วันเสาร์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2565

หลักคิด 21

คิดว่ากองทุนต่างๆในไทยกองไหน
มี ผจก กองทุนไหนใส่เงินส่วนตัวมากกว่า 60% ของความมั่งคั่งที่ตนเองมี เข้าไปลงทุนในกองทุนที่ตัวเองบริหารบ้างไหมนะ ???

ถ้ามีไม่มาก หรือไม่มีเลย เพราะอะไรถึงเป็นแบบนั้น ???
ผจก กองทุนมั่นใจในฝีมือตัวเองมากแค่ไหน ???

กองทุนส่วนมากมักจะบอกว่ามีการกระจายความเสี่ยงเป็นอย่างดี ลงทุนในหุ้นจำนวนมากหลายสิบอาจจะเป็นร้อยตัว 

แล้วทำไมผู้จัดการกองทุนส่วนมากถึงไม่กล้าเอาความมั่งคั่งของตัวเองมาใส่ลงในกองทุนที่ตัวเองบริหารให้มากพอ ???

ปล.ก่อนจะซื้อกองทุนเป็นจำนวนมากอย่าลืมถามว่าผู้จัดการกองทุนได้ใส่เงินของตัวเองลงไปมากน้อยแค่ไหน

*********
หุ้นหลายตัวที่นักลงทุนได้ซื้อไว้จะมีกำไรอย่างมาก แค่เพียงแต่นักลงทุนไม่ใส่ใจกับคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับทิศทางของตลาดและเศรษฐกิจ

เพราะคำแนะนำเหล่านั้นจะทำให้คุณกลัวจนไม่กล้าซื้อหรือแม้กระทั่งยอมขายหุ้นที่ควรจะได้กำไรหากถือไว้นานพอ

หากได้ซื้อกิจการที่ยอดเยี่ยมเข้าพอร์ตหุ้นในราคาที่เหมาะสม จริงๆแล้วเราควรจะลงทุนตลอดเวลา เพราะหากตลาดหมีมาเยือน มันก็ไม่ใช่เวลาที่จะขายกิจการที่ยอดเยี่ยมออกไป

*****
ถ้าคุณเชื่อว่ากำไรมากๆมาจากการเทรดที่มีความเสี่ยงสูงๆแล้วล่ะก็ โอกาสที่คุณต้องออกจากตลาดก็จะสูงตามไปด้วย

********

ถ้าคุณซื้อหุ้นของบริษัทยอดเยี่ยม ในราคาต่ำกว่ามูลค่า แม้ราคาระยะสั้นจะเป็นขาลง แต่ในระยะยาวไม่มีบริษัทไหนที่ราคาจะไม่ขยับขึ้นไปตามมูลค่าที่เติบโตขึ้นทุกปี

ส่วนหุ้นที่ราคาดำดิ่งแล้วไม่กลับฟื้นขึ้นมาเลยนั้น หุ้นเหล่านั้นไร้ซึ่งการเติบโต หรือราคาที่ซื้อนั้นแพงกว่ามูลค่าเป็นอย่างมาก ซึ่งการซื้อหุ้นเหล่านี้ มันผิดตั้งแต่ตอนซื้อแล้ว ไม่ใช่เพิ่งมาผิดตอนที่ราคาไหลลง ดังนั้นถึงแม้หุ้นเหล่านี้ราคาจะไม่ลงก็ควรจะขายทิ้งอยู่ดี 

คนที่ไม่แยกแยะ ชอบเอาบริษัทห่วยๆ ที่ราคาดำดิ่ง มาเหมารวมกับหุ้นของบริษัทยอดเยี่ยมที่ราคาถูกขายเพราะความแตกตื่นชั่วคราว คนที่ไม่แยกแยะเหล่านั้นที่แท้ก็คือมิสเตอร์มาร์เก็ต ของอาจารย์เกรแฮมนั่นเอง
**********

ถ้าลงทุนในหุ้นรายตัว ไม่ได้ลงทุนในกองทุนอิงดัชนี ไม่ต้องกังวลใจเรื่องดัชนีขึ้นๆลงๆให้มากนัก เพราะดัชนีมันรวมเอาหุ้นอื่นๆอีกมากมาย ซึ่งไม่ได้ส่งผลต่อปัจจัยพื้นฐานของบริษัทที่เราซื้อ จะมีเพียงแต่ sentiment ด้านราคาระยะสั้นชั่วคราวเท่านั้น ที่อาจได้รับผลกระทบ

ต้องอย่าลืมถามตัวเอง ว่าซื้อหุ้นเพื่อหวังราคาระยะสั้น ให้ราคาหุ้นขึ้นทันทีที่ซื้อ หรือซื้อหุ้นเพื่อลงทุนบนการเติบโตระยะยาวของบริษัท

หากซื้อหุ้นเพื่อหวังให้ราคาระยะสั้นปรับตัวขึ้นทันทีที่ซื้อเสร็จ คุณมาผิดทางแล้ว นั่นไม่ใช่การลงทุน คุณต้องไปใช้หลักการเก็งกำไร หลักการในการเทรด
*************
อย่าซื้อหุ้นเพียงเพราะหวังว่าราคาหุ้นจะขึ้นทันทีที่คุณซื้อ 

แต่ให้ซื้อหุ้น เพราะเข้าหลักเกณฑ์การซื้อของคุณ เพราะเข้าหลักเกณฑ์การลงทุนที่เมื่อทำตามอย่างมีวินัยแล้วจะเพิ่มโอกาสในการประสบความสำเร็จในการลงทุน

************
ค้นหาเหตุการณ์ที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้สูง และถ้าเหตุการณ์นั้นเกี่ยวข้องกับการเติบโตต่อเนื่องของบริษัท ก็สามารถที่จะลงทุนได้บนราคาที่สมเหตุสมผล

*********
อีโก้มันทำให้พัง มันทำให้เสียหาย ยิ่งอีโก้ใหญ่ยิ่งพังมาก ทุกคนล้วนมีอีโก้ 

แต่พยายามรู้ตัวให้ไว พอมันเริ่มใหญ่ ต้องรู้ตัว ต้องถอยออกจากอีโก้ เรื่องแบบนี้ประสบการณ์จะสอนเอง ยิ่งอายุมากขึ้นประสบการณ์จะมากขึ้น ก็จะรู้ตัวได้ไวขึ้น 

แต่ในบางคน ยิ่งแก่ตัวอีโก้ยิ่งใหญ่มากขึ้น สุดท้ายจะพังหนักมาก 

อีโก้มันทำให้พังเสมอไม่ว่าการใช้ชีวิตหรือการลงทุนก็ตาม

**********

“Read 500 pages every day. That’s how knowledge works. It builds up, like compound interest. All of you can do it, but I guarantee not many of you will do it.” - Warren Buffett

นี่สินะคือเคล็ดลับ สมองดีของสองปู่ 

เราสงสัยมาตลอดว่าปู่บัฟเฟตต์อายุ 92 ปี ส่วนปู่ชาร์ลีอายุ 98 ปี ทำไมสมอง ความคิดอ่านและความจำ ถึงยังดีอยู่มากๆ เมื่อเทียบกับคนสวนใหญ่แล้วอายุขนาดนี้ ความจำมักจะไปไม่ค่อยรอดแล้ว 

การอ่านหนังสือจำนวนมากทุกวัน นอกจากจะได้ความรู้แล้ว ความรู้ที่กว้างและลึกช่วยเสริมระบบความคิด และเมื่อสมองได้คิดอ่านทุกวันอย่างต่อเนื่อง (ก็คงจะเหมือนกับคนที่ออกกำลังกาย) สมองก็ยังแข็งแรง ความจำก็ยังดี ระบบวิธีคิด หลักการคิด ก็หนักแน่นขึ้นทุกวันทุกวัน คงจะเป็นเคล็ดลับที่ทำให้ 2 ปู่ สมองดีความจำดีแม้จะอายุมากแล้วก็ตาม 

เชื่อว่าช่วงอายุน้อยของปู่ก็คงยังไม่ได้อ่านหนังสือวันละ 500 หน้าแบบนี้ แต่เมื่ออ่านทุกวันทุกวัน ก็จะสามารถอ่านได้เร็วขึ้น สมองก็จะมีความคล่องแคล่วมากขึ้น

**********
สำหรับเทรดเดอร์การเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด การเกิดความผิดพลาด สิ่งที่ควรทำคือ หนีให้เร็วที่สุด ปิดสถานะที่ผิดพลาดนั้นให้เร็วที่สุด คล้ายกันกับนักลงทุนที่เมื่อลงทุนไปแล้วแต่ปัจจัยพื้นฐานของบริษัทมีการเปลี่ยนแปลงอย่างถาวรในทางที่แย่ลงแบบผิดคาด นักลงทุนก็ต้องรีบตัดขายออกอย่างรวดเร็วเช่นกัน

*****

หากไม่เจอกันลงทุนที่เข้ากับหลักเกณฑ์ของตนก็ไม่ต้องลงทุน ที่ต้องทำคือ รู้จักรอ

********
นักลงทุนที่ดีจะมองระยะเวลาของการลงทุนในหลักเดือนหรือปี

นักลงทุนยอดเยี่ยม มองระยะเวลาของการลงทุนเป็นทศวรรษ

**********
การซื้อขายหุ้นแต่ละครั้ง คุณซื้อขายบนความเชื่อที่คุณมีต่อหุ้นตัวนั้น ดังนั้นอย่าลืม สำรวจ พิสูจน์ ว่าความเชื่อนั้นสามารถใช้ได้จริง/เป็นจริง

*******

มองหาโอกาสและความน่าจะเป็นก่อนที่จะเข้าลงทุน

******

นักลงทุนแต่ละคนจะมีหลักการลงทุนที่แตกต่างกันในรายละเอียดเสมอ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น ความจำเป็นส่วนตัว ประสบการณ์การลงทุนที่ผ่านมา ความสบายใจในหลักการบางอย่างเป็นพิเศษ หรือความหนักใจเมื่อต้องใช้หลักการบางอย่าง รวมถึงความรู้และทักษะของแต่ละบุคคล

ดังนั้นการจะ copy หลักการลงทุนของใครมาใช้ ก็จะต้องมีการปรับปรุงรายละเอียดด้วย เพื่อให้มีความเหมาะสมกับตนเอง
*********

ระวังการให้ค่าที่มากเกินไปในหุ้นที่งั้นๆ ตอนที่กำลังอยู่ในช่วงเวลาที่ดีของธุรกิจ

******
นายตลาดมีนิสัยที่ดีอยู่อย่างนึง คือ เวลาเขามาเสนอขาย หรือเสนอซื้ออะไร เขาไม่เคยงอน ไม่เคยน้อยใจเวลา ที่ไม่ทำธุรกรรมด้วย 

เขาจะมาหาใหม่ในวันรุ่งขึ้นเสมอ หลายครั้งที่ข้อเสนอของเขาก็ดูเหมือนคนโกง และหลายครั้งที่ข้อเสนอของเขาดูเหมือนคนโง่

ทั้งหมดคือแล้วแต่เราว่าอยากรับข้อเสนอแบบไหน และไม่รับข้อเสนอไหน

Mr. Market

*****
บางทีคำถามง่ายๆก็ทรงพลัง
แต่คนส่วนมากมักมองข้าม 

"ผมอยากซื้อหุ้นของบริษัทนี้หรือไม่ ถ้ามีผู้บริหารชุดนี้" - ปู่ BFT
*****

ในธุรกิจ Commodity เป็นเรื่องยากที่จะเหนือกว่าคู่แข่งมากๆ และเป็นเรื่องง่ายที่จะโดน copy

**********

ในตลาดหุ้น เชื่อเถอะว่าการอดทนรอคอยเป็นเรื่องที่น่าเบื่อมากและเป็นอะไรที่ยาก เพราะถ้ามันง่าย คนที่ประสบความสำเร็จก็คงจะมีมากกว่าที่เป็นอยู่ เพราะมันยากนี่แหละมันจึงคัดกรองคนได้

การรอคอยนานๆ มันจะทำให้ความคิดของเราเองนี่แหลฟุ้งซ่าน เป็นศัตรูกับการลงทุนของเราเอง มันจะทำให้เราเริ่มลังเล สงสัย จนไม่แน่ใจ และสุดท้ายยอมตัดใจออกมาจากสถานการณ์นั้นเอง ด้วยความเต็มใจของตัวเองที่จะยอมรับความพ่ายแพ้
**********

การเน้นเลือกหุ้นที่มั่นคงมากๆ ผู้บริหารที่มีความ conservative มากเกินไป สิ่งที่คุณจะเจอก็คือ ผู้บริหารให้ความสำคัญกับความมั่นคงจนมองข้ามการเติบโต 

ในบริษัทที่ผู้บริหารมุ่งแต่จะเติบโตมากเกินไป จนใจกล้าที่จะก่อหนี้มากๆ หรือกล้าลุยในธุรกิจใหม่ๆที่ตนเองไม่มีความชำนาญ คุณก็จะพบว่า บริษัทมักจะมีความเสี่ยง ด้านการเงินสูงหรือด้านโมเดลธุรกิจสูง

หากสามารถพบเจอผู้บริหารที่ให้ความสำคัญกับทั้งสองด้าน คือความมั่นคงของงบการเงิน และมีความต้องการอย่างแรงกล้าที่จะให้บริษัทเติบโตในธุรกิจที่บริษัทมีความชำนาญ และซื้อหุ้นได้ในราคาที่เหมาะสมแล้วละก็ ถือหุ้นนั้นไว้ให้มั่น อย่าปล่อยให้หลุดมือไปเชียว

********มีเพียง 3 สถานการณ์เท่านั้นที่คุณควรจะขายหุ้น 

- เมื่อพบว่าคุณได้ทำพลาดไปโดยบริษัทนั้นไม่ได้เข้าเกณฑ์การลงทุนของคุณ

- บริษัทที่เคยดีกลับไม่ผ่านเกณฑ์การลงทุนของคุณอีกต่อไป

- คุณพบโอกาสที่ดีมากๆและทางเดียวที่จะมีเงินไปลงทุนก็คือต้องขายบางอย่างทิ้งไปก่อน 

- ฟิลลิป ฟิชเชอร์

**********

การประเมินมูลค่าหุ้น เป็นเสมือนศิลปะไม่มีถูกไม่มีผิดอย่างแท้จริง สิ่งสำคัญคือการพยายามพัฒนาความรู้ ความเข้าใจ เพื่อสร้างสรรค์งานศิลปะนั้น

ดังนั้นอย่าพยายามขีดเส้น ว่าแบบนี้ถูกหรือยัง แบบนี้ใช่ไหม สองปู่ใช้เรื่องมูลค่าหุ้นเหมือนกัน แต่ก็ยังคำนวนมูลค่าหุ้นตัวเดียวกันได้ต่างกัน แต่จะเห็นพ้องต้องกันเมื่อมันต่ำกว่ามูลค่ามากพอ

******

ถ้าเปรียบเทียบระหว่างหุ้น กับ ตราสารหนี้ (การฝากเงิน/พันธบัตร/หุ้นกู้)

เงินปันผล เทียบได้กับดอกเบี้ย
เงินที่จ่ายเพื่อซื้อหุ้น เทียบได้กับ เงินต้นที่ซื้อตราสารหนี้ 

โดยปกติแล้วบริษัทที่มีการดำเนินงานเติบโตอย่างมั่นคง มักจะมีการจ่ายเงินปันผลสูงขึ้นตามเวลาที่ผ่านไป แต่ดอกเบี้ยเงินฝาก หุ้นกู้หรือพันธบัตรนั้น เช่นหากซื้อตราสารหนี้อายุ 10 ปี ดอกเบี้ยจะคงที่ตลอดสิบปี

และถ้าหากบริษัทที่ออกตราสารหนี้ สามารถสร้างผลกำไรที่ยอดเยี่ยม สิ่งที่ผู้ถือตราสารหนี้คาดหวังได้มากสุดคือการได้รับคืนเงินต้น เงินต้นที่ถูกเงินเฟ้อกัดกินมูลค่าไปเรียบร้อยแล้ว 

ในขณะที่บริษัทที่มีผลกำไรที่ยอดเยี่ยมนั้นก็มักจะจ่ายเงินปันผลเพิ่มมากขึ้นตามผลกำไร และราคาหุ้นเป็นเงินต้นก็จะมีมูลค่าเพิ่มมากขึ้นอีกต่างหากด้วย 

สำหรับนักลงทุนแล้ว สามารถที่จะสร้างพอร์ตลงทุนโดยที่ไม่จำเป็นต้องมีตราสารหนี้เป็นองค์ประกอบของพอร์ตเลยก็ยังได้ 

โดยมากที่พบ คือผู้สูงอายุ ที่ไม่มีความรู้ในการลงทุน ทางเลือกที่เหลือ จึงเหลือเพียงการซื้อตราสารหนี้เท่านั้น (การฝากเงินเปรียบเสมือนกับการซื้อตราสารหนี้ที่มีลูกหนี้เป็นธนาคาร)

ดังนั้น อย่าปล่อยให้แก่ตัวลงโดยที่ไม่มีความรู้ด้านการลงทุน มันจะเสมือนการตัดช่อง บีบทางตัวเองให้แคบลง จนไม่เหลือทางเลือก ทำได้เพียงซื้อตราสารหนี้ยามแก่ตัว

******
ควรจะประเมินมูลค่าแบบคร่าวได้อย่างเป็นอัตโนมัติ แม้จะไม่ exactly ซะทีเดียวก็ตาม (คล้ายกับที่มองรู้ว่าคนนั้นท้วม คนนี้ผอม แม้ว่าจะไม่ได้รู้น้ำหนักอย่างแน่ชัดก็ตาม) 

แม่บ้านซื้อของในซุปเปอร์สามารถที่จะเลือกหยิบสินค้าที่ดี ที่กำลังลดราคา ได้อย่างคล่องแคล่ว จริงๆแล้วแม่บ้านที่กำลังเลือกซื้อของในซุปเปอร์ก็กำลังใช้การประเมินมูลค่าแทบตลอดเวลาและอย่างคล่องแคล่วด้วย

*******
การอ่าน หนังสือดีๆ บทความดีๆ เป็นประจำ จะค่อยๆปรับ mindset ให้เข้าที่เข้าทาง ให้คิดมากขึ้น วิเคราะห์มากขึ้น มันช่วยให้แผนการลงทุนมีความละเอียดขึ้นได้ 

ดังนั้นการเลือกบทความมาอ่านจึงมีความสำคัญ เสมือนค่อยๆสะสม ปรับเปลี่ยน ความคิดที่มีต่อการลงทุนให้เข้าที่เข้าทางในระยะยาว

*******

หากเจอหุ้นที่คิดว่าโอเคแล้วแต่ยังต้องการเวลาเพิ่มเติมในการศึกษารายละเอียด  หลายๆครั้งการซื้อหุ้นนั้นเข้าพอร์ตไว้ก่อนในสัดส่วนที่น้อย ช่วยให้มีแรงขับในการติดตามบริษัทได้มากขึ้น ช่วยเพิ่มความสนใจในบริษัทได้
**********
การกระจายความเสี่ยง ต้องคิดให้ละเอียดว่าที่ทำอยู่เป็นการกระจายความเสี่ยง หรือเป็นการกระจายความมั่งคั่ง และต้องอย่าลืมคิดถึงปริมาณงานที่เพิ่มขึ้นด้วย

พอร์ตที่มีหุ้น 30 ตัวหากหุ้นตัวใดตัวหนึ่งในพอร์ตราคาเพิ่มขึ้น 100% กำไรนั้นจะส่งผลต่อพอร์ตรวมให้เพิ่มขึ้น 3.3%

พอร์ตที่มีหุ้น 4 ตัว หากมีหุ้น 1 ตัวที่ราคาขึ้น 100% กำไรนั้นจะส่งผลต่อพอร์ตรวมให้เพิ่มขึ้น 25% 

และปริมาณงานในการติดตามหุ้น 30 ตัวกับหุ้น 4 ตัวนั้น จะต่างกันอย่างมาก หุ้นจำนวนน้อยตัว คุณจะสามารถโฟกัสและติดตามได้ดีกว่า
**********

หลายคนไม่เข้าใจ ทำไมบริษัทที่ยอดเยี่ยมถึงกลายเป็นการลงทุนที่ยอดแย่ได้ถ้าหากว่าคุณซื้อมาแพงเกินไป 

ยกตัวอย่างเช่น
บริษัทเอ มี margin ดีมาก มีกำไรสูงถึง 50% 

สมมุติเจ้าของเดิมเขาใส่เงินลงทุนไป 1 ล้านเขาได้กำไรปีละ 500,000 บาท ถือว่ามีอัตราการกำไรสูงถึง 50% เป็นธุรกิจที่ดีมากๆ (อัตรากำไร 50% ของเงินลงทุน)

ต่อมาเขาขายหุ้นให้คุณครึ่งนึง แต่เขาตั้งราคาธุรกิจรวมของเขา ที่ 10 ล้าน คุณซื้อหุ้นมาครึ่งนึง คือคุณถือหุ้นอยู่ 50% โดยจ่ายเงินไป 5 ล้าน เพื่อร่วมลงทุน 

ธุรกิจเดิมมีกำไรปีละ 5 แสน เมื่อคุณถือหุ้นครึ่งหนึ่งคุณก็จะได้กำไร 250,000 บาทตามสัดส่วนการถือหุ้น 

