนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ย ประมาณ 6,183 ลบ

- หนี้สินรวม 7,560.55 ลบ

- ส่วนของผู้ถือหุ้น 3,914.08 ลบ

- หนี้สินหมุนเวียน 3,897.46 ลบ

- สินทรัพย์หมุนเวียน 2,962.02 ลบ (เป็นลูกหนี้การค้าและลูกหนี้หมุนเวียน 1,958.20 ลบ)

- EBITDA 475.05 ลบ กลายเป็น เงินสดสุทธิจากกิจกรรมดำเนินงาน (-198.18) ลบ



***********


ตลาดหุ้นไทย ดัชนีไม่ค่อยไปไหนหลายปีแล้ว ดังนั้นการจัดพอร์ต  ส่วนตัวคิดว่าไม่ควรใช้เกณฑ์การลงทุนที่หยาบเกินไปแล้วกระจายความเสี่ยงหลายๆตัว 


เพราะการกระจายความเสี่ยงยิ่งมาก ก็จะได้ผลตอบแทนเข้าใกล้ดัชนี ซึ่งก็รู้กันอยู่ว่าดัชนีไม่ค่อยไปไหนไกล


ส่วนตัวชอบการลงทุนแบบโฟกัสมากกว่า โดยมีเกณฑ์ในการคัดหุ้นที่เข้มงวด แล้วถือหุ้นในพอร์ตน้อยตัว แล้วลงทุนยาวๆ ซึ่งจะสามารถเอาชนะดัชนีได้ไม่ยากนัก โดยที่ไม่เหนื่อยกับการเทรด


จะเรียกว่าพอร์ตคนขี้เกียจก็ได้  ครึ่งปีแทบไม่มีซื้อขายสักครั้ง ปีนึงอาจมีสับเปลี่ยนหุ้นไม่กี่ครั้ง


*******


เวลาภาพใหญ่ของตลาดไม่เอื้ออำนวย รายใหญ่และกองทุนต่างๆอยากจะลดพอร์ต ต้องการระบายของออก


ทางเดียวที่ทำได้ก็คือพยายามกระชากราคาหุ้นให้ดูน่าสนใจ เพื่อที่เทรเดอร์รายย่อยจะได้เข้ามาเล่น นั่นแหละจะเป็นจังหวะที่รายใหญ่และกองทุนสามารถค่อยๆรินของออกได้


********


ซื้อหุ้นเพื่อลงทุน ถืออย่างน้อยสามปีเพื่อให้บริษัทได้มีเวลาแสดงผลงาน แต่ก็ไม่ใช่ถือแบบหัวปักหัวปำไม่ดูอะไรเลย


ต้องคอยติดตามงบรายไตรมาส ว่าเดินตามเส้นทางที่เราได้คาดการณ์ไว้ หรือทำได้ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ 


หากงบรายไตรมาสมีความคาดเคลื่อนไปบ้าง  ก็ต้องตรวจดูสาเหตุ  ว่าเหตุการณ์นั้นจะมีผลกระทบต่อเนื่องในระยะยาวหรือไม่


*****


พยายามซื้อหุ้นที่ดีที่สุดเท่าที่โอกาสจะเอื้ออำนวย ปรับพอร์ตด้วยการคัดหุ้นที่ดีน้อยสุดในพอร์ตออก โดยกระบวนการนี้จะผ่านการกรองด้วยเรื่องราคา & มูลค่า รวมถึงพยายามอยู่ห่างจากหุ้นที่แย่ให้มากเอาไว้


******


ยึดมั่นในหลักการที่มีเหตุล

ทั้งในช่วงเวลาที่ดีและไม่ดี


*****


หน้าที่ของเรา คือบริหารจัดการการเงินของเรา เพื่อให้แน่ใจว่าจะยังเป็นผู้รอด เมื่อเกิดเรื่องไม่คาดฝัน


*****


สิ่งที่จะสร้างความเสียหายได้มาก คือสิ่งที่ทุกคนวางใจ สิ่งที่ไม่มีใครคิดถึงว่าจะกลายเป็นความเสียหายได้  ทำให้ไม่มีใครมีความพร้อมที่จะรับมือ


