วันอาทิตย์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2566

หลักคิด 31

ควรวิเคราะห์และเลือกหุ้นด้วยตัวเอง คุณจะรู้เหตุผลในการเลือก และรู้เหตุผลในการขาย (ขายเมื่อเหตุผลในตอนเลือกนั้นหมดไป)

********

การซื้อหุ้นที่ราคาเกินมูลค่า (ราคาแพง) แล้วหวังว่าจะขายได้ราคาที่เกินกว่าราคาที่เกินมูลค่าอยู่แล้วนั้น ต้องอาศัยโชค ต้องคาดหวังว่าจะมีคนที่โง่กว่ามาซื้อต่อในราคาแพงกว่า ซึ่งอาจเป็นไปได้ในภาวะตลาดกระทิง

แต่การซื้อในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่า แล้วรอให้ราคาค่อยๆเพิ่มไปหามูลค่า มันไม่ต้องอาศัยโชค แค่ให้ตลาดรับรู้ตามความเป็นจริง มีเหตุผล ให้ราคาที่เหมาะสมตามความเป็นจริงเท่านั่น 

แต่ถ้าหากตลาดที่รับรู้ตามความเป็นจริงนั้นต่อมาเกิดเป็นตลาดกระทิงอีกด้วยหล่ะ ???

ถึงแม้ว่าราคาตลาดจะไม่จำเป็นต้องรีบวิ่งเข้าหามูลค่า เพราะมันสามารถทำตัวไร้เหตุผลได้นาน นานกว่าที่ใครจะคิดได้ทีเดียว แต่นั่นแหละ การซื้อในราคาต่ำกว่ามูลค่านั้นเป็นทางที่มีความเสี่ยงต่ำที่สุดและมีเหตุผลมากที่สุดที่จะทำได้

*****

การลงทุนระยะยาวถือว่าเป็นการลดความเสี่ยงในการลงทุนที่ดีที่สุด เพราะความผันผวนทำให้ในระยะสั้นไม่สามารถคาดการณ์ได้

*****

ช่วงภาวะวิกฤติควรเลือกหุ้นที่มีความแข็งแรงของงบการเงิน หุ้นที่จ่ายปันผล และมีหนี้สินต่ำ มากกว่าจะมุ่งเน้นเลือกหุ้นเติบโตแต่พียงอย่างเดียว

*****

ผลกำไรเท่ากันที่ทำได้จากหุ้นต่างกัน มีคุณภาพของผลกำไรต่างกัน เพราะหุ้นที่ต่างกันนั้นมีความเสี่ยงต่างกัน

สมมติ คุณได้กำไร 20% จากหุ้นขนาดเล็กที่มีหนี้สินสูง มีสภาพคล่องต่ำ และมีความผันผวนสูง เทียบกับกำไรขนาดเดียวกันที่ได้จากบริษัทใหญ่ที่มีความมั่นคงสูง หนี้สินต่ำ ความผันผวนที่ต่ำ จะเห็นได้ชัดว่าความเสี่ยงมันต่างกันมาก 

พูดง่ายๆ กำไรหลังจากปรับค่าความเสี่ยงแล้ว กำไรจะไม่เท่ากัน (ใช่แล้วมันคือ Risk Adjusted Return) 

ซึ่งกำไรหลังจากปรับค่าความเสี่ยงแล้วนั้น อาจจะไม่จำเป็นต้องหาตัวเลขที่ exactly เพียงแค่มองภาพใหญ่ของ บ.ที่ลงทุน ก็พอจะรู้แล้ว

หุ้นที่มีความเสี่ยงต่ำ คุณสามารถวาง position ได้มาก คุณสามารถโฟกัสได้ แต่ถ้าเป็นหุ้นที่ความเสี่ยงสูง การโฟกัสอาจทำให้พอร์ตพังได้ง่ายๆ

*****
สาเหตุหลักของความล้มเหลว คือ การใส่ใจต่อภาวะตลาดในขณะนั้นมากเกินไป - เกรแฮม
*******

ทุกวันนี้ นลท หมกหมุ่นกับการคาดการณ์อนาคตอันใกล้ ที่ราคาหุ้นได้สะท้อนเอาไว้แล้ว

ดังนั้นแม้สิ่งที่คาดการณ์จะเกิดขึ้นจริง ก็จะไม่ได้กำไร แต่ถ้ามันไม่เกิดขึ้นอย่างที่คาด ก็จะขาดทุนอย่างหนัก
*******

ถ้าประเมินมูลค่าไม่เป็น แล้วจะเป็นนักลงทุนได้อย่างไร เพราะนักลงทุนทุกคนจ่ายเงินเพื่อคาดหวังว่าจะได้มูลค่ามากกว่าเงินที่จ่ายไป (ไม่ว่าจะเป็นมูลค่าในอนาคตหรือปัจจุบันก็ตาม)

******

ลงทุนใน บ.ที่มีมูลค่าหนุนหลังและมีหนี้สินที่ต่ำ จะเป็นการลงทุนปลอดภัยมากขึ้น

******

ทำการบ้านเตรียมพร้อมไว้ให้มาก เมื่อโอกาสมาถึง จะได้คว้าได้ทันที ไม่ใช่ปล่อยให้โอกาศผ่านลอยไป หรือต้องมาเสียเวลาศึกษายืดยาว

โอกาส มาจากสองส่วน ส่วนที่ตัวเราควบคุมได้เพื่อสร้างโอกาส กับส่วนที่เราควบคุมไม่ได้ เราควรโฟกัสไปยังจุดที่เราควบคุมได้

อะไรที่เราควบคุมได้เพื่อสร้างโอกาส เช่น การเตรียมพร้อม ความทุ่มเทอย่างต่อเนื่อง การพยายามเรียนรู้เพื่อเพิ่มทักษะต่างๆ การละทิ้งสิ่งที่ดึงให้เราตกต่ำ 

******

สิ่งที่เราทุกคนมีเท่ากันคือเวลา

สิ่งที่จะทำให้เราทุกคนมีความเจริญก้าวหน้าคือ ทักษะ

สิ่งที่แตกต่างกันคือความขยันและการทุ่มเทบนความต่อเนื่อง

******
ความสวยงามของการลงทุนแนววีไออย่างนึงก็คือ ยิ่งอยู่นิ่งได้นาน ยิ่งมีโอกาสกำไรได้มาก 

#นั่งทับมือให้เป็น

*****

การเติบโตสูงๆของ บ.จะส่งผลให้ ความอยากได้ของนักลงทุนทวีความรุนแรงขึ้น จนบดบังความคิดในการวิเคราะห์

*****
นักลงทุนไม่ควรลงทุนในบริษัทหากพวกเขายังไม่ได้ศึกษางบการเงินของบริษัทและประเมินมูลค่าของบริษัท ไม่ว่าสินค้าของบริษัทจะยอดเยี่ยมแค่ไหนก็ตาม - ปีเตอร์ ลินซ์

*****

ไม่ว่าจะเป็นเทรดเดอร์หรือจะเป็นนักลงทุนก็ตาม การยอมรับว่า position ไหนผิดและรีบออกจากสถานะที่ผิดนั้น เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

*****
หุ้น/ดัชนี ตัวใดก็แล้วแต่ที่ราคาขึ้นอย่างบ้าคลั่ง สุดท้ายมักจบลงด้วยความล่มสลาย

เพราะการขึ้นอย่างบ้าคลั่ง สุดท้ายแล้วพื้นฐานจะรองรับไม่ไหว

มันเหมือนการต่อเติมตึกให้สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว บนเสาเข็มเดิมที่เพิ่มเติมอย่างช้าๆ สุดท้ายเมื่อรากฐานรองรับไม่ได้ ก็พังทลายลงมา

*****
ในมุมของ นลท ความเสี่ยงที่อาจพบได้บ่อยคือ ความเสื่อมถอยของพื้นฐานกิจการ ทางแก้คือกระจายซื้อหุ้นหลายๆตัว แต่ความผันผวนของราคาหุ้นไม่ควรถูกมองว่าเป็นความเสี่ยงของ นลท
*****
นลท ไม่ควรหลงรักหุ้น แต่ควร คงสถานะ/เพิ่ม/ลดสถานะ ตามอัพไซส์ของบริษัทตามที่ประเมินได้
******
- ผลตอบแทนสูง เกิดได้จากความเสี่ยงที่สูงและต่ำ 
- ความเสี่ยงที่สูงอาจให้ผลตอบแทนที่สูงและต่ำ 
- ความเสี่ยงต่ำอาจให้ผลตอบแทนต่ำและสูง 

ดังนั้นคุณเลือกได้เลย ว่าจะลงทุนแบบความเสี่ยงสูงหรือความเสี่ยงต่ำ
****

ผู้ชนะ จะรู้จังหวะลุย จังหวะถอยและบางจังหวะต้องนิ่งเป็น 

ใช้ได้กับทุกอย่างทั้งหุ้น การเมือง การดำเนินชีวิต

*******

ความโลภ ความกลัว และความผิดพลาดในบางครั้ง (Human error) คือสิ่งที่จะอยู่คู่กับมนุษย์ตลอดไป

*****

สำหรับคนที่ยังไม่เข้าใจเรื่องการลงทุนขั้นพื้นฐาน 

นักลงทุน --> ผู้ประกอบการ --> กิจการ --> เพิ่มการจ้างงาน --> พนักงานมีรายได้ 

ในดอจการขนาดเล็ก นักลงทุนกับผู้ประกอบการ คือ คนเดียวกัน

ในกิจการขนาดใหญ่ที่ต้องการเงินลงทุนมาก นักลงทุนกับผู้ประกอบการอาจแยกจากกัน เพราะหากอาศัยแต่เพียงผู้ประกอบการอาจมีเงินทุนไม่เพียงพอ

ทางหนึ่งที่ผู้ประกอบการจะได้เงินจากนักลงทุน คือ การหาหุ้นส่วน

และช่องทางที่เป็นมาตรฐานที่สุดในการหาหุ้นส่วนก็คือขายหุ้นของกิจการในตลาดหุ้น

ดังนั้นนักลงทุนที่แท้จริงแล้ว ลงทุนบนกิจการจริงๆ 

นักลงทุนไม่ใช่เทรดเดอร์ ที่ดูแค่กราฟแท่งเทียนแดงแท่งเขียว

นักลงทุนเมื่อลงทุนแล้วก็ย่อมจะเป็นเจ้าของกิจการและคาดหวังให้กิจการประสบความสำเร็จ ขยายกิจการมีการจ้างงานเพิ่มมากขึ้น และมุ่งหวังให้ผลกำไรของกิจการเติบโต

ดังนั้นหากใครบอกว่านักลงทุน ไม่ได้ทำกิจการจริงๆ แสดงว่าคนเหล่านั้นขาดความเข้าใจในเรื่องเศรษฐกิจการลงทุนเป็นอย่างมาก มีความอ่อนด้อยในด้านเศรษฐกิจและการลงทุน

*****

นักลงทุนมันจะ แอคชั่น มากที่สุดบนช่วงอารมณ์ของความดีใจสุดๆกับกลัวสุดๆ

ซึ่งนั่นเป็นสาเหตุหลักของการติดดอย และขายที่จุดต่ำสุด

********
ไม่มีใครสามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำตลอดเวลา

ดังนั้นสิ่งที่สำคัญคือการเตรียมพร้อม

*****

การลงทุนเป็นไปเพื่อสร้างพอร์ตที่ยั่งยืน เพื่อสร้างความมั่งคั่ง ไม่ใช่เป็นการพนันหรือเพื่อเอาชนะหุ้นตัวใดตัวหนึ่ง และไม่ใช่เพื่อพิสูจน์ว่า "กูแน่" เพราะถ้าคุณทำอย่างนั้นแปลว่าคุณกำลังหลงทางด้วยอีโก้ของตัวคุณเอง

ไม่มีใครทำร้ายพอร์ตคุณได้มากเท่าตัวคุณเอง

*****
สิ่งเดียวที่จะทำให้นักลงทุนมั่นใจในการถือหุ้นผ่านความผันผวนได้ คือ การประเมินมูลค่าหุ้นด้วยตัวเอง ซึ่งเบื้องหลังการประเมินมูลค่าหุ้นคือความเข้าใจในบริษัทอย่างลึกซึ้ง

*******
การซื้อขายหุ้น ให้มองที่เหตุผลของเราเป็นหลักโดยต้องเป็นเหตุผลที่มาจากการศึกษาบริษัทอย่างละเอียดเพียงพอ ไม่ต้องไปคิดแทนคนอื่นว่าเขาขายหุ้นเพราะอะไร หรือคนอื่นซื้อหุ้นเพราะอะไร 

รู้เพียงว่าราคาที่เราซื้อไม่อยู่ในสถานะที่เสียเปรียบก็พอ

********
คนรวยรวยเพราะหาเก่งและมุ่งมั่นนำเงินที่ได้ไปลงทุนเพิ่มอย่างไม่หยุดหย่อน

ส่วนคนที่มุ่งมั่นเอาแต่จะใช้ หาได้เท่าไรอยากใช้เป็นสองเท่า ไม่มีวันจะรวย
***********

ตารางอัตราผลตอบแทนทบต้น เช่น หากสามารถสร้างผลตอบแทนทบต้นได้ 8% ต่อปีเป็นเวลา 30 ปี เงิน 1 ล้านจะกลายเป็น 10 ล้านบาท

คิดในทางกลับกัน
สมมติ คุณมีความสามารถในการหาผลตอบแทนทบต้นได้ 8% ต่อปี แล้วคุณใช้เงินที่มีไป 1 ลบ กับอะไรก็แล้วแต่   "มันหมายถึงเงินในอนาคต 30 ปีข้างหน้า หายไปประมาณ 10 ลบ"   ไม่ได้บอกว่าไม่ควรใช้ แต่ให้นึกถึงเงินอนาคตก่อนใช้ เพื่อจะได้ใช้จ่ายอย่างสมเหตุสมผลมากขึ้น



เวลาพูดถึงผลตอบแทนแบบต่อเนื่อง เป็นเวลา 20-30 ปี ที่  x%-xx% 

จะมีบางคน ออกมาบอกว่าจะหาได้จากไหน ทำไม่ได้หรอก

ฟังคำถามก็รู้แล้ว ว่าคนเหล่านั้นจะไม่มีวันหาได้ เพราะความคิดตั้งต้นของเขาได้ยอมแพ้ไปแล้ว

ส่วนคนที่ทำได้จะมีสองสิ่งนี้
Create a learning curve and stay focus.

ไม่มีใครเอาความสำเร็จมาใส่พานถวายให้คุณหรอกนะ 

คุณต้องไขว่คว้าหามันด้วยตัวคุณเอง ด้วยความมุ่งมั่น ด้วยการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งถ้าคุณยอมแพ้ตั้งแต่ต้น คุณก็ไม่มีวันที่จะได้พบกับความสำเร็จ


****** 


มือใหม่ที่เพิ่งเข้าตลาดทุน แล้วมีความต้องการจะเป็นนักลงทุน (ไม่ใช่เทรดเดอร์) แนวทางแรกคือควรเน้นรักษาเงินต้นก่อน (Deep VI)


แต่บนความเป็นจริงแล้ว ส่วนมากพอเข้ามาก็อยากจะเล่นหุ้นเติบโตก่อนเลย เน้นทำเงินแบบไม่กลัวความเสี่ยง ประกอบกับประสบการณ์น้อย ความเสี่ยงเลยยิ่งเป็นทวีคูณ







วันเสาร์ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2566

หลักคิด 30

KKP จากบทวิเคราะห์ของทั้งสองค่ายให้ค่าBV ของปี2024 ที่ประมาณ 81-82 บาท

หากดูค่า P/B ย้อนหลัง สูงสุดจะอยู่ที่ประมาณ 1.7 เท่าและต่ำสุดจะอยู่ที่ประมาณ 0.72 โดยมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ช่วงกลาง 1.1 ถึง 1.2 เท่า 

จากบทวิเคราะห์ BV 81 บาท และ P/B 1.15 จะได้ราคาปี 2024 ประมาณ 93 บ.

