วันพุธที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2565

หลังจากอ่าน Big Debt Crisis ไปได้หน่อย จับจุดการเกิดฟองสบู่

หลังจากอ่าน Big Debt Crisis ไปได้หน่อย จับจุดการเกิดฟองสบู่ จนนำไปสู่ Crisis ได้ คือ "หนี้" 

หนี้คือสาเหตุหลัก ที่ทำให้ ศก ค่อยๆดีขึ้น
หนี้คนของนึง คือรายได้ของอีกคน
เมื่อหนี้ขยายตัว รายได้ภาพรวมก็ขยายตัว
เมื่อรายได้ขยายตัวราคาสินทรัพย์ต่างๆก็จะเพิ่มขึ้น
เมื่อราคาสินทรัพย์เพิ่มขึ้นนั่นหมายถึง สินทรัพย์ที่เป็นหลักประกันในการก่อหนี้มีราคาเพิ่มขึ้น
เมื่อหลักประกันมีราคาสูงขึ้นก็ก่อหนี้ได้มากขึ้น
เป็นวงจรนำไปสู่การก่อหนี้เพิ่ม 
หนี้ถูกเพิ่มจากวงจรซ้ำๆทำให้เกิดฟองสบู่
โดยเฉพาะหนี้ที่ควบคุมดูแลได้ยาก (หนี้ นอนแบงค์ หนี้นอกระบบ) จะยิ่งส่งเสริมฟองสบู่ 

สุดท้ายแล้วหนี้สินจะมากกว่าความสามารถในการชำระคืนหนี้ จุดนี้จะทำให้ธนาคารและผู้ปล่อยกู้เริ่มดึงเงินกลับ เริ่มระวังตัว ลดการปล่อยหนี้ 

เมื่อมีการลดการปล่อยหนี้ ก็จะส่งผลให้รายได้ของคนในภาพรวมลดลง (เพราะหนี้ของคนหนึ่งคือรายได้ของอีกคนนึง)

เมื่อรายได้ในภาพรวมลดลงราคาสินทรัพย์ต่างๆ ก็จะค่อยๆลดลง ส่งผลให้ราคาสินทรัพย์ที่เป็นหลักประกันการก่อหนี้ลดลง ทำให้ธนาคารปล่อยหนี้ได้น้อยลง ก็จะเป็นวงจรส่งผลให้รายได้ภาพรวมลดลงอีก (ทำให้ในกลุ่มคนกลุ่มธุรกิจที่มีหนี้สินอยู่เดิม มีรายได้ไม่เพียงพอที่จะมาจ่ายหนี้เดิม) จุดนี้แหละทำให้ฟองสบู่แตก

วันจันทร์ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2565

ตอบคำถามตัวเองให้ได้

ตอบคำถามตัวเองให้ได้ 
- ว่ามีความ "เชื่อว่า" ราคาของหุ้นเพิ่มขึ้นจากอะไร (บางคนเชื่อว่าเพิ่มจากข่าววงใน บางคนเชื่อว่าราคาจะเพิ่มจากกราฟ บางคนเชื่อว่าจากมูลค่าที่เพิ่มขึ้น)
- วางแผนให้สอดคล้องกับความเชื่อหรือเปล่า 
- มีแผนแล้วทำตามแผนหรือเปล่า
- จุดซื้อจุดไหนที่เราจะได้เปรียบ
- ระหว่างการรีบซื้อเพื่อความทันใจได้หุ้นแน่ๆ กับ การรอจนเบื่อไม่รู้ว่าเมื่อไรจะได้หุ้น ตนเองเป็นแบบไหน และแบบไหนถึงจะทำให้เราลงทุนได้ดีกว่ากัน
- ยืนยันที่จะทำตามแผนที่วางไว้ หรือพร้อมที่จะทำตามตลาดทันทีที่ตลาดพุ่งขึ้นแบบรวดเร็วกระทันหัน
- ความโลภ ความอยาก กับความมีเหตุผล เลือกอะไร

เศรษฐี กับ เจ้าของกิจการ

พยายามเพิ่มสัดส่วนความเป็นเจ้าของกิจการที่ดีและมีปันผลในราคาสมเหตุสมผลคือหนทางสู่ความมั่งคั่งของนักลงทุน

การพยายามเพิ่มสัดส่วนความเป็นเจ้าของกิจการนั่นหมายถึงต้องลงทุนในระยะเวลาที่นานพอสมควร และค่อยๆเพิ่มสัดส่วนเมื่อโอกาศเหมาะสม