*****


สิ่งใดที่ถูกคาดการณ์ได้ สิ่งนั้นมักจะถูกป้องกันและถูกทำให้ความเสี่ยงลดลง


*****


หากทรัพย์สินใดที่กำลังอยู่ในความนิยม แล้วคุณต้องการจะเข้าไปมีส่วนร่วมด้วย ขอให้แน่ใจว่ามันเพิ่งจะได้รับความนิยม ก่อนที่จะเข้าไปมีส่วนร่วม


****


วิเคราะห์ธุรกิจ ลดความสนใจในความเคลื่อนไหวของราคาหุ้นในระยะสั้น


******


ตลาดหุ้นเป็นอะไรที่แปลก ยิ่งกระตือรือร้น ยิ่งใจร้อนอยากเร่งทำผลงานมากเท่าไหร่ ยิ่งมีโอกาสที่จะขาดทุนมากเท่านั้น 


ส่วนผลกำไรนั้นมักเป็นของคนที่อดทนได้ ใจเย็นและรอเป็น


อีกไม่นานงบก็จะออกแล้ว

เย็นให้พอ รอให้เป็น


*******


คนส่วนมากเลือกหุ้นถูกตัว เลือกหุ้นเป็น แต่ขาดทุนเพราะขาดความอดทนทั้งในตอนซื้อ ในตอนถือ และในตอนขาย


******


Holy Grail ของการลงทุน 

หาสินทรัพย์ที่ราคาต่ำกว่ามูลค่า  & ลงทุนโดยให้เวลาอยู่ข้างเดียวกับเรา

******

ถ้าคุณสามารถมองเห็นความผิดพลาดของตลาดได้ ก็เท่ากับคุณสามารถมองเห็นหนทางในการทำกำไรได้เช่นกัน


******

หุ้นเกือบทุกตัวที่เราซื้อแล้วมีกำไร เป็นหุ้นที่มันวิ่งเข้ามาหาเราเอง เป็นหุ้นที่มันวิ่งเข้ามาตรงกับหลักการของเราเอง ไม่ใช่หุ้นที่เราตั้งธงจะซื้อแต่แรก


*********


อดีตคือสิ่งที่เราไม่สามารถกลับไปแก้ไขได้ 


ตระหนักถึงสถานการณ์ในปัจจุบันให้มากหาความรู้หาข้อมูลให้มากเพื่อที่จะตัดสินใจได้ดีที่สุดให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันให้มากที่สุด นั่นคือสิ่งสำคั


********


การตีเบสบอลจะได้ผลลัพธ์ดีเมื่อเลือกตีเฉพาะจุดที่เข้ามาในโซนเท่านั้น แต่นักเบสบอลไม่สามารถรอเพื่อให้ลูกเข้ามาในโซนที่จะตีได้ตลอดเวลาเพราะหากปล่อยลูกให้เกิดการสไตรค์ติดกันสามครั้งก็จะถูกให้ออกจากสนาม


ในขณะที่นักลงทุนมีข้อได้เปรียบมากกว่า คือนักลงทุนไม่มีทางถูกเรียกออกจากสนาม พวกเขาสามารถปล่อยผ่านลูกเบสบอลไปได้ จนกว่าจะเห็นโอกาสที่ยอดเยี่ยมจริงๆเท่านั้น - วอร์เรน บัฟเฟตต์


*****


เหตุการณ์ของ STARK นั้น ไม่เพียงแต่ทำให้กองทุนที่ถือนั้นขาดทุน 


แต่ยังทำให้ผู้ถือหน่วยลงทุนเกิดความไม่ไว้ใจการบริหารกองทุนจนนำไปสู่การขาย/สับเปลี่ยน หน่วยลงทุน


ทำให้กองทุนต้องขายหุ้นอื่นๆออกมาเพื่อคืนเงินให้กับนักลงทุน เสมือนกองทุนเหล่านั้นโดน Force sell หุ้นต่างๆที่กองทุนถืออยู่

*****

การปล่อยผ่านการลงทุนที่อาจทำให้แพ้ มันป้องกันความเสียหาย แม้อาจจะทำให้พลาดการลงทุนที่ชนะไปบ้าง แต่มันก็คุ้มค่าเพราะยังมีการลงทุนที่ชนะอื่นๆให้เลือกลงทุนได้