คุณลงทุน 5 ล้านได้กำไร 250,000 บาท คิดเป็น อัตรากำไร 5% ของเงินลงทุน 

เฮ้ย คุณเก่งนะ คุณทำให้ธุรกิจที่มีอัตรากำไร 50% กลายเป็นธุรกิจที่มีอัตรากำไร 5% ได้ด้วยการร่วมลงทุน ซื้อหุ้นในราคาแพง 

คุณทำให้บริษัทยอดเยี่ยม กลายเป็นบริษัทยอดแย่ในการลงทุนได้ 

คุณยังสามารถวาดฝันต่อได้อีกว่าที่คุณจ่ายเงินลงทุนไป 5 ล้านอาจจะมีคนที่โง่กว่าคุณมาซื้อต่อจากคุณในราคา 10 ล้านก็ได้ แค่ฝันก็มีความสุขแล้ว

*************
ความรู้ที่กว้างขึ้นและลึกขึ้น + การฝึกซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้เกิดความชำนาญมากขึ้น ความสามารถเหล่านั้นจะค่อยๆซึมซับลงสู่ระบบอัตโนมัติ คือสามารถทำซ้ำกระบวนการนั้นได้เป็นอัตโนมัติ ความเคยชินความคุ้นเคย 

การยึดมั่นกับหลักการลงทุนหรือหลักการเทรดจนมันกลายเป็นอัตโนมัติเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ประสบความสำเร็จในการลงทุน

ดังนั้นการใช้หลักการ 2 อย่างที่ขัดแย้งกัน พร้อมๆกันในช่วงเวลาเดียวกัน จึงเป็นสิ่งที่จะสร้างความขัดแย้งทางความคิดในภายหลัง รวมถึงขัดแย้งกับกระบวนการอัตโนมัติ 

ตัวอย่างเช่น การลงทุนที่เน้นซื้อหุ้นในราคาต่ำกว่ามูลค่าก็จะพยายามมองหาหุ้นที่มีราคาถูก ในขณะที่การเทรดแบบโมเมนตัมก็จะต้องพยายามหาหุ้นที่ทำ new high 

เมื่อความคิดทั้งสองอย่างที่ขัดแย้งกัน ฝึกซ้ำๆใช้ซ้ำๆ จนลงสู่ระดับจิตใต้สำนึก มันจะเกิดการขัดแย้งกันเองในภายหลัง 

นักลงทุนหรือเทรดเดอร์ที่เก่งมากๆ จะลงทุนหรือเทรดอย่างชัดเจนราบรื่นราวกับไม่ต้องใช้ความพยายามมากเพราะทุกอย่างเป็นไปโดยอัตโนมัติ ตามกระบวนการตามหลักการในการลงทุน ในการเทรด 

แต่หากมีหลักการที่ขัดแย้งกันอยู่ในจิตใต้สำนึก ขบวนการที่เป็นอัตโนมัตินั้น จะเป็นอุปสรรคในภายหลัง

เช่น ช่วงที่เป็นตลาดกระทิง การเทรดแบบโมเมนตัมอาจจะสร้างผลงานได้ดีกว่า คุณก็จะเกิดความคิดที่ขัดแย้งว่า มัวเอาเงินมาจมอยู่กับการลงทุนทำไมตั้งเยอะ ทำให้เสียโอกาสอย่างมาก

หรือบางช่วงที่เป็นตลาดหมี คุณขาดทุนจากการเทรดมาก แต่การลงทุนกลับรักษาพอร์ตของคุณเอาไว้ได้ คุณก็จะเกิดความคิดว่าไม่น่าหาเรื่องเทรดเลย น่าจะลงทุนทั้งหมดก็จะไม่เจ็บตัวแบบนี้
***********
ฃถ้าคุณเป็นเทรดเดอร์คุณต้องให้ความสำคัญกับสภาพคล่อง แต่ถ้าคุณเป็นนักลงทุน สภาพคล่องแม้จะสำคัญแต่ก็อาจจะไม่สำคัญมากเท่ากับราคาที่มีส่วนต่างความปลอดภัยที่มากเพียงพอ

**********

KLINIQ 
ราคา ipo 24.50 บาทต่อหุ้น
จำนวนหุ้นสามัญทั้งหมดหลัง ipo 220 ล้านหุ้น
คิดเป็นมูลค่าบริษัทที่ราคา ipo 5,390 ล้านบาท

มีสาขาทั้งสิ้น 39 สาขา 
เป็นคลินิกเวชกรรม 35 สาขา
ศูนย์ศัลยกรรม 1 สาขา
ร้านทำเล็บ 3 สาขา 

(ศูนย์ศัลยกรรมน่าจะลงทุนมากกว่าคลินิกแต่ร้านทำเล็บน่าจะลงทุนน้อยกว่าคลินิกเยอะมาก)

ราคาที่ขาย ipo นำมาหารเฉลี่ยเพื่อดูราคาต่อสาขาไปเลย เท่ากับ 1 สาขาจะมีมูลค่า 138.20 ล้านบาท (ราคานี้รวมฐานลูกค้าทั้งหมดและการเติบโตในอนาคต)

2562 รายได้สุทธิ 975.84 ล้านบาท
2563 รายได้สุทธิ 1,000.55 ล้านบาท
2564 รายได้สุทธิ 949.93 ล้านบาท
1H64 รายได้สุทธิ 451.58 ล้านบาท
1H65 รายได้สุทธิ 714.72 ล้านบาท 

2562 กำไรสุทธิ 115.47 ล้านบาท
2563 กำไรสุทธิ 144.69 ล้านบาท
2564 กำไรสุทธิ 129.25 ล้านบาท
1H64 กำไรสุทธิ 60 ล้านบาท
1H65 กำไรสุทธิ 100.22 ล้านบาท 

ถ้าให้ 3 สาขาเล็กเท่ากับ 1 สาขาปกติ ปัจจุบันมี 36 สาขา ให้ขยายสาขาปีละ 7-8 แห่ง ครบ 11 ปีจะมีสาขาได้ 120 สาขา สมมุติให้มีกำไรเฉลี่ยสาขาละ 4.5 ล้านบาท ปีที่ 11 กำไรจะเป็น 540 ล้าน คูณด้วย P/E 25 เท่า อาจจะได้มูลค่า 13,500 ล้าน 

มูลค่าปัจจุบันที่ประมาณ 5,400 ล้าน ใช้เวลา 11 ปีเป็นมูลค่า 13,500 ล้าน คิดเป็น IRR 8.69% 

โดยมีความเสี่ยงดังนี้ 
- จะขยายได้ครบ 120 สาขาภายใน 11 ปีหรือเปล่า
- จะมีกำไรเฉลี่ยสาขาละ 4.5 ล้านบาทได้จริงหรือเปล่า 
- ปีที่ 11 การเติบโตน่าจะลดลงมากแล้วเพราะมีสาขามาก(ถ้าทำได้ ) ตลาดจะยังคงให้ PE ที่ 25 หรือเปล่า
- การขยายสาขาจำนวนมากจะทำให้คุณภาพลดลงหรือเปล่า จะหาบุคลากรเพียงพอไหม หากคุณภาพลดลงคนไข้ก็จะหนีหายส่งผลต่อกำไรเฉลี่ยที่อาจจะไม่ถึง 4.5 ล้านได้ 
- เป็นประมาณการที่ดูแล้วค่อนข้าง Aggressive (หรืออย่างน้อยที่สุดก็ไม่คอนเซอร์เวทีฟแน่ๆ)
- ถ้าทำได้ตามนี้ IRR ก็เพียงแค่ 8.69% ต่อปีเท่านั้น

หากทุกอย่างสอดคล้องกัน ก็น่าจะทำได้ แต่หากมีเพียงสิ่งใดสิ่งหนึ่งตุกติกไม่เป็นไปตามแผนหล่ะ ???

#KLINIQ

************
หุ้นมั่นคงเติบโตต่ำ ปันผลสูง ซื้อเมื่อราคาต่ำกว่ามูลค่ามากพอสมควร มีส่วนเผื่อความปลอดภัยสูง
- ขายเมื่อราคาเต็มมูลค่า
- ขายทันทีที่พื้นฐานกิจการเปลี่ยนไปในทางที่แย่ลงอย่างถาวร
- ขายเมื่อพบโอกาสอื่นที่ดีกว่า 

หุ้นมั่นคงที่มีการเติบโตพอประมาณ ซื้อเมื่อราคาต่ำกว่ามูลค่า มีส่วนเผื่อความปลอดภัยพอสมควร 
- ขายเมื่อราคาสูงกว่ามูลค่า
- ขายเมื่อพื้นฐานกิจการเปลี่ยนในทางแย่ลงอย่างถาวร
- ขายเมื่อพบเจอโอกาสอื่นที่ดีกว่ามาก


หุ้นเติบโต ซื้อที่ราคาเหมาะสม การเติบโตจะเป็นส่วนเพื่อความปลอดภัยให้เอง 
- ขายเมื่อการเติบโตลดลงอย่างชัดเจนต่อเนื่องถาวร
- ขายเมื่อพบเจอโอกาสอื่นที่ดีกว่ามาก
*************

เหนื่อยหน่ายไหม กับการเดาตลาด 

เดวเมกามี recession เดวไม่มี 
เดี๋ยวเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยมากกว่าที่คาด เดี๋ยวจะขึ้นน้อยกว่าที่คาด 
เดี๋ยวเงินเฟ้อจะสูง เดี๋ยวเงินเฟ้อจะต่ำ 
เดี๋ยวตลาดจะตอบรับทางบวก ตลาดจะเขียว 
เดี๋ยวตลาดผิดหวังตลาดจะแดง 

สังเกตไหมว่าทุกอย่างอยู่บนความคิด ความคาดหวัง ในสิ่งที่ไม่สามารถควบคุมได้ทั้งนั้นเลย ทำได้เพียงแค่คอยวิ่งไล่ตาม "ความคาดหวัง" ไปเรื่อยๆ 

จะดีกว่าไหมถ้าลงทุนในสิ่งที่เราเลือกได้ ควบคุมการเลือกของตัวเองได้ ลงทุนในบริษัทที่มีความมั่นคง ฝ่าฟันทุกสถานการณ์ของเศรษฐกิจไปได้ สร้างผลกำไรได้ต่อเนื่องในระยะยาว

ถ้าเราเลือกปัจจัยที่เป็นสาเหตุให้ดีเพียงพอ หลังจากนั้นก็เพียงแค่ไว้วางใจ แล้วรอผลงานให้บริษัทเติบโตไปเรื่อยๆ จะเหนื่อยใจน้อยกว่าไหม จะเป็นการลงทุนที่ดีและมีความสุขกว่าไหม

**********
ถ้าคุณสามารถรู้ทุกข้อมูลของธุรกิจนั้นได้ รู้ได้ในทุกแง่ทุกมุม ทำการบ้านมาละเอียดมาก รู้ไม่น้อยกว่าผู้บริหาร เผลอๆอาจรู้มากกว่า ผบห ด้วย เนื่องจากทำการบ้านมาครอบคลุมอุตสาหกรรมต่างๆมากกว่า 

และมีประสบการณ์จากการทำการบ้านมาหลากหลายอุตสาหกรรมกว่าผู้บริหาร

แบบรู้จริงนะไม่ใช่คิดว่ารู้ ไม่ใช่คิดไปเอง (มีคนเก่งแบบนี้จริงๆนะ เก่งมากๆ แต่มีน้อยคนมากๆที่จะไปถึงจุดนั้นได้) ส่วนเผื่อความปลอดภัยก็อาจไม่จำเป็น มุ่งหา บ.ที่เน้นความก้าวหน้ามากๆ ยอมจ่ายสูงขึ้นได้ มองไปข้างหน้าแบบไม่ต้องพะวงหลัง 

แต่ ถ้าคุณไม่สามารถที่จะรู้ทุกอย่าง ทุกแง่ทุกมุม ในธุรกิจนั้นได้ คุณก็ต้องรู้ว่ามีโอกาสที่คุณจะผิดพลาดสูงขึ้น 

สิ่งที่จะมารองรับความผิดพลาดนั้นได้ สิ่งที่จะมาเป็นบัฟเฟอร์ คือ ส่วนเผื่อความปลอดภัย (MOS) ซึ่งจะได้มาจากการซื้อ ในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าพอสมควร

ประเด็นคือ คนไม่น้อยที่คิดว่าตัวเองรู้ลึก คิดว่าตัวเองรู้จริง แต่ไม่รู้ว่าตนเองไม่รู้อะไรบ้าง 

แล้ววางตำแหน่งการลงทุนโดยโฟกัสที่จะพุ่งไปข้างหน้าแต่เพียงอย่างเดียว ไม่มองเผื่อทางถอยหรือความเสียหายความผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้นไว้บ้างเลย เวลาเกิดความผิดพลาดขึ้นมามันจะเสียหายหนัก

**********

รายการหุ้นส่วนมากมักจะวนเวียนอยู่กับการพยายามทำนายตลาด

*********

หากคุณเลือกลงทุนในบริษัทที่จ่ายเงินปันผลเพิ่มขึ้นตลอดระยะเวลา 10-20 ปีติดต่อกันแล้ว คุณจะมีโอกาสขาดทุนน้อยมากๆ 

ยกเว้นเสียแต่ว่าคุณจะซื้อหุ้นนั้นมาแพงมากๆ หรือไปเลือกหุ้นที่มีกำหนดระยะเวลา เช่น สัมปทาน สัญญาระยะยาวที่ค่อยๆหมดไป

*********
ถ้าหากต้องการมีอิสรภาพทางการเงินที่แท้จริง มันหมายถึงว่าในแต่ละปีคุณจะต้องมีกระแสเงินสดไหลเข้าให้เพียงพอใช้ตลอดทั้งปีรวมถึงเพียงพอที่จะสะสมสำหรับเหตุการณ์ฉุกเฉิน 

ซึ่งกระแสเงินสดที่จะไหลเข้ามาทุกปีเพื่อไว้ใช้จ่าย สำหรับนักลงทุนแล้ว คือเงินปันผล

หรือพูดง่ายๆก็คือถ้าหากอยากจะมีอิสรภาพทางการเงินต้องทยอยสะสมหุ้นปันผลเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

หากไม่เช่นนั้นแล้ว คุณก็จะไม่มีวันมีอิสรภาพทางการเงิน 

สมมุติว่าคุณชอบเทรด คุณเป็นเทรดเดอร์ วันหนึ่งที่คุณหยุดเทรด วันหนึ่งที่คุณเจ็บป่วยหรือเกิดอุบัติเหตุแล้วต้องเข้าโรงพยาบาลสัก 2-3 เดือน หรืออยากจะไปเที่ยวต่างประเทศสักเดือนนึง คุณต้องหยุดเทรด กระแสเงินสดไหลเข้านั้นหยุดไป แต่ค่าใช้จ่ายไม่เคยหยุด

หากคุณเทรดฟิวเจอร์ หรือ ออปชั่น เปิดสถานะไว้แล้วบังเอิญมีเหตุให้ไม่สามารถดูพอร์ต หรือไม่สามารถเทรดได้สัก 3-4 วัน (เช่นมีอุบัติเหตุ สลบไป) พอเปิดมาดูอีกที พอร์ตคุณอาจเสียหายหนักมากได้ 

คุณจะเห็นว่าการเป็นเทรดเดอร์มันจะกินเวลามันจะผูกพันกับเวลาและการทำงานของคุณอย่างมาก คุณแทบจะหยุดงานไม่ได้ ถ้ามันเป็นเช่นนั้นย่อมจะไม่ใช่หนทางสู่อิสรภาพทางการเงิน 

หลายคนบอกว่าต้องการจะเทรดเพื่อที่จะหาเงินไปซื้อหุ้นปันผล แต่เชื่อเถอะมีน้อยคนที่จะทำได้ เพราะในช่วงเวลาที่คุณเทรดได้คุณก็จะอยากได้มากขึ้นไปอีก คุณก็จะอยากถอนเงินจากหุ้นปันผลมาเทรด เพราะเงินที่ใส่อยู่ในหุ้นปันผลนั้นมันงอกเงยช้า 

และเมื่อความโลภมาถึงเมื่อคุณพังพอร์ตการลงทุนของคุณเอง นำเงินไปเพิ่ม position ในการเทรดพอเวลาเทรดเสียขนาดของ position ที่เทรดเสียก็จะมีขนาดใหญ่กว่าตอนที่ได้ นี่คือการเสีย 2 ต่อทั้งพอร์ตที่หวังจะสร้างอิสรภาพทางการเงิน และพังเสียหายจากการเทรดด้วย 

พอร์ตหุ้นปันผลที่จะสร้างอิสรภาพทางการเงินนั้นมันต้องใช้ระยะเวลายาวในการสะสมเมื่อคุณพังมันไปแล้ว พอมีสติก็อยากจะกลับมาสร้างใหม่ วนเวียนอยู่อย่างนี้ไปเรื่อย  

แต่ไม่เคยได้พอร์ตที่สามารถสร้างอิสรภาพทางการเงินได้จริงๆ เพราะคุณทำลายมันกับมือคุณเอง รวมถึงระยะเวลาในการลงทุนของคนเรานั้นมีจำกัด ระยะเวลาหดสั้นลงเรื่อยๆเรียกกลับคืนมาไม่ได้

วันเสาร์ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2565

หลักคิด 20

การตัดสินใจแบบกระทันหัน มักจะมีความผิดพลาดสูง ทางแก้คือ เราควรจะวิเคราะห์การลงทุนของตัวเองในขณะที่อยู่ในภาวะปกติ ในสภาพตลาดปกติ เช่น ถ้าหากเกิดเหตุการณ์ตลาด crash เราจะทำอย่างไรบ้าง 1...2...3... เพราะอะไร .....
และตั้งใจอย่างแน่วแน่กับตนเองว่าจะทำตามขั้นตอนให้ได้ 

การวิเคราะห์และวางแผนล่วงหน้า จะช่วยลดการตัดสินใจอย่างกะทันหันซึ่งมักจะก่อให้เกิดความผิดพลาดลดลงได้

******

แม้จะรู้ว่าหลักการลงทุนที่ถูกต้องคืออะไร แต่คนส่วนใหญ่ก็ไม่สามารถหักห้ามใจจากหุ้น ipo ที่ร้อนแรงรวมถึงหุ้นที่กำลังเป็นกระแสนิยมได้

*********

ถ้าคุณไม่ทำความรู้จัก บ.ให้ดีพอ
ถ้าคุณไม่ประเมินค่าบริษัทด้วยตนเอง

แล้วคุณจะมั่นใจได้อย่างไร ว่าจริงๆแล้ว บ.มีมูลค่าเท่าไร และถ้าคุณไม่มั่นใจมากเพียงพอแล้ว คุณจะถือหุ้นผ่านความผันผวนสูงๆได้อย่างไร

*********

เวลาคุณลงทุนทำธุรกิจ สมมุติลงทุนเปิดร้านอาหาร เช่าพื้นที่ซื้อโต๊ะเก้าอี้และทำครัวตกแต่งร้านจ่ายเงินไปก้อนนึง

คุณจะต้องมาจำไหม ว่าซื้อโต๊ะมาเท่าไร เก้าอี้เท่าไร ครัวทำไปเท่าไร ตกแต่งร้านเท่าไร เด่วทำธุรกิจสักสามเดือนแล้ว จะขายโต๊ะ เก้าอี้ จะขายเครื่องครัวใช้แล้ว ต้องมีกำไรสัก 20% คุณทำธุรกิจไม่ได้หวังกำไรจากตรงนั้น คุณจะไปหวังว่า ขอให้มีลูกค้าเข้าร้านเยอะๆ ที่ร้านขายดี ทำมาค้าขายต่อเนื่องได้อีกหลายๆปีและมีกำไรต่อเนื่อง 

พอลงทุนในบริษัทด้วยการซื้อหุ้น กลับมองที่ราคาหุ้นเป็นหลัก แทนที่จะมองที่ธุรกิจที่บริษัททำว่าดีขึ้นหรือไม่ จ่ายปันผลเพิ่มขึ้นหรือไม่ มีกำไรเพิ่มขึ้นทุกปีทุกปีหรือไม่

ถ้าคุณโฟกัสที่ตัวธุรกิจ ราคาตลาดที่ขึ้นลงแทบไม่มีความหมายอะไรกับราคาหุ้นที่คุณซื้อเลย ตราบใดที่ธุรกิจยังดีต่อเนื่อง

ราคาหุ้นจะขึ้นหรือจะลง สัดส่วนความเป็นเจ้าของเท่าเดิมไม่ได้ลดลงเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าธุรกิจดีต่อเนื่อง ไม่มีเหตุผลให้ต้องกังวลใจเลย

**********

การซื้อหุ้นของบริษัทยอดเยี่ยมได้ในราคาต่ำกว่ามูลค่ามากเท่าไร ย่อมดีและเป็นที่ต้องการมากเท่านั้น 

แต่ความเป็นจริงคือ บริษัทที่ยอดเยี่ยม ราคาหุ้นมักลงไม่ต่ำกว่ามูลค่ามากนัก หรือ หลายๆครั้งอาจต้องรอนานหลายๆปี 

ซึ่งบางครั้งกลายเป็นว่ามูลค่ามันเติบโตขึ้นไปหาราคา ดังนั้นการทยอยซื้อหุ้นของบริษัทที่ยอดเยี่ยมในราคาที่เหมาะสม และซื้อเพิ่ม เมื่อราคาต่ำกว่ามูลค่าเมื่อมีโอกาสนั้น เป็นกลยุทธ์ที่ดีอย่างหนึ่ง

การซื้อบริษัทยอดเยี่ยมเพื่อลงทุนระยะยาวเป็น 10 ปีขึ้นไป ที่ราคาเหมาะสมย่อมจะดีสู้ซื้อที่ราคาต่ำกว่ามูลค่าไม่ได้ แต่ก็ไม่ได้แย่ หากเข้าเงื่อนไขนี้ 

- บ.ยอดเยี่ยม มีแนวโน้มว่าเปิดกิจการได้มากกว่า 15 ปีนับจากวันที่ซื้อหุ้น 

- สินค้าและบริการมีความสำคัญ ทำให้ราคาสินค้าและบริการสามารถปรับเพิ่มขึ้นหนีอัตราเงินเฟ้อได้ 

- กิจการมีการเติบโตในระดับที่เหมาะสม และสามารถเติบโตต่อเนื่องในระยะยาวได้

- ผู้บริหารที่เก่งและเห็นแก่ประโยชน์ของผู้ถือหุ้นโดยที่ผู้บริหารหรือเจ้าของมีผลประโยชน์ไปในทิศทางเดียวกับผู้ถือหุ้นรายย่อย 

สมมติว่า บ. ราคาหุ้น 10 บาท มูลค่าเหมาะสม 10 บาท มีอัตราการเติบโต 10% (สมมติไม่มีการจ่ายปันผล เพื่อง่ายแต่การคำนวน)

นลท A ซื้อหุ้นที่ราคาเหมาะสมที่ 10 บาท 

นลท B รอ 4 ปี แล้วซื้อได้ที่ราคาต่ำกว่ามูลค่า 20%  

ราคาต่ำกว่ามูลค่าที่นาย B ซื้อไม่ใช่ 8 บาท เพราะมูลค่าเหมาะสมเมื่อสิ้นปีที่ 4 จะอยู่ที่ 14.64 บาท เนื่องจากบริษัทมีการเติบโตปีละ 10% ตลอดช่วง 4 ปี 

ราคาที่นายบีซื้อที่มีส่วนลดต่ำกว่ามูลค่าเหมาะสมที่ 20% จะเป็นราคา 11.71 บาท

มองมุมนึง ราคาจะเห็นว่านาย A ซื้อได้ถูกกว่านาย B ประมาณ 17% บนเวลา 4 ปี (เฉลี่ยปีละ 4.25%) ซึ่งก็ไม่ได้เหนือกว่าโดดเด่นแต่ก็ไม่ได้แย่นัก

อีกมุม สมมุติ ทั้งคู่ซื้อหุ้นในปีเดียวกัน (หมายถึงตลาดผันผวนแล้วนายเอซื้อได้ในจังหวะที่มีมูลค่าเหมาะสม ส่วนนายบีซื้อได้บนส่วนลด 20%) ทั้งคู่ต่างลงทุนหุ้นตัวนี้เป็นระยะเวลา 15 ปี นาย A ซื้อราคาสูงกว่านาย B 20% หากเฉลี่ยบนเวลาในการลงทุน 15 ปี 20% ÷ 15 ปี เท่ากับนาย A ซื้อราคาสูงกว่านาย B เฉลี่ยปีละ 1.33% 

และหากมองอีกมุมนึง สมมุติเวลาผ่านไป 4 ปีแล้วราคาหุ้นไม่ลงมาให้นาย B ซื้อเลย นาย B จะพลาดไปเท่าไร ?