สังเกต คนรวยเศรษฐีส่วนมากเป็นเจ้าของกิจการที่ใหญ่ขึ้น มากขึ้นเรื่อยๆ แม้แต่ปู่บัฟเฟตต์ ก็มั่งคั่งจากการเป็นเจ้าของกิจการผ่านการลงทุน

บิลล์เกตส์
Elon musk
Mark Zuckerberg
เจฟฟรีย์ เพรสตัน เบโซส
ตระกูลเศรษฐีของไทยทั้งหลาย

ทุกคนล้วนเป็นเจ้าของกิจการ ที่ใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆ เพิ่มส่วนกิจการขึ้นไปเรื่อยๆทั้งนั้น

วิกฤติกับโอกาส

ทุกวิกฤติจะเปิดโอกาสให้กับ บ.ที่แข็งแกร่งเสมอ บริษัทที่มีการเตรียมพร้อม หนี้สินต่ำ ต้นทุนทางการเงินต่ำ มีการพัฒนาสินค้าและสร้างภาพพจน์ที่ดีอยู่เสมอ จะเป็นผู้ที่กินส่วนแบ่งการตลาด จากบริษัทที่อ่อนแอหนี้สินสูง ต้นทุนสูง 

เมื่อหลังวิกฤติจบลง จะยิ่งชัดเจน ว่าบริษัทที่เป็นผู้ชนะนั้นแย่งมาร์เก็ตแชร์มาได้ โดยที่บริษัทที่อ่อนแออาจจะล้มหายตายจาก หรือฟื้นกลับมาแต่ก็เสีย market share ไปเยอะแล้ว 

หลังวิกฤตผู้ชนะจะยิ่งใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ สังเกตได้จากยอดขายและกำไรที่ไม่ได้โดนกระทบมาก หรืออาจเติบโตเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำในยามวิกฤต แต่ต้องสังเกตว่าไม่ใช่หุ้นวัฏจักร 

หากลงทุนระยะยาว ควรมองหาบริษัทประเภทนี้ ที่สามารถผ่านร้อนผ่านหนาวทั้งในยามเศรษฐกิจดีและไม่ดีได้ 

ค่อยๆสะสมบริษัทประเภทนี้เข้าพอร์ตลงทุน เพราะมันคือธุรกิจที่ควรค่าแก่การลงทุนในระยะยาว ที่สำคัญตอนที่ซื้อนั้นไม่จ่ายราคาสูงกว่ามูลค่าในขณะนั้น

ค่าพีอี

- ค่า P/E คือราคาหุ้นหารด้วยกำไรต่อหุ้น อันนี้ใครๆก็รู้ 
- หากกำไรมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นก็แปลว่าค่า PE มีแนวโน้มลดลง
- สิ่งที่ค่า พีอี ในขณะนั้นบอกเราได้อีกอย่างหนึ่งคือหากกำไรคงที่ค่า P/E คือจำนวนปีที่จะได้ทุนคืน 
- ค่า พีอี ยังแสดงความหมายได้อีกอย่างหนึ่ง คือเราต้องลงทุนเท่าไหร่ต่อกำไร 1 บาท เช่น พีอี 7 เท่า หมายถึงถ้ากำไรไม่ได้เปลี่ยนแปลงเราจ่ายเงิน 7 บาทเพื่อให้ได้กำไร 1 บาทที่บริษัทสามารถหาได้ หรือค่า P/E 41 เท่าหมายถึงเราจ่ายเงิน 41 บาทเพื่อกำไรที่บริษัทหาได้ 1 บาท 

เพื่อกำไร 1 บาทในปัจจุบัน คุณยอมจ่ายเท่าไร ?

#พีอี #P/E

หากอนาคตมีสงคราม จีน-ไต้หวัน เราจะขายหุ้นลดพอร์ตหรือไม่ ???

สมมติ หากอนาคตมีสงคราม จีน-ไต้หวัน เราจะขายหุ้นลดพอร์ตหรือไม่ ??? 