ราคาปัจจุบัน เมย 2023 อยู่ที่ประมาณ 65 บาท 
xd 27/4/2023 Div 1.50 
เท่ากับมีอัพไซส์ประมาณ 45%
และได้ warrant ฟรี

ปกติแล้ว KKP มีอัตราปันผลประมาณ 7.xx -8.xx% (ยกเว้นช่วงโควิด ที่อัตราปันผลอยู่ประมาณ 4-5%)

ภาพระยะยาว เศรษฐกิจไทยค่อยๆฟื้นตัว ย่อมส่งผลดีต่อธนาคารด้วยเช่นกัน

ปล.ลืมไปว่าที่คำนวนอัพไซส์ ยังไม่ได้รวมปันผลของปี 2023 และปี 2024 ถ้ารวมสองปี น่าจะได้ yield เป็น surplus เพิ่มขึ้นอีกประมาณ 10% กว่า


***********
ฃAP
จากบทวิเคราะห์ สองแห่งให้ EPS ปี 2567 ที่ 2.45 และ 2.31 บ
ค่าเฉลี่ย P/E ช่วงก่อนเกิดโควิด (โดยตัดช่วงพีคออก) อยู่ที่ประมาณ 7.48 เท่า 
ค่า P/E ปัจจุบันอยู่ที่ 6.48 เท่า
AP มีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลประมาณ 5.xx%

สมมุติคำนวณโดยใช้ตัวเลขจากบทวิเคราะห์ ราคาประเมินแบบคนเซอร์เวทีฟโดยคิด EPS เพียง 2.20 เท่า (ลดจากบทวิเคราะห์ลงมาอีก ) และบนพีอี 7.20 เท่า (ที่คิดลดจากค่าเฉลี่ย P/E ก่อนโควิด)

จะได้ราคาประเมินที่ประมาณ 15.80 บาท 
ราคาปัจจุบัน 12.10 บาท 

จากผลประกอบการปี 2567 ของบทวิเคราะห์ (ที่คิดแบบ conservative)
เท่ากับมีอัพไซส์ประมาณ 30% จากราคาหุ้น
และเงินปันผลจากผลประกอบการปี 2566 และปี 2567 รวมประมาณ 10%

เท่ากับว่า AP น่าจะมีอัพไซส์รวมประมาณ 40%



************

สามารถเปลี่ยนโมเดลในการคำนวนมูลค่าหุ้นได้ แต่อย่าเปลี่ยนหลักการที่สำคัญ

********

เลือกธุรกิจเรียบง่าย ที่เข้าใจง่าย ถ้าโมเดลธุรกิจเข้าใจยากเกินไป ข้ามไปดีกว่า เพราะยังมีธุรกิจที่เข้าใจง่ายอีกมากมายให้ศึกษา

*****

อย่าพยายามค้นหา ความเป็นเลิศในธุรกิจที่มีราคาสูงลิ่ว เพราะความเป็นเลิศนั้นไม่เคยมากพอจะคุ้มค่ากับราคาที่สูงลิ่ว มีเพียงความเป็นเลิศในอุดมคติ (คิดไปเอง) เท่านั้น ที่คิดไปเองว่าจะคุ้มค่ากับราคาที่สูงลิ่ว

ให้ค้นหาธุรกิจที่ดี แต่มีความเป็นเลิศในด้านราคา (ราคาคุ้มค่าสุดๆที่จะซื้อ) เพราะความเป็นเลิศด้านราคานั้นจับต้องได้และมันคือของจริง

*******

ติดตามตลาดได้ แต่อย่าซื้อขายตามตลาด อย่าให้ตลาดมีอิทธิพลเหนือการตัดสินใจของเรา
*******

วิศวกรรมการเงิน ยิ่งซับซ้อน ยิ่งมีช่องทางกินเงินรายย่อยได้ง่าย

*****

คนไม่น้อยไม่เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างค่าแรงที่เพิ่มขึ้นกับภาวะเงินเฟ้อ มันเป็นลักษณะแบบงูกินหาง

ค่าแรงขึ้นหมายถึงโรงงานต่างๆก็มีต้นทุนที่เพิ่มขึ้นสุดท้ายสินค้าและบริการก็จะต้องปรับเพิ่มขึ้น มันก็คือเงินเฟ้อที่เพิ่มมากขึ้น

ค่าแรงขั้นต่ำปรับขึ้นได้ระดับหนึ่งตามความเหมาะสมเท่านั้น

การได้ค่าแรงเพิ่มแบบยั่งยืน โดยไม่กระทบกับเงินเฟ้อ คือการพัฒนาทักษะ สกิลต่างๆของแรงงานให้มากขึ้น ให้เก่งขึ้นต่างหาก

ดังนั้นการจัดอบรม เพิ่มทักษะให้กับแรงงาน แก้ไขปัญหาเรื่องค่าแรงได้ยั่งยืนกว่าการคอยปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำแต่เพียงอย่างเดียว

เมื่อแรงงานเก่งขึ้นมีทักษะมากขึ้น ก็จะได้ค่าแรงสูงขึ้นตามทักษะ ผลิตผลที่ออกมาก็จะดีขึ้นด้วย

คนที่ไม่เข้าใจก็จะเอาแต่เรียกร้องค่าแรงขั้นต่ำเพิ่มขึ้น

*****

ต้นทุนเงินทุน คือ ค่าเสียโอกาสที่จะได้ผลตอบแทนจากการนำเงินนั้นไปลงทุนอย่างอื่น และเพิ่มเติมด้วยความเสี่ยงของสินทรัพย์ที่ไปลงทุน

*****
ถ้าคุณไม่มีเป้าหมายทางการเงิน
เชื่อเถอะว่า คุณจะเป็นคนที่ใช้เงินไปเรื่อยเปื่อย 

แต่ถ้าคุณมีเป้าหมายทางการเงินคุณจะเปลี่ยนเป็นคนละคนกับที่เคยเป็นมา

*****
กระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงานติดลบไม่ใช่ว่าจะแย่เสมอไป

บริษัทต้องการเติบโต ธุรกิจบางประเภทความหลากหลายของ Stock สินค้าเป็นสิ่งสำคัญ ที่จะช่วยเพิ่มยอดขาย ดังนั้นบริษัทที่ต้องการสร้างผลตอบแทนต่อเงินลงทุนให้สูงที่สุด อาจใช้วิธีการเพิ่มสต๊อกสินค้าเพื่อเพิ่มยอดขาย แต่การเพิ่มสต๊อกสินค้านั้นต้องใช้เงินทุนเพิ่มเติม ซึ่งมาได้จาก 2 แหล่ง 
1 รายได้จากการขาย 
2 กู้ยืมเงินเพิ่ม ( ยังไม่นับรวมการเพิ่มทุน) 

หากต้องการให้เกิดประโยชน์สูงสุดก็ต้องนำ กระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงาน(รายได้จากการขาย) มาใช้อย่างเต็มที่เสียก่อน เพราะเป็นส่วนที่ไม่ต้องเสียดอกเบี้ย และยังเป็นการ ป้องกัน หนี้สินต่อส่วนผู้ถือหุ้น ไม่ให้สูงขึ้นโดยไม่จำเป็น 

นั่นเป็นสาเหตุว่า บางบริษัท ที่เติบโตดี จะมีกระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงานติดลบได้บนช่วงเวลานึง (อาจจะกินเวลานานตามรอบขาขึ้นของธุรกิจ) เนื่องจากนำรายได้จากการขาย มาเพิ่มสต๊อกสินค้า ในช่วงขาขึ้นของธุรกิจ เพื่อให้สินค้าหลากหลาย และเพียงพอต่อความต้องการของลูกค้า

แน่นอนว่า ไม่ใช่ว่าทุกธุรกิจ ที่กระแสเงินสดจากการดำเนินงานติดลบแล้วจะเป็นวงจรขาขึ้นของธุรกิจ มันขึ้นอยู่กับลักษณะของธุรกิจและงบการเงินของ บ. แต่ละ บ.ด้วย

แต่โดยมาก บริษัทที่กระแสเงินสดติดลบระยะยาว มักจะมีความเสี่ยงว่าอาจจะต้องก่อหนี้เพิ่ม

ตัวอย่าง
AP 
ปี เงินสดจากการดำเนินงาน กำไร Net D/E
2558 // (-468) ลบ // 2,623 ลบ // 0.80
2559 // (-396) ลบ // 2,702 ลบ // 0.70
2560 //(-6,392)ลบ // 3,157 ลบ // 0.80
2561 //(-2,930)ลบ // 3,865 ลบ // 0.79
2562 //(-9,810)ลบ // 3,067 ลบ // 1.03
2563 //+7,345 ลบ // 4,226 ลบ // 0.71
2564 //+2,031 ลบ // 4,543 ลบ // 0.60
2565 //(-1,903)ลบ // 5,877 ลบ // 0.58

สังเกต กระแสเงินสด กับ Net D/E ที่ค่อนข้างต่ำและต่ำลงเรื่อยๆ บ่งบอกถึงการลดการกู้ยืมลงเรื่อยๆ (ต้องมีกระแสเงินสดที่ดีภาระหนี้จึงลดลงเรื่อยๆได้) บนกำไรที่เติบโตขึ้นทุกปี

ดังนั้นการดูกระแสเงินสดจากการดำเนินงานแค่เป็นบวกหรือลบแต่เพียงอย่างเดียวมันไม่เพียงพอมันจะต้องดูคู่กันกับอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนผู้ถือหุ้นด้วย

*****
การลงทุนแบบเน้นคุณค่าคล้ายกับการซื้อแบงค์ร้อยในราคา 70 บาท มันคือการหาบริษัทที่มีราคาต่ำกว่ามูลค่าอย่างมีนัยยะ

*******

วิเคราะห์โอกาสการลงทุนด้วยตัวเอง ฟังความเห็นการลงทุนต่างๆแต่นำมาวิเคราะห์เพื่อหาคำตอบด้วยตัวเองและพยายามสะสมหุ้นดีๆบริษัทดีๆ ในจำนวนที่ไม่มากจนเกินที่จะติดตามได้
*********

คนไม่น้อยไม่เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างค่าแรงที่เพิ่มขึ้นกับภาวะเงินเฟ้อ มันเป็นลักษณะแบบงูกินหาง

ค่าแรงขึ้นหมายถึงโรงงานต่างๆก็มีต้นทุนที่เพิ่มขึ้นสุดท้ายสินค้าและบริการก็จะต้องปรับเพิ่มขึ้น มันก็คือเงินเฟ้อที่เพิ่มมากขึ้น

ค่าแรงขั้นต่ำปรับขึ้นได้ระดับหนึ่งตามความเหมาะสมเท่านั้น

การได้ค่าแรงเพิ่มแบบยั่งยืน โดยไม่กระทบกับเงินเฟ้อ คือการพัฒนาทักษะ สกิลต่างๆของแรงงานให้มากขึ้น ให้เก่งขึ้นต่างหาก

ดังนั้นการจัดอบรม เพิ่มทักษะให้กับแรงงาน แก้ไขปัญหาเรื่องค่าแรงได้ยั่งยืนกว่าการคอยปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำแต่เพียงอย่างเดียว

เมื่อแรงงานเก่งขึ้นมีทักษะมากขึ้น ก็จะได้ค่าแรงสูงขึ้นตามทักษะ ผลิตผลที่ออกมาก็จะดีขึ้นด้วย

คนที่ไม่เข้าใจก็จะเอาแต่เรียกร้องค่าแรงขั้นต่ำเพิ่มขึ้น

ไม่สิ คนที่เอาแต่เรียกร้องค่าแรงขั้นต่ำเพิ่มขึ้นมีอยู่ 2 ประเภทเท่านั้น 
1.คือคนที่ไม่เข้าใจ  
2.คือคนที่ขี้เกียจจะเรียนรู้อะไรใหม่ๆ

*****
ถึงจะเป็นบริษัทที่เก่งมากแค่ไหนก็ตาม ถ้าราคาไม่ได้มีราคาที่เหมาะสม เราก็ไม่รู้จะลงทุนไปเพื่ออะไร
*********
การมีทัศนคติต่อการลงทุนที่ถูกต้องนั้น เป็นสิ่งสำคัญพอๆกับการมีวินัย

******
หมั่นวัดความก้าวหน้าของการลงทุนเปรียบเทียบกับเกณฑ์การลงทุนของตนเองอยู่เสมอ

*****
ทำกำไรจากหุ้น 35% แปดครั้ง กับ หาหุ้น 11 เด้ง อะไรง่ายกว่ากัน ? 

ทางไหนมีโอกาสเป็นไปได้มากกว่ากัน ?

BRK.A ของบัฟเฟตต์ จาก 3/7/1979
ถึง 25/4/2023 มีผลตอบแทนปีละ 18.99% บนเวลา 43.81 ปี เทียบเท่ากับได้กำไรจากหุ้น 2,029 เด้ง

จะเห็นว่าคุณไม่จำเป็นต้องเป็นซุปเปอร์แมนที่จะหาหุ้นกำไร 5 เด้ง 10 เด้ง 20 เด้ง 

ขอเป็นเพียงคนธรรมดาที่เข้าใจหลักการลงทุนและมีเวลาในการลงทุนต่อเนื่องที่มากพอ

คุณก็ไม่จำเป็นต้องเก่งเหมือน ปู่วอร์เรน บัฟเฟตด้วย ถ้าคุณลงทุนมากพอ ทำผลตอบแทนได้เพียงปีละ 12% และมีเวลาในการลงทุนสัก 30 ปี คุณจะได้ผลตอบแทน ประมาณ 30 เด้ง มันก็เพียงพอที่ทำให้คุณมั่งคั่งแล้ว
*********

พยายามตัดการใช้อารมณ์ออกจากการลงทุน

*****

ซื้อหุ้นบริษัทเพราะบริษัทมีความได้เปรียบในการแข่งขันและราคาสมเหตุสมผล ขายเมื่อความได้เปรียบนั้นหมดไป

*******
ซื้อเพราะทำตามหลักการ ขายเมื่อรู้ตัวว่าทำผิดพลาดไม่เป็นไปตามหลักการ
******
ฃนักลงทุนที่ไม่มีหลักการเป็นของตนเอง ย่อมหาจุดซื้อ จุดขาย ไม่เจอ

เทรดเดอร์ที่ไม่มีระบบเทรดของตนเอง ย่อมไม่มีสัณญาณซื้อขายจากระบบ ทำให้การซื้อขายมักจะเป็นการใช้อารมณ์
******

คนที่ไม่อดทน คนที่ใจร้อน ต้องการเห็นผลจากการลงทุนแบบทันทีทันใด มักจะมีปัญหากับการลงทุนในแนวทางของ value investing

******

คนเป็นผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกิจการใหญ่ ควรมีนิสัยถ่อมตัว ไม่โอ้อวด ไม่อวดรวย เพราะการอวดรวยจะทำให้คนหมั่นไส้ ซึ่งทำให้คอนเนคชั่นในการติดต่อเรื่องต่างๆเป็น อะไรที่ยากขึ้น

โดยมากความถ่อมตัวและไม่อวดรวยจะเห็นในคนรุ่นก่อตั้งกิจการ เมื่อประสบความสำเร็จแล้ว คนรุ่นลูกมักชอบอวดรวย ยิ่งถ้ากิจการใหญ่ มีสื่อสนใจ จะยิ่งชอบอวดรวยออกสื่อ ซึ่งนั่นคือที่มาของจุดเริ่มต้นแห่งความเสื่อมถอย

ยิ่งถ้ารุ่นลูกไม่เก่งเท่ารุ่นพ่อ ไม่ฉลาดเท่า ความกระตือรือร้นในการสร้างความมั่งคั่งมีไม่มากเท่า แต่มีความอวดร่ำอวดรวยมาแทน ทำให้นึกภาพหลังจากรับช่วงกิจการออกเลย
*********

ผู้บริหารที่หลอกนักลงทุนรายย่อยมาตลอด สุดท้ายเขาก็จะหลอกตัวเอง

*****

ยอมรับความผิดพลาดของตนเองให้เร็ว และแก้ไขให้ไว

*****

การสับเปลี่ยนหุ้น จากหุ้นที่มีอัพไซส์ต่ำไปสู่หุ้นที่มีอัพไซส์สูง ควรจะลืมเรื่องต้นทุนไปเลย จริงๆไม่ควรจะดูด้วยซ้ำว่ากำไรหรือขาดทุนเท่าไหร่

เพราะอัพไซส์ของหุ้นที่มากหรือน้อยในการสับเปลี่ยนนั้น ไม่ได้เกี่ยวกับต้นทุนที่ซื้อมา แต่มันเกี่ยวกับราคาตลาดในขณะนั้นกับมูลค่าต่างหาก

******

เดือนนี้ (พค) จะเป็นเดือนที่หลายๆ บ.ทั้งตลาด จะทยอยจ่ายปันผลของรอบผลประกอบการปีก่อนหน้า

ปกติถ้าบริษัทไหนมีการจ่าย Div ระหว่างกาลมักจะจ่ายน้อย แล้วค่อยมาจ่ายมากเมื่อปิดงบปี

ดังนั้นเดือนนี้จึงเป็นเดือนที่จ่าย Div มากกว่าปันผลระหว่างกาล จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่ราคาหุ้นจะโดนฉุดรั้ง

*****

ถ้าคุณต้องการมีกำไรมากกว่าค่าเฉลี่ยของคนทั้งตลาด คุณต้องแน่ใจว่าสิ่งที่คุณคิดนั้นถูกต้อง และกล้าลงมือทำแม้ว่าจะสวนทางกับคนทั้งตลาด

*****
ฃการพิสูจน์ว่า มองตัวเองเก่งเกินจริงในตลาดหุ้นหรือเปล่าทางนึงคือ ใช้มูลค่าพอร์ตก่อนเกิดโควิดเทียบ

มูลค่าพอร์ตปัจจุบัน ลบด้วย (มูลค่าพอร์ต ณ สิ้นปี 2019 + เงินที่เติมระหว่างปี 2019-2023) หากผลลัพธ์เป็นบวก แสดงว่าเอาตัวรอดในช่วงวิกฤติได้

แต่หากผ่านมา 3 ปีครึ่งแล้ว ไม่ได้มีกำไรเพิ่มเติมขึ้นมาเลย อาจต้องพิจารณาให้มากว่าทำผิดพลาดตรงไหนหรือเปล่า (แม้ SET ปัจจุบันจะต่ำกว่าเมื่อสิ้นปี 2019 ก็ตาม ) 

และหากผลงานของพอร์ตทำได้แค่ประมาณเดียวกับ SET นั่นก็แสดงว่าผลงานเป็นได้แค่ค่าเฉลี่ยของตลาด

แต่หากบอกว่าไม่เคยจดมูลค่าพอร์ต เลยเทียบไม่ได้ อันนี้คือต้องรู้ตัวเองแล้วว่าเป็นมือสมัครเล่นมากๆ 

30/12/2019 SET 1,579.84
2/5/2023 SET 1,528.43 (-3.25% เทียบกับสิ้นปี 2019)