ลองคำนวณจากมูลค่าที่แท้จริง มูลค่าที่แท้จริงที่ 10 บาท การเติบโตปีละ 10% บนเวลา 15 ปี ราคาที่แท้จริงจะกลายเป็น 41.77 บาท 

นั่นหมายความว่าหากนายบีรอซื้อบนราคาที่มีส่วนลด 20% แล้วราคาไม่ลงมาให้ซื้อ 41.77 - 10 บาท (ราคาเหมาะสม) = 31.77 บาท คือสิ่งที่นาย B พลาดไป

นี่คือสิ่งที่ปู่ชาร์ลีพยายามบอกกับปู่บัฟเฟตต์ว่าให้ซื้อหุ้นบริษัทที่ยอดเยี่ยมในราคาที่เหมาะสม และปู่บัฟเฟตต์ก็สามารถที่จะปรับ mindset และลงทุนในบริษัทที่ยอดเยี่ยมบนราคาที่เหมาะสม 

ปล. นี่ยังไม่คำนวณจากผลกระทบทางบวกของการคูณด้วย P/E นะครับ สมมุติตลาดให้ค่า PE แก่หุ้นตัวนั้นที่ 25 เท่า สิ่งที่นายบีพลาดจะไปไกลกว่านี้มาก (เราพยายามอธิบายโดยการยกตัวอย่างที่เข้าใจได้ง่าย)

*********
ทุกคนล้วนมีเงินทุนจำกัด ไม่ว่าจะรวยแค่ไหนมันก็มีจำกัด การลงทุน คือการนำเงินไปวางไว้ในจุดที่สร้างผลตอบแทนสูงที่สุด บนความเสี่ยงที่ต่ำที่สุด

และเมื่อไหร่ที่พบการลงทุนอื่นที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าและความเสี่ยงต่ำกว่า ก็จะเกิดการโยกย้ายเงินลงทุน ไม่เว้นแม้แต่การลงทุนระยะยาว 

หากเปรียบเทียบที่ "ระยะยาวเหมือนกัน" และมีผลตอบแทนที่คิดลดด้วยความเสี่ยงแล้วแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ย่อมจะเกิดการสวิชต์เงินลงทุน
***********

หลายคนไม่เข้าใจ ทำไมซื้อพันธบัตรระยะยาวแล้วมีโอกาสขาดทุน NAV (ขาดทุนมูลค่าเงินต้น) หลายคน งง ว่าซื้อพันธบัตรเงินต้นหายได้ด้วยหรือ

สมมติ
ปี 2021 นายเอ ซื้อพันธบัตรอายุ 5 ปี หน้าตั๋วได้ดอกเบี้ย 3%

พอปี 2022 ดอกเบี้ยขยับขึ้น มี พันธบัตรอายุ 4 ปีได้ดอกเบี้ย 4% 

นายเอ อยากได้เงินต้นคืนไปลงทุนอย่างอื่น ทางออกคือ ขายพันธบัตรรุ่น 2021 ในตลาดรอง 

แต่คำถามคือ ใครจะซื้อพันธบัตรุ่นปี 2021 ที่มีอายุเหลือ 4 ปี และได้ดอกเบี้ย 3%

แน่นอนว่าไม่มีใครยอมซื้อราคาเต็มแน่ๆ เพราะได้ดอกเบี้ยต่ำ 

คนซื้อไปซื้อพันธบัตรรุ่นปี 2022 ดีกว่า ได้ดอกเบี้ย 4% อายุ 4 ปี เท่ากันกับ อายุคงเหลือของรุ่นปี 2021 ที่ได้ดอกเบี้ยเพียง 3%

ดังนั้น หากนายเอ อยากจะขาย ต้องขายแบบลดราคาให้คำนวนแล้วผลตอบแทนเทียบเท่าพันธบัตรรุ่นปี 2022 คือได้ดอกเบี้ย 4% 

คำถามคือนายเอ ต้องขายลดราคาเหลือเท่าไร ที่ดอกเบี้ยหน้าตั๋ว 3% จึงจะกลายเป็น 4% 

คำตอบคือ นายเอต้องขายที่ 75% ของราคาต้นทุนที่ซื้อพันธบัตรมา 

ดูการคำนวน

สมมติ นายเอ ลงทุนไปหนึ่งล้านบาท กับพันธบัตรรุ่น 2021 ได้ดอกเบี้ยหน้าตั๋ว 3% ดอกเบี้ยจะเป็นเงิน 30,000 บาทต่อปี

หากนายเอ ต้องการใช้เงินแล้วขายต่อที่ 75% ของราคาที่ซื้อมา คือ ขายต่อ 7.5 แสนบาท 

คนที่ซื้อไป จะได้ดอกเบี้ย 30,000 บาท จากเงินที่จ่ายคือ 7.5 แสนบาท คิดเป็นผลตอบแทน 4% ซึ่งจะได้ผลตอบแทนเท่ากับที่ซื้อพันธบัตรรุ่นปี 2022 

นั่นคือนายเอ ขาดทุน 25% หรือคิดเป็นเงิน 2.5 แสนบาท 

นี่คือที่มา ว่า ราคาพันธบัตรเดิม สามารถขาดทุนได้หากดอกเบี้ยในอนาคตขยับสูงขึ้น 

ตามตัวอย่าง คือ ปี 2022 ดอกเบี้ยขยับสูงขึ้นกว่าปี 2021 อยู่ 1% ทำให้นายเอขาดทุน NAV 25% 

แต่ถ้านายเอไม่รีบใช้เงิน ถือพันธบัตรจนครบอายุ นายเอก็จะได้อัตราผลตอบแทน 3% ตลอด 5 ปี ในขณะที่พันธบัตรรุ่นใหม่ รุ่นปี 2022 ได้อัตราผลตอบแทน 4% ตลอด 4 ปี

สังเกตว่าอายุพันธบัตร รุ่น 2022 นอกจากดอกเบี้ยสูงกว่าแล้ว ระยะเวลาในการถือพันธบัตรยังสั้นกว่าอีกด้วย (ระยะเวลายิ่งยาว ยิ่งเสี่ยงมาก ดอกเบี้ยพันธบัตรระยะยาวจึงควรสูงกว่าดอกเบี้ยพันธบัตรระยะสั้น)

ในทำนองเดียวกัน สมมุติ ว่ามีกองทุนซื้อหุ้นโดยคำนวณว่าผลตอบแทนระยะยาวยอมรับได้ที่ 3% ต่อปี ซื้อหุ้นที่ราคา 100 บาทได้ผลตอบแทนหลังคำนวนที่ 3 บาท 

แต่ต่อมาพันธบัตรรุ่นใหม่มีอัตราดอกเบี้ยขยับสูงขึ้น สมมุติเป็น 4% กองทุนก็ต้องคิดแล้วว่าโยกเงินไปซื้อพันธบัตรดีกว่าไหม หรือถ้าจะถือหุ้นตัวเดิมราคาหุ้นก็ต้องคิดลดลงมา เพื่อให้ผลตอบแทนขยับจาก 3% เป็น 4% เหมือนกันกับที่อธิบายไปข้างบนในเรื่องของพันธบัตร 

นั่นจึงเป็นสาเหตุที่มาว่า เมื่อดอกเบี้ยขึ้นแล้วราคาหุ้นก็ขยับลง 

ปล. สิ่งที่น่าสังเกตคือดอกเบี้ยขยับจาก 3% เป็น 4% มูลค่าของทรัพย์สินต่างๆ เช่น พันธบัตร ตามที่อธิบายไปข้างบน มูลค่าหรือ nav นั้นสามารถลดลงได้มากสุดถึง 25% (ไม่ได้รวมการคำนวนมูลค่าเงินต้น เพราะ การอธิบายเบื้องต้นให้เข้าใจง่ายจะทำได้ยาก ถ้าต้องคิดลดมูลค่าตั๋วจาก FV เป็น PV ตัวเลขลดไปถึง 25% นั้น เป็นตัวเลขที่ตลาดอาจให้ค่าได้จากการมองระยะสั้น และตัวเลขต่างๆก็เป็นเพียงตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพใหญ่คราวๆเท่านั้นครับไม่ใช่ตัวเลขเป๊ะ)

แต่ในหุ้น หากบริษัทสามารถเติบโตขึ้นมาได้ อัตราการเติบโตก็จะมาหักลบชดเชยกับมูลค่าที่ลดลง ทำให้มูลค่าลดลงน้อยกว่าพันธบัตรที่ไม่มีการเติบโต 

ถ้าอ่านโพสต์ก่อนหน้าเรื่องผลตอบแทนเปรียบเทียบจะเข้าใจเรื่องนี้มากยิ่งขึ้น (ลิ้งโพสก่อนหน้า ในคอมเม้นท์ครับ)

เนื่องจากมีเพื่อนทักท้วงเรื่องการคำนวณมูลค่าพันธบัตรเมื่อครบกำหนดอายุเกี่ยวกับเงินต้น

จึงอธิบายเพิ่มเติมแบบนี้

ผมคำนวณอย่างละเอียดด้วย excel จะได้ตามรูปเลยครับ
แต่ต้องไม่ลืมว่าเวลาตลาด "มองระยะสั้น" จะมองเชิงเปรียบเทียบอย่างที่ผมเขียนในโพสต์กันเป็นส่วนมาก มีจำนวนน้อยที่จะคำนวณอย่างละเอียดเพราะต้องการความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง ในส่วนของตลาดพันธบัตรผู้เล่นส่วนใหญ่มีความรู้ ความคลาดเคลื่อนจำนวนมากอาจเกิดขึ้นได้น้อย แต่หากอ่านวรรคหลังของที่โพสต์ ที่เกี่ยวข้องกับหุ้น คนในตลาดหุ้นมักจะใช้การคำนวณผลตอบแทนเปรียบเทียบอย่างที่ผมเขียนเพราะการคำนวณเงินต้นในอนาคตมันไม่มีมูลค่าที่แน่นอนเหมือนพันธบัตร 

แต่หากจะคำนวณอย่าง exactly 💯 ต้องมีความเข้าใจมากพอสมควร ว่าจะเห็นว่าดอกเบี้ยขึ้นแล้วทำให้มูลค่าลดลงจริง ส่วนจะลดลงมากน้อยขนาดไหน ขึ้นอยู่กับระยะเวลาเพราะในตลาดหุ้นคนส่วนมากถือหุ้นไม่ถึง 1 ปี ดังนั้นจึงมองที่ผลตอบแทนระยะสั้นต่อปีมาเปรียบเทียบ (ซึ่งการคำนวณผลตอบแทนระยะสั้นมาเปรียบเทียบนั้นก็จะเป็นไปตามที่โพสต์ด้านบนเขียนไว้ เนื่องจากความสนใจอยู่ที่ระยะเวลาไม่เกิน 1 ปีทำให้ไม่สนใจที่จะถือพันธบัตรจนครบกำหนด player จำนวนไม่น้อยจึงคำนวณแบบระยะสั้น)

สรุปคือ ถ้าถือหุ้นระยะยาวและคำนวณอย่างถูกต้องจริงๆแล้วก็จะได้ตามรูปเลยครับ

By Joe Pojthaveekiat



********

หุ้นที่มีราคาถูกย่อมถูกลงได้อีกเสมอ แต่ราคาถูก คือเงื่อนไขซื้อที่ดีที่สุดสำหรับการลงทุนระยะยาวในบริษัทยอดเยี่ยม

******

ตลาดจะยังไม่ฟื้นหากยังมีแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ แต่ตลาดจะเริ่มฟื้นเมื่อทุกอย่างมืดสนิทแล้ว (เมื่อทุกอย่างมืดสนิท หมายถึงแรงขายหมดแล้ว จึงเหลือแต่แรงซื้อที่จะเข้ามาแทน)

******

พยายามอย่านำตัวเองไปอยู่ในสถานะที่มีแรงกดดัน ซึ่งจะนำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาดได้ง่าย เช่น การก่อหนี้มาซื้อหุ้น การใช้มาร์จิ้น หรือการนำเงินที่ต้องใช้ในเวลาอันใกล้มาซื้อหุ้น

******

ถ้าคุณเอาชนะความโลภไม่ได้ คุณก็จะเป็นลูกไล่ให้กับความโลภของตัวคุณเองตลอดเวลา เช่นเดียวกับความกลัว 

ถ้าคุณซื้อหุ้นแล้วกลัวจะขาดทุน คุณจะโดนความกลัวบังคับให้คุณออกจากตลาด

สิ่งที่จะชนะความโลภและความกลัว คือ ข้อเท็จจริงของ บ. ที่คุณจะต้องเรียนรู้ให้มาก รวมถึงรู้ให้ได้ ว่าจริงๆแล้ว บ.มีมูลค่าเท่าไร

**********

คนที่ใช้ความคิดที่รวดเร็วแบบรวบรัด จะสูญเสียการควบคุมตัวเองเร็วกว่าคนที่ใช้ระบบความคิดแบบมีตรรกะ

********

ซื้อหุ้นของบ.ที่ดีเพื่อลงทุนตอนที่มีราคาถูก ถ้าไม่อย่างนั้นแล้วจะไปซื้อตอนไหน

**********
ITNS IPO 3.89 บาท พาร์ 1 บ.
หุ้นสามัญทั้งหมดภายหลังการเสนอขาย ipo มีจำนวน 220 ล้านหุ้น 

หุ้น ipo เสนอขาย 70 ล้านหุ้น + จัดสรรหุ้นสามัญส่วนเกินอีกไม่เกิน 10 ล้านหุ้น 

หน่วย ลบ.
2562 รายได้รวม 282.03 กำไรสุทธิ 21.25 
2563 รายได้รวม 375.39 กำไรสุทธิ 28.83
2564 รายได้รวม 370.95 กำไรสุทธิ 32.59

1H64 รายได้รวม 176.56 กำไรสุทธิ 11.38 
1H65 รายได้รวม 176.05 กำไรสุทธิ 22.23

ณ วันที่ 11 สิงหาคม 2565 อนุมัติปันผล 22.50 ล้านบาท ส่วนผู้ถือหุ้นของงบ 30 มิ.ย 65 (งบการเงินปรับปรุงภายหลังจ่ายเงินปันผล 22.5 ล้านบาท) 158.06 ลบ 

**** 
เครื่องคิดเลข พร้อม 😆

ค่าเฉลี่ย กำไรสุทธิจาก 2562, 2563, 1H2564 (2.5 ปี) 24.58 ลบ 

หุ้นสามัญทั้งหมดภายหลังการเสนอขาย ipo มีจำนวน 220 ล้านหุ้น ราคา IPO 3.89 บาท

24.58 / 220 = EPS 0.1117 บาท

ราคา IPO 3.89 ÷ 0.1117 = P/E 34.80 เท่า

เราให้ค่าพีอี BCH (มี รพในเครือ 15 รพ ) ที่ 28-35 เท่า

ส่วนนี่ บ. เทคโนโลยีอะไรไม่รู้ ขาย ipo พีอี 34.80 เท่า 

การลงทุนคือการเปรียบเทียบว่าจะเอาเงินไปลงที่ไหน ที่คุ้มค่า+เสี่ยงน้อยสุด

*********

ข้อมูลที่มีผลทางจิตใจ แต่ไม่มีประโยชน์ในการตัดสินใจนั้นไม่มีความหมายอะไรเลย

********
เคยมีคนถามว่าทำไมไม่ไปลงทุนต่างประเทศ เวียดนามเติบโตดีกว่าไทยนะ อนาคตก็ดีกว่าไทยแน่นอน ประชากรกำลังหนุ่มสาว ส่วนไทยนั้นมีแต่เฒ่าชะแลแก่ชราเยอะแยะ อาจารย์นิเวศน์ก็ไปลงทุนเวียดนามไม่ใช่หรือ

- เห็นด้วยทุกอย่างเลยว่าประเทศเวียดนามกำลังเติบโตดี คนหนุ่มสาวอยู่ในวัยทำงานมาก และอาจารย์นิเวศน์ก็น่าจะดูขาด ดูไม่ผิดแน่นอน

แต่ประเด็นคือถึงอาจารย์จะดูขาด แต่ตัวผมเองดูไม่ขาด ความสามารถของเราไม่เท่าอาจารย์ การจะไปลงทุนในสิ่งที่เราไม่รู้จักดีพอนั้น มันคือการแบกความเสี่ยงอย่างสูงเอาไว้

และในมุมที่เรามองคือเวียดนามเป็นประเทศคอมมิวนิสต์ เบื้องหลังกิจการเอกชนล้วนแต่เป็นทหารทั้งนั้น 

กิจการใดๆก็มักต้องขอสัมปทานจากรัฐบาลทหาร เรื่องเหล่านี้ ต้องเป็นคนที่อยู่ในเวียดนามเท่านั้นและเข้าใจภาษาเวียดนามเท่านั้น ถึงจะเข้าใจเทรนด์ เข้าใจความรู้สึกที่มีนัยยะของสังคมได้ทันท่วงที เข้าใจ action ของรัฐบาลได้ทันท่วงที 

ต้องเป็นคนเวียดนามเท่านั้นที่ใกล้ชิดกับประเทศของตัวเองและเข้าใจวิธีทางของรัฐบาลคอมมิวนิสต์ของเขา ว่าการขยับแต่ละท่าทีมันคืออะไร 

ซึ่งการขยับตัวของรัฐบาลส่งผลต่อนโยบายเศรษฐกิจแน่นอน 

ในขณะที่เราเป็นคนต่างชาติเราเข้าไม่ถึงความรู้สึกแบบนั้น ทำให้เราเข้าถึงข้อมูลข่าวสารต่างๆได้ช้ากว่าคนในประเทศ 

แม้กระทั่งความเข้าใจแนวโน้มความต้องการสินค้าของคนในประเทศเวียดนามเองนั้น เราที่เป็นคนต่างชาติก็เข้าใจได้ไม่ดีพอ 

แต่โอเคนักลงทุนเก่งๆหลายท่านอาจจะเข้าใจมันดี ก็เป็นเรื่องที่เขารู้สึกไม่เสี่ยง แต่ไม่ใช่เราเพราะเราไม่สามารถเข้าใจมันได้ดีพอ สำหรับเราแล้วมันจึงเสี่ยงสูง 

สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยหลักๆที่ทำให้เราไม่ได้ไปลงทุนต่างประเทศ

ประกอบกับการลงทุนในประเทศยังมี บริษัทที่สามารถให้เราลงทุนได้ตามเป้าหมาย ดังนั้นเราจึงไม่อยากไปแบกความเสี่ยงที่มากเกินความจำเป็น ด้วย "ความอยาก" เพียงเพราะเห็นคนแห่กันไปลงทุน