(ถามตัวเอง ตอบตัวเอง แต่แบ่งปันความคิด 🤣)

- คือถ้ารู้อย่างนี้แน่นอนว่าจะมีสงครามเวลาไหน ใครๆก็คงอยากจะขายก่อนล่วงหน้า เพื่อที่จะได้มีเงินไว้ช้อนซื้อหุ้นที่ราคาถูก 

- ประเด็นก็คือไม่มีใครรู้อนาคต หากขายไปแล้วยังไม่เกิดสงคราม แล้วราคาหุ้นวิ่งต่อ แปลว่าจะเสียหุ้นดีในมืออย่างถาวรเลยนะ รับได้ไหม

ถ้ารับจุดนี้ได้ ก็ขายเล่นรอบเก็งกำไรได้ แต่ต้องรู้ว่ามันคือการเก็งกำไรแล้วนะ

บางคนก็จะบอกว่า ถ้าซื้อตัวเดิมไม่ได้ก็รอซื้อตัวอื่นสิ แต่อย่าลืมหาตลาดหุ้นขึ้นต่อ หุ้นภาพรวมมันก็จะแพงขึ้นทุกตัว ไม่มีตัวดีๆถูกๆลงมาให้เก็บง่ายๆ 

การถือเงินสดเสีย 2 ต่อ เสียเพราะเงินเฟ้อ และเสียทั้งกำไรและปันผลที่ควรจะได้จากหุ้นในบริษัทที่เราควรจะได้ถือ 

- แล้วถ้าไม่ขาย หากเกิดสงครามแล้วราคาหุ้นลงล่ะ หากราคาหุ้นลง แต่สินค้าของบริษัทยังขายได้ดีอยู่ ยังมีความแข็งแกร่ง ผู้บริหารก็ยังบริหารได้ดี ไม่มีทีท่าว่าจะล้มละลาย ไม่ได้มีหนี้สินเกินตัว ยอดขายอาจจะซบเซาตามภาวะเศรษฐกิจไปบ้าง ก็คงไม่มีเหตุผลอะไรให้ขายหุ้นออกมา รวมทั้งในภาวะสงครามเงินเฟ้อจะพุ่งสูง การถือเงินสดอาจไม่ใช่ทางเลือกที่ดีเสมอไป 

- งั้นจะขายหุ้นเมื่อไหร่ล่ะ
ขายหุ้นเมื่อราคาแพงเกินมูลค่าไปมากๆ หรือเมื่อเจอตัวอื่น พี่มีโอกาสที่ดีกว่ามากพอสมควร ต้องอย่าลืมว่าหุ้นตัวไหนที่อยู่กับเรามานาน เราจะรู้เราจะเข้าใจถึงแผนการธุรกิจและวิธีการคิดของผู้บริหาร มากกว่าหุ้นตัวใหม่ ดังนั้นหากมีโอกาสใกล้เคียงกัน เราก็เลือกที่จะถือหุ้นตัวเก่า ที่เรารู้จักมันดี

- ถ้าอย่างนั้นแบ่งขายลดพอร์ตบางส่วนดีไหม ก็ทำได้นะ อย่างน้อยที่สุดก็ช่วยลดแรงกดดันทางจิตใจ แต่ถ้าหากมีเงินสดในมือพอสมควรอยู่แล้ว หรือมีรายได้เข้ามาเป็นประจำอยู่แล้ว การแบ่งลดพอร์ตอาจไม่ใช่เรื่องจำเป็นก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลเป็นหลัก

วันจันทร์ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

สูตรการหา 'มูลค่าที่แท้จริง' สไตล์ 'เบนจามิน เกรแฮม'

 

สูตรการหา 'มูลค่าที่แท้จริง' 

สไตล์ 'เบนจามิน เกรแฮม'

ตำราพิชัยยุทธ์ เล่มที่ 6
ถ้ามูลค่าที่แท้จริงขึ้นอยู่กับมูลค่าในอนาคตของบริษัท และมูลค่าในอนาคตของบริษัทก็ขึ้นอยู่กับผลกำไรในอนาคต คำถามสำคัญ 2 ประการ คือ

1. ท่านควรจะจ่ายเท่าไร สำหรับผลกำไรของบริษัท ?

2. มีวิธีการที่น่าเชื่อถือใดบ้าง ที่สามารถนำมาใช้คาดการณ์ ผลกำไรในอนาคตของบริษัทได้?