*****

น่าจะมีหลายคนสงสัย ว่ากระแสเงินสดอิสระของบริษัทคืออะไร 

กระแสเงินสดอิสระที่ บ.หาได้ = กำไรจากการดำเนินงาน(ก่อนดบจ่ายแต่หลังหักภาษี) + ค่าเสื่อมและจัดจำหน่าย - งบลงทุน - เงินทุนหมุนเวียนส่วนเพิ่มของปี



กระแสเงินสดอิสระ ใช้ตัวย่อ FCF

กำไรจากการดำเนินงานก่อนดอกเบี้ยจ่ายแต่หลังจากหักภาษี มีชื่อย่อว่า NOPAT

ค่าเสื่อมและตัดจำหน่าย ใช้ DA

งบลงทุน ใช้ CAPEX
และ เงินทุนหมุนเวียนส่วนเพิ่มใช้ ∆wc

Fcf = NOPAT + DA - CAPEX - ∆WC

การไม่เข้าใจอะไรได้อย่างสมบูรณ์แบบ การทำผิดพลาด การลองผิดลองถูก เป็นธรรมชาติของมนุษย์ไม่มีอะไรต้องอาย ไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่เมื่อทำผิดพลาดแล้วก็ไม่ควรทำผิดซ้ำสอง

******
เวลา Fed อยากให้ธนาคารต่างๆ เข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น เพราะ ไม่อยากให้ธุรกิจขยายตัวมากเกินไปที่จะส่งผลให้เงินเฟ้อมาก ไม่อยากให้คน/ธุรกิจกู้มากเกินไปเพราะหนี้รวมสูงเกินไป แต่เชื่อเถอะ ไม่ว่าเฟดจะบอกยังไง ธนาคารต่างๆก็จะยังปล่อยกู้ง่าย ไม่ฟังเฟด ถ้าเศรษฐกิจยังพุ่งเป็นกระทิง 

ทางเลือกที่เหลือของเฟดคือ การขึ้นดอกเบี้ยเพื่อลดความร้อนแรงของเศรษฐกิจจนยอมให้มีแบงค์เล็กล้มเป็นตัวอย่าง แบงค์ที่เหลือจะเข้มงวดกับการปล่อยกู้เองโดยอัตโนมัติ

*******

ปกติเราแทบไม่ค่อยได้ดูกลุ่ม nonbank เลย เพราะไม่ไว้ใจเรื่องการทำ บช และเรื่อง NPL 

เราไม่ค่อยสนใจ nonbank เพราะเรารู้สึกว่ามีจุดรั่วไหลได้มาก หากติดตามไม่ละเอียดโอกาสโดนฟาดมีสูงมาก

วันก่อนได้ยินคนบ่นว่างบ singer อ่านยาก เราเลยไปดูกราฟสักหน่อย เออ มันลงยาวตั้งแต่ประมาณ เมย 2565 เลยแฮะ ไหนขอดูงบหน่อย ว่ามันดูยากแค่ไหน 😆

2565 ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น นั้นยอดเพิ่มเป็นเท่าตัวกว่า ซึ่งก็ยังไม่รู้ว่ายอดที่เพิ่มขึ้นนั้น จะพุ่งสูงขึ้นอีกในไตรมาสถัดๆไปหรือเปล่า จริงๆก็พอจะดูได้จาก การจัดชั้นลูกหนี้ ดูตัวเลขแต่ละชั้นก็พอจะประมาณการได้บ้าง

SINGER งบรวม 2565 
- สินทรัพย์ที่มีการด้อยค่าด้านเครดิต (NPL) 641.35 ลบ
- สินทรัพย์ที่มีการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญของความเสี่ยงด้านเครดิต 1,651.28 ลบ
- ลูกหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อรวม 5,788.18 ลบ

NPL คิดเป็น 11%!!! (NPL ของ ธนาคาร 2-3% , Nonbank ถ้าจำไม่ผิด 4-5%)

โอ้โห ถ้าจะ NPL สูงขนาดนี้ แถมการปล่อยเครดิตหลักเป็นพวกเครื่องใช้ไฟฟ้า ที่เมื่อเป็นมือสองแล้วราคาตกหนักมากอีกด้วย (หลักประกันเสื่อมค่าอย่างรวดเร็ว) 


พอมาดูกันตั้งสำรอง ECL
- ECL ของ NPL ตั้งแค่ 246.54 ลบ จากยอด NPL 641.35 ลบ !!! ชิบบบบบ

ปกติ "หลักบัญชีเดิม" ถ้าเป็นของธนาคารหนี้ที่เป็น NPL จะต้องตั้งสำรอง 100% เป็นอย่างน้อย 

แต่เนื่องจาก singer ไม่ใช่ธนาคารจึงไม่โดนบังคับ การตั้งสำรอง 236 ลบจาก NPL 641 ลบ เท่ากับตั้งสำรองประมาณ 38% เท่านั้น !!!

การตั้งสำรองต่ำเกินไปทำให้มีค่าใช้จ่ายในงบ PL ต่ำ ส่งผลให้กำไรสูงเพิ่มขึ้น เน้นทำให้กำไรดูดี แต่ความจริง ???

พอมาดูในรายละเอียด ลูกหนี้ที่เกิดจากสัญญาเช่าซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้า มี NPL 600.9 ลบ แต่ตั้ง ECL เพียง 223.9 ลบ อัตราการตั้งสำรองเพียง 39% 

และลูกหนี้ที่มีการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญของความเสี่ยงด้านเครดิตมีโอกาสตกชั้นมาเป็น NPL มีสูงถึง 1,356.4 ลบ (สำหรับหนี้เครื่องใช้ไฟฟ้า)


SINGER ราคาพีคที่ เมย 2565 หลังจากนั้นร่วงยาวมาตลอด ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่า เมย 65 เป็นช่วงที่งบการเงินของปี 2564 ประกาศ จึงควรตามไปดูงบปี 2564 ต่ออีกหน่อย


2564 NPL 399 ลบ แต่ตั้งสำรอง 106 ลบ การตั้งสำรองคิดเป็นประมาณ 26% !!! (ถ้าเป็นหลักบัญชีเดิม และถ้าเป็นธนาคารจะต้องตั้งสำรองตัวนี้ 100% เป็นอย่างน้อย)

แถมในปี 2564 ลูกหนี้ที่มีการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญของความเสี่ยงด้านเครดิต สูงถึง 952 ล้าน มีการตั้งสำรองเพียง 55 ล้าน และลูกหนี้ชั้นนี้ มีโอกาสที่จะตกชั้นไปเป็น NPL


สังเกต 2564 สินค้ายึดคืน 119 ลบ มีการหักค่าเผื่อผลขาดทุนจากมูลค่าที่ลดลง 39.4 ล้านบาท

พอปี 2565 สินค้ายึดคืน 1,054.9 ลบ กลับมีการหักค่าเผื่อผลขาดทุนจากมูลค่าที่ลดลง เพียง 50.29 ลบ

สินค้ายึดขึ้นเพิ่มขึ้นประมาณ 885% แต่การตั้งค่าเผื่อผลขาดทุนจากมูลค่าที่ลดลง จาก 39 ลบ เป็น 50 ลบ หรือเพิ่มเพียง 28%


สาเหตุที่เราไม่ค่อยสนใจกลุ่ม non-bank เพราะมีความเป็นไปได้สูงมากที่จะเกิดความเผลอเรอดำเนินธุรกิจและจัดทำงบการเงิน แบบขาดความระมัดระวังที่เพียงพอ

แต่เราเลือกลงทุนในกลุ่มแบงค์ เพราะ มีการตั้งกฎเกณฑ์ที่รัดกุมและเข้มงวดจาก ธปท คุมอีกชั้นนึง สังเกตว่าธนาคารต่างๆนอกจากทำตามกฎเกณฑ์แล้ว ยังมีการตั้งสำรองที่มากกว่ากฎเกณฑ์บังคับไว้อีก

โดยปกติแล้ว บ.ที่มีความเสี่ยงสูง ควรจะมีค่าพีอีที่ต่ำ และ บ.ที่ความเสี่ยงต่ำควรได้ค่าพีอีสูงกว่า

การให้ราคาสูงกับทรัพย์สินที่มีความเสี่ยงสูง เสมือนการจ่ายแพงเพื่อซื้อทรัพย์สินที่มีโอกาสเสียหายหนัก มันเป็นตรรกะที่เหมาะสำหรับการทำลายความมั่งคั่งจริงๆ

******
จะมีแนวคิดว่าการลงทุนแบบเน้นคุณค่าซื้อเมื่อราคาต่ำกว่ามูลค่าโดยไม่สนใจการเติบโต

ส่วนการลงทุนที่เน้นการเติบโต จะซื้อหุ้นบริษัทที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็วแม้ว่าราคาตลาดขณะนั้นจะสูงกว่ามูลค่าก็ตาม

แต่จะดีกว่าไหม หากซื้อหุ้นที่มีการเติบโตและราคาเหมาะสมหรือต่ำกว่ามูลค่า

*******

การคัดเลือกหุ้นเข้าพอร์ต นอกจากเลือกหุ้นที่มีราคาต่ำกว่ามูลค่าแล้ว ยังควรเลือกบริษัทที่มีการเติบโตด้วย

แต่การเติบโตของบริษัทนั้น ควรต้องมองให้ออกว่าสามารถรักษาระดับการเติบโตได้ต่อเนื่องด้วย

บ.ที่เติบโตระดับ 25-30% ขึ้นไป การจะรักษาระดับการเติบโตนั้นต่อเนื่องหลายๆปีเป็นเรื่องที่ยากมาก และ ส่วนมากมักจะมีราคาหุ้นที่โอเวอร์ ดังนั้นหุ้นกลุ่มนี้จึงเป็นกลุ่มที่เราแทบไม่มองเลย

หุ้นที่อยู่ในความสนใจ คือกลุ่มที่มีการเติบโตมากกว่า 6% ขึ้นไปอย่างต่อเนื่อง และราคาต่ำกว่ามูลค่า

ดังนั้นเราจึง ซื้อถัวเมื่อ

1.ราคาหุ้นไหลลงถึงจุดนึง (ยิ่งราคาต่ำกว่ามูลค่า ยิ่งซื้อเพิ่ม) ถัวขาลง

2.ผลประกอบการจากงบการเงินที่พึ่งประกาศออกมาดีขึ้นอย่างมาก จนทำให้มูลค่าเพิ่มขึ้น แม้ราคาจะขึ้นเราก็ซื้อเพิ่มถ้าหากมูลค่าเพิ่มเร็วกว่า จนทำให้ราคาที่เพิ่มนั้นต่ำกว่ามูลค่าอยู่มาก

ข้อหลังนี้ นักลงทุนหลายคนมักจะพลาด โดยมักจะมีคำพูดว่า "ราคาหุ้นขึ้นมาเยอะเกินไปแล้ว"

ทำให้ไม่กล้าซื้อเพิ่ม ซึ่งความจริงแล้วมูลค่ามันวิ่งหนีราคา ทำให้ราคาที่ขึ้นมาน้อยกว่ามูลค่าที่เพิ่มขึ้นมาค่อนข้างมาก

นักลงทุนที่ดูแต่ราคาแต่เพียงอย่างเดียวก็จะพลาดในจุดนี้

*******

จุดที่ต้องระวังอย่างหนึ่งในการคัดเลือกบริษัท ก็คือดูว่า บริษัทนั้นมีลักษณะของการจัดทำบัญชีที่สามารถถูก manipulate โดยผู้บริหารได้ง่ายหรือไม่ 

ซึ่งปกติบริษัททั่วไป ผบห ที่ไม่ซื่อตรงจะสามารถ manipulate งบการเงินได้บ้างอยู่แล้ว 

แต่มีงบการเงินของบางธุรกิจ บางอุตสาหกรรม ที่มีลักษณะพิเศษโดยเฉพาะ ทำให้เอื้อต่อการ manipulate งบการเงินจาก ผบห ที่ไม่ซื่อตรงได้มากขึ้น เช่น การตั้งสำรอง ECL ของ Non-bank หรือการตั้งสำรองของ บ.ประกัน ที่แม้จะมีโมเดล แต่ก็อาศัยดุลพินิจของผู้บริหารเป็นอย่างมาก 

แม้จะไม่ใช่ทุกบริษัทในอุตสาหกรรมเหล่านั้น ที่จะมีผู้บริหารที่ไม่ซื่อตรง แต่โดยส่วนตัวแล้วบริษัทในอุตสาหกรรมเหล่านี้ หากเลี่ยงการลงทุนได้เรามักจะเลี่ยงไว้ก่อน

เปรียบเทียบการลงทุนที่เจอบริษัทที่มีผู้บริหารไม่ซื่อตรงในการจัดทำงบการเงิน มันก็คงจะเทียบได้กับ เทรดเดอร์ ที่เจอจ้าวมือทำราคาหุ้น แล้วทิ้งดิ่งแบบวันเดียวจบ จน stop loss ไม่ทัน 

การที่มีบางบริษัทมีงบการเงินเชื่อถือไม่ได้นั้น ไม่ใช่เหตุผล ไม่ใช่ข้ออ้าง ที่จะไม่ดูงบการเงินเพื่อการลงทุน เพราะยังมีบริษัทที่ดีๆอีกมากมายที่มีผู้บริหารที่เก่งๆและดีๆอีกมากมาย มีงบการเงินที่เชื่อถือได้ รอให้เราลงทุนอยู่

*******

การซื้อหุ้นเพื่อลงทุน เป็นเรื่องระหว่างราคาและคุณค่า(มูลค่า)ที่ได้รับกลับมา

วันเสาร์ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2566

หลักคิด 29

บริษัทที่บริหารกระแสเงินสดผิดพลาด (เช่นการใช้หนี้ระยะสั้นไปลงทุนในทรัพย์สินระยะยาว หรือใช้หนี้ที่มีอัตราดอกเบี้ยลอยตัวไปลงทุนในสินทรัพย์ที่กระแสเงินสดมีแนวโน้มได้รับผลกระทบเชิงลบจากอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น) จะทำให้ โอกาสของความเสี่ยงในการล้มละลายสูงขึ้น 

ความผิดพลาดในการบริหารกระแสเงินสดผิดพลาด (mismatch duration) เป็นกรณีคลาสสิคมาก พบได้บ่อย เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยเดิมบ่อย มีบทเรียนมากมายแต่ ผบห หลายๆ บ.มักจะละเลย ความเสี่ยงด้านนี้ เพราะมันเป็นช่องทางที่เห็นโอกาสการทำกำไรได้ง่ายที่สุด (กินส่วนต่างของผลตอบแทนแบบไม่เหนื่อย ไม่ต้องลงแรงมาก)

ยกตัวอย่างล่าสุด SVB เอาเงินฝาก เงินออม ที่มาฝากระยะสั้น (เงินฝาก ระยะเวลาในการฝากยาวสุด เช่นฝากประจำ มักจะอยู่ในช่วง 1-3 ปีเท่านั้น ในขณะที่เงินฝากออมทรัพย์สามารถถอนออกได้ทุกเวลา) ไปลงทุนในพันธบัตรระยะยาว เช่น 10 ปีถึง 30 ปี 

และตัวพันธบัตรระยะยาว ได้รับผลกระทบในทางลบจากเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นทำให้ธนาคารกลางสหรัฐต้องขึ้นดอกเบี้ย ทำให้มูลค่าพันธบัตรลดลง จากราคาหน้าตั๋ว 

สุดท้าย SVB ก็ไปต่อไม่ไหว ต้องให้ธนาคารกลางเข้ามาอุ้ม ในมุมของผู้ถือหุ้นเดิมนั้นไม่ต่างอะไรกับล้มละลายไปแล้ว เพียงแต่เป็นการล้มละลายที่ไม่กระทบกับฝั่งลูกค้าที่มาฝากเงิน จากการค้ำประกันให้ของธนาคารกลาง แต่ในด้านของผู้ถือหุ้นถูกบังคับขายในราคาขาดทุนมหาศาลให้กับ UBS ไปแล้ว (เพราะ SVB ขาดสภาพคล่องในการดำเนินกิจการ)

อาจกล่าวได้ว่า ความผิดพลาดในการบริหารเงินสด เป็นตัวลดมูลค่าของบริษัท หรือพูดอีกนัยยะหนึ่งก็คือ หากบริษัทสามารถลดความผิดพลาดของการบริหารเงินสด (เช่น mismatch duration) ลงได้ ก็จะเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับบริษัท 

********

พอร์ตเราค่อนข้างโฟกัสและมีหุ้นในพอร์ตเกือบ 100% แทบตลอดเวลา ดังนั้นเมื่อเจอหุ้นตัวใหม่ที่มีอัพไซด์มากๆ ที่เราทำได้คือการสับเปลี่ยนหุ้น ลดสัดส่วนหุ้นเดิมที่มีอัพไซด์น้อยสุดในพอร์ตลง เพื่อเอาตัวใหม่ที่มีอัพไซด์มากเข้าพอร์ต

ผลจากการลดสัดส่วน ส่งผลให้หุ้นบางตัวในพอร์ตมีสถานะ(เกือบ)เป็น Alpha ทั้งๆที่ยังมีสัดส่วนที่มากของพอร์ต 

เพราะตอนที่หุ้นตัวนั้นแม้ราคาขึ้นมา แต่มีอัพไซด์มาก เราก็ซื้อเติมตลอดทาง ทำให้มีจำนวนหุ้นมากกว่าที่กำหนดไว้ พอขายลดสัดส่วนลงเหลือเท่าที่ต้องการ เลยกลายสถานะเป็นหุ้น Alpha ได้