การรู้ว่าเราไม่รู้อะไรเป็นสิ่งสำคัญ เพราะมันช่วยให้เราหลีกเลี่ยงความเสี่ยงได้

********

การลงทุนในหุ้นเติบโตต้องรอดูว่ามีการเติบโตจริงไม่ใช่แค่ story แล้วรีบซื้อ เพราะถ้าทำไม่ได้ตาม story ราคาจะลงแรงมาก 

เมื่อพูดถึงในมุมมองเชิงเทคนิคของหุ้นเติบโต การรอดูว่ามีการเติบโตจริงนั้น แน่นอนว่าราคาต้องขยับขึ้นมาแล้ว ซึ่งจะตรงกับทางเทคนิค ที่ราคามักจะทำ new high ซึ่งสายโมเมนตัมเทรดจะแห่ซื้อตาม 

หุ้นเติบโตทุกตัวราคามักจะทำ new high เสมอ 
แต่หุ้นที่ทำ new high ทุกตัวไม่ได้หมายความว่าจะเป็นหุ้นเติบโตเสมอไป

***********

ข้อมูลที่มากเกินไป บางทีเป็น noise
แต่ข้อมูลหลักสามอย่างสำคัญที่ต้องรู้
- ราคาขณะนี้ต่ำกว่ามูลค่าแค่ไหน
- ฐานะการเงินแข็งแกร่งแค่ไหน (มีโอกาสต้องเพิ่มทุนไหม หรือล้มละลายมากแค่ไหน)
- ผบห ซื่อสัตย์และ บริหารเงินทุนสร้างผลตอบแทนได้สูงเท่าไร

*********

ความเสี่ยงต่ำ + โอกาสในการทำกำไรสูง = การลงทุน

High-risk High-return = การเก็งกำไร

*******

- อย่าถือหุ้นหลายตัวจนคิดตามข่าวสารไม่ทัน
- รายได้และกำไร เพิ่มขึ้นต่อเนื่องในอัตราที่ยอมรับได้
- หนี้สินไม่มาก และสามารถผ่านวิกฤติเศรษฐกิจได้หากมี
- ซื้อมาในราคาสมเหตุสมผล

**********
มันเหมือนจะง่าย ที่จะบอกกับตัวเองว่าคราวหน้าตอนตลาดหุ้นตก เราจะมองข้ามข่าวร้ายและจะซื้อหุ้นราคาถูก

แต่วิกฤตแต่ละครั้งที่เกิดมันมักจะดูหนักกว่าครั้งก่อนทุกครั้ง ดังนั้นการมองข้ามข่าวร้ายจึงเป็นเรื่องที่คนส่วนมากทำได้ยาก

******
การใช้ชีวิตคือการ balance แต่ละด้านของชีวิตให้สมดุลให้มากที่สุด 

ไม่ได้หมายถึงว่าจะต้องให้เวลากับทุกๆอย่างเท่าๆกัน แต่หมายถึงว่าให้เวลากับสิ่งที่ขาดมากสักหน่อยเพื่อให้สิ่งที่ขาดนั้นมีเพิ่มมากขึ้น balance กับด้านอื่นๆของชีวิต 

เช่น คนที่ขาดแทนทุนทรัพย์ก็ต้องขยันและอดออมมากขึ้น ในคนที่มีทรัพย์สมบัติมากแล้วก็อาจจะแบ่งเวลาให้กับการท่องเที่ยวเพื่อเพิ่มประสบการณ์ชีวิต ให้กับการศึกษาเพื่อเพิ่มทักษะความรู้ ให้กับการออกกำลังกายให้มากขึ้นเพื่อสุขภาพที่ดี

เพื่อให้ด้านอื่นๆของชีวิตมากขึ้นมาสมดุลกับทรัพย์สิน ไม่ใช่มีทรัพย์สินมากพอ แต่ก็ยังมุ่งหาเงินจนละเลยสุขภาพกลายเป็นขาดแคลนสุขภาพ แบบนี้เรียกว่าไม่สมดุล

ขยันออกกำลังกายมีสุขภาพดี แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ แบบนี้ก็ไม่ไหว ใช้ชีวิตอย่างลำบาก

มีทรัพย์มากแต่ขาดแคลนสุขภาพ แบบนี้ก็แย่ ใช้ชีวิตลำบาก แถมตายไปก็เอาทรัพย์สินไปไม่ได้ สุขภาพไม่ดีอายุสั้นไม่ได้อยู่ใช้ทรัพย์ที่มี

มีทรัพย์มาก ขาดทักษะความรู้ แบบนี้รักษาทรัพย์ไว้ไม่ได้แน่ ไม่นานก็หมด

วันอังคารที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2565

หลักคิด 19

การลงทุนใดๆก็แล้วแต่ ลงทุนด้วยตัวเอง ซื้อหุ้นบริษัทไหน หาความรู้บริษัทนั้นให้มากก่อนซื้อหุ้น 

อย่าหวังรวยทางลัดโดยการฝากคนอื่นลงทุน อย่าโลภผิดทาง ไม่มีใครหาเงินให้เราหรอก มีแต่เราต้องหาเอง ศึกษาเอง เงินเรา เราต้องดูแลเอง มันไม่มีหรอกหาเงินทางลัด ทางลัดมีแต่ทางเสียเงินเท่านั้น

**********

ก่อนซื้อหุ้น ลองถามตัวเอง 

ถ้าเลือกหุ้นได้ไม่เกิน 10 ตัว และหลังจากซื้อมันแล้วตลาดปิดไปอีก 5-10 ปี จะเลือกหุ้นตัวไหนกันบ้าง

ที่แน่ๆคือควรซื้อหุ้นที่ถือแล้วมีความสบายใจ รู้สึกสุขใจที่ได้ร่วมเป็นเจ้าของกิจการ

************

1H65 อสังหา
ตัวเลขที่น่าสนใจคือ One time Gain ต่อ EBIT (ช่องขวาสุด) % มากคือ ส่วนตัวไม่ชอบ เพราะมันคือกำไรพิเศษไม่ใช่กำไรปกติจากการดำเนินงาน หากมีจำนวนมากเมื่อเทียบกับ EBIT จะหมายถึง กำไรจากการดำเนินงานปกติมีน้อยกว่าที่เห็น

***********

ดอกเบี้ยขึ้นแล้ว ผมขายหุ้นไหม
- ที่ผ่านมาถึงปัจจุบัน เราไม่เคยขายหุ้นเพราะตัวเลขทางเศรษฐกิจเลยนะ การจะขายหุ้นของเรา เราจะดูที่ตัวบริษัทเป็นหลัก 

ถ้าเราเป็นเจ้าของเรือที่ดี แล้วน้ำลด เราคงไม่ขายเรือเพราะน้ำลดใช่ไหม น้ำลด เรือทุกลำก็ลอยลำต่ำลงเหมือนกันหมด   

แต่ถ้าน้ำขึ้น แล้วเรือที่เราเป็นเจ้าของ ชนหินโสโครก จนมีรอยรั่วขนาดใหญ่ จนอุดไม่ได้ ต่อให้น้ำขึ้น เราก็ต้องขายเรือ 

ปัจจัยหลัก คือตัว บริษัท ไม่ใช่ตัวเลขเศรษฐกิจ

***********
เรียงตามหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยจากมากไปน้อย

การดูหนี้สิน ต้องดูเทียบกับส่วนผู้ถือหุ้นด้วย (ดูได้จากช่อง Net IBD/E)

หุ้นกู้ที่มีลักษณะคล้ายทุน มีภาระดอกเบี้ยจ่าย (จ่ายแพงกว่าหุ้นกู้ปกติด้วย) แต่ดันโดนเอาไปรวมกับ ส่วนผู้ถือหุ้น 

เราจึงจัดรายการใหม่ ให้หุ้นกู้คล้ายทุนเป็นหนี้สิน เมื่อดึงหุ้นกู้คล้ายทุนเป็นหนี้สินก็ต้องไปหักออกจากส่วนผู้ถือหุ้นด้วย

หลายครั้งมีการถามผมถึง Noble ผมบอกว่าไม่ได้ติดตาม สาเหตุแรก คือดู NET IBD/E ผมเห็นแล้วก็ขี้เกียจเสียเวลาติดตาม เพราะเข้าเงื่อนไขส่วนตัวในการคัดทิ้งครับ

**********
วิธีการลงทุนที่ถูกต้อง มันจะมาจากหลักการที่เหมาะสม + mindset ที่ถูกต้อง

*********

ราคาคือสิ่งที่คุณจ่าย มูลค่าคือสิ่งที่คุณได้รับ  เวลาจะเป็นตัวปรับราคาให้สะท้อนมูลค่า

**********หลายคนอาจจะไม่คุ้นเคยกับโปรแกรมหรือระบบ หรือการอ่านค่าของระบบ ผมสรุปให้เลยแล้วกัน 

สรุป ผลการทดสอบย้อนหลัง ของระบบจากการซื้อหุ้นโดยคัดเลือกจากค่า

P/E ต่ำ + P/B ต่ำ + Dividend Yield (%) สูง

โดยทดสอบย้อนหลังในช่วงเวลา 1/1/2007 ถึง 1/1/2017 และถือหุ้นมากที่สุดไม่เกิน 33 ตัว ระบบจะมีการซื้อทุกวันแรกที่มีการเทรดของปีและทำการขายในวันสุดท้ายที่มีการเทรดของปี (ระบบหมุนเวียนหุ้นตามเกณฑ์)

ผลที่ได้
ในช่วง 10 ปีนั้น SET +134.04% ในขณะที่ระบบคำนวณรวมเงินปันผล +639.55% 

ในช่วง 10 ปีนั้น SET มีช่วงที่ติดลบจากจุดสูงสุด -58.02% ส่วนระบบนั้นติดลบสูงสุด -46.67%

ช่วงระยะเวลาที่ติดลบนั้น SET มีช่วงเวลาติดลบนานสุด 44.15 เดือน ในขณะที่ระบบมีช่วงเวลาติดลบสูงสุด 25.65 เดือน


ประเด็นที่อยากให้สังเกตคือ 
- ตัวเลขติดลบที่ยาวนานที่สุดของระบบคือประมาณ 26 เดือนนั่นคือประมาณ 2 ปีนิดๆ นี่จึงเป็นเหตุที่ผมบอกเสมอว่าหากลงทุนระยะยาวเมื่อซื้อหุ้นครั้งแรกแล้วควรรอ 3 ปีค่อยดูผลตอบแทนครั้งแรกหลังจากนั้นค่อยดูทุกปี
- ระบบติดลบสูงสุดได้ถึง 46.67% ซึ่งก็ตรงกับตอนที่เราซื้อหุ้น AP ครั้งแรก ที่ราคาประมาณ 5.90 บาท ตอนที่ซื้อนั้นก็ซื้อในราคาที่ต่ำมากแล้วเพราะ PB ประมาณ 0.70-0.80 เท่า แต่สุดท้ายแล้วราคาก็ยังไหลลงไปแถวๆ 3.40 บาท เท่ากับราคาลงไปประมาณ 42% 

ข้อสรุปที่เป็นข้อคิดก็คือ
หาซื้อหุ้นที่ราคาต่ำกว่ามูลค่า และมีส่วนเผื่อความปลอดภัยที่มากพอสมควร ถึงแม้จะซื้อได้ตามนี้แล้วก็ต้องรู้ว่ามีโอกาสที่ราคาหุ้นจะลดลงไปอีกประมาณ 45% ได้ โดยอาจต้องรอเป็นเวลาถึง 2 ปีกว่าที่ราคาจะกลับขึ้นมาได้  หากรู้เช่นนี้แล้วก่อนจะซื้อจะได้ทำใจไม่ขายขาดทุนก่อน 2 ปี


https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=pfbid02HvbZGUykfd4eT99J9rqyxa3ctreCw6s2C3XvwVB4mRkksGusJGRkiKr35Th16SMtl&id=100000554563052&sfnsn=mo

*********
ซื้อหุ้นที่ไม่เป็นที่นิยมในปัจจุบัน + คาดว่าจะเป็นที่นิยมในอนาคต และเป็นหุ้นที่เราสามารถเข้าใจธุรกิจนั้นมากพอที่จะคาดการณ์ถึงอนาคตได้ ซึ่งหมายความว่าจะต้องมีความอดทนสูงในการรอคอยด้วย สิ่งหนึ่งซึ่งช่วยชูใจในการรอคอยได้คือเงินปันผลระหว่างทางที่รอ

**********

ผู้จัดการกองทุนต้องเทรดระยะสั้นเพื่อทำผลงานไว้อวดลูกค้า ซึ่งทำให้เกิดความผันผวนในระยะสั้น และนี่คือโอกาส

***********
ผู้บริหารที่ออกข่าวบ่อยๆเพื่อราคาหุ้น อาจมีแรงจูงใจอย่างอื่นมากกว่าการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผู้ถือหุ้นให้มากที่สุด

**********

P/E ความหมาย
บนสมมติฐานว่า กำไรเท่าเดิมทุกปี
- พีอี หมายถึงจำนวนปีที่คืนทุน โดยได้จากกำไรของ บ.
- พีอี หมายถึงจำนวนปีที่ได้กำไร 100% โดยคำนวนจากกำไรที่ บ.หาได้
- พีอี ยังหมายถึงจำนวนทุนต่อกำไร 1 บาทอีกด้วย

เช่น พีอี 5.9 เท่า ถ้ากำไรเท่าเดิมทุกปี 
- หมายถึงถือหุ้นตัวนี้ประมาณ 6 ปี จะได้ทุนคืนมาจากกำไรที่ บ.หาได้
- หมายถึง กำไรสุทธิของ บ. บนเวลาประมาณ 6 ปี รวมแล้วมีค่าเท่าราคาหุ้นที่จ่ายไป 
- หมายถึง ทุกๆกำไร 1 บาท ที่ บ.หาได้ เรายอมซื้อที่ราคา 5.90 บาท

แต่หาก บ. มีกำไรเพิ่มขึ้นทุกปี พีอี 5.90 
- หมายถึงถือหุ้นตัวนี้นานสุดไม่เกิน 6 ปี จะได้ทุนคืนมาจากกำไรที่บริษัทหาได้ 
- หมายถึงกำไรสุทธิของบริษัทบนเวลาไม่เกิน 6 ปีรวมแล้วจะมีค่ามากกว่าหรือเท่ากับราคาหุ้นที่จ่ายไป
- หมายถึงกำไรทุกๆ 1 บาทหรือมากกว่า ที่บริษัทหาได้ เรายอมซื้อที่ราคา 5.90 บาท 

ปล. ส่วนกลับของพีอียังคือ Earning Yield อีกด้วย
*********

"ขนาดในการซื้อ" (position sizing) มีผลต่อการถือหุ้นในการลงทุน ไม่ต่างจากผละกระทบในการเทรด

ถ้าจิตใจทนความผันผวนได้ 5 แต่ซื้อ 1 คุณจะไม่ได้เรียนรู้ด้าน mindset ในการถือหุ้น เพราะตัวเลขบวกลบในพอร์ตน้อยนิด ไม่ได้ส่งผลอะไรต่อจิตใจให้เรียนรู้เลย แต่พอร์ตจะไม่โดนกระทบมาก ทั้งทางบวกและลบ (อาจเรียนรู้ด้านอื่น เช่น ทดสอบความคิดว่ามาถูกทางไหม)

ถ้าจิตใจทนความผันผวนได้ 5 แต่ซื้อ 4-6 คุณจะได้เรียนรู้ด้าน mindset ในการถือหุ้น ค้นหาจิตใจตัวเองพบ และปริมาณที่ถือก็ส่งผลต่อพอร์ต

ถ้าจิตใจทนความผันผวนได้ 5 แต่ซื้อ 8-10 (เทียบได้กับ Overtrade) คุณจะได้เรียนรู้ด้าน mindset ในการถือหุ้นอย่างมาก แต่พอร์ตจะโดนกระทบมาก ทั้งทางบวกและลบ โดยมากทางลบ เพราะทนถือผ่านความผันผวนแม้เล็กน้อยไม่ได้ เนื่องจากขนาดตัวเลขของพอร์ตที่ผันผวนจะกระทบจิตใจอย่างหนัก

**********

การหาชื่อหุ้น จากข้อมูลที่ได้มาก็เป็นทักษะอย่างหนึ่งสำหรับนักลงทุน 

เช่นในกรณีที่ไปเจอหุ้นตัวหนึ่งที่มีงบการเงินที่ดี โดยที่อาจจะรู้ตัวเลขกำไรสุทธิ หรือส่วนผู้ถือหุ้น หรือแม้แต่หนี้สินที่เป็นตัวเลขที่ exacly สักตัวเลขนึง เราก็ควรจะใช้ข้อมูลนั้นหาชื่อหุ้นได้  

********
ถ้าสังเกต นลท ที่เก่งๆ ที่ประสบความสำเร็จทุกคน จะมีอะไรบางอย่างที่แตกต่างจาก นลท ทั่วไป สิ่งนึงที่เห็นได้ชัด ที่มีใน นลท ที่ประสบความสำเร็จทุกคน คือ มีวินัยและความอดทนสูงกว่าคนทั่วไปมากๆ 

ความมีวินัยและความอดทน พูดง่ายแต่ทำยาก คนทั่วไปมักคิดว่าง่าย แค่อดทนถือหุ้น แกล้งลืมๆไป  

ถ้ามันง่ายจริง ทุกคนคงเป็นนักลงทุนที่ร่ำรวยกันหมด แต่บนความเป็นจริงก็คือ นลท ที่ประสบความสำเร็จมีเพียงน้อยนิด เพราะพูดว่าทำได้มันง่าย แต่ทำจริงมันยาก ยากมากๆ

ความอดทนต่อการถือหุ้น
ความอดทนต่อความผันผวน 
ล้วนแต่เป็นคุณสมบัติที่สำคัญ ที่ทำได้ยากทั้งสิ้น 

ตัวอย่าง

https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=pfbid05A9tC649RsK6a4MHAH1tNGnquWiPhxqm3RV4HFQ148JSXedgBfnfFNQb3ADwZHHKl&id=100000554563052&sfnsn=mo

https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=pfbid0qo66xXoTMsk63Dd8tAqMtacDddaWW9mJZ6ZS8uHp5HJSBoG8GzqSf4QTsAPzFuJwl&id=100000554563052&sfnsn=mo

***********

ว่าด้วยเรื่อง "ส่วนเผื่อความปลอดภัย" (MOS) บ้าง

ถ้าอ่านประวัติการซื้อหุ้นของปู่บัฟ จะพบว่า ช่วงแรกการซื้อของปู่ ใช้หลักการของ อ.เกรแฮม คือ มี MOS เต็มที่ แต่ต่อมาโดยเฉพาะช่วงหลังจากที่รู้จักกับ ปู่ชาร์ลี แล้ว 

ปู่บัฟเริ่มซื้อ บ.ต่างๆ โดยเน้นที่คุณภาพมากขึ้น ยอมซื้อที่ราคาสมเหตุสมผล (หมายถึง ราคาที่ต่ำกว่ามูลค่า แต่มี MOS น้อยลง)

สังเกตว่า สิ่งที่ทำให้ปู่ยอมลด MOS ลง คือ คุณภาพของ บ. 