เกรแฮม ได้คิดค้นสูตรในการคำนวณหามูลค่าที่แท้จริง โดยใช้ผลกำไร เปรียบเทียบกับตราสารหนี้ที่ได้รับการจัดอันดับเครดิต ระดับ AAA ขึ้นมา ปัจจุบันน้อยคนนักที่จะใช้สูตรนี้

มูลค่าที่แท้จริง (Intrinsic Value) = E (2G + 8.5)*4.4 / Y

E = EPS = ผลกำไรต่อหุ้น
G = คาดการณ์ อัตราการเติบโต (Growth) ของผลกำไร

Y = ผลตอบแทนของตราสารหนี้ที่ได้รับการจัดอันดับเครดิต ในระดับ AAA

ตัวเลข 8.5 = เป็นตัวเลขที่ เกรแฮม เชื่อว่า เป็นอัตราส่วน ราคาต่อกำไรต่อหุ้น

(P/E Ratio)ที่ถูกต้อง สำหรับบริษัทที่ไม่มีการเติบโต ค่า P/E ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อาจจะเป็น 15 - 20 เท่า แต่คนที่อนุรักษ์นิยม จะใช้ตัวเลขต่ำไว้ก่อน

สิ่งดึงดูดใจที่ทำให้หุ้นน่าลงทุน

@ ฐานะการเงินมีความอนุรักษ์นิยม และมีเงินทุนหมุนเวียนที่ แข็งแกร่ง

@ ดูสัดส่วนผลกำไรเฉลี่ยต่อราคาตลาด (ตรงข้ามกับค่า P/E) เป็นที่น่าพอใจ

@ ผลกำไรมีเสถียรภาพ ดู ผลกำไรในช่วง 10 ปี ซึ่ง ธุรกิจมีทั้งขาขึ้นและขาลง

จุดยืนของการลงทุนแบบ Value Investor (เน้นคุณค่า) คือ นักลงทุนจะจ่ายเฉพาะสิ่งที่เห็นเท่านั้น ไม่ใช่สิ่งที่คาดหวัง

3 ปัจจัยที่วัดผลงานผู้บริหารในงบดุลและงบกำไรขาดทุน คือ

$ อัตราการเจริญเติบโตของ ยอดขายและผลกำไรของบริษัท

$ อัตรากำไรสุทธิก่อนหักภาษี (EBT) มีการควบคุมต้นทุนที่ดีหรือไม่

$ กำไรจากเงินลงทุน ไม่ว่าธุรกิจขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ สินค้าหรือบริการ นอกหรือในตลาดหลักทรัพย์ เหมือนกัน คือ เจ้าของคาดหวังกำไรจากการลงทุน (ROIC)

อัตราผลตอบแทนจากเงินลงทุน = กำไรสุทธิ + ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ย (Interest)

(Return on invested Capital or ROIC) เงินลงทุนทั้งหมด

ROIC = โดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ 12-13 % นักวิเคราะห์จะถือว่า ตัวเลขหลังหักภาษี ระหว่าง 12-13 % เป็นผลงานที่ดีเยี่ยม

ถึงเวลาที่เราจะต้องรวบรวมการประเมินความปลอดภัยของบริษัท ศักยภาพการเติบโตของบริษัท และความต้องการการลงทุนของท่านเข้าไปด้วย

รวมทุกอย่างเข้าด้วยกัน

ก่อนทีนักลงทุน Value Investor จะเลือกหุ้น ต้อง

$ เน้นไปที่เป้าหมายการลงทุน

$ หาช่วง ของมูลค่าที่แท้จริง จากการดูงบการเงิน (งบดุล งบกำไรขาดทุน)

$ มองหาส่วนเผื่อ (หรือกันชน) เพื่อความปลอดภัย (Margin of safety)

$ ประเมินปัจจัยเชิงคุณภาพ

ข้อควรจำ
$ แนวทางการลงทุน จงมีทัศนคติของนักลงทุนไม่ใช่นักเก็งกำไร นักเก็งกำไรคือคนที่หากำไรจากความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้น โดยไม่ได้พิจารณาถึงมูลค่าที่แท้จริงเลย แต่นักลงทุนที่รอบคอบ คือคนที่ ซื้อหุ้นเมื่อราคาหุ้นมีมูลค่ารองรับมากพอ และลดการถือครองหุ้น เมื่อตลาดอยู่ในภาวการณ์เก็งกำไร

$ ให้คิดถึงผลตอบแทนรวม นักลงทุนได้รับผลตอบแทนจากราคาหุ้นที่เพิ่มสูงขึ้น,

เงินปันผล, หรือทั้งสองอย่าง

$ ราคาหุ้นมักจะผันผวน อยู่รอบๆ มูลค่าที่แท้จริง ?ราคาหุ้นมักจะมีราคาผิดพลาดอยู่เสมอๆ ซึ่งจะเปิดโอกาสให้นักลงทุนสามารถซื้อหุ้นในราคาต่ำและขายในราคาสูง?