หุ้นราคา Laggards ซื้อตามจำนวนที่ต้องการ --> งบออกดีตามคาด แต่ราคายัง Laggards --> ซื้อเพิ่มเกินจำนวนที่ต้องการ --> ราคาหุ้นขึ้นมา+เจอตัวใหม่ที่ราคา Laggards มาก --> ลด "ส่วนเกิน" ตัวเก่าซื้อตัวใหม่ที่มีอัพไซด์มาก --> ได้ตัวเก่าในสัดส่วนที่ต้องการและกลายเป็นหุ้น Alpha ในพอร์ต

Asset ที่เป็น Alpha ในความหมายของเรา คือ asset ที่ต้นทุนเป็นศูนย์ แต่ยังสามารถสร้างกระแสเงินสดให้เราได้เรื่อยๆ เช่น

หุ้นเทรด หมายถึงเทรดจนเอาต้นทุนออกมาหมดแล้ว และเหลือหุ้นที่เป็นกำไรไว้เทรดสร้างกระแสเงินสดเข้าพอร์ต

หุ้นลงทุนระยะยาว หมายถึงต้นทุนเป็นศูนย์แต่รับปันผลเรื่อยๆ

*****

แนวคิดที่เราใช้มาตลอดหลายปีที่ผ่านมา จนถึงวันนี้มาดูผลตอบแทนย้อนหลังทุกปีที่ผ่านมาของการใช้แนวคิดนี้ เป็นบวกทุกปีในระดับที่น่าพอใจมากทั้งจาก div และ Cap gain

แนวคิดที่เราใช้

- หุ้นไทยที่น่าลงทุน คือ หุ้นที่เป็นหุ้น มั่นคง แนว value+ปันผล และ มีการเติบโตบ้าง แต่ต้องเป็นการทยอยซื้อตามจุดต่างๆ หลายๆไม้

- สิบกว่าปีที่ผ่านมา เงินง่ายไม่ได้ไหลเข้าตลาดหุ้นไทย มีแต่ไหลออก เพิ่งมีปลายปี 2021 ที่เริ่มมีกลับมาซื้อตลาดไทย

- หุ้นมั่นคงแนว value บ.จะไม่ล้มหายตายจากอีกอย่างน้อยสิบปี นานพอที่กระทิงตัวใหม่จะมา

- เงินปันผล สำคัญมาก ถ้าให้รอเป็นสิบปี แล้วไม่มีเงินปันผลมาช่วยเป็นกำลังใจ จิตใจคงห่อเหี่ยวน่าดู แต่ถ้ามีปันผล ที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยธนาคาร ก็ยังสบายใจ ว่าลงทุนแล้วยังได้ปันผลดีกว่าฝากธนาคาร

ไอเดียอาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน แต่เราเน้นจำกัด ความเสี่ยงเป็นหลัก ส่วนกำไรจะตามมาเองถ้าคุมการขาดทุนไว้ได้

หุ้นปันผลดีที่มีการเติบโตคู่กัน ราคาไม่แพง และไม่เป็นหุ้นที่มี "รอบวัฎจักรสูงมาก" จนเกินไปนัก 

ส่วนตัวมองหาได้ง่ายจากกลุ่มพัฒนาอสังหาและธนาคาร

หุ้นที่มีรอบวัฏจักรสูงมาก ที่เราไม่สนใจ เพราะติดตามได้ยากและต้องติดตามข้อมูลลึกมาก เช่น กลุ่มพลังงาน(น้ำมัน) ปิโตรเคมี กลุ่มเดินเรือ และอื่นๆ ซึ่งมันต้องติดตามข้อมูลระดับลึก+เป็นข่าวสารที่ทันต่อเหตุการณ์ ฉับไวและถูกต้อง

ซึ่งเรารู้ตัวว่าเราไม่สามารถติดตามได้ขนาดนั้น
(การรู้ว่าไม่รู้อะไร ทำให้เลี่ยงในสิ่งไม่รู้)

หุ้นที่มีรอบวัฏจักรสูงมาก เหมาะสำหรับคนที่เก่งมากๆเท่านั้น ซึ่งไม่ใช่เรา ดังนั้นเราจึงขอเป็นคนนั่งดูคนเก่งเขาเล่นกันในหุ้นกลุ่มเหล่านั้น 😊

การเน้นไปที่ "คุมการขาดทุน" เปรียบเสมือนการเตะฟุตบอล โดยปิดประตูโกลให้แคบที่สุดเท่าที่จะทำได้ มีมือประตูคอยดูและประตูแคบๆนั้นไม่ให้ลูกบอลเข้า แล้วปล่อยให้ Player คนอื่นๆที่เหนื่อยยาก หาทางยิงประตูฝั่งตรงข้ามไปเรื่อยๆ แม้จะเป็น player ที่วิ่งช้า แต่เน้นไม่เหนื่อย หาทางเรื่อยๆ


ถ้าเตะบอลในลักษณะนี้ได้ ยิ่งเตะนานมากเท่าไหร่ยิ่งมีโอกาสชนะมากขึ้นเท่านั้น "เวลาจะอยู่ข้างเดียวกับเรา" และการลงทุนมีข้อแตกต่างจากการเกมฟุตบอลคือ การลงทุนสามารถทำได้ตลอดชีวิต ไม่มีข้อจำกัดด้านเวลา

******

จากสถิติถึงแม้ว่าคุณจะประเมินมูลค่าหุ้นถูกต้อง ถึงแม้ว่าคุณจะซื้อหุ้นได้ในราคาที่ถูกมากแล้วก็ตาม คุณก็ยังมีโอกาสที่จะขาดทุนได้ 30-40% เป็นเรื่องปกติมากหากมีวิกฤตเกิดขึ้น 

แต่นักลงทุนส่วนมากทนความผันผวนได้แค่เพียง 5-7% เท่านั้น
******

การเฝ้ารอโอกาสการลงทุนที่ดีให้มาถึง บางครั้งใช้เวลาในการรอค่อนข้างนาน 

และเมื่อโอกาสมาถึงแล้ว ถ้าเราปล่อยให้โอกาสการลงทุนที่ดีหลุดมือไป หรือลงทุนน้อยเกินไปในจังหวะนั้น นับได้ว่าเป็นความผิดพลาดอย่างหนึ่ง

******

การลงทุนทำได้ทันทีเมื่อพบเจอธุรกิจที่ดีมีงบการเงินแข็งแรงมั่นคง มีสินค้าและบริการที่มียอดขายแข็งแรงเพียงพอ บ.ที่มีความทนทานต่อทุกภาวะเศรษฐกิจ บนราคาที่สมเหตุสมผล 

ไม่ต้องมัวรอภาวะตลาด ว่าจะรอเศรษฐกิจดี ปัญหาไม่มี เพราะปัญหาไม่เคยหายไปจากระบบเศรษฐกิจไม่ว่าจะอยู่ในสภาวะไหนก็ตาม

สารพัดปัญหาที่มี 
เศรษฐกิจซบเซา การค้าไม่ดี ผลประกอบการตกต่ำ คนตกงาน โดนกดค่าแรง สินค้าราคาตกต่ำ ดอกเบี้ยเงินฝากลดลง พอมีนักท่องเที่ยวคนจีนเยอะ ก็ว่าเสียงดังน่ารำคาญไม่มีมารยาท

หรือจะปัญหาแบบ ดอกเบี้ยขึ้น เงินเฟ้อ สินค้าราคาแพง ค่าแรงขั้นต่ำขึ้น ต้นทุนผลิตสินค้าสูง นักท่องเที่ยวจีนไม่มีก็บอกว่าทำให้เศรษฐกิจไม่ดี  

จะเห็นว่า ไม่ว่าเศรษฐกิจอยู่ในภาวะไหนมันก็มีปัญหาตลอด ปัญหาไม่เคยหายไป แค่เปลี่ยนรูปแบบไปเรื่อยๆ

ถ้าจะรอให้ปัญหาหายไปแล้วค่อยลงทุน คงไม่มีวันได้ลงทุน 

เพียงหาบริษัทที่มั่นคง หนี้สินต่ำ สามารถเอาตัวรอดและฝ่าฟันเศรษฐกิจในสภาพต่างๆได้ ในราคาสมเหตุสม แล้วลงทุนไปเรื่อยๆ ทำทุกปัจจัยและทุกเงื่อนไขให้เวลาอยู่ข้างเรา แล้วผลลัพธ์ที่ดีจะเกิดขึ้นเอง

******

เมื่อการท่องเที่ยวมา หลายคนชอบหุ้นการบิน เพราะจะฟื้นตัวได้ แต่การเล่นหุ้นฟื้นตัวนั้น จะเล่นเพราะ

- บ.อาจพลิกฟื้นจากขาดทุนมาเป็นกำไร

- ซื้อได้บนราคา (Market Cap) ที่ต่ำมาก ที่สะท้อนการขาดทุน

- หวังกำไรจาก ราคาหุ้นเพราะราคาซื้อมาได้ในราคาที่ต่ำมาก

- เน้นต้องซื้อราคาที่ต่ำมากๆเพราะหนี้สินสูงมหาศาลเมื่อเทียบกับส่วนผู้ถือหุ้น และเพราะขาดทุนมหาศาลต่อเนื่อง

- หุ้นฟื้นตัวยังมีความเสี่ยงในการล้มละลายสูง ต้องชดเชยด้วยราคาที่ถูกมากๆโดยดูจากมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap)

*** หาก Market Cap ไม่ถูกมากพอ คือเงื่อนไขหลักที่ไม่คุ้มค่าที่จะเล่นหุ้นฟื้นตัว เพราะจะทำให้มี Risk/Rewards ไม่คุ้มค่าอย่างมาก

ตัวอย่าง 

- AAV หนี้สินมหาศาลเมื่อเทียบกับส่วนผูถือหุ้น

- ปี2561 กำไรเป็นบวก M.cap ช่วงปกติ 10,864 ลบ แต่ ปัจจุบัน 34,303 ลบ (ราคาแพงกว่าช่วงปกติ)

ถ้าจะลงทุนหุ้นที่มีโอกาสล้มละลายสูงบนราคาที่แพงมากๆ โดยอ้างว่าเป็นหุ้นฟื้นตัว ก็เสมือนเป็นการหลอกตัวเอง ที่แท้จริงแล้วมันคือการพนัน แบบไม่มีหลักการลงทุนนั่นเอง

ระวังแรงเชียร์ให้คุณไปเล่นพนัน โดยที่ทำให้คุณหลงคิดว่าเป็นการลงทุนที่ดี 

มันจะทำให้คุณแบกรับความเสี่ยงที่สูงโดยไม่รู้ตัว แต่หากรู้ตัวว่ากำลังจะเล่นพนันก็ไม่ใช่ปัญหาเพราะแปลว่าคุณพร้อมที่จะเสียหายตั้งแต่แรกแล้วเพื่อให้ได้มาซึ่งความตื่นเต้น

จากตัวอย่างลองคิดอีกแบบ
ถ้ามีเพื่อนของคุณเปิด บ. โดยลงทุนไป 7,900 บาท แล้วบริษัทของเขามีหนี้ 56,000 บาท โดยที่ปีที่แล้วบริษัทขาดทุน 8,000 บาท 

แล้วเพื่อนบอกว่าปีหน้ามีกำไรแน่ๆ(หรือเปล่า) แล้วจะขายบริษัทให้คุณที่ราคา 34,000 บาท คุณจะซื้อไหม ?

ถ้าคุณบอกว่าซื้อ สิ่งที่คุณต้องจ่ายคือ 34,000 บ. สิ่งที่คุณได้มาคือบริษัทที่ขาดทุนปีนี้ 8,000 บ.และหนี้สินอีก 56,000 บ.ที่คุณจ่ายให้กับเจ้าหนี้

นั่นหมายถึงคุณจะต้องจ่ายเงินในปัจจุบัน 34,000 บ.และต้องจ่ายเงินในอนาคตอีก 56,000 บ. รวมจ่าย 90,000 บ. เพื่อให้ได้บริษัทที่ปีนี้ขาดทุน 8,000 บาท

มีคำพูดอยู่ประโยคหนึ่งว่า "ตลาดให้ในสิ่งที่คุณต้องการเสมอ" 

ถ้าคุณเข้าตลาดมาเพื่อความตื่นเต้น คุณก็จะได้ความตื่นเต้น (ส่วนกำไรนั้น..) 

แต่ถ้าคุณเข้าตลาดมาเพื่อทำกำไร ตลาดจะบีบให้คุณไปหาความรู้ที่ถูกต้องจนกว่าจะมีกำไร (แต่อาจเป็นการลงทุนที่น่าเบื่อและไม่ตื่นเต้น)


*****

ดอลลาร์สหรัฐ ถูกหนุนหลังด้วยระบบเศรษฐกิจของอเมริกาทั้งประเทศ ที่ประกอบไปด้วยบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของโลก และ บริษัทมั่นคงรุ่นเก่า เช่น เบอร์เกอร์แมคโดนัล, coca cola , PepsiCo , microsoft, intel , facebook, instagram , twitter , google , amazon , Walt disney, zoom , Tesla , Apple , Hienz , Campbell , Yahoo , Visa , Master Card, Netflix, J&J , Pfizer , Hewlett Packard , WD-40 , COMPAQ , IBM , SBUX, Warner Bros Discovery , Pixar และอื่นๆอีกมากมาย

ต้องอย่าลืมอย่างหนึ่งว่าบริษัทเหล่านี้หารายได้จากทั่วโลก สินค้าและบริการที่ส่งไปขายทั่วโลก นำเงินเข้าประเทศอเมริกา หนุนหลังเศรษฐกิจ หนุนหลังค่าเงินดอลลาร์ 

คำถามคือ ประเทศอื่นๆในโลก มีบริษัทที่สามารถขายสินค้าและบริการไปทั่วโลกได้มากเหมือนอเมริกาไหม พอจะมีแต่น้อย ประเทศอื่นๆจึงต้องหนุนหลังค่าเงินของประเทศตัวเองด้วย "ทองคำ"

ทองคำไม่สามารถออกลูกออกหลานเพิ่มได้ ต่างจากบริษัทที่สามารถเติบโต ขยายใหญ่ เพิ่มขอบเขตขยายขอบเขตในการหาเงินเข้าประเทศได้ 

ดังนั้นถ้าใครจะบอกคุณว่า ดอลลาร์เป็นแบงค์กงเต็กเพราะไม่ได้หนุนด้วยทองคำ หากคุณเข้าใจในสิ่งที่เล่ามาข้างต้นอย่างทะลุปรุโปร่ง คุณจะพบว่า คนที่บอกว่าดอลลาร์จะเป็นแบงค์กงเต็กเพียงเพราะไม่ได้หนุนด้วยทองคำ เป็นคนที่ไม่ได้เข้าใจระบบเศรษฐกิจอะไรเลย 

เป็นคำพูดที่พูดด้วยความไม่รู้ งมงายเป็นอย่างมาก 

ถ้าคุณลงทุนในทองคำ กับคุณลงทุนในบริษัทระดับโลกในราคาสมเหตุสมผลหรือราคาถูก คุณต้องคิดออกว่าอะไรที่จะทำให้คุณมั่งคั่งมากกว่ากัน

*******
ปีเตอร์ ลินซ์ เป็นผู้บริหารกองทุนแมคเจลเลน สามารถทำผลตอบแทนทบต้นอยู่ที่ 29.2% ต่อปี ติดต่อกัน 13 ปี 

วอร์เรน บัฟเฟตต์ เป็นผู้บริหาร Berkshire สามารถทำผลตอบแทนทบต้นอยู่ที่ 18.8% ต่อปี ติดต่อกันประมาณ 43 ปี คำนวนจาก ราคา BRK.A (ยังไม่ได้รวมกำไรจาก BRK.B) , 3/7/1979 - 23/6/2022

และทั้งคู่ไม่ได้ลงทุนในทองคำ

*********

ถึงเราจะชอบลงทุนใน บ.ที่จ่ายปันผลสูง (เมื่อเทียบกับราคาที่เราซื้อ) แต่เราไม่ชอบบริษัทที่จ่ายปันผลในอัตราที่สูงเมื่อเทียบกับกำไร (div payout ratio) แบบต่อเนื่อง เพราะมันแสดงให้เห็นว่าบริษัทมีการลงทุนเพิ่มต่ำ ส่งผลให้การเติบโตต่ำได้

*******

การซื้อหุ้น ดูๆไปมีความคล้ายการ long call option เพราะราคาหุ้นไม่มีต่ำกว่าศูนย์ เงินที่จ่ายค่าหุ้นคล้ายจ่ายค่า premium ในการเปิด long call ที่ขาดทุนมากสุดแค่ค่า premium

แต่หากถูกทางกำไรจะ unlimited แตกต่างตรงที่หุ้นไม่มีหมดอายุสัญญาเหมือน option

******

เราควรสร้างระบบหรือแนวคิดในการลงทุนที่ลดโอกาสการขาดทุนแบบถาวรให้เหลือน้อยที่สุดและเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนแบบสม่ำเสมอให้สูงขึ้น

******
ที่คุณต้องพยายามเก่งกว่าให้ได้ คือตัวเอง เก่งกว่าเดิมวันละนิดก็พอ แต่ต้องพยายามทำให้ได้ต่อเนื่องทุกวันเป็นปีๆ หลายๆปี

พยายามหาความรู้เพิ่มเติมทุกวันเพื่อให้มีทรัพยากรในการคิดวิเคราะห์ สะสมความรู้เพิ่มเติมทุกวัน เพื่อเป็นเครื่องมือในการสร้างความเก่งให้กับตนเอง

