วันพฤหัสบดีที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2565

บริษัทประกัน กับความเป็นวัฏจักร

บริษัทประกันจำนวนไม่น้อยขาดทุนเพราะเอาแต่ไล่ล่าหาลูกค้า โดยยอมลดค่าเบี้ยประกันเพื่อทำวอลลุ่มและเพิ่มส่วนแบ่งการตลาด

ทำให้กำไรของบริษัทประกันกลายเป็น "วัฏจักร"

พอบริษัทประกันเริ่มขาดทุนจากกรมธรรม์ที่ตั้งราคาแย่และปิดตัวไป ในขณะที่หลายบริษัทจำเป็นต้องประหยัดต้นทุนและลงเอยด้วยการขึ้นราคา นั่นจึงเป็นการเริ่มต้นวัฏจักรใหม่อีกครั้ง

เราต้องเข้าใจเรื่องมูลค่าให้ดี

เราต้องเข้าใจเรื่องมูลค่าให้ดี เพราะเมื่อเวลาที่ทุกคนมองว่าดี มองบวก ราคาก็มักจะขึ้นไปแพงกว่ามูลค่าของมัน

ถ้าเราคุมตัวเองไม่ได้และเข้าไปลุยกับมัน นั้นแหละจะทำให้เราโดน

ทุกยุคทุกสมัย มีจุดเด่นที่แตกต่างกัน

ทุกยุคทุกสมัย มีจุดเด่นที่แตกต่างกันให้ใช้ประโยชน์ในการสร้างความมั่งคั่ง หลายสิบปีก่อนก็อาจจะเน้นไปที่ ความมุ่งมั่น ความขยัน เติมด้วยความริเริ่มใหม่ๆบ้าง

ปัจจุบันก็มีอินเทอร์เน็ต มีแอพพลิเคชั่นต่างๆมากมาย มีการขายของออนไลน์ ด้านการเงินก็มีแพลตฟอร์มต่างๆให้เทรด เทรดได้ทั้งหุ้น อนุพันธ์ กองทุนและคริปโต ทั้งในและต่างประเทศทั่วโลก 

การหาข้อมูลของหุ้นก็สามารถทำได้ผ่านอินเทอร์เน็ตได้อย่างง่ายดายในขณะที่หลายสิบปีก่อนทำไม่ได้   

การขายของออนไลน์ ย่อมเป็นไปไม่ได้เลยในสมัยที่ไม่มีอินเตอร์เน็ต 

ยิ่งยุคนี้ถ้าใครที่มีความคิดริเริ่มใหม่ๆการหาเงินยิ่งเป็นเรื่องง่าย โดยการใช้แพลตฟอร์มและอินเทอร์เน็ตแอพพลิเคชั่นต่างๆเข้ามาเป็นตัวเร่ง 

ดังนั้นในยุคต่างๆจึงมีจุดเด่นให้สามารถสร้างความมั่งคั่งได้แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลที่จะสามารถไขว่คว้าโอกาสได้หรือไม่ 

ซึ่งโอกาสนั้นจะมาก็ต่อเมื่อได้เตรียมความพร้อมให้มาก หลายคนโอกาสผ่านเข้ามาแต่ตนเองไม่มีความพร้อมเพียงพอที่จะคว้าโอกาสไว้ได้ 

ดังนั้นอย่ามัวแต่โทษยุคสมัย เอาเวลามาเตรียมพร้อมเพื่อไขว่คว้าโอกาสกันดีกว่า

ตอบคำถามตัวเองให้ได้

ตอบคำถามตัวเองให้ได้ 
- ว่ามีความ "เชื่อว่า" ราคาของหุ้นเพิ่มขึ้นจากอะไร (บางคนเชื่อว่าเพิ่มจากข่าววงใน บางคนเชื่อว่าราคาจะเพิ่มจากกราฟ บางคนเชื่อว่าจากมูลค่าที่เพิ่มขึ้น)
- วางแผนให้สอดคล้องกับความเชื่อหรือเปล่า 
- มีแผนแล้วทำตามแผนหรือเปล่า
- จุดซื้อจุดไหนที่เราจะได้เปรียบ
- ระหว่างการรีบซื้อเพื่อความทันใจได้หุ้นแน่ๆ กับ การรอจนเบื่อไม่รู้ว่าเมื่อไรจะได้หุ้น ตนเองเป็นแบบไหน และแบบไหนถึงจะทำให้เราลงทุนได้ดีกว่ากัน
- ยืนยันที่จะทำตามแผนที่วางไว้ หรือพร้อมที่จะทำตามตลาดทันทีที่ตลาดพุ่งขึ้นแบบรวดเร็วกระทันหัน
- ความโลภ ความอยาก กับความมีเหตุผล เลือกอะไร