คราวนี้ การดูคุณภาพของ บ.นั้น มันเหมือนเป็นนามธรรม คือ คุณภาพเป็นสิ่งที่มองไม่เห็น แต่สามารถวัดได้ โดยวัดจากตัวเลขที่สะท้อนออกมาทางงบการเงิน 

สิ่งนึงที่สามารถสะท้อนคุณภาพให้เห็นได้ แม้จะไม่ใช่ทั้งหมด และใช้ดูเบื้องต้นได้อย่างรวดเร็ว คือ ตัวเลข รายได้และกำไรสุทธิย้อนหลังหลายๆปี

แต่การใช้ตัวเลขเพียงสองบรรทัดนั้นดูได้เพียงเบื้องต้นเท่านั้น การดูให้ละเอียดสุดท้ายหนีไม่พ้นงบการเงินที่ช่วยดูการดำเนินงานที่ผ่านมา และโมเดล บ.ที่จะเป็นการมองไปข้างหน้า

การดูงบการเงินแม้จะเป็นการมองย้อนหลัง แต่มันได้แสดงให้เห็นถึงความสม่ำเสมอของการดำเนินงานที่ผ่านมา 

คล้ายๆกับที่เรามองเด็กคนหนึ่งเรียนดีตั้งแต่ประถมจนถึงมัธยมปลาย แล้วเราคาดหวังว่าเข้ามหาลัยก็น่าจะเป็นเด็กที่เรียนดี 

แต่ไม่ได้หมายถึงเด็กที่เรียนแย่แล้วพอเข้ามหาลัยจะกลายเป็นเด็กที่เรียนดีไม่ได้ คล้ายๆกับบริษัทที่ในอดีตมีผลการดำเนินงานไม่ดี แต่อาจมีเหตุให้เกิดการเปลี่ยนแปลง (เปลี่ยนโมเดลการดำเนินงาน หรือเปลี่ยนผู้บริหาร) จากเด็กที่เรียนด้อยกลายเป็นเด็กที่เรียนดีก็เป็นไปได้

สรุป MOS ยิ่งมากยิ่งดี แต่ขั้นต่ำที่ต้องการ ขึ้นอยู่กับคุณภาพของบริษัท ที่สะท้อนออกมาเป็นตัวเลข รายได้และกำไรย้อนหลังหลายๆปี บ.คุณภาพสูง เราอาจต้องการ MOS ลดลง หรือยอมซื้อที่ราคาสมเหตุสมผลได้

บริษัทที่มีคุณภาพที่ยอดเยี่ยม จะมีรายได้และกำไรย้อนหลังที่เพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอ 

แต่บริษัทที่มีกำไรเพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอ ไม่ใช่ทุกบริษัทที่จะเป็นบริษัทที่ยอดเยี่ยม เนื่องจากหลายบริษัทใช้กำไรพิเศษมาช่วยดันงบการเงิน หลายบริษัทก็ใช้วิธีการปรับปรุงมูลค่าทรัพย์สินทางบัญชี ซึ่งมันไม่ได้เป็นกำไรที่มาจากกิจกรรมดำเนินงาน

***********

ต้องรู้ว่าอะไรสำคัญ และอะไรไม่สำคัญ
ไม่มีเวลามากพอสำหรับการรู้ทุกสิ่งอย่างลึกซึ้ง
ต้องเลือกให้เป็น

*********

มีระบบความเชื่อที่ถูกต้องที่ผ่านการพิสูจน์แล้วเป็นของตนเอง แล้วมั่นคงยึดมั่นต่อความเชื่อนั้น 

อย่าซื้อหุ้นด้วยความคิดแบบหนึ่ง แล้วขายหุ้นด้วยอีกชุดความคิดที่ตรงข้ามกัน

********

บริษัทเติบโตที่มีเงินทุนเหลือ การจ่ายเงินปันผลที่เพิ่มมากขึ้น แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจผู้ถือหุ้นของผู้บริหาร 
*********
ส่วนตัวลงทุน ไม่เคยซื้อตามเซียนเลยนะ ไม่ได้แปลว่าจะไม่สนใจหุ้นที่เซียนเขาถือ แต่มันก็เหมือนกับหุ้นตัวอื่นๆที่เราเจอ คือต้องเอามาทำการบ้านก่อนว่าเข้ากับหลักการลงทุนของเราหรือเปล่า ถ้ามันไปกันได้กับหลักการลงทุนของเรา แล้วราคายังถูกหรือสมเหตุสมผล รวมทั้งเราสามารถทำความเข้าใจธุรกิจมันได้ เราถึงค่อยลงทุน 

แต่ถ้าลำพังแค่บอกว่าเซียนถือหุ้นตัวนั้นตัวนี้แล้วให้เราซื้อตาม คงไม่ใช่แน่ๆ เคยมีเหมือนกันเพื่อนชวนซื้อหุ้นตัวนั้นตัวนี้บอกว่าเซียนคนนั้นถือ เซียนคนนี้ถือ เราได้แต่ยิ้มแห้ง 

ทำการบ้านด้วยตัวเองก่อนที่จะซื้อหุ้น อย่าหลับหูหลับตาซื้อตามอย่างเดียว เวลาเสียหายขึ้นมาจะได้ไม่ต้องโทษเซียนหุ้น ถ้าหลับถูหลับตาซื้อตาม แล้วเสียหายขึ้นมาไปโทษเขาก็คงไม่ได้ เพราะเขาคงไม่ได้มาจับมือเรากดซื้อ 

อย่าโลภเกินความรู้ที่มี ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน

**********

การเรียนรู้เพื่อรู้จักตัวเอง การฝึกวินัยทางความคิด  และเรียนรู้สิ่งใดๆก็ตามที่จำเป็นต้องรู้ ล้วนเป็นเรื่องสำคัญ แม้มันจะน่าเบื่อบ้างก็ตาม

**********
ธีมการลงทุนใหม่ ถ้าจะดีต้องมาพร้อมการซื้อหุ้นในราคาสมเหตุสมผลด้วย ถึงจะเรียกว่าการลงทุน

คราวนี้ราคาที่สมเหตุสมผล บางทีมันก็ฟังดูคลุมเครือ ว่าราคาไหนจะเรียกว่าราคาสมเหตุสมผล  

มันจึงเป็นช่องว่าง ให้มีการปั่นหุ้นกันเป็นทีม ยิ่งหากได้นักวิเคราะห์ที่ไม่มีจรรยาบรรณมาเป็นทีมด้วยแล้วละก็ การออกบทวิเคราะห์เพื่อปั่นหุ้นจะยิ่งง่ายขึ้นมาก "มันไม่ใช่การลงทุน" แต่มัน คือ การวางแผนกินรวบ 

เกือบทุกครั้งการปั่นหุ้น แทบไม่สนใจเรื่องกำไร เรื่องพีอีใดๆทั้งสิ้น สิ่งเดียวที่สนใจ คือเล่นให้ใหญ่ที่สุดเพื่อให้เม่าเล่นตามให้มากที่สุด

ยิ่งธีมใหม่ยิ่งดีเล่นได้นาน ปั่นได้มาก วงเงินที่เข้ามาเล่นก็จะยิ่งมาก ขาใหญ่รอทำกำไรก็ยิ่งมีโอกาสกินเงินเม่าที่หลงเข้ามาได้ก้อนใหญ่

สร้างสตอรี่เพื่อเรียกเม่าให้เข้ามาให้มากที่สุด และเมื่อขาใหญ่กวาดเงิน กวาดกำไรได้มาก นั่นคือ เม่ายิ่งเจ็บหนักมากตาม เพราะมันคือ zero sum game ทุกครั้งที่ขาใหญ่ได้เงิน จะต้องมีเม่าเสียเงินหนักเสมอจากเกมแบบนี้

การป้องกันนั้นง่ายมาก ยึดมั่นในหลักการลงทุน ไม่หวังเก็งกำไร ซื้อหุ้นที่มีราคาต่ำกว่ามูลค่า ที่สามารถประเมินเองได้ อุตสาหกรรมไหนประเมินเองไม่ได้ ก็รอก่อน ศึกษาหาความรู้ก่อน ไม่โลภเกินความรู้ที่มี
***********
การลงทุนให้ประสบความสำเร็จต้องใช้ทั้งเวลาและความอดทน ไม่มีระบบการลงทุนใดที่เพอร์เฟคไม่มีความผิดพลาดในการคัดเลือกหุ้น และไม่จำเป็นจะต้องถูกทุกครั้งเพื่อที่จะประสบความสำเร็จในการลงทุน

**********
ถ้าหากทนความผันผวนระยะสั้นไม่ได้ จะไม่มีทางเก็บเกี่ยวผลตอบแทนระยะยาวที่ตลาดจะมอบให้ได้

********
การลงทุนระยะยาว ต้องมีความมุ่งมั่น ความอดทนสูง รวมถึงต้องใช้เวลาอย่างมาก 

ทั้งอดทนต่อความผันผวน อดทนต่อจิตใจตัวเอง

สถานการณ์นึงที่จะแยกแยะนักลงทุนระยะยาว ออกจาก Player อื่นๆในตลาด คือ ช่วงสถานการณ์ตลาดหมีที่ยืดเยื้อยาวนาน

*********
ถ้าคุณจะเร่งผลตอบแทนพอร์ต คุณต้องรู้ว่ามันเพิ่มความเสี่ยงเข้ามาด้วยไหม และเท่าไร ซึ่งปกติแล้วทุกการเล่นผลตอบแทนใดๆก็ตาม มักเพิ่มความเสี่ยงเข้ามาเสมอ ยิ่งพยายามเร่งเร็วเท่าไร ความเสี่ยงจะยิ่งเพิ่มมาในอัตราเร่งกว่าผลตอบแทนที่จะได้

ซึ่งแน่นอนว่า หากไม่ควบคุมความเสี่ยงที่เพิ่มเข้ามาให้ดี มันอาจจะทำให้พอร์ตของคุณระเบิดได้

อย่างไรก็ตามพยายามจัดพอร์ต โดนคำนึงถึงว่า แม้ว่าพอร์ตจะระเบิดก็จะยังมีทุนเหลือพอที่สามารถลงทุนต่อได้

นักลงทุนหากไม่มีทุน ก็หมดสิทธิ์ที่จะเป็นนักลงทุน
************

นลท ส่วนมากเลือกหุ้นถูกตัว และส่วนมากเคยมีหุ้นที่ราคาขึ้นหลายเด้งอยู่ในพอร์ตบนช่วงเวลานึง 

แต่น้อยคนนักที่จะมีกำไรหลายเด้งเหมือนที่ราคาหุ้นขึ้นไป น้อยคนนักที่จะถือหุ้นได้ยาวนานพอที่จะได้กำไรมากมายหลายเด้ง 

เป็นเพราะ การอยู่เฉยๆเป็นเวลานานๆมันเป็นเรื่องยากมากสำหรับการลงทุนในตลาดหุ้น 

ส่วนมากมักคิดว่า ต้องทำอะไรบางอย่างเพื่อที่จะได้กำไรจากตลาดหุ้น ทั้งที่ความจริงแล้วหากเลือกหุ้นถูกตัว การทำอะไรบางอย่างที่ว่า คือการนั่งอยู่เฉยๆ

********

ถ้าลงทุนระยะยาว ทำประมาณการไว้ สมมติ 7 ปี งบการเงินออกมาเป็นไปตามคาด หรือดีกว่าคาดมาตลอด กรณีแบบนี้ ถ้า ศก จะโตช้าลงจนทำให้ผลประกอบการในอนาคตชะลอลงบ้างก็ไม่เป็นไร (เพราะทำดีเกินมารอชดเชยไว้แล้ว) แต่แน่นอนว่าตลาดจะไม่ชอบ นั่นทำให้เกิดความผันผวนระยะสั้น

สิ่งที่ นลท ต้องทำจริงๆแล้ว คือ ดูว่าบริษัทยังสามารถสร้างผลประกอบการระยะยาวได้ตามแผนที่คาดไว้หรือไม่ หากใช่ ก็ไม่ต้องทำอะไร แทบจะไม่ต้องดูราคาหุ้นก็ยังได้ รอเพียงงบออก มาดูครั้งนึง หรืออาจจะดูราคาหุ้นเพื่อเช็คว่า มันขึ้นแรงเกินมูลค่าที่ประมาณไว้หรือไม่ ถ้าเป็นแบบนั้น ค่อยคิดขาย

โดยหากราคาหุ้นเต็มมูลค่าหรือเกินมูลค่าขึ้นมาแล้ว การจะขาย อาจใช้กราฟช่วย หรือแบ่งขายบางส่วนก็ได้

แต่ในกรณีที่เป็นตลาดหมี อันนี้คือสบายเลย เพราะราคาหุ้นคงไม่ขึ้นมาเกินมูลค่าในช่วงเวลานั้น นั่นแปลว่า แทบไม่ต้องดูราคาหุ้น รอดูแค่งบรายไตรมาสเท่านั้น

เวลาที่เหลือคือทำกิจกรรมอื่น ^^

*********
On twt

ช่วงจังหวะงานดี หาเงินได้มากให้สะสมทรัพย์สินเพิ่มขึ้นก่อน อย่าเพิ่งรีบขยับฐานะการใช้จ่ายเพิ่ม

ถ้าจะขยับการใช้จ่ายเพิ่ม(เพื่อความสุขสบาย) ให้ขยับตาม "ฐานะทรัพย์สินสุทธิ" ที่มี 

ไม่ใช่ขยับตามรายได้ เพราะรายได้ที่ดูมั่นคง แท้จริงแล้วอาจหดหายได้ทุกเมื่อ แต่ทรัพย์สินสุทธิที่มีนั้นไม่หดหาย

******
ถ้าคุณจะเร่งผลตอบแทนพอร์ต คุณต้องรู้ว่ามันเพิ่มความเสี่ยงเข้ามาด้วยไหม และเท่าไร ซึ่งปกติแล้วทุกการเร่งผลตอบแทนใดๆก็ตาม มักเพิ่มความเสี่ยงเข้ามาเสมอ ยิ่งพยายามเร่งเร็วเท่าไร ความเสี่ยงจะยิ่งเพิ่มมาในอัตราเร่งกว่าผลตอบแทนที่จะได้

ซึ่งแน่นอนว่า หากไม่ควบคุมความเสี่ยงที่เพิ่มเข้ามาให้ดี มันอาจจะทำให้พอร์ตของคุณระเบิดได้

อย่างไรก็ตาม พยายามจัดพอร์ตโดนคำนึงถึงว่า แม้ว่าพอร์ตจะระเบิดก็จะยังมีทุนเหลือพอที่สามารถลงทุนต่อได้

นักลงทุนหากไม่มีทุน ก็หมดสิทธิ์ที่จะเป็นนักลงทุน

*********
มูลค่าของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง คือผลรวมของกระแสเงินสดที่จะได้รับในอนาคตตลอดทุกช่วงอายุแล้วนำมาคิดลดให้เป็นปัจจุบัน 

จะเห็นว่าตัวแปรหลักๆ
- กระแสเงินสดที่จะได้รับในอนาคต อยู่ที่การคาดการณ์ของแต่ละคน
- อัตราที่ใช้ "คิดลด" ให้เป็นมูลค่าปัจจุบัน อยู่ที่จะเลือกใช้ตัวเลขไหนในการคิดลด

*********

ถ้าอยากรู้ว่ากองทุนรวมไหนเป็นกองทุนที่ลงทุนระยะยาวไม่ใช่เทรดดิ้งให้ขอดู มูลค่าการซื้อขายหุ้นตลอดทั้งปี เอามาเทียบกับมูลค่ากองทุนเฉลี่ยทั้งปี หากเกิน 100% แสดงว่าระยะเวลาในการถือหุ้นเฉลี่ยตัวละไม่ถึง 1 ปี 

หากมูลค่าการซื้อขายหุ้นตลอดทั้งปีเทียบกับมูลค่ากองทุนเฉลี่ยทั้งปีแล้วเกิน 200% แสดงว่าระยะเวลาในการถือหุ้นเฉลี่ยตัวละไม่ถึง 6 เดือน 

โดยปกติการลงทุนใดๆก็ตาม จะต้องมีระยะเวลาในการถือหุ้นพอสมควร ไม่สั้นจนเกินไป 

และหากหนังสือชี้ชวนกองทุนบอกว่าเป็นการลงทุนระยะยาว เช่น Long term xxx  หนังสือชี้ชวนเหล่านั้นเสมือนเป็นคำมั่นสัญญา ว่าจะลงทุนระยะยาว

ปล. การหามูลค่าสัญญาของฟิวเจอร์และออฟชั่นแบบคร่าวๆ 

option และฟิวเจอร์ได้เสียกันจุดละ 200 บาท วิธีการหามูลค่าของ 1 สัญญา เช่นฟิวเจอร์ของเซต 50 ให้เอาดัชนี set50 * ด้วย 200 บาท  ไม่ใช่การดูที่เงินวางหลักประกัน  (margin) 

กองทุนต่างๆมักจะมีการป้องกันความเสี่ยงด้วยตราสารอนุพันธ์หรือตราสารสัญญาล่วงหน้า ก็คือฟิวเจอร์และ option นั่นแหละ 

และหลายๆครั้งมูลค่าการเทรดก็ไปซ่อนอยู่ในตราสารเหล่านี้

ส่วนมูลค่าการซื้อขายให้นับไป - กลับนับหนึ่ง หรือพูดง่ายๆคือเอามูลค่าการซื้อบวกกับมูลค่าการขายแล้วหาร 2

********
การตัดสินใจจำนวนมาก ที่ไม่ตั้งใจคิดจริงจังมักจะมาจาก การตัดสินใจด้วยความเคยชิน , สัญชาตญาณ, หรือเป็นการคิดแบบรวบรัด (บนพื้นฐานของความพึงใจ) ไม่ได้เป็นการตัดสินใจจากการใช้ตรรกะหรือเหตุผล 

การลงทุนระยะยาว จำเป็นต้องฝึกคิดแบบใช้ตรรกะให้เป็นอัติโนมัติ เนื่องจากการลงทุนระยะยาวเป็นการลงทุนที่จะต้องใช้เหตุผลค่อนข้างมาก ทั้งการประเมินมูลค่าหุ้น ทั้งการไม่คล้อยตามตลาด ทั้งต้องมีความอดทนสูง ซึ่งทั้งหมดล้วนฝืนกับอารมณ์ ที่เป็นพื้นฐานของการตัดสินใจด้วยความพึงพอใจและความเคยชิน 

โดยปกติแล้วการคิดอย่างมีตรรกะเป็นวิธีคิดที่มีกระบวนการที่มีลำดับเป็นขั้นตอนต่อเนื่อง ซึ่งต้องใช้ความพยายามในการคิด (หลายคนจะบอกว่าคิดแล้วเหนื่อย ใช่ แนวๆนั้นเลย) 

สมองคนเราจึงชอบที่จะคิดเร็วโดยอัตโนมัติ การคิดเร็วมักจะใช้ความพึงพอใจและสัญชาตญาณหรือความเคยชินเป็นหลัก มันสามารถคิดแบบรวบรัดได้ ไม่ต้องใช้ความพยายามมากทำให้ไม่เหนื่อยมาก จึงมักจะเป็นวิธีแรกที่สมองเลือกใช้ คิดได้เร็วแต่ถูกต้องหรือไม่นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

การจะเพิ่มโอกาสในการประสบความสำเร็จจากการลงทุนได้ ต้องฝึกวิธีคิดอย่างมีตรรกะให้เคยชิน เพื่อที่จะได้ดึงวิธีคิดด้านนั้นขึ้นมาใช้ทุกครั้งที่จะลงทุน

*********

วันอังคารที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2565

หลักคิด 18

หากสามารถซื้อบริษัทที่ยอดเยี่ยมได้ในราคาสมเหตุสมผลแล้วละก็ การถือหุ้นเอาไว้นานๆ คอยดูราคาหุ้นที่ค่อยๆเติบโตไปพร้อมกับธุรกิจเป็นเรื่องที่ดี 

แต่ก่อนอื่นนั้น ต้องมองให้ออกก่อนว่าบริษัทที่คุณซื้อนั้นเป็นบริษัทที่ยอดเยี่ยมหรือเปล่า

**********
ฃในโลกของการลงทุน คุณสามารถทำผิดพลาดได้เสมอ เช่น ขายหุ้นแล้วราคาหุ้นขึ้นต่อ ไม่ขายหุ้นแล้วราคาหุ้นไหลลงแรง หรือหุ้นตัวที่ได้แต่เล็ง แต่ราคากลับขึ้นไม่หยุด 

ความผิดพลาดมีไว้ให้เรียนรู้ แต่ไม่ใช่ให้นำมาคิดโทษตัวเองซ้ำๆ 

เรียนรู้แล้วมองไปข้างหน้า อย่าคิดซ้ำวนลูบโทษตัวเองอยู่กับความผิดพลาดไม่รู้จบ มันไม่เกิดประโยชน์

**********

การเลือกหนังสือในการเสพนั้นสำคัญมาก เสียเวลาในการอ่าน แล้วดันได้ความรู้ผิดๆ นี่คือเสียหายหนักมาก ดังนั้นถ้าซื้อหนังสือมาอ่านแล้วรู้สึกว่าความรู้นั้นไม่ใช่ มันปลอม มันกลวง อย่าเสียดาย อย่าเสียเวลาอ่านต่อ 

เสียเงินไม่เท่าไร แต่เสียเวลาที่จะไปอ่านเล่มอื่นที่ดีๆ รวมทั้งหากไปจดจำความรู้ผิดๆมาใช้ อันนั้นจะเสียหายหนักมาก 

เลือกหนังสือที่จะอ่านสำคัญมาก บทความต่างๆก็เช่นกัน

***********

นักลงทุนระยะยาวโดยเนื้อแท้แล้วชอบมองหาการเติบโตปกติของธุรกิจ ส่วนการเติบโตแบบก้าวกระโดดที่ผิดปกตินั้นก็ดี แต่มองเป็น benefits มากกว่า 

จะแตกต่างกับนักเก็งกำไร ที่ชอบพยายามจะมองหาการเติบโตที่ผิดปกติ เพราะหวังจะรวยเร็วๆ 

แต่โดยมากมักจะไปซื้อช่วงท้ายๆของการไล่ราคา ก็จะดอยหนักมากไปตามระเบียบ

ส่วนพวกเข้าไปต้นเทรนด์ รู้ข้อมูลธุรกิจ และอุตสาหกรรม รู้ลึกจริงๆ เข้าไปรอ เพื่อให้เม่าเข้าตาม ตอนออกมักจะออกอย่างรวดเร็วแบบขายเท ขายเท และแน่นอนที่สุด คือได้กินเงินเม่า

*********

เวลาวางแผนธุรกิจ มักต้องมีเวลาให้ธุรกิจได้ดำเนินงานเพื่อแสดงผลงาน อย่างน้อยเบื้องต้นก็ 1 ปี หรือจะเห็นชัดเจนก็ 3 ปี

แต่เวลานักลงทุนซื้อหุ้นของ บ.เพื่อลงทุนกลับต้องการเห็นผลงานในระดับไม่กี่วัน ถ้าต้องรอระดับสัปดาห์จะบอกว่าเริ่มนานแล้ว ยิ่งหากต้องรอเป็นเดือน เป็นไตรมาส บางคนถึงขั้นขายหุ้นทิ้งเพราะรอไม่ได้ 

ลืมไปหริอเปล่าว่ามูลค่าของหุ้นขึ้นอยู่กับผลงานที่สำเร็จของบริษัท ดังนั้นการลงทุนในหุ้น ก็ควรต้องให้เวลาบริษัทในการดำเนินงานด้วย 

ซื้อหุ้นถ้าจะเห็นผลงานที่ชัดเจนของบริษัท อย่างน้อยควรถือหุ้นไม่น้อยกว่าสามปี เพื่อให้เวลาบริษัทได้ดำเนินกิจการ

ธุรกิจกว่าจะเห็นผลงานใช้เวลาเป็นปี แต่นักลงทุนจะเอากำไรรายวัน

ต้องหัดกระดิกตีนรอ (อย่างที่อาจารย์นิเวศน์สอน) ให้เป็น 🤣🤣🤣

***********

ซื้อหุ้นตามเซียนโดยเฉพาะ ซื้อตามเซียนสายเทคนิค ต้องระวัง เพราะการเทรดมันคือ zero sum game หมายถึงมีคนได้กำไรต้องมีคนขาดทุนเสมอ 

คราวนี้พอคนที่ได้ชื่อว่าเป็นเซียนสายเทคนิค หมายถึงเขาทำกำไร(จากเงินคนอื่น)ได้มาก เขากินเงินคนอื่นเก่ง 

คำว่าคนอื่น คือใคร ก็คือคนที่เข้าไปเล่นหุ้นตัวเดียวกับเขานั่นเอง

ดังนั้นการเล่นหุ้นตามเซียน หมายถึง การเล่นหุ้นตาม "คนที่กินเงินคนอื่น" ได้เก่งกว่าเรา ดังนั้นการเล่นตามเซียนสายเทรด ต้องถามตัวเองด้วยว่า ตัวเองเทรดเก่งพอจะไม่โดนเซียนกินเงินหริอไม่ ?