******


ราคาหุ้นที่สูงขึ้นจะทำให้ผลตอบแทนลดลงและความเสี่ยงสูงขึ้น


******



ลงทุนระยะยาวมองข้ามความผันผวนระยะสั้น ถือเงินสดไว้เมื่อยังไม่มีโอกาสการลงทุนที่ดี อดทนให้มากรอให้นาน และลงทุนให้ไว ให้เต็มที่ เมื่อโอกาสมาถึง


*****



โอกาสการลงทุนที่ดีที่สุด คือเมื่อมีผู้ถือทรัพย์สินถูกบังคับขายในทุกราคา และในทุกวิกฤติจะมีผู้ถูกบังคับขายจำนวนมาก


******


หลายคนอาจเคยได้ยิน นักวิเคราะห์พูดคำว่า เบสิสพ้อยท์ แต่ไม่รู้ว่ามันคืออะไรกันแน่


มันคือ 

50 เบสิสพ้อยท์ เท่ากับ 0.50%

5 เบสิสพ้อยท์ เท่ากับ 0.05%


เค้าแค่พูดให้ฟังยากขึ้น จะได้ดูเท่ห์ 🤣
























วันอาทิตย์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2566

หลักคิด 31

ควรวิเคราะห์และเลือกหุ้นด้วยตัวเอง คุณจะรู้เหตุผลในการเลือก และรู้เหตุผลในการขาย (ขายเมื่อเหตุผลในตอนเลือกนั้นหมดไป)

********

การซื้อหุ้นที่ราคาเกินมูลค่า (ราคาแพง) แล้วหวังว่าจะขายได้ราคาที่เกินกว่าราคาที่เกินมูลค่าอยู่แล้วนั้น ต้องอาศัยโชค ต้องคาดหวังว่าจะมีคนที่โง่กว่ามาซื้อต่อในราคาแพงกว่า ซึ่งอาจเป็นไปได้ในภาวะตลาดกระทิง

แต่การซื้อในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่า แล้วรอให้ราคาค่อยๆเพิ่มไปหามูลค่า มันไม่ต้องอาศัยโชค แค่ให้ตลาดรับรู้ตามความเป็นจริง มีเหตุผล ให้ราคาที่เหมาะสมตามความเป็นจริงเท่านั่น 

แต่ถ้าหากตลาดที่รับรู้ตามความเป็นจริงนั้นต่อมาเกิดเป็นตลาดกระทิงอีกด้วยหล่ะ ???

ถึงแม้ว่าราคาตลาดจะไม่จำเป็นต้องรีบวิ่งเข้าหามูลค่า เพราะมันสามารถทำตัวไร้เหตุผลได้นาน นานกว่าที่ใครจะคิดได้ทีเดียว แต่นั่นแหละ การซื้อในราคาต่ำกว่ามูลค่านั้นเป็นทางที่มีความเสี่ยงต่ำที่สุดและมีเหตุผลมากที่สุดที่จะทำได้

*****

การลงทุนระยะยาวถือว่าเป็นการลดความเสี่ยงในการลงทุนที่ดีที่สุด เพราะความผันผวนทำให้ในระยะสั้นไม่สามารถคาดการณ์ได้

*****

ช่วงภาวะวิกฤติควรเลือกหุ้นที่มีความแข็งแรงของงบการเงิน หุ้นที่จ่ายปันผล และมีหนี้สินต่ำ มากกว่าจะมุ่งเน้นเลือกหุ้นเติบโตแต่พียงอย่างเดียว

*****

ผลกำไรเท่ากันที่ทำได้จากหุ้นต่างกัน มีคุณภาพของผลกำไรต่างกัน เพราะหุ้นที่ต่างกันนั้นมีความเสี่ยงต่างกัน

สมมติ คุณได้กำไร 20% จากหุ้นขนาดเล็กที่มีหนี้สินสูง มีสภาพคล่องต่ำ และมีความผันผวนสูง เทียบกับกำไรขนาดเดียวกันที่ได้จากบริษัทใหญ่ที่มีความมั่นคงสูง หนี้สินต่ำ ความผันผวนที่ต่ำ จะเห็นได้ชัดว่าความเสี่ยงมันต่างกันมาก 