ลักษณะเด่นส่วนใหญ่ของภาวะฟองสบู่

ลักษณะเด่นส่วนใหญ่ของภาวะฟองสบู่

- ราคาสินทรัพย์อยู่ในระดับที่สูงกว่าปกติที่เคยเป็น

- ราคาระดับปัจจุบันสะท้อนราคาในอนาคตที่จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วไปเรียบร้อยแล้ว 

- มีมุมมองเชิงบวกเกิดขึ้นในวงกว้าง

- การซื้อมาจากการกู้ยืมในระดับที่สูงขึ้น (ถ้าในตลาดหุ้นก็คือมีการใช้ margin เป็นจำนวนมาก)

- ผู้ซื้อมีการทำสัญญาซื้อล่วงหน้าเพิ่มมากกว่าปกติที่เคยทำเพื่อการเก็งกำไรหรือป้องกันตัวเองจากแนวโน้มราคาในอนาคตที่จะเพิ่มสูงขึ้น

- มีผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามาในตลาดมากขึ้น

- นโยบายการเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจจะอัดฉีดให้ฟองสบู่ขยายตัวมากขึ้นไปอีก และเมื่อดำเนินนโยบายแบบเข้มงวดจะเป็นเหตุให้ฟองสบู่แตก

บ.ที่เป็นตัวอย่างเหมาะจะศึกษางบการเงินย้อนหลัง ในเรื่องการก่อหนี้และรายได้ที่ลดลง

บ.ที่เป็นตัวอย่างเหมาะจะศึกษางบการเงินย้อนหลัง ในเรื่องการก่อหนี้และรายได้ที่ลดลง รวมถึงการแปลงหนี้เป็นทุน โดยใช้ perpetual bond คือ ANAN  

หนี้ก็คือหนี้ ถึงจะแปลงหนี้เป็นทุนในทางบัญชี แต่ก็ต้องจ่ายดอกเบี้ย ดังนั้นแม้จะบันทึกบัญชีว่าเป็นทุนแต่ในเมื่อต้องจ่ายดอกเบี้ย มันก็คือหนี้วันยันค่ำ

วันพุธที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2565

หลังจากอ่าน Big Debt Crisis ไปได้หน่อย จับจุดการเกิดฟองสบู่

หลังจากอ่าน Big Debt Crisis ไปได้หน่อย จับจุดการเกิดฟองสบู่ จนนำไปสู่ Crisis ได้ คือ "หนี้" 

หนี้คือสาเหตุหลัก ที่ทำให้ ศก ค่อยๆดีขึ้น
หนี้คนของนึง คือรายได้ของอีกคน
เมื่อหนี้ขยายตัว รายได้ภาพรวมก็ขยายตัว
เมื่อรายได้ขยายตัวราคาสินทรัพย์ต่างๆก็จะเพิ่มขึ้น
เมื่อราคาสินทรัพย์เพิ่มขึ้นนั่นหมายถึง สินทรัพย์ที่เป็นหลักประกันในการก่อหนี้มีราคาเพิ่มขึ้น
เมื่อหลักประกันมีราคาสูงขึ้นก็ก่อหนี้ได้มากขึ้น
เป็นวงจรนำไปสู่การก่อหนี้เพิ่ม 
หนี้ถูกเพิ่มจากวงจรซ้ำๆทำให้เกิดฟองสบู่
โดยเฉพาะหนี้ที่ควบคุมดูแลได้ยาก (หนี้ นอนแบงค์ หนี้นอกระบบ) จะยิ่งส่งเสริมฟองสบู่ 

สุดท้ายแล้วหนี้สินจะมากกว่าความสามารถในการชำระคืนหนี้ จุดนี้จะทำให้ธนาคารและผู้ปล่อยกู้เริ่มดึงเงินกลับ เริ่มระวังตัว ลดการปล่อยหนี้ 

เมื่อมีการลดการปล่อยหนี้ ก็จะส่งผลให้รายได้ของคนในภาพรวมลดลง (เพราะหนี้ของคนหนึ่งคือรายได้ของอีกคนนึง)

เมื่อรายได้ในภาพรวมลดลงราคาสินทรัพย์ต่างๆ ก็จะค่อยๆลดลง ส่งผลให้ราคาสินทรัพย์ที่เป็นหลักประกันการก่อหนี้ลดลง ทำให้ธนาคารปล่อยหนี้ได้น้อยลง ก็จะเป็นวงจรส่งผลให้รายได้ภาพรวมลดลงอีก (ทำให้ในกลุ่มคนกลุ่มธุรกิจที่มีหนี้สินอยู่เดิม มีรายได้ไม่เพียงพอที่จะมาจ่ายหนี้เดิม) จุดนี้แหละทำให้ฟองสบู่แตก