*****
ในเกมการลงทุน คนที่รอไม่ได้คือผู้แพ้

******

"ถ้าเราอ่านบทวิเคราะห์แล้วเรารู้ท่ากับบทวิเคราะห์ ผมจะไม่กล้าลงทุน เพราะเราจะรู้เท่ากับตลาด เราต้องทำการบ้านจนรู้ให้มากกว่าบทวิเคราะห์" พี่หมอพงศ์ศักดิ์

******

ถ้ามี mindset ในการลงทุนว่าซื้อหุ้นในราคาสมเหตุสมผลแล้วถือยาวให้ได้ 4-5 ปีเป็นอย่างน้อย จะพบว่ามีโอกาสอยู่มากมายในตลาดหุ้นไทย

บริษัทจำนวนไม่น้อยที่สามารถเติบโตได้ใน 4-5 ปีข้างหน้า

หากสามารถซื้อหุ้นในราคาที่สมเหตุสมผล นักลงทุนก็จะได้รับการเติบโตจากบริษัทส่งผ่านเข้ามาในพอร์ตหุ้นของตนเองไปด้วย

******
โอกาสอยู่ที่คนส่วนใหญ่คิดว่าไม่มีโอกาส 
หุ้นแข็งแกร่งก็เช่นกัน

*****
การลงทุนในตลาดหุ้นไม่ควรใช้ leverage หรือถ้าจะใช้ก็ควรใช้ในสัดส่วนที่ต่ำมากๆ เพราะว่าบริษัทต่างๆที่เราลงทุนมีการใช้ leverage อยู่แล้ว 

หากเราใช้ leverage ไปลงทุนในบริษัทที่มีการใช้ leverage ความเสี่ยงมันก็จะเป็น 2 เด้งโดยที่เราไม่รู้ตัว

เป็นแค่ความเห็นส่วนตัวเท่านั้น

*****
อ่านคำอธิบายงบการเงินของหลายๆ บ.ในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกัน แล้วสังเกตคำอธิบาย ว่าละเอียดพอไหม ได้แจ้งตัวเลขสำหรับคัญครบถ้วนไหม เพราะมันแสดงถึงความโปร่งใส

ความโปร่งใสในการรายงานจะทำให้นักลงทุนประเมินมูลค่าได้ดีกว่า การไม่มีความโปร่งใสอาจเป็นการตั้งใจปกปิด หรือจงใจซ่อนเร้นความเสี่ยง

*****

เวลาซื้อหุ้น ผมไม่เคยต่อราคาช่อง สองช่องเลยนะ เพราะกว่าราคาจะลงมาจนถึงจุดที่เราโอเค มันใช้เวลา มัวต่อราคาช่อง สองช่อง เกิดมันพรวดขึ้นไป จะเสียหายมากมายนัก

******

ปกติแล้วเราไม่ชอบ บ.ที่มี w เลย แต่ก็มีข้อยกเว้นโดยหาก w นั้น ไม่ไดลูทผู้ถือหุ้นเดิม 

จะไม่ไดลูทและน่าสนใจ "ก็ต่อเมื่อ"
- ค่าแปลง w สูงกว่าราคาตลาด และราคาตลาดต่ำกว่ามูลค่า เพราะเมื่อแปลง W แล้ว บริษัทจะได้เงินสดเข้ามามากกว่าราคาตลาด
- หลังการแปลง w แล้ว เงินที่ บ.ได้รับนั้นสามารถสร้างการเติบโตให้แก่ บ.ได้อย่างชัดเจนและรวดเร็ว
- และที่สำคัญหุ้นนั้นจะน่าสนใจมากเมื่อราคาต่ำกว่ามูลค่ามากพอสมควร 

ซึ่งโดยปกติแล้ว การที่บริษัทได้เงินทุนเพิ่มจากการแปลง w มักจะต้องใช้เวลาอีกระยะใหญ่ในการลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทน เช่น ใช้เวลาสร้างโรงงาน กว่าจะผลิตสินค้าได้ก็ใช้เวลาพักใหญ่ทีเดียว 

แต่มีอยู่กลุ่มอุตสาหกรรมนึง สามารถนำเงินนั้นมาสร้างผลตอบแทนได้ทันที เพราะตัวเงินคือสินค้า นั่นคือกลุ่มที่ ปล่อยสินเชื่อ

ใช่ เรากำลังบอกว่า บ.หรือธนาคาร ที่ปล่อยสินเชื่อที่มีราคาต่ำกว่ามูลค่า อาจน่าสนใจหากมีการออก w แล้วเข้าตามเงื่อนไขที่กล่าวมาข้างต้น 

ซึ่งบริษัทหรือธนาคารที่มีราคาตลาดต่ำกว่ามูลค่าค่านั้น มักจะกระจุกตัวและหาได้ง่ายใน อุตสาหกรรมธนาคารมากกว่า non-bank

ตัวอย่าง
สมมุติถ้าบริษัทมีมูลค่าแท้จริง 100,000 ล้านบาท 
หุ้นสามัญทั้งหมด 1,000 ล้านหุ้น (เท่ากับ มูลค่าต่อหุ้น คือ 100 บาท)

ราคาตลาดหุ้นละ 70 บาท เท่ากับมี market cap 7หมื่นล้านบาท (ราคาตลาดตามความมูลค่าทำให้มีส่วนเพื่อความปลอดภัย)

แล้วแจก w จำนวน 200 ล้านหุ้น อัตราส่วนแปลง 1:1 ค่าแปลง 100 บาท 
สมมติ w แปลงทั้งหมด บ จะได้รับเงิน 20,000 ลบ (บริษัทเดิมมีมูลค่า 100,000 ล้านบาท + เงินสดที่ได้รับจากการแปลงอีก 20,000 ล้านบาท เท่ากับหลังแปลง w บริษัทจะมีมูลค่า 120,000 ลบ) และมีจำนวนหุ้นเพิ่ม จาก 1,000 ล้านหุ้นเป็น 1,200 ล้านหุ้น เท่ากับมูลค่าของบริษัทหลังการแปลง w จะอยู่ที่ 120,000 ลบ ÷1,200 ล้านหุ้น = 100 บาทต่อหุ้น
จะเห็นว่ามูลค่าไม่ได้โดนไดลูท 

หากซื้อได้ที่ราคาต่ำกว่ามูลค่าคือราคาตลาดที่ 70 บาท ก็ยังมีส่วนเผื่อความปลอดภัยเหมือนเดิม และบริษัทนำเงินใหม่ที่ได้จากการแปลง w ไปสร้างผลตอบแทน ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่ว่าบริษัทต้องสามารถนำเงินไปสร้างผลตอบแทนกลับคืนมาได้อย่างรวดเร็ว กำไรที่เพิ่มขึ้นบน roic ที่ใกล้เคียงเดิมหรือมากกว่าเดิม เนื่องจากเงินที่ได้จากการแปลง w ไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ย ดังนั้นงบการเงิน จะมีต้นทุนเงินทุนจ่ายเท่าเดิม ในขณะที่รายได้เพิ่มขึ้น 

 จะส่งผลทำให้กำไรสุทธิเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ถึงแม้จำนวนหุ้นจะเพิ่มขึ้นแต่กำไรก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน ทำให้ไม่โดนไดลูท 

ซึ่งกลุ่มบริษัทที่จะสามารถนำเงินไปสร้างผลตอบแทนกลับคืนมาได้อย่างรวดเร็ว ก็คือการปล่อยสินเชื่อเนื่องจากมี demand มากมายอยู่ตลอดเวลา และต้องเป็นบริษัทที่มีระบบการปล่อยสินเชื่อที่ดีอยู่แล้ว

ดังนั้นประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่การซื้อหุ้นให้ได้ต่ำกว่ามูลค่า เป็นสำคัญ

ถ้าบริษัทต้องการเงินทุนเพิ่ม ก็จะต้องทำให้ราคาหุ้น ขึ้นไปสูงกว่าราคา w ครับ คนถึงจะยอมแปลง ดังนั้นคนที่ซื้อหุ้นได้ในราคาที่ต่ำกว่าราคาแปลงจะได้ประโยชน์

*******

ประสบการณ์ของหุ้นตัวนึงในพอร์ต
เราเริ่มสนใจหุ้นตัวนี้ ตอนที่ทั้งตลาดไม่โอเคกับมัน ราคาหุ้นถูกค่อนข้างมากในสายตาเรา ไม่มีนักวิเคราะห์ออกเปเปอร์เลย ผลงานในอดีตก็ดี หนี้สินของ บ.ก็ต่ำ ปันผลก็อยู่ในเกณฑ์ดีทีเดียว เราเริ่มซื้อสะสม สะสม และสะสม นานเป็นปี 

ต่อมาบ.ก็แสดงผลงานผ่านงบการเงิน ดีขึ้นทุกไตรมาส นักวิเคราะห์เริ่มให้ความสนใจ เริ่มมีเปเปอร์ออกมา ตลาดเริ่มให้ราคา ราคาหุ้นเริ่มขึ้นมาเรื่อย แต่ผลงานออกมาดีกว่าราคาหุ้นที่ขึ้นมา ทำให้ราคาหุ้นยังถูกอยู่มาก เพราะผลงานที่ดีขึ้นๆ ทำให้ บ.มีกำไรสะสมและจ่ายปันผลได้มากขึ้น ราคาหุ้นที่ขึ้นมากลายเป็นถูกมาก แต่ นลท ไม่น้อยดูไม่ออก คิดว่าราคาขึ้นมามากแล้วเลยมองข้าม ในขณะที่ราคาหุ้นขึ้นมาประมาณ 80% เรายังทุ่มซื้อเพิ่ม เพราะมองว่าราคายังถูกมาก จนมีจำนวนหุ้นเกินกว่าที่ตั้งใจไว้ทีแรกเท่าตัว (สมมติ ตั้งใจซื้อสะสมให้ได้ 1 ล้านหุ้น กลายเป็นได้มาถึง 2 ล้านหุ้น)

งบออกมาผลงานก็ดีต่อเนื่อง ราคาก็ขยับขึ้นเป็น 100%กว่า จากราคาแรกที่ซื้อ 

จนเมื่อเร็วๆนี้ มีวิกฤติ SVB ทำให้เราเห็นโอกาส เจอหุ้นที่มีอัพไซส์สูงมากแต่เนื่องจากไม่มีเงินว่าง จึงจำใจสวิชต์หุ้นเก่าบางส่วนเพื่อมาซื้อตัวใหม่ 

หุ้นตัวที่เรามีเกินที่ตั้งใจไว้ จึงขายส่วนเกินออก ลดเหลือจำนวนที่ตั้งใจไว้ (จาก 2 ล้านหุ้น เหลือ 1 ล้านหุ้นตามความตั้งใจเดิม) 

ผลจากการลดสัดส่วน ทำให้ 

- ต้นทุนหุ้นเดิมลดลงมาประมาณ 50% "สมมติ" ทุนเดิม 10 บ.กลายเป็นทุนเหลือ 5 บาท บนราคาหุ้นที่ขยับไปเป็น 24 บ. เท่ากับหุ้นตัวเดิมขณะนี้มีกำไรประมาณ 3xx% (คำนวนจากทุนใหม่หลังลดสัดส่วน)

- มีเงินมาซื้อหุ้นตัวใหม่ อย่างที่ต้องการ แต่เนื่องจากมองว่าหุ้นตัวใหม่ มีโอกาสมากบนความเสี่ยงต่ำ ทำให้ขายหุ้นตัวอื่นในพอร์ตที่ไม่มีนัยยะ เพื่อรวมเงินมาซื้อหุ้นตัวใหม่นี้ให้ได้น้ำได้เนื้อ

หุ้นตัวเดิมก็ยังถือต่อไปเนื่องจากมองว่ายังดีต่อเนื่อง แค่ลดส่วนเกินเพื่อมีเงินว่างไปซื้อหุ้นตัวใหม่ตามที่ต้องการ แต่ก็ยังถือตัวเก่าตามสัดส่วนที่ตั้งใจแต่แรกต่อไป

การซื้อหุ้นตัวเดิมเพิ่ม
การขายลดส่วนเกินของหุ้นตัวเดิม
การซื้อหุ้นตัวใหม่
ทั้งหมดไม่ได้ใช้กราฟเลย
ใช้การประเมินมูลค่าเพื่อหาอัพไซส์แต่เพียงอย่างเดียว เป็นตัวชี้วัดในการตัดสินใจซื้อขาย

แต่ถ้าถามว่าเราดูกราฟไหม เราดูตลอด เพราะมันทำให้เห็นราคาย้อนหลัง ได้อย่างรวดเร็ว ทำให้มีความเข้าใจในราคาหุ้นมากขึ้น แต่ไม่ได้ดูในมุมของแพทเทิร์นการซื้อขาย ดูเพื่อเข้าใจประวัติราคาเท่านั้น

ถ้าสังเกต จุดซื้อหุ้นของเราไม่ได้อยู่ที่ราคาขึ้นหรือลง แต่อยู่ที่ส่วนต่างระหว่างราคากับมูลค่า
- ถ้าราคาลงแล้วมีส่วนต่างมากเราก็ซื้อเพิ่ม
- ถ้าราคาขึ้นแล้วมีส่วนต่างมากเราก็ซื้อเพิ่มเช่นกัน (ราคาขึ้นแล้วมีส่วนต่างเพิ่มได้ เพราะผลประกอบการออกมาดีกว่าที่คาดและมีแนวโน้มจะดีต่อเนื่อง)

จะต่างกับเทรดเดอร์ เพราะเทรดเดอร์ถ้าเห็นราคาลงแนวโน้มลงจะไม่กล้าซื้อ

ขายลดสัดส่วนแล้วต้นทุนลด เพราะ
สมมติ ถ้าซื้อครั้งแรกทุนที่ 10 บาท ราคาหุ้นขึ้นก็ซื้อเพิ่ม จนราคาซื้อเฉลี่ย 14.50

ซื้อเฉลี่ย 14.5* 2,000,000 = เงินจ่าย 29,000,000
ขาย 1,000,000 × 24 = เงินรับ 24,000,000

หลังจากขาย
หุ้นคงเหลือ 1,000,000 
ทุนคงเหลือ 5,000,000
ทุนเฉลี่ยหุ้นละ 5 บาท

ต้นทุนเดิมแรกอยู่ที่ 10 บาท ตามจำนวนหุ้นที่ตั้งใจแต่แรก
หลังขายลดสัดส่วนจนเหลือจำนวนหุ้นเท่าที่ตั้งใจแต่แรกต้นทุนเหลือหุ้นละ 5 บาท ต้นทุนลดลงมา 50%

ปล. การประเมินมูลค่าหุ้นต้องใช้ ความรู้บัญชี และคณิตศาสตร์มากกว่านี้เยอะเลยครับ

********

การอ่านหนังสือผิด การหาความรู้จากแหล่งที่ผิด เป็นอะไรที่น่ากลัว เพราะจะทำให้หลงทางได้มาก เสียทั้งเวลา เสียทั้งเงิน เสียทั้งโอกาส

*******
“คุณควรลงทุนในธุรกิจที่แม้แต่คนโง่ก็ยังสามารถบริหารได้ เพราะว่าวันหนึ่งมันจะ เป็นอย่างนั้น” - วอร์เรน บัฟเฟตต์
*****
ความเสี่ยงมีผลกระทบต่อมูลค่า

วันอังคารที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566

หลักคิด 28

คนไม่น้อยเก็งกำไร เพราะอ้างว่าไม่เชื่องบการเงินแต่เชื่อกลับไปเชื่อกราฟ (กราฟที่จ้าวมือสร้างขึ้นมาล่อ ให้คนที่ต้องการแทงสูงแทงต่ำมาเข้าบ่อนของเขา)

*******

Current P/E ใช้กำไรของปีล่าสุดในการคำนวน

Trailing P/E ใช้กำไรสี่ไตรมาสล่าสุดในการคำนวณ

Forward P/E ใช้กำไรใน 4 ไตรมาสถัดไปในการคำนวณ

*********

ยิ่งลงทุนนาน ยิ่งรู้สึกว่าชอบพอร์ตแบยโฟกัสมากขึ้นเรื่อยๆ น่าจะเป็นเพราะขี้เกียจติดตามหุ้นเยอะๆมั้ง

แต่เวลาจัดพอร์ตให้คนใกล้ชิด จะจัดให้แบบสมดุล

เพราะพอร์ตแบบโฟกัส
- มีความผันผวนสูงกว่าพอร์ตแบบสมดุลมาก กลัวคนใกล้ชิดจะทนกับแรงกดดันได้ไม่เท่าเรา
- พอร์ตแบบโฟกัสต้องการการติดตามที่ใกล้ชิดมากกว่ามากๆ เพื่อจะได้เข้าใจ ทำให้ทนต่อความผันผวนได้สูง ซึ่งคนใกล้ชิดเราส่วนมากไม่ค่อยได้ติดตามหุ้นมากเหมือนเรา การกระจายความเสี่ยงจึงเป็นสิ่งจำเป็นมาก

พอร์ตแบบสมดุลในความคิดเราคือมีหุ้น 8-15 ตัวน่าจะกำลังดี

พอร์ตแบบโฟกัสจะมีหุ้นไม่เกิน 5 ตัว และอาจมีบางตัวที่มีสัดส่วนสูง 25-50% ของพอร์ต

********

เห็น นลท บางคนทำทุกทาง ขยันทุกอย่าง เพื่อเป็นผู้ชนะในตลาดหุ้น ยกเว้นอย่างเดียว "อ่านงบการเงิน"