พูดง่ายๆ กำไรหลังจากปรับค่าความเสี่ยงแล้ว กำไรจะไม่เท่ากัน (ใช่แล้วมันคือ Risk Adjusted Return) 

ซึ่งกำไรหลังจากปรับค่าความเสี่ยงแล้วนั้น อาจจะไม่จำเป็นต้องหาตัวเลขที่ exactly เพียงแค่มองภาพใหญ่ของ บ.ที่ลงทุน ก็พอจะรู้แล้ว

หุ้นที่มีความเสี่ยงต่ำ คุณสามารถวาง position ได้มาก คุณสามารถโฟกัสได้ แต่ถ้าเป็นหุ้นที่ความเสี่ยงสูง การโฟกัสอาจทำให้พอร์ตพังได้ง่ายๆ

*****
สาเหตุหลักของความล้มเหลว คือ การใส่ใจต่อภาวะตลาดในขณะนั้นมากเกินไป - เกรแฮม
*******

ทุกวันนี้ นลท หมกหมุ่นกับการคาดการณ์อนาคตอันใกล้ ที่ราคาหุ้นได้สะท้อนเอาไว้แล้ว

ดังนั้นแม้สิ่งที่คาดการณ์จะเกิดขึ้นจริง ก็จะไม่ได้กำไร แต่ถ้ามันไม่เกิดขึ้นอย่างที่คาด ก็จะขาดทุนอย่างหนัก
*******

ถ้าประเมินมูลค่าไม่เป็น แล้วจะเป็นนักลงทุนได้อย่างไร เพราะนักลงทุนทุกคนจ่ายเงินเพื่อคาดหวังว่าจะได้มูลค่ามากกว่าเงินที่จ่ายไป (ไม่ว่าจะเป็นมูลค่าในอนาคตหรือปัจจุบันก็ตาม)

******

ลงทุนใน บ.ที่มีมูลค่าหนุนหลังและมีหนี้สินที่ต่ำ จะเป็นการลงทุนปลอดภัยมากขึ้น

******

ทำการบ้านเตรียมพร้อมไว้ให้มาก เมื่อโอกาสมาถึง จะได้คว้าได้ทันที ไม่ใช่ปล่อยให้โอกาศผ่านลอยไป หรือต้องมาเสียเวลาศึกษายืดยาว

โอกาส มาจากสองส่วน ส่วนที่ตัวเราควบคุมได้เพื่อสร้างโอกาส กับส่วนที่เราควบคุมไม่ได้ เราควรโฟกัสไปยังจุดที่เราควบคุมได้

อะไรที่เราควบคุมได้เพื่อสร้างโอกาส เช่น การเตรียมพร้อม ความทุ่มเทอย่างต่อเนื่อง การพยายามเรียนรู้เพื่อเพิ่มทักษะต่างๆ การละทิ้งสิ่งที่ดึงให้เราตกต่ำ 

******

สิ่งที่เราทุกคนมีเท่ากันคือเวลา

สิ่งที่จะทำให้เราทุกคนมีความเจริญก้าวหน้าคือ ทักษะ

สิ่งที่แตกต่างกันคือความขยันและการทุ่มเทบนความต่อเนื่อง

******
ความสวยงามของการลงทุนแนววีไออย่างนึงก็คือ ยิ่งอยู่นิ่งได้นาน ยิ่งมีโอกาสกำไรได้มาก 

#นั่งทับมือให้เป็น

*****

การเติบโตสูงๆของ บ.จะส่งผลให้ ความอยากได้ของนักลงทุนทวีความรุนแรงขึ้น จนบดบังความคิดในการวิเคราะห์

*****
นักลงทุนไม่ควรลงทุนในบริษัทหากพวกเขายังไม่ได้ศึกษางบการเงินของบริษัทและประเมินมูลค่าของบริษัท ไม่ว่าสินค้าของบริษัทจะยอดเยี่ยมแค่ไหนก็ตาม - ปีเตอร์ ลินซ์

*****

ไม่ว่าจะเป็นเทรดเดอร์หรือจะเป็นนักลงทุนก็ตาม การยอมรับว่า position ไหนผิดและรีบออกจากสถานะที่ผิดนั้น เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