#เซียนสายเทคนิค

**********

ทักษะที่สำคัญอย่างหนึ่งของนักลงทุน คือการคาดการณ์กำไร และประเมินมูลค่าของบริษัทได้อย่างสมเหตุสมผล

**********

คำถามที่นักลงทุนควรจะหาคำตอบก่อนที่จะซื้อหุ้น

- บริษัทมีรายได้ กำไร และกระแสเงินสดเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในระยะยาวหรือไม่ 

- ในระยะยาวบริษัทมีหนี้สินลดลงเมื่อเทียบกับส่วนผู้ถือหุ้นหรือไม่ และ/หรือ เพิ่มขึ้นในระยะสั้นเพราะการเร่งขยายงาน

- บริษัทอยู่ในอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพในการเติบโตในระยะยาวหรือไม่ หรือสามารถกินมาร์เก็ตแชร์เพิ่มเติมได้หรือไม่

- ทีมผู้บริหารมีความมั่นคงแน่วแน่และมีความชำนาญในธุรกิจหรือไม่

- ผู้บริหารมีการตั้งเป้าหมายและมีการแจ้งความคืบหน้าเป็นระยะหรือไม่

- บริษัทมีการขยายงาน ขยายบริการหรือสินค้าออกไปอย่างประสบความสำเร็จหรือไม่ 

- ข้อที่สำคัญที่สุด ผู้บริหารเป็นคนที่ซื่อสัตย์และปฏิบัติต่อผู้ถือหุ้นอย่างเป็นธรรมหรือไม่
**********

รูปนี้แสดงให้เห็น ถึงการจ่ายเงินเพื่อซื้อทรัพย์สินถาวร โดยเปรียบเทียบกับสินทรัพย์รวม

จะเห็นได้ว่า VIH จ่ายเงินลงลงทุนซื้อสินทรัพย์ถาวรเป็นอัตราส่วนมากที่สุด รองลงมาเป็น RJH WPH TNH ตามลำดับ

ในขณะที่หากมองเป็นเม็ดเงินจะเห็นว่า BDMS จ่ายเงินเพื่อซื้อทรัพย์สินถาวรเป็นจำนวนมากที่สุด (ตามข่าวก็จะพบว่ามีโครงการการลงทุนขนาดใหญ่)

ในด้านของ BCH นั้น ช่วงก่อนเกิดโควิด มี 12 โรงพยาบาล 1 โพลีคลินิก และขณะนี้มี 15 โรงพยาบาล 1 โพลีคลินิก ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเพิ่งผ่านช่วงลงทุนหนักๆไป ช่วงครึ่งปีแรกแม้จะมีการซื้อทรัพย์สินถาวรไป 600 กว่าล้าน แต่เงินสดจากกิจกรรมลงทุนก็เป็นบวก เนื่องจากมีเงินสดรับจากการจำหน่ายเงินลงทุน
**********

"เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไป)กิจกรรมจัดหาเงิน"
ชื่อก็บอกอยู่แล้ว กิจกรรมจัดหาเงิน มันมีด้านที่เกี่ยวข้องสองด้าน คือ 

หนี้สินไม่ว่าจะกู้ยืมหรือจ่ายคืน ก็นับเป็นการได้มาหรือใช้ไปในกิจกรรมจัดหาเงิน
และด้านที่เกี่ยวกับผู้ถือหุ้น ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มทุน ลดทุน จ่ายปันผล 

กระแสเงินสดในหมวดนี้ ตัวเลขลบ จะเป็นเรื่องดีไม่ว่าจะเป็นการจ่ายหนี้เพื่อลดหนี้สินลงหรือจะจ่ายเงินปันผลก็ตาม

จากรูปจะเห็นว่ามีเพียง 2 บริษัทที่จ่ายเงินชำระหนี้สินแบบเป็นเนื้อเป็นน้ำ และมีการจ่ายปันผลเป็นจำนวนเงินค่อนข้างมาก คือ BCH และ BDMS ซึ่งแน่นอนว่าการจะมีเงินมาจ่ายชำระหนี้และมาจ่ายปันผลได้นั้นแสดงว่าจะต้องมีกระแสเงินสดเข้าที่ค่อนข้างดีด้วย (ไม่เช่นนั้นจะเอาเงินที่ไหนมาจ่ายหนี้และจ่ายเงินปันผลได้) 

อีกประการหนึ่งก็คือ บริษัทจะต้องมีสภาพคล่องที่ดีมากและเหลือโดยอาจจะพึ่งผ่านการลงทุนหนักไปแล้วทำให้ไม่มีเหตุที่จะต้องใช้เงินในระยะสั้น หรืออาจจะมีการลงทุนขยายงานในอนาคตแต่ยังไม่ได้รีบใช้เงินในระยะสั้น ทำให้มีสภาพคล่องที่ดีมาก จึงได้ชำระหนี้เพื่อลดดอกเบี้ยจ่าย และ/หรือ จ่ายเป็นเงินปันผลออกมา

บริษัทที่มีสภาพคล่องที่สูง ลดความเสี่ยงจากการล้มละลายในภาวะวิกฤต และยังลดความเสี่ยงจากการเพิ่มทุนอีกด้วย 

เงินสดสุทธิที่ได้มาจาก(ใช้ไป) ในกิจกรรมจัดหาเงิน หากมีตัวเลขเป็นบวกโดยมากมักจะมาจากการกู้ยืมที่มากขึ้น (บริษัทมีหนี้สินที่เพิ่มขึ้น)

**********

การลงทุนใน บ.ที่ดีแต่ยังมีจุดอ่อนของอุตสาหกรรมอยู่บ้างนั้น ต้องเลือกลงทุนในราคาที่มีส่วนเผื่อความปลอดภัยให้มากพอ 

ต่างจากการลงทุนในบริษัทที่ยอดเยี่ยม ที่มีส่วนเผื่อความปลอดภัยบ้างและเป็นการลงทุนบนราคาที่สมเหตุสมผล ความแข็งแกร่งของบริษัทและการเติบโตของบริษัท เปรียบเสมือนเป็นกันชน เปรียบเสมือนเป็นส่วนเผื่อความปลอดภัยที่มากพอสำหรับการลงทุน

********
ค่าความนิยม (Goodwill) จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมีการซื้อกิจการหรือควบรวมกิจการ โดยผู้ซื้อจ่ายเงินแพงกว่ามูลค่าตามบัญชีของกิจการที่ถูกซื้อ เงินส่วนต่างที่จ่ายแพงกว่าบันทึกในชื่อ ค่าความนิยม (Goodwill) 

ฟังอย่างนี้เหมือนเป็นการซื้อแพง แต่อีกมุมนึงก็คือเปรียบเสมือนการจ่ายส่วนต่างเพื่อซื้อแบรนด์ หรือซื้อฐานลูกค้าของอีกกิจการ อย่างไรก็ดีในฝั่งคนซื้อย่อมไม่อยากจ่ายส่วนนี้แพงเกินไป หรือกิจการไหนที่ยอมจ่ายแพงเกินไปมากๆอาจถูกมองว่าใช้เงินไม่คุ้มค่าได้ 

ในรูปจะเป็นอัตราส่วนระหว่างค่า ความนิยมต่อทรัพย์สินรวม กิจการใดที่มีการเร่งการทำ M&A มักจะมีค่าความนิยมบันทึกในบัญชีค่อนข้างสูง

(ซื้อ "มักจะ" แพงกว่าสร้างเอง แต่ถ้าคุ้มค่าก็ซื้อได้ ดังนั้นส่วนตัวจึงคิดว่าซื้อได้บ้างแต่อย่ามากเกิน น่าจะดีที่สุด)

#กลุ่มโรงพยาบาล

************

ทำงาน คือ ลงแรงแล้วได้เงิน
ถ้าลงแรงด้วยทักษะที่หายาก จะยิ่งได้เงินมาก ทักษะที่หายาก คือ ทักษะที่เรียนรู้ได้ยาก เช่น หมอ โดยเฉพาะหมอเฉพาะทาง โปรแกรมเมอร์ที่สามารถโค้ดดิ้งได้เก่งๆ และอื่นๆ

ส่วนการลงทุน ต้องมีเงินทุนและต้องมีทักษะการลงทุนด้วย หากไม่มีทุนไม่ต้องพูดถึงอาชีพลงทุนเลย การจะมีทุนคือ เบื้องต้นต้องสะสมทุนก่อน จากการทำงานหรือถ้าโชคดีก็จากความมั่งคั่งของครอบครัว แต่สุดท้ายแล้วก็ต้องมีทักษะการลงทุนด้วย และต้องรู้จักสะสมทุนไว้เป็นบัฟเฟอร์เพื่อผิดพลาดด้วย นักลงทุนไม่มีใครไม่เคยขาดทุน แม้คนเก่งๆภาพรวมต่อปีจะมีกำไรแต่ในรายละเอียดของแต่ละออเดอร์ไม่มีใครสามารถกำไรได้ทุกครั้ง ไม่มีใคร win ได้ทั้ง 100% โดยไม่มีพลาดเลย 

นักลงทุนจึงสำคัญที่ต้องมี เงินทุนสำรองไว้เป็น "กันชน" ในยามผิดพลาด 

ถ้าไม่มีทุน ก็ไม่ใช่นักลงทุน

******
หนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ย เป็นได้ทั้งหนี้ที่ดีและหนี้ที่เลว หนี้สินที่กู้ยืมมาในอัตราส่วนที่เหมาะสมจะช่วยเร่งการเติบโตของบริษัทได้  

หากมีโอกาสเข้ามาแต่ บ.เลือกที่จะไม่ยอมให้มีหนี้สินเลย+เงินทุนไม่พอ เท่ากับเป็นการเสียโอกาสไป

แต่หากมีหนี้สินมากเกินไปก็จะไปเพิ่มความเสี่ยงในด้านสภาพคล่อง หากมากถึงจุดหนึ่งอาจจะมีการเพิ่มทุนได้

**************

เป็นวาทะที่ VI ตัวจริงเกือบทุกคนยึดถือ 
จริงแล้วการซื้อของมันคือการตอบสนองความอยาก โดยเฉพาะของที่ไม่จำเป็นแต่เป็นของหรูราคาแพง มันไม่ได้แค่ตอบสนองความอยากแต่เพียงอย่างเดียวแต่มันตอบสนองอีโก้อีกด้วย (ความอยากอวด) 

แน่นอนว่าคนเราย่อมมีความอยากมากบ้างน้อยบ้างกันทุกคน แต่แค่อย่าอยากชิ้นใหญ่ อย่าเสียเงินไปกับของชิ้นใหญ่เท่านั้นก็ช่วยได้มากแล้ว ลำพังอยากได้ชิ้นเล็กๆ จำนวนเงินไม่มาก ตอบสนองเพื่อความพึงใจได้บ้าง เป็นเรื่องปกติ  

ทั้งปู่บัฟเฟตต์และ อาจารย์นิเวศน์ เป็นตัวอย่างที่ดี ของเรื่องเล่าที่ VI ทุกคนรู้ดีเรื่องการใช้รถที่ใช้ทนและทนใช้ 😆 (แต่เมื่อถึงเวลาจริงๆก็คงต้องเปลี่ยน)

เงินหนึ่งล้านบาท + ผลตอบแทนทบต้น 12% บนเวลา 30 ปี จะกลายเป็น 30 ล้าน

ซึ่งทั้งปู่บัฟเฟตต์และอาจารย์นิเวศน์ ล้วนมีผลงานผลตอบแทนทบต้นเกิน 12% ต่อปีอย่างยาวนาน

**********

ถ้าคุณไม่มีความได้เปรียบในการแข่งขันแล้วล่ะก็ อย่าไปแข่งเลย - Jack Welch

***********

ถ้าการลงทุนของคุณเป็นการลงทุนระยะยาว คุณควรอยู่ให้ห่างจากอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วและคาดเดาไม่ได้

**********

แต่ละคน มาจากสิ่งแวดล้อมที่ต่างกัน มาจากประสบการณ์ที่ต่างกัน ส่งผลให้ความรู้ ความสามารถในการมองธุรกิจแตกต่างกันด้วย

หลายคนมองกลุ่มพลังงานขาด บางคนมองกลุ่มเทคโนโลยีออก บางคนคุ้นเคยกับกลุ่มประกัน 

ถ้ามองออกจนสามารถอธิบายอย่างละเอียดให้คนอื่นเข้าใจได้ รู้จุดแข็ง จุดอ่อน เข้าใจโมเดลธุรกิจ หามูลค่าได้ แสดงว่ารู้จริง ลงทุนกับมันได้  

การรู้จริงเพียงไม่กี่กลุ่มธุรกิจก็สามารถลงทุนเพื่อสร้างรายได้ระยะยาวได้แล้ว ไม่จำเป็นต้องรู้ทั้งตลาด 

แต่แน่นอนยิ่งรู้กว้าง ยิ่งดี เป็นการเพิ่มขอบเขตความสามารถให้กับตนเองและย่อมเพิ่มโอกาสด้วยเช่นกัน

***********

คนเราอย่าปล่อยให้ตัวเองมีเวลาว่างมากเกินไป ไม่งั้นจะคิดมากในเรื่องไม่เป็นเรื่อง จะฟุ้งซ่านในเรื่องไร้สาระ นิดหน่อยก็เก็บมาคิด 

หางานอดิเรกทำ อ่านหนังสือ หาความรู้เพิ่ม เดินห้าง ดูหนัง ออกกำลังกาย 

หรือไม่ก็ เรียนแต่งหน้า นั่งสมาธิ ดำน้ำ ปลูกปะการัง ทำอาหาร นวดสปา ปลูกป่า ดำนา ดูดิสนีย์ออนไอซ์ แรลลี่ตีกอล์ฟ ล่องเรือ ส่องสัตว์ ช๊อปปิ้ง ดูงิ้ว ดูละครเวที ดูคอนเสิร์ต ดินเนอร์ ทำขนม จัดดอกไม้ เที่ยวตลาดน้ำ เรียนถ่ายรูป ดูกายกรรม ชมเมืองเก่า เข้าสัมมนา ทัวร์ธรรมมะ เรียนเต้นแล้วก็ร้องเพลง

จะช่วยลดความฟุ้งซ่าน ลดความคิดมา ลดความกังวลใจ ไปได้มาก ยิ่งแก่ตัวลง ยิ่งมีเวลาว่างมาก ยิ่งฟุ้งซ่านได้ง่าย ต้องระวัง หางานอดิเรกทำแต่เนิ่นๆ พออายุมากขึ้นจะได้มีงานอดิเรกที่ชอบทำ

**********

มันไม่ใช่ตัวเลขเศรษฐกิจต่างๆ มันไม่ใช่อัตราดอกเบี้ย ที่ทำร้ายนักลงทุน 

แต่เป็นการซื้อขาย เป็นการเทรดอย่างบ้าคลั่งต่างหากที่ทำร้ายนักลงทุน

**********


ถ้าเก็บเงินเดือนละ 30,000 บาทลงทุนได้ผลตอบแทนปีละ 10% 
10 ปีจะกลายเป็นเงินประมาณ 6 ล้านกว่าบาท 
20 ปีจะกลายเป็นเงินประมาณ 21 ล้าน
และ 30 ปีจะกลายเป็นเงินประมาณ 62 ล้าน

โดยมีข้อแม้ว่า
1. ลงทุนได้ผลตอบแทนปีละ 10%
2. ผลตอบแทนนั้นใส่เข้าไปลงทุน "ทบต้น" ไม่ถอนออกมาใช้

วันอาทิตย์ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2565

หลักคิด 17

บาง บ. ผู้ก่อตั้งอายุมากๆแล้ว (แบบมากกว่ากว่า 80 ปี ไรงี้) ส่งต่อหุ้นให้ลูกๆ แต่ลูกๆก็ไม่ได้เป็นกรรมการหรือ ผบห เหมือนไม่ได้อยู่ในสายอาชีพนั้น อาศัย ผบห บริหารกันไป 

แบบนี้เราก็มองว่าเป็นความเสี่ยงอย่างนึงน่ะ

************
ตัวอย่าง การตั้งสำรองที่แตกต่างและส่งผลต่อกำไรของบริษัทเป็นอย่างมาก

BLA 2Q65 yoy
เบี้ยประกันภัยรับสุทธิ 7291 ลบ (-5-5%)
รวมรายได้ 11,034 ลบ (-1.2%)

ค่าใช้จ่าย
สำรองประกันภัยสำหรับสัญญาประกันภัยระยะยาวเพิ่มขึ้น 694 ลบ (-75%)
 ( 2Q64 : 2,787 ลบ)
รวม คชจ 9,626 ลบ (-6.5%)

กำไรส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นบริษัท 1,189 ลบ +58%

ปล. ข้อสังเกต เงินสำรองลดลงจาก 2,787 ลบ ใน 2Q64 เหลือสำรองเพียง 694 ลบ ใน 2Q65 เท่ากับค่าใช้จ่ายการตั้งสำรองลดไปถึง 2,093 ลบ เทียบกับกำไรของงวดที่ 1,189 ลบ

***************

- ปกติ ภาษี คือรายจ่าย
การที่ บ.มีรายได้ทางภาษี อาจเกิดเพราะ จ่ายภาษีไว้เกิน , มีรายการขาดทุนที่รับรู้ ทำให้ภาษีจ่าย กลายเป็นต้องได้เครดิตภาษีคืน  

รายได้ทางภาษี ไม่นับเป็นรายได้จากการดำเนินงาน ไม่เกี่ยวกับความสามารถในการสร้างกำไรของ บ. และเป็นรายได้ไม่ประจำ

- รายได้จาก minority เกิดจาก การรวมงบ โดยที่ บ.แม่มีกำไร แต่ บ.ลูกขาดทุน ปกติหากมีกำไรทั้ง บ.แม่ และ บ.ลูก กำไรจะโดนหักออกเป็นกำไร ของส่วนผู้ถือหุ้นของ บ.ใหญ่ และ กำไรของ minority แต่ในกรณีที่ บ.ลูกขาดทุน ผลขาดทุนจึงต้องนำมาบวกกลับให้ กำไรของส่วนผู้ถือหุ้นของ บ.ใหญ่

กรณี สมมติ ตัวอย่าง 

บ. A มีรายได้จากการขาย ปีที่ 1 และ ปีที่ 2 ปีละ 2,000 ลบ มีกำไร ปีละ 200 ลบ (รายได้และกำไรปีที่ 1 เทียบกับปีที่ 2 yoy นั้นไม่เพิ่ม) และถือหุ้นใน บ. B 30% แต่ บ.A มีอำนาจควบคุม บ. B จึงรวมงบการเงินของ บ.B มาในงบรวม
โดยที่ บ.B มีรายได้ 1000 ลบ และผลกำไรขาดทุนอยู่ (-100 ลบ)

พอรวมงบการเงิน งบรวมของ บ.A รายได้จะกลายเป็น 2000+1000 = 3000 ลบ จะเห็นว่างบรวมรายได้เพิ่มจากการรวมงบถึง +50% yoy (ทั้งๆที่ก่อนรวมงบ รายได้ไม่เพิ่ม) ทั้งๆที่ บ. A ถือหุ้น บ.B แค่ 30% แต่เอารายได้ของ บ.B มารวมทั้ง 100% ดังนั้นในงบรวม นอกจากรายได้ที่เกินมา 70% จาก บ.B แล้ว ก็ยังมี กำไร/ขาดทุน ที่เกินมาอีก 70% ของ บ.B เกินจริงมาอยู่ในงบรวมของ บ.A อีกด้วย

ในส่วนของกำไรบรรทัดสุดท้าย จึงต้องมีการหัก กำไร/ขาดทุน ส่วนเกิน 70% ออกจาก "กำไรสำหรับงวด" จึงจะเป็นกำไรแท้จริง ที่เรามักเรียกย่อๆว่า กำไรสุทธิ (แต่จริงแล้วควรเรียกว่า "กำไรที่เป็นส่วนของ บ.ใหญ่" ) 