******

เราควรต้องวางเป้าหมายเสียก่อนว่าแท้จริงแล้วเราต้องการอะไรกันแน่ 

หากเป้าหมายของการลงทุนคือการมีอิสรภาพทางการเงิน ก็ต้องมากำหนดว่ามี factor ไหนบ้างที่จะให้เราประสบความสำเร็จตามเป้าหมายได้

ก็ต้องมาดูนิยามคำว่าอิสรภาพทางการเงินมันคืออะไร

จะมีอิสรภาพทางการเงินได้ปัจจัยหลักน่าจะเป็นเรื่องของกระแสเงินสดที่ไหลเข้ามาตลอดชีวิตเรามีให้เราได้ใช้จ่ายอย่างพอเพียงเป็นขั้นต่ำ (ไม่ใช่อย่างฟุ่มเฟือย) คือ มี passive income นั่นเอง

ผลข้างเคียงของการมีกระแสเงินสดที่ไหลเข้ามาตลอดอาจจะส่งผลให้เราร่ำรวยก็ได้หรือไม่ร่ำรวยก็ได้ จุดนี้ไม่ใช่ประเด็นหลัก

เราก็ต้องมาดูว่าแฟกเตอร์ที่จะทำให้เราไปถึงเป้าหมายได้มีอะไรบ้าง

รายได้จากค่าเช่า จริงๆตัวนี้ถ้าเราไม่ได้จ้างเอเจนซี่ช่วยดูแลเสมือนเราก็ยังต้องทำงานอยู่

รายได้จากดอกเบี้ย อันนี้ต้องมีเงินมากพอสมควรดอกเบี้ยถึงจะเป็นกอบเป็นกำเพียงพอที่จะนำมาเป็นค่าใช้จ่ายโดยที่ไม่เดือดร้อน หากเป็นดอกเบี้ยจากสถาบัรการเงิน โดยมากมักจะน้อยกว่าอัตราเงินเฟ้อ หรือดอกเบี้ยจากการปล่อยกู้มักจะต้องยังทำงานอยู่ เช่น ติดตามทวงหนี้

รายได้จากเงินปันผลจริงๆแล้วมันคือรายได้จากธุรกิจที่เราลงทุนผ่านตลาดหุ้น ซึ่งถ้าเราเลือกธุรกิจที่ดีพอ รายได้จากเงินปันผลจะมากกว่ารายได้ดอกเบี้ยหลายเท่าตัวทีเดียว และมีโอกาสเพิ่มมากขึ้น

จึงเป็นช่องทางที่มีความเป็นไปได้มากที่สุด ที่จะมี passive income เอาไว้ใช้จ่ายอย่างพอเพียง

******
ภาพในใจเรา ที่มีต่อหุ้นแต่ละประเภทโดยประมาณ
ชาร์ตในรูปยังไม่รวม ผลตอบแทนจากเงินปันผล

หุ้นเติบโต และหุ้นวัฏจักร จึงมี Player แห่เข้าไปเล่นรอบกันมาก เพราะมีความผันผวนที่สูงถึงสูงมาก

เมื่อคนแห่เข้าไปเล่นรอบ ยิ่งทำให้มีความผันผวนสูงมากขึ้นไปอีก

จะมีคนได้ และจะมีคนเสีย เป็น zero sum game เป็น adder เพิ่มเติมบนราคาหุ้นที่ขึ้นลงตามธุรกิจอีกที
*********

หุ้นของ บ.ที่ควรค้นหา คือหุ้นที่มีโอกาสการเติบโตในอนาคตตั้งแต่ปานกลางขึ้นไป ราคาปัจจุบันสมเหตุสมผลและมี Tangible asset รองรับพอสมควร

การไม่มี Tangible asset มารองรับมันหมายถึงการไขว่คว้าความฝัน หากคว้าได้อาจเป็นฝันที่ยิ่งใหญ่ แต่หากฝันสลาย ความเสียหายจะมากมายทีเดียว

หุ้นที่เราพยายามหาคือหุ้นที่มีโอกาสการเติบโตในอนาคตตั้งแต่ปานกลางขึ้นไป+ปัจจุบันมีราคาถูก+มี Tangible asset รองรับพอสมควร

*********

อินไซด์ทั้งหลาย ถ้ามันอินไซด์จริง มันไม่หลุดมาถึงคุณหรอก 

ข่าวที่ทำเงินได้ มันไม่หลุดมาถึงแน่ๆ มีแต่ข่าวลวงให้ไป "จ่าย" เท่านั้น ที่หลุดมาถึง 

คุณคิดว่าตัวเองเป็นใคร สำคัญแค่ไหน ข่าวอินไซด์ที่ทำเงินได้ถึงจะมาถึงคุณ ?
ไม่พูดแบบนี้ มันไม่ซึ้งถึงหัวอกหัวใจ แบบนี้จะทำให้จำได้แม่น

********

บริษัทขนาดเล็กที่มีสภาพคล่องในการซื้อขายต่ำ หากงบการเงินผิดคาดในทางลบ ผลลัพธ์ที่เกิดกับราคาหุ้นนั้นจะเลวร้ายมากทีเดียว

ดังนั้นก่อนที่จะซื้อหุ้นตัวเล็ก ให้มองทางลบเผื่อไว้บ้าง อย่าคิดแต่ว่าจะกำไรได้มากจากหุ้นตัวเล็กแต่เพียงอย่างเดียว

********

ุนักลงทุนควรมีการวางแผนเป้าหมายชีวิต เป้าหมายของ portfolio เช่น

- ปีพศนี้ 
- อายุเท่านี้
- ปัจจุบันพอร์ตเท่านี้  
- คาดว่าพอร์ตเติบโตปีละเท่านี้ 
- เงินปันผลที่ได้ปีละเท่านี้
- รวมที่ได้จากพอร์ตหุ้นปีละเท่านี้
- เงินปันผลนำมาใช้จ่ายปีละเท่านี้
- เหลือสะสมอยู่ในพอร์ตปีละเท่านี้
- รวมแล้วพอจะโตปีละเท่านี้

ทำต่อเนื่อง 5-10 ปี หรือตลอดช่วงอายุจนถึงอายุสัก 75 ปี 

list ข้างบนนั้น นำไปเป็น Head ของคอลัมน์ใน excel ได้  

มันทำให้เราเห็นเป้าหมายที่ชัดเจนว่าแต่ละปีที่ผ่านไปเราทำได้ตามเป้าหมาย และเติบโตได้ตามเป้าหมายจริงหรือไม่

********

การลงทุนระยะยาว ควรให้เวลาอยู่ข้างเรา อย่าทำอะไรที่เป็นปรปักษ์กับเวลา เช่น สะสมฟิวเจอร์ (เพราะมีการหมดอายุ) , DW (เพราะมี time decay) , การใช้มาร์จิ้น (เพราะยิ่งนานยิ่งโดนดอกเบี้ยบานตะไท)

******

วิธีการคำนวณค่า PE ของพอร์ตหุ้น
(สัดส่วนหุ้นตัวที่ 1 × พีอีของหุ้นตัวที่ 1) 
+ (สัดส่วนหุ้นตัวที่ 2 × พีอีของหุ้นตัวที่ 2)
+ (สัดส่วนหุ้นตัวที่ 3 × พีอีของหุ้นตัวที่ 3) 
+ (สัดส่วนหุ้นตัวที่ X × พีอีของหุ้นตัวที่ X) 

โดย สัดส่วนหุ้น หมายถึง (มูลค่าหุ้นตัวที่ X หารด้วยมูลค่าพอร์ต X 100)

เมื่อวานหลังจากปรับพอร์ตเสร็จ Trailing P/E พอร์ตเรา อยู่ที่ 6.99 เท่า

*******

ในการลงทุน ไม่จำเป็นต้องซื้อหรือขายหุ้นอยู่ตลอดเวลา

บางช่วงไม่มีหุ้นราคาถูกให้ซื้อ ก็ไม่จำเป็นต้องดิ้นรนที่จะซื้อ 

การรอเป็น เป็นสิ่งสำคัญ 
อย่าดิ้นรนที่จะซื้อ จะขาย อยู่ตลอดเวลา

แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่โอกาสมาถึงต้องลงมืออย่างว่องไวรวดเร็ว

******
การสับเปลี่ยนหุ้น

- เหมือนการนั่งรถม้า มีม้าฝูงนึงลากรถม้า คัดตัวที่แข็งแรง(มั่นคง)ไว้ใน watch list พอมีวิกฤติ ตัวแข็งแรงราคาลงมาจนมีอัพไซด์มากกว่าก็เปลี่ยนตัวเดิมบางตัวออก เอาตัวใหม่ที่กำลังดีกว่า(มีอัพไซด์มากกว่า) เข้ามาแทน ทำให้ม้าทั้งฝูงมีกำลังดีขึ้น สดใหม่ขึ้น ลากพอร์ต(รถนั่งเทียมม้า) ไปต่อได้ด้วยกำลังที่ดี

- การสับเปลี่ยนหุ้นดูจากส่วนเผื่อความปลอดภัย+อัพไซด์เป็นหลักไม่ได้ดูกราฟ

- ลืมเรื่อง sunk cost หรืออดีตที่ตัวไหนเคยทำกำไรใด้มากเท่าไร ไปได้เลยเมื่อยามสับเปลี่ยนตัว โฟกัสไปที่ MOS+UPSIDE เท่านั้น (เพราะคัดจากตัวที่แข็งแรง งบมั่นคงใน watch list ที่ผ่านการคัดกรองความแข็งแรงมาแล้ว)

ดังนั้นต้องทำการบ้านมาล่วงหน้า ถึงจะรู้ได้ว่าตัวไหนที่ราคาไหนมีอัพไซด์หรือmos เท่าไร เฝ้ารออย่างใจเย็น แต่เมื่อโอกาสมาถึง ลงมืออย่างรวดเร็ว

********

การตัดสินใจลงทุนท่ามกลางวิกฤติที่ราคาหุ้นลงแรงและมีความสั่นไหวของบรรยากาศการลงทุนที่น่ากลัวนั้น ทางทฤษฎีใครๆก็รู้ว่าให้ซื้อของราคาถูก แต่ในทางปฏิบัตินั้น จะมีแต่คนออกมาสาปแช่ง ตื่นกลัว และเทขาย

โอกาสจึงเป็นของคนที่ทำการบ้านมาเป็นอย่างดีที่มีความมั่นใจสูง ซึ่งเป็นคนกลุ่มน้อย

*******

การประเมินความเสี่ยงผิดพลาด ทำให้

1 ลงทุนผิดพลาดเกิดความเสียหายเนื่องจากเข้ารับความเสี่ยงมากเกินไป 

2 พลาดโอกาสการลงทุนที่ดีไป เสียโอกาส เนื่องจากไม่กล้าเข้ารับความเสี่ยง

*****

นักลงทุน/เทรดเดอร์ คือ Risk taker 
ถ้าไม่กล้าเข้ารับความเสี่ยง ก็เท่ากับเป็นคนวงนอก แต่ถ้ารับความเสี่ยงมากเกินไปก็จะโดนบังคับให้เป็นคนวงนอก เช่นกัน

*******

กรณีศึกษา

SIVB บ.แม่ของ SVB ยื่นล้มละลาย

ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า SIVB เป็นคนละบริษัทกันกับ Silicon Valley Bank 

เทียบง่ายๆ คือ สมมติว่า JMART ถือหุ้น JMT แล้วสมมติ JMART ขอยื่นล้มละลาย งบการเงินของ JMT แยกออกจาก JMART โดยหาก JMART ยื่นล้มละลายก็อาจจะขายหุ้นของ JMT ออกมาเพื่อนำเงินไปใช้หนี้ ส่วน JMT ก็ดำเนินธุรกิจต่อไปไม่เกี่ยวกัน 

ในกรณีของ SIVB กับ SVB ก็เช่นกัน

*********
บริษัท A ที่ลงทุน ในบริษัท B โดยบ. A ถือหุ้นของ บ. B มากกว่า 50% ขึ้นไป เราเรียก บ. B ว่า บ.ย่อย (หรือ บ.ลูก) 

งบการเงินและทรัพย์สินของ บ.A และ บ.B ก็แยกจากกันอยู่แล้ว

บ.แม่ ที่ถือหุ้นใน บ.ลูกมากกว่า 50% ทำให้มีอำนาจออกเสียง มีอำนาจครอบงำ

แต่ ในแง่ของทรัพย์สิน บริษัทแม่ ก็เหมือนนักลงทุนทั่วไปที่ซื้อหุ้นของบริษัทอื่น หากนักลงทุนทั่วไปต้องการจะใช้เงินก็แค่ขายหุ้นออก 

บริษัทแม่ก็ทำได้เช่นเดียวกัน

คือสมมุติว่า บริษัทแม่ยื่นล้มละลายต่อศาล สุดท้ายแล้วทางออกก็คือขายทรัพย์สินออกเพื่อใช้หนี้ 

และหุ้น บ. B ที่บริษัทแม่ (A) ถือ ก็นับว่าเป็นทรัพย์สินอย่างหนึ่งที่สามารถขายออกมาใช้หนี้ได้

ให้นึกถึงว่านักลงทุนรายย่อยขายหุ้นที่ซื้อไว้ออกไป บริษัทที่โดนนักลงทุนขายหุ้นเขาก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไร เขาก็ยังดำเนินธุรกิจตามปกติของเขาไป

บริษัทแม่ที่ล้มละลาย แล้วต้องขายหุ้นของบริษัทลูกก็เช่นกัน 

คืองบการเงินและทรัพย์สินมันแยกจากกันอยู่แล้ว การที่บริษัทแม่ขายหุ้นของบริษัทลูกเพราะต้องการใช้เงิน ก็ไม่ได้กระทบอะไรกับบริษัทลูก 

บริษัทลูกก็ยังดำเนินธุรกิจตามปกติต่อไป

*********

เปรียบเทียบความสามารถในการทำกำไรของ CS ที่มีปัญหา กับ ความสามารถของแบงค์ไทย จะเห็นภาพได้ชัดทีเดียว 

ตัวอย่างการดูอัตราส่วน ROE ROA ROIC

*********

ในระยะยาวแล้ว การจะมีอิสรภาพทางการเงินนั้น มันหมายถึงการมีกระแสเงินสดไหลเข้ามากพอที่จะครอบคลุมค่าใช้จ่ายต่างๆตลอดปีได้ หนึ่งในกระแสเงินสดไหลเข้าคือเงิน ปันผล ดังนั้นการสร้างพอร์ตหุ้นปันผล ก็เป็นอีกหนทางหนึ่งสู่ความมีอิสรภาพทางการเงิน 

การสร้างพอร์ตหุ้นปันผล 

- เลือก บ. ที่มีการเติบโต 
- เลือก บ.ที่ไม่ล้มหายตายจากในอีก 10 ปีข้างหน้า
- เลือก บ.ที่มีหนี้สินต่ำ
- มี Div yield บนราคาที่ซื้ออย่างน้อย 3% ขึ้นไป 
- ที่สำคัญ ผบห ซื่อสัตย์ มีคุณธรรม ไม่เอาเปรียบ นลท รายย่อย

บ.ที่เติบโตสูง แต่ปันผลต่ำเมื่อเทียบกับราคาที่เราจ่ายนั้น ไม่ค่อยเหมาะกับพอร์ตปันผล เพราะนอกจากราคามักจะสูงแล้วเงินปันผลยังได้น้อย เช่น

สมมติ หุ้นเติบโตสูง
บ.A จ่ายปันผลคิดเป็น yield 1% และมีการเติบโตปีละ 20% ราคาหุ้น 100 บาท 

ปีที่ 1 ได้ปันผล 1 บาท
ปีที่ 2 ได้ปันผล 1.20 บาท
ปีที่ 3 ได้ปันผล 1.44 บาท
ปีที่ 4 ได้ปันผล 1.72 บาท
ปีที่ 5 ได้ปันผล 2.07 บาท

เทียบกับอีกบริษัท สมมติ บ.มั่นคง
บ. B จ่ายปันผล 3% และมีการเติบโตปีละ 5% ราคาหุ้น 100 บาท 

ปีที่ 1 ได้ปันผล 3 บาท
ปีที่ 2 ได้ปันผล 3.15 บาท
ปีที่ 3 ได้ปันผล 3.30 บาท
ปีที่ 4 ได้ปันผล 3.47 บาท
ปีที่ 5 ได้ปันผล 3.64 บาท

เห็นถึงความแตกต่างไหม

การถือหุ้นบริษัทมั่นคง ที่มีปันผลดี และมีการเติบโต เปรียบเสมือนกับการถือพันธบัตรที่จ่ายดอกเบี้ยสูง และดอกเบี้ยที่จ่ายให้นั้นเพิ่มขึ้นทุกปี ซึ่งเป็นอะไรที่หาไม่ได้ในพันธบัตร

อย่าลืม sum เงินปันผลของหุ้นทั้งคู่ตลอดหลายๆปี และเงินก้อนที่ได้นั้นเอาไปลงทุนต่อหรือหากนำมาใช้จ่าย โดยตลอด 10 ปีของหุ้นเติบโตเงินปันผลจะเพียงพอให้ใช้จ่ายหรือเปล่า ถ้าไม่แสดงว่าต้องขายหุ้นเติบโตลดพอร์ตลงมาเพื่อใช้จ่ายหรือเปล่า

รวมถึงต้องคิดเผื่อไว้ด้วยว่าในปีที่ห่างไกลออกไปมากๆ อัตราการเติบโตอาจจะไม่สามารถรักษาไว้ในระดับสูงได้ในหุ้นเติบโต

ขณะที่หุ้นมั่นคงการเติบโตเพียง 5-6% นั้น โอกาสที่จะรักษาอัตราการเติบโตระดับนั้นไปได้อย่างยาวนานนั้นมีมากกว่า