*****
หุ้น/ดัชนี ตัวใดก็แล้วแต่ที่ราคาขึ้นอย่างบ้าคลั่ง สุดท้ายมักจบลงด้วยความล่มสลาย

เพราะการขึ้นอย่างบ้าคลั่ง สุดท้ายแล้วพื้นฐานจะรองรับไม่ไหว

มันเหมือนการต่อเติมตึกให้สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว บนเสาเข็มเดิมที่เพิ่มเติมอย่างช้าๆ สุดท้ายเมื่อรากฐานรองรับไม่ได้ ก็พังทลายลงมา

*****
ในมุมของ นลท ความเสี่ยงที่อาจพบได้บ่อยคือ ความเสื่อมถอยของพื้นฐานกิจการ ทางแก้คือกระจายซื้อหุ้นหลายๆตัว แต่ความผันผวนของราคาหุ้นไม่ควรถูกมองว่าเป็นความเสี่ยงของ นลท
*****
นลท ไม่ควรหลงรักหุ้น แต่ควร คงสถานะ/เพิ่ม/ลดสถานะ ตามอัพไซส์ของบริษัทตามที่ประเมินได้
******
- ผลตอบแทนสูง เกิดได้จากความเสี่ยงที่สูงและต่ำ 
- ความเสี่ยงที่สูงอาจให้ผลตอบแทนที่สูงและต่ำ 
- ความเสี่ยงต่ำอาจให้ผลตอบแทนต่ำและสูง 

ดังนั้นคุณเลือกได้เลย ว่าจะลงทุนแบบความเสี่ยงสูงหรือความเสี่ยงต่ำ
****

ผู้ชนะ จะรู้จังหวะลุย จังหวะถอยและบางจังหวะต้องนิ่งเป็น 

ใช้ได้กับทุกอย่างทั้งหุ้น การเมือง การดำเนินชีวิต

*******

ความโลภ ความกลัว และความผิดพลาดในบางครั้ง (Human error) คือสิ่งที่จะอยู่คู่กับมนุษย์ตลอดไป

*****

สำหรับคนที่ยังไม่เข้าใจเรื่องการลงทุนขั้นพื้นฐาน 

นักลงทุน --> ผู้ประกอบการ --> กิจการ --> เพิ่มการจ้างงาน --> พนักงานมีรายได้ 

ในดอจการขนาดเล็ก นักลงทุนกับผู้ประกอบการ คือ คนเดียวกัน

ในกิจการขนาดใหญ่ที่ต้องการเงินลงทุนมาก นักลงทุนกับผู้ประกอบการอาจแยกจากกัน เพราะหากอาศัยแต่เพียงผู้ประกอบการอาจมีเงินทุนไม่เพียงพอ

ทางหนึ่งที่ผู้ประกอบการจะได้เงินจากนักลงทุน คือ การหาหุ้นส่วน

และช่องทางที่เป็นมาตรฐานที่สุดในการหาหุ้นส่วนก็คือขายหุ้นของกิจการในตลาดหุ้น

ดังนั้นนักลงทุนที่แท้จริงแล้ว ลงทุนบนกิจการจริงๆ 

นักลงทุนไม่ใช่เทรดเดอร์ ที่ดูแค่กราฟแท่งเทียนแดงแท่งเขียว

นักลงทุนเมื่อลงทุนแล้วก็ย่อมจะเป็นเจ้าของกิจการและคาดหวังให้กิจการประสบความสำเร็จ ขยายกิจการมีการจ้างงานเพิ่มมากขึ้น และมุ่งหวังให้ผลกำไรของกิจการเติบโต

ดังนั้นหากใครบอกว่านักลงทุน ไม่ได้ทำกิจการจริงๆ แสดงว่าคนเหล่านั้นขาดความเข้าใจในเรื่องเศรษฐกิจการลงทุนเป็นอย่างมาก มีความอ่อนด้อยในด้านเศรษฐกิจและการลงทุน

*****

นักลงทุนมันจะ แอคชั่น มากที่สุดบนช่วงอารมณ์ของความดีใจสุดๆกับกลัวสุดๆ

ซึ่งนั่นเป็นสาเหตุหลักของการติดดอย และขายที่จุดต่ำสุด

********
ไม่มีใครสามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำตลอดเวลา

ดังนั้นสิ่งที่สำคัญคือการเตรียมพร้อม

*****

การลงทุนเป็นไปเพื่อสร้างพอร์ตที่ยั่งยืน เพื่อสร้างความมั่งคั่ง ไม่ใช่เป็นการพนันหรือเพื่อเอาชนะหุ้นตัวใดตัวหนึ่ง และไม่ใช่เพื่อพิสูจน์ว่า "กูแน่" เพราะถ้าคุณทำอย่างนั้นแปลว่าคุณกำลังหลงทางด้วยอีโก้ของตัวคุณเอง