ตามตัวอย่าง กำไรของ บ.A ก่อนรวมงบคือ 200 ลบ ส่วน บ.B ขาดทุน -100 ลบ 

พอรวมงบ "กำไรสำหรับงวด" จึงเหลือ 100 ลบ (ซึ่งมันรวมการขาดทุนของ บ.B ไว้ทั้ง 100% ทั้งๆที่ บ.A ถือหุ้น บ.B แค่ 30%)

ดังนั้นการหา "กำไรส่วนของ บ.ใหญ่" จึงต้องหัก ขาดทุน 70% ของ บ.B ที่ บ.A ไม่ได้ถือหุ้นออก จะได้ -100 ลบ × 70% = -70 ลบ

ผลที่บันทึกในบัญชีคือ 

กำไรส่วนของ บ.ใหญ่ 170 มาจาก (100 - (-70))
กำไรของ minority -70
กำไรสำหรับงวด 100 ลบ

หรือ คิดอีกทางจากความจริงคือ 
บ. A กำไร 200 ลบ + ถือหุ้นใน บ.B 30% บ.Bขาดทุน 100 ลบ , บ.A ต้องรับรู้ผลขาดทุนจาก บ.B -30 ลบ ดังนั้น บ.A จะมีกำไรจริงที่ 200-30 = 170 ลบ

*************

การรวมงบลักษณะนี้จะทำให้นักลงทุนที่ไม่อ่านงบให้ละเอียด เข้าใจผิดพลาดได้ 

เพราะนักลงทุนส่วนมากมักมองแค่ 2 บรรทัด คือบรรทัดรายได้และบรรทัดกำไร 

ตามตัวอย่างจะเห็นว่ารายได้เพิ่ม จากการรวมงบทั้ง 100% ของบริษัทลูกเข้ามา หมายถึงรวมรายได้ในส่วนที่บริษัทใหญ่ไม่ได้เป็นเจ้าของเข้ามาไว้ในงบด้วย ทำให้รายได้ดูเหมือนเพิ่มขึ้นเยอะมากเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าที่ยังไม่ได้รวมงบ 

ในส่วนของบรรทัดกำไรบรรทัดสุดท้าย คือรายได้แท้จริง ที่รวมกำไรตามสัดส่วนที่ถือหุ้นในบริษัทลูก 

ในกรณีตามตัวอย่าง (ต้องคิดเสมอว่าบริษัทแม่ถือหุ้นในบริษัทลูกแค่ 30%) แต่ รายได้ในงบรวมนั้น รวมรายได้มาทั้ง 100 เปอร์เซ็นต์ ส่วน บรรทัดสุดท้ายคือกำไรสุทธิรวมขาดทุนมาแค่ 30% ตามสัดส่วน แต่หากมีรายได้จากภาษีก็ต้องตัดออกก่อนเนื่องจากไม่ใช่รายได้จากการดำเนินงาน 

ปล. ผมไม่ใช่นัก บช อธิบายตามความเข้าใจส่วนตัวเท่านั้น หากมีผิดพลาด แจ้งให้ผมทราบด้วยครับ

**********

เห็นมีพาดข่าวว่ามีกำไรเพิ่มขึ้นเยอะ เลยลองดูงบการเงินสักหน่อย (ในใจคิดอยู่แล้วว่าไม่น่าใช่ผลดำเนินงานปกติ) 

SIRI 2Q65 yoy
รายได้จากการริบเงินจองและเงินค่างวด 384 ลบ +3313% (ส่วนตัวมองว่ารายได้ตัวนี้ไม่ค่อยดีเลย แสดงถึงว่าลูกค้ามีปัญหา อาจส่งผลต่อรายได้ปกติในอนาคตได้)
รายได้จากการขายที่ดิน 62 ลบ +1809%
รวมรายได้ 7,837 ลบ -2.5% 

รวมค่าใช้จ่าย -4.5% 
กำไรจากกิจกรรมดำเนินงาน 1,288 ลบ+8.7% 
(ถ้าไม่มีรายได้จากการริบเงินจองและขายที่ดินกำไรจากกิจกรรมดำเนินงานก็จะลดไปเยอะพอสมควร)

ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในการร่วมค้า 52 ลบ (เพิ่มเติมในรูป)
รายได้ทางการเงิน 56 ลบ ( คืออัลไลลลล ???)

กำไรสำหรับงวด 918 ลบ (เทียบกับรายได้จากการริบเงินจอง 384 ลบ + ขายที่ดิน 62 ลบ อืมมม)
****************

One-time gain ไม่ใช่ผู้ร้ายเสมอไป ถ้า

- เป็นรายได้ที่เป็นกระแสเงินสดเข้า บ.จริง เพราะเงินสดนั้นสามารถนำไปลดหนี้หรือทำให้บริษัทเกิดสภาพคล่องมากขึ้นได้

- ถ้า Core business หรือกำไรจากการดำเนินงานปกติของบริษัทเติบโตขึ้นในทุกมิติ 

แต่ One-time gain จะกลายเป็นตัวร้ายหากเข้าไปปกปิดผลการดำเนินงานที่ "แย่ลงของธุรกิจปกติ" ทำให้นักลงทุนเข้าใจผิด คิดว่า บ.มีผลประกอบการที่ดี

โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากนักวิเคราะห์ออกเปเปอร์โดยไม่พูดถึงกำไร One time Gain ที่ปกปิดผลการดำเนินงานปกติที่แย่ลง แถมยังเชียร์แค่บรรทัดสุดท้ายว่าเติบโต อันนี้ถือว่าเป็นอะไรที่ 🙄🙄🙄 (มองบน)

**********
ในการลงทุนนั้น อย่าได้ถามหาการรับประกันใดๆจากคนอื่น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของหลักการ เรื่องของการเลือกหุ้น หรือแม้แต่เรื่องของมูลค่า เพราะเรื่องเหล่านี้มันขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆอีกมากมาย แม้แต่ปู่บัฟเฟตต์ กับปู่ชาร์ลี ก็ยังคำนวณได้มูลค่าที่แตกต่างกัน 

จำไว้อย่างว่า ในตลาดหุ้นทุกคนมีอิสระในการลงทุน ในการเลือกที่จะเชื่อ ที่จะใช้หลักการใดก็ได้ในการลงทุน แต่ไม่มีใครรับประกันอะไรให้คุณได้แม้แต่อย่างเดียว

ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำก็การช่วยเหลือตัวเอง อ่านให้มาก ศึกษาให้มาก จนสามารถมั่นใจได้ด้วยตัวเอง เมื่อมั่นใจด้วยตนเองแล้ว ก็จะเลิกถามหาความมั่นใจจากผู้อื่น

*********

ใส่ใจไปที่มูลค่าระยะยาวของบริษัทที่คำนวณได้ หากมีการคำนวณเผื่อไว้มากพอ, มี MOS มากพอ
แล้วละก็ เหตุการณ์ความเสียหาย ระหว่างทางเล็กๆน้อยๆของการดำเนินธุรกิจ จะไม่ใช่เรื่องสำคัญอีกเลย 

แม้ว่าตลาดอาจจะให้ความสนใจกับมัน (เหตุการณ์ความเสียหายเล็กน้อยระหว่างทาง) ก็ตาม แต่นั่นก็จะเป็นเพียงระยะสั้นและเป็นโอกาสในการซื้อเพิ่ม 

บ้างก็มองเป็นวิกฤต บ้างก็มองเป็นโอกาส 

"สองคนยลตามช่อง คนหนึ่งมองเห็นโคลนตม อีกคนตาแหลมคม เห็นดวงดาวอยู่พราวพราย"

**********

คงเคยได้ยินประโยคที่ว่า
ให้หาหุ้นยอดเยี่ยมในอุตสาหกรรมยอดแย่ 
เพราะในอุตสาหกรรมที่มันแย่นั้นคู่แข่งจะน้อย 

หุ้นร้อนแรงในอุตสาหกรรมที่ร้อนแรง แน่นอนย่อมจะดึงดูดนักลงทุน และคู่แข่ง เข้าไปเป็นจำนวนมาก 

หากมองในภาพใหญ่ สมมุติให้ประเทศเป็นตัวแทนอุตสาหกรรม ประเทศไทยคงไม่ใช่อุตสาหกรรมที่ร้อนแรงเหมือนเวียดนาม ที่เหลือก็เพียงแต่หาหุ้นยอดเยี่ยมให้เจอเท่านั้นเอง
**********

Players ในตลาดหุ้นกลัวการขาดทุนระยะสั้นมากเสียจน ยอมที่จะขาดทุนถาวรมากกว่า

**********

การซื้อขายหุ้น ให้มองที่เหตุผลของเราเป็นหลักโดยต้องเป็นเหตุผลที่มาจากการศึกษาบริษัทอย่างละเอียดเพียงพอ ไม่ต้องไปคิดแทนคนอื่นว่าเขาขายหุ้นเพราะอะไร หรือคนอื่นซื้อหุ้นเพราะอะไร 

รู้เพียงว่าเราไม่อยู่ในสภานะเสียเปรียบในการซื้อขายหุ้นก็พอ

**********

คำถามสำคัญของข้อ ที่ควรตอบให้ได้ก่อนจะซื้อหุ้นใดๆก็ตาม 

ผลตอบแทนคาดหวังขั้นต่ำจากการซื้อหุ้นคือเท่าไร และ คำนวณมูลค่าของ บ.ได้เท่าไร

**************

บนการลงทุนระยะยาว ที่นักลงทุนต้องทำก็คือ 
- มองหาบริษัทที่มีหนี้สินเหมาะสม ค่อนไปทางต่ำ ไม่สูง 
- บริษัทที่มีความยั่งยืนไม่ปิดกิจการในอีก 10-15 ปีข้างหน้า 
- บริษัทที่มีการเติบโต มีการขยายงานตามโมเดลที่ประสบความสำเร็จแล้ว โดยการ copy & paste
- ผู้บริหารไว้ใจได้ และมีผลประโยชน์ไปในทิศทางเดียวกับผู้ถือหุ้นรายย่อย 

จากนั้นก็เพียงแต่ซื้อเมื่อราคาเหมาะสมแล้วถือลงทุนระยะยาว ระหว่างทางของการทำธุรกิจ หากมีผลกระทบแบบชั่วคราว ที่ player ในตลาดมองว่าไม่ดี นั่นก็คือจังหวะซื้อเพิ่ม (เพราะนายตลาดขี้ตกใจ อยากจะรีบขายทิ้งแบบถูกๆเมื่อบริษัทมีข่าวร้ายแม้จะเป็น "เรื่องร้ายในเรื่องดี" ก็ตาม) 

คำว่า "เรื่องร้ายในเรื่องดี" เช่นอะไรบ้าง 

เช่น โดยปกติแล้วหากบริษัทมีการขยายสาขา ตามโมเดล copy & paste มันเป็นเรื่องปกติมาก ที่สาขาใหม่จะต้องมีค่าเสื่อมและค่าใช้จ่ายในการบริหารเพิ่มขึ้นมา และรายได้จะค่อยๆตามมาในภายหลัง 

ซึ่งการขยายกิจการนั้นใครๆก็รู้ว่าเป็นเรื่องดี เราคงไม่อยากซื้อบริษัทที่ไม่มีการเติบโต 


เมื่อค่าเสื่อมและค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นมา เพราะการขยายงาน (มันคือเรื่องร้ายชั่วคราวในเรื่องดี) แต่ในตลาดก็มักจะตกใจ อยากขายหุ้นทิ้งในราคาถูกๆ 

และแน่นอนนักลงทุนผู้ชาญฉลาด ย่อมเลือกที่จะทยอยลงทุนในจังหวะแบบนี้ หากราคานั้นลงมาเหมาะสมหรือต่ำกว่ามูลค่า 

การร่วมตกใจไปกับนายตลาด หมายถึงว่าเราทำตัวเป็นนายตลาดเสียเอง 

จริงๆหลักการพวกนี้ น่าจะอ่านซ้ำๆกันจนขึ้นใจแล้ว ว่าให้ซื้อเมื่อราคาเหมาะสมและต่ำกว่ามูลค่า ว่าให้ซื้อยามที่ตลาดแตกตื่นตกใจ แต่ส่วนมากทำกันไม่ค่อยได้ ชอบที่จะเป็นนายตลาดกันซะมากกว่า

ต้องหมั่นมีสติ 😅

***********

การซื้อหุ้นเพื่อเก็งกำไร เพื่อการเทรด แล้วไม่ตั้งจุด stop loss หรือ ตั้งจุด stop loss แล้วแต่ไม่ทำตาม เป็นความผิดพลาดของ "ขาออก"

แต่การซื้อหุ้นเพื่อลงทุนที่แพงกว่ามูลค่า ไม่ว่าจะเป็นเพราะการไม่ประเมินมูลค่าหรือประเมินมูลค่าผิดพลาดก็แล้วแต่ มันเป็นความผิดพลาดตั้งแต่ตอนซื้อ เป็นความผิดพลาดของ "ขาเข้า"

การรู้จุดผิดพลาดจะทำให้ครั้งหน้าระมัดระวังมากยิ่งขึ้น เช่นถ้ารู้ว่าผิดพลาดเพราะเป็นที่ "ขาออก" ครั้งหน้าก็ต้องทำตามจุด stop loss อย่างเคร่งครัด 

ส่วนการรู้ว่าเป็นความผิดพลาดตั้งแต่ตอนซื้อที่เป็นความผิดพลาดตั้งแต่ "ขาเข้า" โอกาสต่อไปในการซื้อหุ้นจะได้เอาไว้เป็นบทเรียน ทำการประเมินมูลค่าหุ้นก่อนที่จะซื้อทุกครั้ง ไม่ซื้อหุ้นที่แพงกว่ามูลค่า

การวิเคราะห์จุดผิดพลาดเป็นเรื่องสำคัญเพื่อที่จะได้เกิดการเรียนรู้และเกิดการพัฒนา

*********

ทักษะการแยกแยะข่าวที่มากระทบกับบริษัท ที่มากระทบกับตลาดหุ้นโดยรวม มันสำคัญ 

หากแยกแยะไม่ออกว่าสิ่งใดคือข่าวดีจริงๆ สิ่งใดคือข่าวดีลวงๆ ข่าวใดคือเรื่องร้ายแบบถาวร ข่าวใดคือเรื่องร้ายแบบชั่วคราวบนระยะสั้น 

หากแยกไม่ออกแล้วล่ะก็ การลงทุนก็ย่อมจะไขว้เขวผันผวนไปตามข่าวลือ ข่าวลวง และข่าวจริงที่มีผลกระทบระยะสั้นได้ 

อย่าให้ผลกระทบระยะสั้น ทำให้การลงทุนระยะยาวของเราไขว้เขว เพียงเพราะหลงไปกับข่าว เพียงเพราะไม่แยกแยะข่าว
***********

หลักการง่ายๆอย่างนึงที่จะทำให้ การลงทุนปลอดภัยมากยิ่งขึ้น คือ ทำประมาณการล่วงหน้าให้ต่ำเข้าไว้ ต่ำชนิดมี MOS เหลือเฟือ 

หากทำประมาณการแบบกดคะแนนแล้ว ผลที่ได้ยังมีอัพไซด์เพียงพออย่างน่าสนใจแล้วละก็ นั่นหมายความว่าหุ้นตัวนั้นน่าสนใจมาก และซื้อเข้าพอร์ตได้

โดยก่อนจะกำหนดให้เป็นตัวที่เก็บเข้าพอร์ตได้นั่นต้องผ่านเกณฑ์ต่อไปนี้
- มีหนี้สินต่ำ งบการเงินมั่นคง บ.ไม่มีทางล้มหายตายจากในระยะเวลา 10-15 ปีนี้แน่นอน
- มีอำนาจในการต่อรองราคาสูงสามารถส่งต่ออัตราเงินเฟ้อได้ 
- มีการขยายกิจการต่อเนื่อง สร้างการเติบโตต่อเนื่อง
- ผบห มีผลประโยชน์ไปในทิศทางเดียวกับ ผู้ถือหุ้นรายย่อย 
- ผบห มีวิสัยทัศน์ มีความมุ่งมั่นสูงที่ต้องการให้กิจการมีการเติบใหญ่ 
- อยู่ในอุตสหกรรมกำลังเติบโต เช่น ฐานลูกค้าที่จะมาใช้บริการกำลังเพิ่มขึ้น

ยกตัวอย่าง 

กรณีล่าสุด บ.B "ผ่านเกณฑ์ต่างๆ" ที่เราได้พิจรณาทั้งหมดแล้ว และ เราตั้งสมมติฐานว่า ปี 2565 บ. B จะมีกำไร 1700 ลบ บนราคาปัจจุบันจะได้ค่าพีอีที่เหมาะสม จะมีอัพไซด์เหมาะสม 

ทั้งๆที่ความจริงแล้ว 6 เดือนที่ผ่านมา บ.B กลับมีกำไรถึง 3170 ลบไปแล้ว

นี่แสดงให้เห็นว่า ถึงแม้จะมีเรื่องร้ายอะไรเข้ามากระทบให้ราคาลดลง นั่นเป็นโอกาสซื้อเพิ่ม ตามหลักการลงทุนระยะยาว ที่บอกว่า "ลงทุนบนพื้นฐานระยะยาวของกิจการ และซื้อเพิ่มเมื่อมีข่าวร้ายชั่วคราวมากระทบ" 

ยิ่งเป็นการลงทุนระยะยาว ยิ่งอยากให้ราคาลงมาเพื่อเปิดโอกาสในการซื้อเพิ่ม 

ใครๆก็อยากได้ของดีราคาถูก การได้ของดีที่ราคาถูกย่อมเป็นเรื่องดี นี่จึงเป็นที่มาของคำว่าควร "ทยอยซื้อเป็นไม้ๆ ตามจุดต่างที่ตั้งไว้ ไม่ไล่ราคา"

ปัญหาตอนนี้ คือ ทำยังไงให้กองทุนยอมขายหุ้นตัวนี้ออกมาในราคาถูกๆ (หุ้นไซส์นี้ถ้ามัวแต่รอรายย่อยขาย ราคาถูกมากๆคงไม่มีให้เห็น) 🤣🤣🤣

**********

ธุรกิจโรงพยาบาล โดยปกติแล้วจะต้องมีการสั่งยามาสำรองและเก็บรักษาให้ได้ตามมาตรฐานในยาบางตัวที่ต้องการการควบคุมอุณหภูมิ ก็จะมีผู้เชี่ยวชาญดูแล ยาบางชนิดมีการใช้ไม่บ่อย แต่จำเป็นต้องมีเพราะในกรณีฉุกเฉินหากไม่มีไว้ใช้คนไข้อาจถึงแก่ชีวิตได้ 

การมียาอย่างพอเพียงก็เป็นสิ่งสำคัญ ดังนั้นเรื่องยาเหลือจนหมดอายุต้องทิ้ง เราเชื่อว่าเป็นเรื่องปกติของธุรกิจโรงพยาบาลเช่นกัน 

แน่นอนว่าทั้งหมดเหล่านี้ล้วนเป็นต้นทุนแฝงส่วนเพิ่ม ที่โรงพยาบาลจะต้องมีการบริหารจัดการกันจนเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว 

บางบริษัทยาจึงมีการให้ส่วนลดเปอร์เซ็นต์ หรือให้จำนวนยาเพิ่มสำหรับเผื่อหมดอายุ ตามปริมาณการสั่งของโรงพยาบาล 

การบริหารจัดการยาว่าจะเหลือยาหมดอายุมากน้อยแค่ไหนนั้น ถือว่าเป็นฝีมือของฝ่ายบริหาร 

ซึ่งโรงพยาบาลที่มีเครือโรงพยาบาลก็จะมีความได้เปรียบในจุดเหล่านี้เนื่องจากสามารถแชร์ยากันได้

รวมถึงความเก๋าเกมของผู้บริหาร ในการบริหารสต๊อกยา ในการดูแลค่าใช้จ่ายต่างๆของโรงพยาบาล 

สิ่งเหล่านี้คงไม่สามารถอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้หมดนอกจากใช้คำว่า 

"ต้องมีความไว้วางใจต่อฝีมือของผู้บริหาร" 

ว่าจะสามารถจัดการได้อย่างดีที่สุดตามแต่ละสถานการณ์

************

การขาดทุนก้อนใหญ่ของนักลงทุนมักจะมาจากการ "ซื้อหุ้นคุณภาพต่ำในเวลาที่ธุรกิจกำลังไปได้สวย"

ตัวอย่าง
หุ้นผลิตถุงมือยาง แท้จริงแล้วถุงมือยางเป็นสินค้า commodity คือในแง่ของผู้ใช้งาน ถุงมือยางก็คือถุงมือยางไม่ว่าจากโรงงานไหนก็ไม่แตกต่างกันมาก ไม่มี Power ที่จะสามารถตั้งราคาแตกต่างจากคู่แข่งได้ 

วัตถุดิบก็เป็น commodity มีต้นทุนราคาที่ผันผวน การซื้อวัตถุดิบก็ขึ้นอยู่กับราคาตลาดโลก แพงก็ต้องซื้อถูกก็ต้องซื้อแล้วไปบริหารจัดการกันเอง 

สำหรับเราแล้ว เรามองว่าหุ้นคอมโมดิตี้ เป็นหุ้นคุณภาพต่ำ จะกำไรมากตอนที่ทุกอย่างเอื้ออำนวยพร้อมๆกันเท่านั้น ซึ่ง ณ เวลานั้นมันคือ "หุ้นคุณภาพต่ำที่ธุรกิจกำลังไปได้สวย" 

นักลงทุนที่ไม่ได้ศึกษามาเป็นอย่างดีก็จะแห่เข้าไปซื้อ บนราคาแสนแพงที่มารองรับ กำไรที่ดูดีมากในข่วงนั้น แต่พอธุรกิจกลับสู่ภาวะปกติ นักลงทุนเหล่านั้นก็จะติดดอยสูงมากกกกกก 

เรียกได้ว่าเป็นดอยอันหนาวเหน็บที่แสนจะยาวนาน เพราะรอบถัดไปที่ "ธุรกิจจะไปได้สวย" นั้น ส่วนมากมักต้องรอนานนับสิบปี
************

ทำไมเฟดขึ้นดอกเบี้ยแล้วหุ้นถึงต้องลง ?