*******

สำหรับเทรดเดอร์ หุ้นที่มีความผันผวนสูง คือหุ้นที่มีความเสี่ยงสูงตามเนื่องจากเทรดเดอร์จะต้อง stop loss นั่นหมายความว่าหุ้นที่มีค่าเบต้าสูง คือหุ้นที่มีความเสี่ยงสูงในความหมายของเทรดเดอร์ 

ในขณะที่นักลงทุน จะ stop loss ก็ต่อเมื่อ พื้นฐานกิจการของบริษัทเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยยะในทางที่ไม่ดีและถาวร ดังนั้นค่า beta ที่สูง ไม่ได้แปลว่ามีความเสี่ยงสูงสำหรับนักลงทุน

เมื่อค่า beta ไม่ใช่ความเสี่ยงสำหรับนักลงทุน ก็พูดได้อีกอย่างหนึ่งว่า ความผันผวนไม่ใช่ความเสี่ยงสำหรับนักลงทุน

*******

สำหรับเทรดเดอร์ หุ้นที่มีความผันผวนสูง คือหุ้นที่มีความเสี่ยงสูงตามเนื่องจากเทรดเดอร์จะต้อง stop loss นั่นหมายความว่าหุ้นที่มีค่าเบต้าสูง คือหุ้นที่มีความเสี่ยงสูงในความหมายของเทรดเดอร์ 

ในขณะที่นักลงทุน จะ stop loss ก็ต่อเมื่อ พื้นฐานกิจการของบริษัทเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยยะในทางที่ไม่ดีและถาวร ดังนั้นค่า beta ที่สูง ไม่ได้แปลว่ามีความเสี่ยงสูงสำหรับนักลงทุน

เมื่อค่า beta ไม่ใช่ความเสี่ยงสำหรับนักลงทุน ก็พูดได้อีกอย่างหนึ่งว่า ความผันผวนไม่ใช่ความเสี่ยงสำหรับนักลงทุน

ในเมื่อค่า beta ไม่ใช่ความเสี่ยงสำหรับนักลงทุน ดังนั้นต้นทุนเงินทุน wacc ที่ใช้ค่า beta ในการคำนวณ เพื่อการประเมินมูลค่า ตัวเลขมูลค่าที่ได้นั้น ย่อมผิดเพี้ยนสำหรับนักลงทุนด้วยเช่นกัน

ซึ่งเรื่องนี้มันส่งผลกระทบในวงกว้าง เพราะนักวิเคราะห์จากทุกค่าย ล้วนเรียนมาแค่ตำราเดียว คือการหาต้นทุนเงินทุน(WACC) ด้วยค่า beta

ดังนั้นถ้าค่าเบต้าไม่ใช่ตัวเลขสำหรับนักลงทุนแล้วแล้วก็ ตัวเลขจากการประเมินมูลค่าของนักวิเคราะห์ทุกค่าย ย่อมไม่ใช่ตัวเลขที่ใช้ได้สำหรับนักลงทุน

ค่า beta ใช้สำหรับ เทรดเดอร์ เนื่องจากความผันผวนอาจส่งผลให้เกิดการ stop loss ดังนั้นตัวเลขประเมินมูลค่าของบทวิเคราะห์ต่างๆ จึงเป็นตัวเลขสำหรับเทรดเดอร์ไม่ใช่นักลงทุน

********
ฃเคยมีคนถามว่า อยากเทรดหุ้นหาค่ากับข้าว ไม่เอามากแค่วันละ 1,000-1,500 มีทางทำได้ไหม

ฟังคำถามแล้ว เหนื่อยใจ ผิดตั้งแต่วิธีคิด, ผิดทั้ง mindset

ถ้าจะตอบคงบอกว่าให้ลองหาหนังสืออ่านให้มากๆก่อน การจะทำกำไรทุกวัน ทุกครั้งที่เทรด แค่วิธีคิดตั้งต้นก็ผิดแล้ว

ทำไมวิธีคิดแบบนี้ถึงผิด เพราะไม่มีทางทำกำไรได้ทุกวัน ไม่มีทางถูกทุกครั้งที่เทรด เพราะการเทรดบนระยะเวลาสั้นๆที่จะ take profit รายวันนั้นสิ่งที่ใช้เทรดคือ

1.เทรดตามกราฟ ซึ่งกราฟคือการใช้สถิติ และหาโอกาสความน่าจะเป็น คำว่าโอกาสความน่าจะเป็นแปลว่าไม่ใช่ 100% ดังนั้น ถูกทุกการเทรดจึงเป็นไปไม่ได้  

2.เทรดตามข่าวลือ อันนี้ยิ่งเป็นไปไม่ได้เด็ดขาดที่จะถูกทุกการเทรด

3.เทรดตามความรู้สึกอันนี้ไม่ต่างกับการพนัน ไม่มีหลักการอะไรเลย

4.เทรดโดยใช้ระบบเทรด การใช้ระบบจะเป็นการเทรดที่ใช้หลักการคือ เวลาผิดต้องเสียให้น้อยและถูกต้องได้ให้มาก ซึ่งเรื่องระบบเทรดก็ต้องใช้เวลาเช่นกัน อาจใช้เวลาพอๆกับการลงทุนด้วยซ้ำไป

อย่าเทรดเพื่อหาค่ากับข้าว เพราะมันไม่ช่วยให้เปลี่ยนฐานะ แถมบางครั้งนอกจากไม่ได้ค่ากับข้าวแล้วยังเสียค่าโต๊ะจีนอีกด้วย

*****

คนไม่น้อยพยายามทำธุรกิจโดยที่รู้อยู่ว่าเมื่อลงทุนไปแล้วเงินทุนจะไปติดอยู่ในสินค้าและอุปกรณ์และรู้ว่าต้องใช้เวลาพอสมควรในการทำธุรกิจ

แต่พอลงทุนในหุ้นกลับรีบร้อนต้องการใช้เวลาน้อยๆ ทนรอนานๆแบบการลงทุนทำธุรกิจไม่ค่อยได้ นี่คือ mindset การลงทุนที่ผิด (มันคือ mindset ของการเก็งกำไร)

*****

โฟกัสไปที่ตัวธุรกิจของบริษัทดีกว่าที่จะเสียเวลาจับจังหวะซื้อขาย

นักลงทุนไม่น้อยชอบจับจังหวะซื้อขายมากกว่าชอบศึกษาธุรกิจของบริษัท เพราะว่าการได้ซื้อขายมันตื่นเต้นกว่า มันเร้าใจกว่า มันตอบสนองอีโก้ว่าข้าเก่งได้มากกว่า

ส่วนการศึกษาธุรกิจของบริษัทนั้น มันเป็นเรื่องที่น่าเบื่อหน่าย ไม่เร้าใจ เหมือนการโดนบังคับให้อ่านตำราเรียน

คนใหม่ๆที่เข้ามาในตลาดหุ้นจึงชอบการได้ซื้อๆขายๆมากกว่าที่จะศึกษาธุรกิจของบริษัท

วันอังคารที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2566

หลักคิด 27

คุณไม่จำเป็นต้อง "จูบสาวทุกคน" ถึงแม้ผมจะพลาดหุ้น 10 เด้งมากมาย ผมก็ยังคงทำผลตอบแทนได้เหนือกว่า wall street - Peter Lych

********
หุ้นไม่เคยรู้ว่าใครเป็นเจ้าของมัน
*****

คุณภาพชีวิต ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจ
การตัดสินใจ ขึ้นอยู่กับความคิด
ความคิด ขึ้นอยู่กับ ประสบการณ์และความรู้ ที่ถูกเสริมด้วยอารมณ์

ดังนั้น อ่านและลงมือทำให้มากเพื่อเพิ่มประสบการณ์และความรู้ หมั่นดูใจเพื่อจัดการอารมณ์ตนเองให้อยู่ในจุดที่สมดุล

ทำเหตุให้ดีแล้วผลลัพธ์จะดีเอง

********

อย่าเสียดายหุ้นที่ไม่ได้ซื้อเพราะมันไม่ได้เข้ากับหลักการลงทุนของตนเอง ถ้าไม่อย่างนั้นคุณจะเสียดายไปเรื่อยเปื่อยได้ทุกวัน

*******

การขายหุ้นโตเร็วที่โดดเด่นเพราะรู้สึกว่าหุ้นมีราคาสูงเกินไปหน่อย เป็นเทคนิคที่จะทำให้พลาดโอกาสดีๆ

*****

ในระยะสั้นราคาหุ้นอาจจะเคลื่อนไหวไปในทิศทางตรงกันข้ามจากพื้นฐาน 

แต่ในระยะยาวราคาหุ้นและความสามารถในการทำกำไรของบริษัท จะไปในทิศทางเดียวเสมอ

*****

เคยทบทวนบ้างไหมว่าอะไรที่ทำให้เราไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่ตั้งใจ อะไรที่ทำให้เราไม่มีความสุข อะไรที่ทำให้เราไปข้างหน้าช้ากว่าที่ควรจะเป็น 

เสียเวลาสักนิด หยุดคิดทบทวนช้าๆ หาสาเหตุให้เจอ ซึ่งโดยมากสิ่งที่จะช่วยได้คือการเปลี่ยนแปลงนิสัยบางอย่าง และการเปลี่ยนแปลงนิสัยนั้นก็ไม่เกินความสามารถของตนเอง มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับคนอื่นที่เราควบคุมไม่ได้ แต่มันขึ้นอยู่กับตัวเราเองที่สามารถควบคุมได้

******
หลายครั้งที่คนเราตั้งเป้าหมายระยะยาวเอาไว้ แต่ความเพลิดเพลินระหว่างทางที่จะไปถึงเป้าหมายนั้น ทำให้เราไขว้เขว สุดท้ายไปไม่ถึงเป้าหมายที่วางไว้เพราะมัวแต่สนใจเป้าหมายระยะสั้น มัวแต่เก็บรางวัลเล็กๆล่อใจระหว่างทาง จนทำให้พลาดเป้าหมายหลักไป

ตัวอย่างเช่น อยากมีรูปร่างดี อยากมีสุขภาพดี แต่เพลินเพลินกับการทานของอร่อย อร่อยประเดี๋ยวประด๋าว แต่สุดท้ายไปไม่ถึงรูปร่างดีสุขภาพดีที่เป็นเป้าหมาย เพราะมัวเก็บรางวัลระยะสั้น (ความอร่อย)

คนที่จะไปถึงเป้าหมายใหญ่ได้ทุกคนล้วนแต่ ต้องอดทนต่อสิ่งยั่วเย้าระหว่างทางเสมอในแทบทุกเรื่อง
*****

เคยทบทวนบ้างไหมว่าอะไรที่ทำให้เราไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่ตั้งใจ อะไรที่ทำให้เราไม่มีความสุข อะไรที่ทำให้เราไปข้างหน้าช้ากว่าที่ควรจะเป็น 

เสียเวลาสักนิด หยุดคิดทบทวนช้าๆ หาสาเหตุให้เจอ ซึ่งโดยมากสิ่งที่จะช่วยได้คือการเปลี่ยนแปลงนิสัยบางอย่าง และการเปลี่ยนแปลงนิสัยนั้นก็ไม่เกินความสามารถของตนเอง มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับคนอื่นที่เราควบคุมไม่ได้ แต่มันขึ้นอยู่กับตัวเราเองที่สามารถควบคุมได้

********

การซื้อหุ้นโดยใช้มุมมองของธุรกิจนั้น อาจจะคาดหวังผลตอบแทนปีละ 15% นานต่อเนื่อง 5-10 ปี ซึ่งมันอาจจะไม่ดึงดูดใจเมื่อเทียบกับเหตุผลที่จะซื้อหุ้นโดยหวังว่าจะได้ผลตอบแทน 25% ภายใน 1 เดือน หรือหนึ่งไตรมาส จากหุ้นเก็งกำไร และนี่คือเหตุผลที่ทำให้มี value investor น้อยกว่า เทรดเดอร์ หรือ นักเก็งกำไรรายไตรมาส

แต่ในระยะยาวแล้วมีกี่คนที่จะทำผลตอบแทนได้เดือนละ 25% หรือไตรมาสละ 25% ต่อเนื่อง นั่นเท่ากับผลตอบแทนปีละ 100% ถึง 300% เชียวนะ

อย่าหลงกลกับตัวเลขผลตอบแทนระยะสั้นที่มี Big loss รออยู่

******
สามสิ่งที่ช่วยลดความผิดพลาดครั้งใหญ่ของชีวิตไปได้มาก 
1. ไม่ข้องเกี่ยวกับยาเสพติดทุกชนิด
2. ไม่ข้องเกี่ยวกับการพนัน
3. ไม่ค้ำประกันทุกกรณี

*******

ในตลาดหุ้น คุณอาจจะได้เห็นหุ้น A ราคา 8 บาทแพงกว่าหุ้น B ราคา 20 บาทก็ได้ 

มือใหม่มักเข้าใจผิด โดยคิดว่าราคาสูงคือแพง มักคิดว่า 20 บาทแพงกว่า 8 บาท

*********

คนไม่น้อยหลงผิดคิดว่าการมีงานยุ่งตลอดเวลาทำให้ตนเองเป็นคนสำคัญ เป็นคนเก่ง (จริงๆมันก็ทำให้รู้สึกแบบนั้นแหละ)  

แต่การมีงานยุ่งตลอดเวลานั้นไม่ต่างอะไรกับการเป็นทาสของงาน 

งานที่ยุ่งตลอดเวลาจะทำให้ไม่มีเวลาพอที่ที่จะมีความคิดสร้างสรรค์ ทำให้ไม่มีเวลาพอที่จะจัดสรรเวลาเพื่อสิ่งที่สำคัญจริงๆ

เราเห็นคนที่เก่งจริงๆ จัดสรรเวลาได้ คุมสติได้ มีเวลาให้กับความสวยงามของบางช่วงเวลาได้

*******
เวลาเจอคนที่มีทัศนคติ "ต่ำๆ' 
Block อย่างเดว ให้เขาได้มีคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมกับทัศนคติของเขา 

เราอย่าไปเปลืองตัว มันจะดึงความคิดเราแย่ไปด้วย

แต่ละคนมีอุปสรรคไม่เหมือนกัน แต่ทัศนคติต่ำๆ คืออุปสรรคที่แก้ได้ยากที่สุด เสมือนบัวใต้โคลนตม

******
ลงทุนโดยให้มีเวลาเป็นเพื่อนกับเรา อยู่ข้างเดียวกับเวลา แล้วจะแพ้ไม่เป็น 

กำไรเร็วหรือช้าอีกเรื่องนึง แต่จะไม่แพ้ หากเลือกองค์ประกอบของบริษัทให้เป็นเพื่อนกับเวลา บริษัทที่ไม่มีหนี้สิน(มีหนี้สินไม่สูง) มีรายได้เติบโต แม้ราคาหุ้นจะไม่ขึ้นเร็วนัก แต่ก็ไม่ล้มหายตายจาก อยู่กันไปได้อีกยาวๆคู่เคียงกับเวลา

*********

บริษัทที่ไม่สามารถคาดการณ์ผลกำไรในอนาคตของกิจการได้ หากนำมาประเมินมูลค่าในอนาคตไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม อย่างมากก็เป็นได้แค่การเก็งกำไรเท่านั้น

*******
เห็นราคาหุ้นของ Beyond Meat +19.15% เลยไปหาข้อมูลเพิ่มเติม
- ROE งบปีล่าสุด -72.9% 
- ROE งบไตรมาสล่าสุด -1,167%
- Debt to Equity 28.24 เท่า
- BV ล่าสุด -2.22$
- หุ้นสามัญปี 2021 จำนวน 62.81 ล้านหุ้น
- หุ้นสามัญปี 2022 จำนวน 63.401 ล้านหุ้น 

เชิญเล่นกันตามสบายเรยยย  
เราขอผ่านละกันนน 😆😆😆

******

เวลาหุ้นแพง(วัดจากปัจจัยพื้นฐาน) และกำลังจะแพงขึ้นไปอีก กราฟและอินดิเคเตอร์ก็จะชี้เป็นทิศทางขาขึ้น

เวลาหุ้นถูก(วัดจากปัจจัยพื้นฐาน) และกำลังจะราคาวิ่งขึ้น กราฟและอินดิเคเตอร์ก็จะชี้เป็นทิศทางขาขึ้น เช่นกัน

แต่ทั้งสองกรณี มีความเสี่ยงต่างกัน ต่างกันมากๆ

*****

ถ้ามีหุ้นที่เรารู้เกี่ยวกับมันลึกมากพอ เข้าใจมันมากพอ 4-5 ตัว ก็ลงทุนใน 4-5 ตัวนั้นพอไม่ต้องไปดิ้นรนหาหุ้นที่เราไม่เข้าใจ หาข้อมูลของ บ.ไม่ได้ มาลงทุนเพิ่มเพื่อกระจายความเสี่ยง 

เพราะการลงทุนกระจายไปในตัวที่ไม่เข้าใจมากพอ จะเป็นการกระจายไปลงทุนบนความไม่รู้ของตนเองจะนำมาซึ่งการขาดทุน เป็นการกระจายการขาดทุนมากกว่ากระจายความเสี่ยง

********
ความสำเร็จในการลงทุน ไม่ได้แปลว่าจะต้องเป็นคนที่คิดถูกทำอะไรถูกตลอดเวลา แต่คนที่ทำผิดน้อยกว่า คิดผิดน้อยกว่า มีอคติน้อยกว่า ต่างหากที่มีโอกาสจะประสบความสำเร็จในการลงทุนได้สูงกว่า