ไม่มีใครทำร้ายพอร์ตคุณได้มากเท่าตัวคุณเอง

*****
สิ่งเดียวที่จะทำให้นักลงทุนมั่นใจในการถือหุ้นผ่านความผันผวนได้ คือ การประเมินมูลค่าหุ้นด้วยตัวเอง ซึ่งเบื้องหลังการประเมินมูลค่าหุ้นคือความเข้าใจในบริษัทอย่างลึกซึ้ง

*******
การซื้อขายหุ้น ให้มองที่เหตุผลของเราเป็นหลักโดยต้องเป็นเหตุผลที่มาจากการศึกษาบริษัทอย่างละเอียดเพียงพอ ไม่ต้องไปคิดแทนคนอื่นว่าเขาขายหุ้นเพราะอะไร หรือคนอื่นซื้อหุ้นเพราะอะไร 

รู้เพียงว่าราคาที่เราซื้อไม่อยู่ในสถานะที่เสียเปรียบก็พอ

********
คนรวยรวยเพราะหาเก่งและมุ่งมั่นนำเงินที่ได้ไปลงทุนเพิ่มอย่างไม่หยุดหย่อน

ส่วนคนที่มุ่งมั่นเอาแต่จะใช้ หาได้เท่าไรอยากใช้เป็นสองเท่า ไม่มีวันจะรวย
***********

ตารางอัตราผลตอบแทนทบต้น เช่น หากสามารถสร้างผลตอบแทนทบต้นได้ 8% ต่อปีเป็นเวลา 30 ปี เงิน 1 ล้านจะกลายเป็น 10 ล้านบาท

คิดในทางกลับกัน
สมมติ คุณมีความสามารถในการหาผลตอบแทนทบต้นได้ 8% ต่อปี แล้วคุณใช้เงินที่มีไป 1 ลบ กับอะไรก็แล้วแต่   "มันหมายถึงเงินในอนาคต 30 ปีข้างหน้า หายไปประมาณ 10 ลบ"   ไม่ได้บอกว่าไม่ควรใช้ แต่ให้นึกถึงเงินอนาคตก่อนใช้ เพื่อจะได้ใช้จ่ายอย่างสมเหตุสมผลมากขึ้น



เวลาพูดถึงผลตอบแทนแบบต่อเนื่อง เป็นเวลา 20-30 ปี ที่  x%-xx% 

จะมีบางคน ออกมาบอกว่าจะหาได้จากไหน ทำไม่ได้หรอก

ฟังคำถามก็รู้แล้ว ว่าคนเหล่านั้นจะไม่มีวันหาได้ เพราะความคิดตั้งต้นของเขาได้ยอมแพ้ไปแล้ว

ส่วนคนที่ทำได้จะมีสองสิ่งนี้
Create a learning curve and stay focus.

ไม่มีใครเอาความสำเร็จมาใส่พานถวายให้คุณหรอกนะ 

คุณต้องไขว่คว้าหามันด้วยตัวคุณเอง ด้วยความมุ่งมั่น ด้วยการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งถ้าคุณยอมแพ้ตั้งแต่ต้น คุณก็ไม่มีวันที่จะได้พบกับความสำเร็จ


****** 


มือใหม่ที่เพิ่งเข้าตลาดทุน แล้วมีความต้องการจะเป็นนักลงทุน (ไม่ใช่เทรดเดอร์) แนวทางแรกคือควรเน้นรักษาเงินต้นก่อน (Deep VI)


แต่บนความเป็นจริงแล้ว ส่วนมากพอเข้ามาก็อยากจะเล่นหุ้นเติบโตก่อนเลย เน้นทำเงินแบบไม่กลัวความเสี่ยง ประกอบกับประสบการณ์น้อย ความเสี่ยงเลยยิ่งเป็นทวีคูณ