เพราะ พออัตราผลตอบแทนที่ปราศจากความเสี่ยง ขยับสูงขึ้น นลท ก็ต้องการ ผลตอบแทนจากหุ้นสูงตาม 

แต่หุ้น (บริษัท) ทำกำไรจากผลประกอบการได้ประมาณเดิม หรือด้อยกว่าเดิม เพราะเมื่อดอกเบี้ยขึ้น เพราะต้นทุนเงินทุน (ดบ จ่าย เงินกู้สูงขึ้น) 

ดังนั้นทางเดียวที่ นลท จะได้ผลตอบแทนจากการลงทุนสูงขึ้น เมื่อดอกเบี้ยพันธบัตรขยับสูงขึ้น ก็คือ ต้องซื้อหุ้นที่ราคาต่ำลง (ผ่านการคำนวนคิดลด discount rate)

จึงเป็นที่มาของหุ้นร่วงเมื่ออัตราดอกเบี้ยพันธบัตรขยับสูงขึ้น ยกเว้นแต่ว่าเศรษฐกิจดีจนทำให้ผลประกอบการของบริษัทดีขึ้น  

ซึ่งการขึ้นดอกเบี้ยพันธบัตรมักจะเกิดขึ้นเมื่อเศรษฐกิจกำลังดีเกินไป กำลังร้อนแรงเกินไป (เศรษฐกิจที่ดีและร้อนแรงมักจะส่งผลให้บริษัทต่างๆมีผลประกอบการที่ดีกว่าที่คาด)

**********
ถ้าคุณลงทุนผิดพลาด และทันทีที่รู้ตัวว่าพลาด ให้กล้าที่จะหยุดตัวเองจากความผิดพลาด และต้องกล้าที่จะถอนตัวเองจากการลงทุนที่ผิดพลาดนั้น ไม่ใช่ทุ่มเงินเพิ่มลงไปอีก
**********

วันพฤหัสบดีที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2565

หลักคิด 16

หาธุรกิจที่ยอดเยี่ยมแล้วซื้อมันในราคาถูกจากนั้นถือมันไว้ 10-20 ปี สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ยากที่จะเรียนรู้เพื่อจะได้กำไรจากมัน

แต่เพราะมันไม่ได้ยาก มันไม่ได้ดูซับซ้อน ทำให้มันดูไม่เร้าใจ ไม่น่าดึงดูด คนในตลาดหุ้นจึงไม่ค่อยชอบ

คนในตลาดหุ้นไม่น้อยชอบการวิเคราะห์ที่มันยาก ที่มันดูสลับซับซ้อน และดึงดูด แถมยังตื่นเต้นเร้าใจกับการได้ซื้อๆขายๆมากกว่า
**********

ความเชื่อแรกสุดที่นักลงทุนต้องมีคือ  
"ราคาจะวิ่งเข้าหามูลค่าเสมอ แค่ไม่รู้ว่าเมื่อไร"
*********
การซื้อหุ้นเพราะความโลภที่เป็นที่แพร่หลายมากที่สุดอย่างนึง ก็คือ การซื้อหุ้นเพราะกลัวตกรถ 

เพราะเป็นการซื้อที่เร่งรีบ บนเวลากระชั้นชิด ขาดการพิจารณาอย่างถี่ถ้วน ขาดการประเมินมูลค่าอย่างถี่ถ้วน เป็นการซื้อไว้ก่อนแล้วค่อยมาดูหลักการต่างๆในภายหลัง

ซึ่งแสดงให้เห็นได้ชัดว่าเป็นการเอาความโลภขึ้นนำแทนการตัดสินใจ แทนความคิดที่มีเหตุผล

******

การถือหุ้นระยะยาวคือการปล่อยให้บริษัทสร้างกำไรสะสมให้มากขึ้นเรื่อยๆ มันเป็นวิธีการเดียวกันกับที่เศรษฐีทั่วโลกใช้
*****
ในธุรกิจที่เริ่มลงทุนใหม่ๆ โดยเฉพาะที่ต้องลงทุนใน Property, Plant And Equipment หนักๆ เมื่อเริ่มมีรายได้ จะต้องบันทึก Depreciation And Amortisation 

ซึ่งช่วงแรกมักจะขาดทุนก่อนเนื่องจากรายได้เพิ่งเริ่มต้นสะสมลูกค้า แต่ Depre มาเต็มๆแล้ว 

ดังนั้น สิ่งที่ใช้ดูความสามารถของ บริษัท คือ ไล่ดูว่า Net income ขาดทุนหรือไม่ ถ้าขาดทุนไปไล่ดู EBIT ว่าขาดทุนหรือไม่ ถ้า EBIT ยังขาดทุนอยู่ ค่อยไปดู EBITDA ว่ามีกำไรหรือไม่

เราไม่ได้ใช้ EBITDA แทนกำไร แต่ใช้ดู Stage ของการทำกำไร ว่าอยู่ในขั้นไหนแล้ว

*****

ราคาหุ้นในระยะสั้นขึ้นอยู่กับ demand และ supply แต่ลองคิดต่อ การจะเกิด demand จำนวนมากจนดันราคาหุ้นขึ้นไปได้นั้น อะไรคือสาเหตุหลัก แน่นอนว่ามีได้หลายปัจจัย แต่ปัจจัยหลักๆก็คือ ผลประกอบการ

ดังคำที่ว่า สุดท้ายแล้ว ผลประกอบการคือเจ้ามือตัวจริง

Player ในตลาดหุ้น จึงมีสองกลุ่ม กลุ่มที่พยายามคาดเดาดีมานด์ กับกลุ่มที่พยายามคาดเดาผลประกอบการ 

การพยายามคาดเดาดีมานด์หมายถึงการพยายามคาดเดาให้ได้ว่า คนส่วนมากในตลาดคิดอย่างไร จะแอคชั่นไปในทิศทางไหน การเดาใจคนอื่นจำนวนมากๆที่เขวไปมาตามปัจตัยต่างๆที่มากระทบนั้นไม่ง่ายเลย

ส่วนการพยายามคาดเดาผลประกอบการ ก็ยังแบ่งได้เป็นว่าคาดเดาผลประกอบการระยะสั้น กับภาพรวมธุรกิจระยะยาว

**********

ตัวอย่างการอ่านงบการเงิน

AP 2556Q2 yoy

รายได้รวม 9,880.5 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 22.5% 

รายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ 9,620.3 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 22.8% 

ต้นทุนขาย 6,499.19 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 19.2%

ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร 1,714.7 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 23.1%

ค่าใช้จ่ายรวม 8,359.1 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 21.4%

กำไรจากการดำเนินงาน 1,521.3 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 29.3%

กำไรส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นของบริษัท 1,573.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 41.2%

กำไรต่อหุ้น 0.50 บาท เพิ่มขึ้น 41.2%

********************

AP 1H65 yoy
รายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ 20,241 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 21.1%

รายได้รวม 20,738 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 19.9%

ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร 3,423 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 21.5%

ค่าใช้จ่ายรวม 17,305.9 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 19.7%

กำไรจากการดำเนินงาน 3,432 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 21%

กำไรส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นของบริษัท 3,303 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 31.2%

กำไรต่อหุ้น 1.050 บาทเพิ่มขึ้น 31.2%

***************

ณ สิ้นไตรมาส 2 เทียบกับสิ้นปี 2564

เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด 2,840.6 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 37.3%

สินค้าคงเหลือ 48,985 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 3.4%

รวมสินทรัพย์หมุนเวียน 52,956 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 3.9%

รวมสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน 9,512 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 0.6%

รวมสินทรัพย์ 62,468 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 3.4%

รวมหนี้สินหมุนเวียน 13,794 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.9%

รวมหนี้สินไม่หมุนเวียน 14,519 ล้านบาท ลดลง -6.6%

รวมหนี้สิน 28,313 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.2%

หนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ย 20,404 ล้านบาทลดลง -4.5%

(จุดนี้สังเกตว่าหนี้สินรวมเพิ่มขึ้น 1.2% แต่หนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยกลับลดลงถึง -4.5% เพราะ หนี้สินที่เพิ่มขึ้นนั้นเป็นหนี้การค้า ภาษีเงินได้ค้างจ่าย ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีที่ยอดขายเติบโตแต่หนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยกลับลดลง)

ส่งผลให้หนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนผู้ถือหุ้นอยู่ในระดับต่ำเพียง 0.51 เท่า

กำไรสะสมยังไม่ได้จัดสรร 30,623 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 6%

รวมส่วนของผู้ถือหุ้นของบริษัท 34,174 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.3% 

ส่วนผู้ถือหุ้นต่อหุ้นหรือ book value เท่ากับ 10.86 บาท

*****************

ในด้านกระแสเงินสดนั้นเงินสดสุทธิจากกิจกรรมดำเนินงาน +2,832 ล้านบาท โดยหลักมาจากกำไรก่อนภาษีที่เพิ่มขึ้น

เงินสดสุทธิจากกิจกรรมลงทุนเป็นบวก 519 ล้านบาทเป็นผลมาจากเงินปันผลรับ

เงินสดสุทธิในกิจกรรมจัดหาเงิน -2,581 ล้านบาท หลักๆเกิดจากการจ่ายเงินปันผล 1,572 ล้านบาทและจ่ายคืนเงินกู้ยืมทั้งระยะสั้นและระยะยาว

#AP
***********
เทรดเดอร์ไม่ควรถือหุ้นข้ามช่วงประกาศงบเพราะว่าหุ้นที่เทรดเดอร์ถือนั้น ต้องยอมรับว่าเป็นหุ้นที่อยู่ในกระแส ที่มักจะมีราคาสูงเป็นต้นทุน รวมถึงตอนที่ซื้อหุ้นไว้เก็งกำไรนั้นก็มักจะไม่ได้มีการตรวจสอบงบการเงินพื้นฐานกิจการมาเป็นอย่างดี 

ทำให้อาจมีหุ้นที่งบการเงินไม่มั่นคงแต่เป็นหุ้นที่อยู่ในกระแส (หุ้นปั่น) เข้ามาอยู่ในพอร์ตได้ และมันก็มักจะเป็นเช่นนั้นอยู่เสมอ ในจำนวนมากเสียด้วย

ดังนั้นสำหรับเทรดเดอร์แล้ว การถือหุ้นเพื่อรองบออกนั้น ผลที่ได้อาจจะแย่มากกว่าดี

แตกต่างจากนักลงทุนที่ทำการบ้านตรวจดูงบการเงินและพื้นฐานของบริษัทมาเป็นอย่างดีก่อนที่จะคัดเลือกซื้อหุ้นเข้าพอร์ต

ดังนั้นการซื้อหุ้นเข้าพอร์ตของนักลงทุนจะมีความปลอดภัยในแง่พื้นฐานกิจการมากกว่า

รวมถึงการถือหุ้นเพื่อรองบออกก็เป็นอะไรที่เป็นจุดหมายอยู่แล้ว เรียกว่าแทบจะนับวันรองบออกกันเลยทีเดียว

************

เวลาสวิชต์หุ้น ให้ดูที่อัพไซส์เป็นหลัก หากทำประมาณการอย่างอนุรักษ์นิยมแล้วหุ้นตัวใหม่มี up size มากกว่าหุ้นตัวเก่า ก็สามารถที่จะสวิทช์หุ้นได้โดยที่ไม่ต้องไปสนใจต้นทุนของหุ้นตัวเก่า 

เพราะต้นทุนของหุ้นตัวเก่าเป็นต้นทุนจมไปแล้ว (sunk cost) มองไปที่อนาคตมีอัพไซส์ที่มากกว่า แทนที่จะยึดติดกับอดีตในส่วนของราคาต้นทุน ไม่ว่าจะกำไรมาก กำไรน้อยกว่าที่เคย หรือขาดทุน 

อัพไซส์ "อย่างอนุรักษ์นิยม" ของหุ้นตัวใหม่คืออนาคต ส่วนต้นทุนจมคืออดีตไปแล้ว

**********

การบันทึกผลงานการเทรดหรือ ผลงานการลงทุนเป็นเรื่องสำคัญ เพราะในระยะยาวมันจะเป็นตัวชี้วัด ว่าเดินมาถูกทางหรือไม่ หลายคนใช้ความรู้สึกเป็นตัวชี้วัดแต่จริงๆแล้วไม่ใช่

 ผลงานต่างหากคือตัวชี้วัด และหากไม่บันทึกแล้วจะวัดผลงานและความก้าวหน้าได้อย่างไร
**********

- ทำไมถึงนำ BCH เข้าพอร์ตสมาชิกในครอบครัว

- วิธีคิดคือ ซื้อที่ราคาสมเหตุสมผล โดยสมมติให้ปีนี้ 2022 กำไรแค่ 1700 ลบ (ขณะนี้ Mkr cap 50,500 ลบ , 1Q65 NP 2,028 ลบ) เท่ากับมองว่าปัจจุบันพีอีประมาณ 30 เท่า (50,500÷1700)

ที่ผ่านมา BCH พีอีอยู่ในช่วง 25-41 เท่า 
ดังนั้นหากปี 2022 หรือ 2023 กำไรอยู่ที่ 1700 ลบ ราคาที่ซื้อบนพีอี 30 เท่าก็จะเป็นราคาสมเหตุสมผล ไม่ใช่ราคาถูก 

แต่ถ้า ปี 2022 หรือ 2023 กำไรสุทธิสามารถทำได้มากกว่า 1700 ลบ หล่ะ ??? 

Equity ที่มากขึ้น สามารถนำไปขยายธุรกิจได้มากขึ้น หรือแม้แต่ง่ายๆแค่จ่ายหนี้ที่มีภาระดอกเบี้ย ก็จะทำให้ ดบ จ่ายลดลง กำไรเพิ่มขึ้นได้

เราไม่สามารถรู้ล่วงหน้า แต่ให้เวลาเป็นตัวพิสูจน์

- ทำไมถึงยอมซื้อ BCH ที่ราคาสมเหตุสมผล?
เพราะ 

กลุ่ม รพ มีความสามารถต้านทานเงินเฟ้อได้สูง  

BCH เป็นกลุ่ม รพ ที่กระจายหลายตำแหน่งในประเทศ และยังสามารถเพิ่ม รพ ไปตามจุดต่างๆ (ส่วนตัวมองว่า สามารถเพิ่มตามจุดที่ ห้างเซ็นทรัลไปเปิดได้เลย คือ ขยายคู่กับ เซนทรัลก็ยังได้)

BCH มีการจับกลุ่มคนไข้ที่หลากหลาย ตั้งแต่ ปกส คนไข้เงินสด ตั้งแต่ระดับกลางล่าง กลางบน กลุ่มบน ไปจนถึง Expat และ ต่างชาติ (ใช้ WMC)

ด้วยความที่จับกุมลูกค้าที่หลากหลาย ทำให้เมื่อเกิดเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งไม่ส่งผลกระทบกับงบการเงินอย่างรุนแรง เช่นช่วงโควิด โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ที่เน้นรับรักษาต่างชาติเป็นหลักได้รับผลกระทบอย่างมาก แน่นอนว่า WMC ก็น่าจะได้รับผลกระทบอย่างมากเช่นกัน แต่โรงพยาบาลอื่นๆในเครือที่จับกลุ่มลูกค้าคนไทยกลับได้ประโยชน์มากกว่า จนปิดการเสียประโยชน์ของ WMC

เพิ่งได้รับสิทธิ์ประกันสังคมเพิ่ม จำนวนเพิ่มขึ้น เพิ่งเปิด รพ ที่เวียงจันทน์ โดยคิดค่ารักษาพยาบาลเป็นเงินบาทจึงไม่ได้รับผลกระทบจากค่าเงินกีบที่อ่อนตัวลง 

ในแง่ภาพรวม โควิดไม่จบลงง่ายๆ คนจำนวนไม่น้อยมีอาการเรื้อรังหลังจากรักษาโควิดหาย ไม่ต้องไปคิดถึงโรคอุบัติใหม่ที่แทบจะร้อยปีเกิดที เอาแค่ในปัจจุบัน ทุกคนก็มีความจำเป็นที่จะต้องเข้าโรงพยาบาลมากขึ้น บ่อยขึ้น

ค่ารักษาพยาบาลของคนไทยเมื่อเทียบกับ GDP แล้วคิดเป็นอัตราส่วนที่ต่ำมาก ยังมี room ให้ขยายได้อีกมาก

สังคมสูงวัยกำลังคืบคลานเข้ามาเรื่อยๆ 

คนเข้าใจในประกันสุขภาพมากขึ้นและแนวโน้มการทำประกันสุขภาพเพิ่มขึ้นมากอย่างเห็นได้ชัด 

**********

โรงพยาบาลมักจะมีหนี้สินต่ำ โดยเฉพาะหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ย ดังนั้นในช่วงเศรษฐกิจที่ดอกเบี้ยเป็นเทรนขาขึ้นโรงพยาบาลมักจะไม่ได้รับผลกระทบ
***********
อารมณ์ของเทรดเดอร์ การมีกำไรคือต้องกลับมาถือเงินสด และเงินสดคือทรัพย์สินหลัก หลับสบายเมื่อถือเงินสด

อารมณ์ของ นลท การมีกำไรคือการลงทุนในกิจการแล้วกิจการเติบโต และทรัพย์สินหลักคือ ความเป็นเจ้าของธุรกิจ ดังนั้นการถือหุ้นตลอดเวลา คือหลับสบาย ถ้าถือเงินสดจะรู้สึกว่าเสียโอกาส
**********

เวลาทำธุรกิจ บางช่วงเวลาเป็นช่วงที่ดีๆ บางช่วงเวลาเป็นช่วงที่ไม่ได้ดังใจ แต่ถึงแม้จะเป็นแบบนั้น เจ้าของธุรกิจก็ไม่ได้ขายธุรกิจทิ้งเพียงเพราะมีช่วงเวลาที่ไม่ได้ดังใจ หากภาพรวม "ภาพใหญ่ยังคงสดใส"  

ช่วงเวลาที่แย่ๆเป็นครั้งคราว มันก็แค่รอวันผ่านไป 

เวลาเรามองธุรกิจ มองบริษัท มองหุ้นที่จะลงทุน เราจึงมักจะมองไปที่ภาพใหญ่มากกว่า ว่าคู่ควรแก่การลงทุนหรือไม่ เพราะความตั้งใจที่จะถือหุ้นระยะยาว ไม่ใช่ประเดี๋ยวประด๋าวแล้วขายทิ้ง 

ผลประกอบการช่วงสั้นๆ ทั้งดีและแย่ เป็นเพียงส่วนนึงของผลประกอบการระยะยาวภาพใหญ่เท่านั้น

**********

เคยคุยกับเพื่อนๆเสมอๆว่า ถ้าแก่ตัว ที่อยู่อาศัยต้องอยู่ใกล้ห้าง ใกล้โรงพยาบาลชั้นนำ ไม่ว่าจะเป็น บ้าน หรือคอนโด ที่เดินลงมาเป็นห้าง มีร้านอาหารดีๆหลากหลาย ข้ามถนนเป็นโรงพยาบาล หาหมอได้ไม่ยาก ทำนองนี้ 

พอคิดแบบนี้ ทำให้คิดว่า จริงๆแล้ว ที่ไหนมีห้างโดยเฉพาะเซ็นทรัลโรบินสัน ที่นั่นก็ควรจะเป็นทำเลที่เหมาะสมในการตั้งโรงพยาบาล พูดง่ายๆคือเราคิดว่า โรงพยาบาลชั้นนำสามารถมีสาขาไปในทุกจังหวัดที่มีห้างสรรพสินค้า 

CPN ตอนนี้มีศูนย์การค้าทั้งหมด 36 แห่งทั่วประเทศ 

ปล. เรื่องที่จะให้แก่ตัวแล้วไปลำบากลำบน ปลูกผักทำสวน อยู่บ้าน ตจว ห่างไกลความเจริญ ไม่อยู่ในหัวเลย แก่แล้วต้องลำบากกว่าเดิมนี่คือ วางแผนชีวิตผิดมาก 😆 (แต่แล้วแต่คนชอบนะ บางคนชอบความลำบากตอนแก่ บางคนคิดว่าแบบนั้นไม่ลำบาก ก็ว่ากันไป)


***********

ตลอดชีวิตการลงทุนคุณไม่จำเป็นต้องมีหุ้น jackpot เป็นร้อยตัว ขอเพียงแค่ไม่กี่ตัว  โดยที่ไม่ทำในสิ่งที่ผิดมากจนเกินไปก็เพียงพอแล้ว
***********

การเป็นนักลงทุน จะซื้อหุ้นดีได้ในราคาสมเหตุสมผลนั้น ย่อมต้องซื้อในยามที่มีเรื่องร้ายมากระทบ 

หากรอให้ตลาดดีน่าลงทุนก่อนแล้วค่อยซื้อหุ้น ก็คงจะหาหุ้นสำหรับลงทุนได้ยากมากๆ 

ดังนั้นอย่ากลัวตลาดแย่ๆ แต่ให้กลัวการประเมินมูลค่าที่ผิดพลาด ให้กลัวความโลภในใจเรา
***********