*******

เวลาตลาดดีต่อเนื่อง จะมีหุ้นบวกขึ้นมาเป็นแผง ถ้าคัดหุ้นจากโอกาสในการทำกำไร จะได้หุ้นเข้ามาเต็มไปหมดบนตลาดแบบนี้

ในหุ้นที่เข้ามาเป็นแผงมากมายนั่น แต่ละตัวจะมีความเสี่ยงไม่เท่ากัน 

ปัจจัยที่จะทำให้มีความเสี่ยงลดลง ต่ำลงได้ เป็นปัจจัยเฉพาะตัวหุ้น เช่น 
- เงินปันผล 
- ความแข็งแรงของงบการเงิน 
- ตัวผู้บริหาร(นิสัย วิสัยทัศน์ พูดแล้วทำได้อย่างที่พูดหรือไม่) 
- ความแข็งแรงของตัวสินค้าและธุรกิจ ราคาตลาด(ต่ำกว่ามูลค่า หรือเหมาะสมกับมูลค่า) 

ซึ่งการที่ นลท จะรู้ถึงปัจจัยเหล่านี้ได้นั้น ต้องเข้าใจตัวธุรกิจ ตัว บ. อย่างมาก

เมื่อรู้ถึงปัจจัยต่างๆเหล่านี้แล้ว ก็จะทำให้สามารถคัดหุ้นที่มีความเสี่ยงสูงออกจากหุ้นที่ขึ้นมาเป็นแผงได้

พูดง่ายๆ คือ เมื่อตลาดดี หุ้นขึ้นมาเป็นแผง นลท ไม่จำเป็นต้องเข้าทุกตัวที่ดูดีในยามตลาดดี "แต่คัดตัวที่ดูดีและมีความเสี่ยงต่ำ" เท่านั้นเข้ามาในพอร์ต

เท่านี้จะได้พอร์ตที่มีโอกาสได้ Reward ในสัดส่วนที่มากกว่าสัดส่วนที่จะเกิด Risk 

ซึ่งเป็นพอร์ตที่จะสามารถลงทุนระยะยาวได้ เนื่องจาก เป็นพอร์ตที่ risk/reward ratio ในฝั่งได้เปรียบอยู่ฝั่งเดียวกับ นลท และผลของอัตราความได้เปรียบจะแสดงผลชัดบนระยะเวลาที่ยาวมากขึ้นเรื่อยๆ

เหมือนกับเวลาที่โยนเหรียญ โอกาสออกหัวก้อย เรารู้กันดีว่าคือ 50:50 แต่หากโยนเหรียญเพียง 4-6 ครั้ง มีโอกาสที่จะได้หน้าใดหน้านึงเกิน 50% แต่หากโยนสัก 200 ครั้ง อัตราส่วนจะวิ่งเข้าหา 50:50 มากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งเวลายาวนานมากเท่าไร (โยนจำนวนครั้งมากเท่าไร) ผลงานก็จะเข้าใกล้อัตราส่วนมากขึ้นเท่านั้น

*********

นลท ต่างไล่ล่าความเติบโด จนลืมไปว่ามันทำให้การแข่งขันสูง ดิ้นรน แย่งชิง จนเป็น Red Ocean จนการเติบโตที่ได้มานั้นไม่คุ้มค่ากับค่าใช้จ่ายในการแย่งชิงนั้น ในหุ้นคือราคาหุ้นสูงจนไม่คุ้มค่ากับการเติบโต

******
The Price You Pay Determines Your Rate of Return
******

เมื่อตลาดกำลังเป็นไปด้วยดี คนจำนวนมากจะถูกกระตุ้นด้วยความโลภมากกว่าความกลัว 

นักลงทุนแบบเน้นคุณค่าจะถูกทิ้งอยู่ข้างหลังผลงานของพวกเขาจะดูไม่ดี เมื่อเปรียบเทียบกับผลงานของนักลงทุนในหุ้นโตเร็ว มันจะมีแรงกดดันสูงมากให้ละทิ้งหลักการเพื่อกระโดดเข้าร่วม

*********

การลงทุนแบบเน้นคุณค่า จุดเริ่มต้นมันอยู่ที่การประเมินมูลค่าหุ้น

การประเมินมูลค่าหุ้นจุดเริ่มต้นอยู่ที่ การอ่านงบการเงิน

การอ่านงบการเงิน อยู่ที่ความเข้าใจในแต่ละบรรทัดของงบการเงิน

แต่อย่างไรก็ตามเริ่มต้นด้วยการอ่านงบการเงินให้ได้ครบทุกบรรทัดและทำความเข้าใจทุกบรรทัดก่อน

ความเข้าใจในงบการเงินแต่ละบรรทัดจะเป็นตัวชักนำให้เกิดคำถามถึงตัวธุรกิจ

*****

สิ่งนึงที่คนรุ่นก่อนชอบเล่าคือ เช่น เพื่อนนะซื้อที่ดินสมัยก่อน ประมาณวาละ 6,000 ขายไปวาละ 80,000 ซื้อไว้ไร่นึง 2.4 ล้าน ขายไป 32 ล้าน 

พอถามว่ากี่ปีแล้ว บอกนานแล้ว จำไม่ได้ 
พอถามลึกๆ อ่อประมาณ 38 ปี แล้ว

ถ้าโอนที่ดิน 32 ลบ ค่าโอน+ภาษี ต้องมีราวๆ 6-7% เงินรับจริงจะประมาณ 30 ลบเท่านั้น ระหว่างทาง 38 ปีนั้น ภาษีที่ดินเอย ค่าจ้างคนดูแลเอย ตัดถางหญ้าเอง ไม่เคยเอามาคิด ใช้วิธีมองข้ามไปหมด

คือเหมือเยอะเนอะ 2.4 ล้านกลายเป็น 32 ล้าน หักค่าโอนเหลือประมาณ 30 ลบ แต่ใช้เวลา 38 ปี จริงๆแล้วมันคือ irr แค่ 6.87% โดยที่ยังไม่หัก คชจ รายปีอีกด้วย

มันไม่เยอะเลย สิ่งเดียวที่เยอะ คือ ความรู้สึกว่าได้เยอะมากเท่านั้นเอง 

ส่วนที่ดินที่ฟลุ๊ค ขึ้นเป็นสิบเท่าในเวลาสั้นๆนั้น นับเคสได้เลย เล่ามาสิบเคส มีจริงๆสักเคสไหม เหมือนถูกหวยมากกว่าการลงทุน

ทุกอย่างจะชัดเจนเมื่อเทียบเป็น irr 
แต่อาจเพราะคำนวนไม่เป็น หรือไม่อยากคำนวนเพราะเห็นตัวเลขแล้วเอามาคุยต่อไม่ได้ 😆

*******

พอร์ตลงทุนเริ่มต้น
ผมชอบแนะนำให้เริ่มต้นด้วย
- หุ้นโตต่อเนื่อง และพอประมาณ (4-8%) 
- มีปันผลมากกว่า 4% 
- บนธุรกิจที่เดาได้ง่ายว่าจะไม่ล้มหายตายจากไปในช่วงสิบปีข้างหน้า
- มีหนี้สินต่ำ 
- ผบห ไว้ใจได้ มีผลประโยชน์ทิศทางเดียวกับ ผถห รายย่อย
- ซื้อบนราคาสมเหตุสมผล
- ถืออย่างน้อยสามปี โดยในช่วงแรกไม่ดูกราฟราคารายวัน อาจดูสัปดาห์ละครั้ง

ถ้าซื้อบนราคาสมเหตุสมผลและมั่นใจว่าบริษัทไม่ล้มหายตายจากภายใน 10 ปีข้างหน้า แทบไม่มีความจำเป็นต้องดูกราฟราคาหุ้นทุกวันเลย

ที่สำคัญ ต้องไม่ใช่หุ้นวัฏจักร

เมื่อพอร์ตหุ้นแข็งแกร่งที่มีปันผลดีอยู่ตัวแล้ว อยากจะแบ่งเงินไปลงทุนหุ้นเติบโต ค่อยว่ากันอีกที ว่าจะทนความผันผวนได้แค่ไหน แต่พอร์ตหลักยังควรอยู่ที่หุ้นแข็งแกร่ง

*****
ถ้าซื้อหุ้นที่ราคามีความคาดหวังสูงมากรวมอยู่ จะมีความเครียดจากปัจจัยต่างๆเพิ่มขึ้นอย่างมาก แม้ปัจจัยนั้นจะมีการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่น่าสงสัยเพียงนิดเดียว ก็จะสร้างความกังวลใจได้มาก

และนั่นคือหนึ่งในแรงกดดันต่อจิตใจ ที่จะทำให้ไม่สามารถถือหุ้นได้ยาวนานพอ

*****

ไม่ว่าในสังคมแบบไหน (หมายถึง ปท ที่มีพลเมืองหนุ่มสาวมาก หรือ ปท ที่เป็นสังคมผู้สูงอายุมากก็ตาม) จะมี บ.ที่ได้ประโยชน์จากสังคมแต่ละลักษณะเสมอ ขึ้นอยู่กับว่าเราหา บ.ที่ได้ ปย จากสังคมแบบนั้นเจอหรือเปล่า เวลาลงทุนเราไม่ได้ลงทุนในดัชนี แต่ลงทุนราย บ.ดังนั้นแค่หา บ.ที่ได้ ปย ให้เจอ

******

การลงทุนที่ดีนั้น นอกจากจะต้องให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าแล้ว จะต้องเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำ และเป็นการลงทุนที่มีความสบายใจด้วย

*******

ศึกษาและลงทุนด้วยตัวเอง อย่ามักง่ายฝากคนอื่นลงทุน ไม่มีใครเป็นห่วงเงินของคุณเท่าตัวคุณเอง และไม่มีใครสนใจทำให้คุณรวยนอกจากตัวคุณเองเช่นกัน

********
ฃนลท มือใหม่ มีเรื่องนึงต้องรู้คือ การบันทึกหุ้นและต้นทุนของพอร์ตหุ้น โบรกส่วนมากใช้ระบบ FIFO หลายครั้งที่ทยอยซื้อหุ้นและทยอยขายหุ้น นลท อาจเห็นต้นทุนเปลี่ยนไปจากต้นทุน Average

อย่าแปลกใจและศึกษาวิธีการบันทึกแบบ FIFO จะได้เข้าใจมากขึ้นครับ

*******
ถ้าคุณถือหุ้นมาแล้วสองปี แล้วยังขาดทุนอยู่มาก คุณควรจะต้อง เอะใจ แล้วว่ามีอะไรผิดปกติตอนซื้อไหม เช่น ซื้อในราคาแพงมากไปไหม ซื้อธุรกิจที่ไม่ดีมาหรือเปล่า 

ไม่ใช่ดันทุรังถือยาวแบบไม่ลืมหูลืมตา การลงทุนระยะยาวเป็นการลงทุนบนธุรกิจที่ดีในราคาถูกหรือราคาสมเหตุสมผล เท่านั้น ไม่ใช่ลงทุนระยะยาวบนธุรกิจไหนก็ได้

ปล. ว่าแต่ LTF SSF ที่ถือกันมา สองปี ห้าปี นั้นเป็นอย่างไรบ้างครับ

*****

คาดหวังในสิ่งที่ดีที่สุด แต่เตรียมพร้อมสำหรับสิ่งที่แย่ที่สุด หากอนาคตออกมาดีกว่าที่คิดนั่นถือเป็นโบนัส

*****
เวลาเทรด ถ้าพลาด คือส่วนที่ขาดทุน (stop loss) มันคือสูญเปล่าแน่นอน พอเทรดด้วยขนาดที่ใหญ่ขึ้นไปเรื่อยๆ แม้ คุม % loss ไว้ได้ก็ตาม แต่ขนาดของเม็ดเงิน มันกดดันจิตใจมากขึ้นตามขนาดของการเทรด

ส่วนการลงทุนนั้น หากวางหมากไว้หลายๆชั้น เช่น 
- บ.มีรายได้สม่ำเสมอ
- มีปันผลที่มากพอสมควร 
- ผบห เก่ง 
- บ.มีหนี้สินไม่มาก 
- มีการเติบโตของรายได้สม่ำเสมอ 
- และซื้อได้ในราคาที่มีมูลค่าสินทรัพย์หนุนหลัง 

แม้จะคาดการกำไรพลาดไปบ้าง แต่ระยะยาวก็ไม่เสียหาย แค่เป้าหมายที่วางไว้จะถึงจุดที่คาดเร็วขึ้นหรือช้าลง เท่านั้นเอง และที่สำคัญ บ.ที่ดี ใน ตลท โอกาสจะล้มหายตายจากมีน้อยมาก  

ดังนั้นการลงทุนด้วย Position ขนาดใหญ่หลังจากมีการกระจายความเสี่ยงอย่างสมดุลแล้ว ก็จะไม่กดดันมากเหมือนการเทรด
********

หลักการลงทุนที่สำคัญข้อหนึ่งคือลงทุนในบริษัทที่มีผู้บริหารที่ซื่อสัตย์ มีธรรมาภิบาลที่ดี (แน่นอนว่าคงไม่มีใครอยากลงทุนในบริษัทที่มีผู้บริหาร ไซฟ่อนเงินของบริษัท หรือผู้บริหารที่มีความคิดฉ้อโกง ไม่ว่าจะโกงภายในหรือโกงภายนอกก็ตาม ) ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่ทุกบริษัทจะมีผู้บริหารแบบนี้ 

ในบริษัทที่มีจ้าวมือคอยปั่นหุ้น ลองคิดดู การปั่นหุ้นจะทำโดย เจ้าของหรือคนนอกก็ตามแต่ แต่เจ้าของที่เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่จะต้องรู้เห็นเป็นใจด้วย มิเช่นนั้นการลากราคาจะทำไม่ได้ 

เจ้าของหรือผู้บริหาร ของบริษัท ที่รู้เห็นกับการปั่นหุ้นหรือคอนเนอร์หุ้น จุดประสงค์เดียวในการทำเช่นนั้นก็คือการ "กินเงินรายย่อย"

นั่นแสดงให้เห็นถึงคุณลักษณะนิสัยและธรรมาภิบาลของผู้บริหาร ที่นักลงทุนไม่ควรจะเข้าไปข้องเกี่ยว คงจะมีแต่นักเก็งกำไรที่เป็นเหมือนหมูไม่กลัวน้ำร้อนที่ชอบหุ้นที่มีลักษณะนี้ 

จึงพอสรุปได้ว่าบริษัทไหน ที่มีการคอนเนอร์หุ้น ที่มีการปั่นราคา นักลงทุนควรอยู่ให้ห่าง หากต้องการทำตามหลักการลงทุนที่สำคัญ

"หลักการลงทุนที่สำคัญข้อหนึ่งคือ ลงทุนในบริษัทที่มีผู้บริหารที่ซื่อสัตย์ มีธรรมาภิบาลที่ดี"

*********
จุดแข็งอย่างนึงของนักลงทุน คือ ใช้ความคิดและประสบการณ์ในการสร้างรายได้ ซึ่วความคิดและประสบการณ์นั้นจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งอายุมากขึ้นก็จะยิ่งมีความคิดมากขึ้นและมีประสบการณ์มากขึ้น ส่งเสริมให้มีความสามารถในการ generate รายได้ได้มากขึ้น แตกต่างกับหลายๆอาชีพที่เมื่ออายุมากขึ้นจะทำงานได้น้อยลง หรือต้องเกษียณตัวเองออกมา

*********

เป็นนักลงทุนอย่าซื้อหุ้นแพง
เป็นเทรดเดอร์อย่าซื้อหุ้นถูก

สำหรับนักลงทุนถูกหรือแพงเทียบกับมูลค่า สำหรับเทรดเดอร์ถูกหรือแพงเทียบกับโมเมนตัม
**********

ไม่ใช่แค่การลงทุนที่จะทำให้เราได้เงิน แต่เราจะได้เงินจากการลงทุนที่ถูกต้องต่างหาก

********
การลงทุนเป็นเกมแห่งความน่าจะเป็น ความเสี่ยงที่เรามองไม่เห็นไม่ได้แปลว่ามันไม่มี

นักลงทุนคือ Risk Taker รับความเสี่ยงเข้ามาบริหาร โดยพิจารณาเลือกรับเฉพาะความเสี่ยงที่มีโอกาสจะได้ Rewards ที่คุ้มค่า

****

การลงทุน หากคิดดูดีๆแล้วจะพบว่ามันคือ งานที่เราควรทำไปตลอดชีวิต (ตราบเท่าที่ยังทำไหว) ดังนั้นการลงทุนจึงเปรียบเสมือนกับการวิ่งมาราธอน ไม่ใช่วิ่ง 100 เมตร

คนที่เป็นนักวิ่งจะรู้ดี การจะวิ่งมาราธอน ต้องวางแผนเพื่อให้วิ่งได้ระยะยาว ไม่ใช่เอาเร็วแต่เพียงอย่างเดียว

*****คนในสังคมมีทั้งที่ดีและที่แย่
เจ้าของบริษัทก็มีทั้งที่ดีและที่แย่

ผู้สอบบัญชีก็มีทั้งที่ดีและที่แย่
พอทำบัญชีออกมาจึงมีทั้งที่เจตนาให้ถูกต้องมากที่สุด และมีทั้งเจตนาเพื่อการฉ้อฉล

แต่ไม่ได้แปลว่าควรจะเหมารวมว่ามันแย่ทั้งหมด แล้วใช้เป็นข้ออ้างในการไม่ดูงบการเงิน