$ ระวังหนี้สินที่สูงเกินไป เกรแฮม และดอดด์ เตือนว่า ?คำนิยามสำหรับหุ้นเก็งกำไร ก็คือ บริษัทที่มีหนี้สินจำนวนมาก แต่มีทุนจดทะเบียน (ส่วนของผู้ถือหุ้นหรือ Equity)

ในสัดส่วนที่น้อย?

$ ช่วงของมูลค่าที่แท้จริงจะอยู่ระหว่างมูลค่าสินทรัพย์และค่า P/E ที่อนุรักษ์นิยม สำหรับบริษัทชั้นเยี่ยม มูลค่าที่แท้จริงอาจจะต่ำกว่า 20 เท่าของกำไรเฉลี่ยในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา หรือต่ำกว่า 15 เท่าของกำไรเฉลี่ย ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา แต่สำหรับบริษัทที่ประสบปัญหาแล้ว ค่า P/E ควรต่ำกว่านั้น

ส่วนเผื่อ หรือกันชน เพื่อความปลอดภัย (Margin of safety)

การสร้างส่วนเผื่อหรือกันชนเพื่อความปลอดภัย เริ่มต้นจาก การหาช่วงของมูลค่าที่แท้จริงของหุ้นก่อน เมื่อนักลงทุนรู้ว่า มูลค่าหุ้นในอนาคตน่าจะเป็นเท่าไรแล้ว เราจะต้องมองหาปัจจัยเสริมที่จะเป็นตัวช่วยทำให้เกิดส่วนเผื่อหรือกันชน เพื่อความปลอดภัยได้ (Margin of safety)

ท่านไม่สามารถหามูลค่าที่แท้จริงได้ เป๊ะๆ ออกมาได้ การกำหนดช่วงของมูลค่าที่เหมาะสมขึ้นมา ด้วยการเผื่อ บวก ลบ (+ , -) ไว้ 20 % จากตัวเลขที่เราหามากได้

เพื่อความปลอดภัย คุณต้องทำ 1 ใน 3 สิ่งนี้ คือ

1.ซื้อหุ้นเมื่อตลาดโดยรวมตกต่ำและหุ้นมีราคาถูกมากๆ (ซื้อตอน Panic มากๆ)

2. มองหาบริษัทที่กำลังจะประสบปัญหาชั่วคราว หากบริษัทที่มีพื้นฐานแข็งแกร่ง แล้วประสบปัญหากับข่าวร้ายๆ และทำให้ราคาหุ้นตกต่ำลงชั่วคราว

3. ค้นหาหุ้นที่ถูกมองข้าม แม้ภาวะตลาดโดยรวมจะไม่ได้มีราคาถูกนักก็ตาม

ในภาวะตลาดหมี(Bearish) ราคาหุ้นถูกๆ จะมีจำนวนมาก แต่ในช่วงตลาดกระทิง (Bullish) นักลงทุนจะต้องทำงาน หนักเพื่อจะสร้างผลกำไร

เกรแฮมและ ดอดด์ สอนว่า ไม่ว่ากรณีใดก็ตาม ส่วนเผื่อหรือกันชนเพื่อความปลอดภัย จะเกิดจากการที่ราคาหุ้นมีการซื้อขายกันแบบมีส่วนลดจากมูลค่าที่แท้จริงที่ ต่ำที่สุดที่ นักวิเคราะห์คำนวณได้

คุณลักษณะ 10 ประการของหุ้นที่มีราคาต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง

(Undervalue Stock)
นักลงทุนมืออาชีพจะมองหาการปกป้องพิเศษแตกต่างกันออกไป นักลงทุนแต่ละคนจะยอมรับที่มาของส่วนเผื่อหรือกันชนเพื่อความปลอดภัยแตกต่าง กัน ซึ่งจะขึ้นอยู่กับสถานการณ์และระดับความสบายใจของนักลงทุนแต่ละคน ตัวอย่างปัจจัยที่มีอิทธิพลสูงก็เช่น มูลค่าสินทรัพย์สูงๆ, กระแสเงินสดที่แข็งแกร่ง และตำแหน่งผู้นำทางการตลาด

ในขั้นตอนแรกที่เราต้องทำคือ การตรวจสอบปัจจัยเชิงปริมาณที่เราได้ทราบก่อนหน้านั้น คือ มูลค่าสินทรัพย์สุทธิ, เงินทุนหมุนเวียน, ค่า P/E, อัตราหนี้สินต่อทุนและอื่นๆ

เกรแฮม บอกว่า บริษัทใดก็ตามที่ตรงตามเกณฑ์ 7 ใน 10 ข้อ จะถือว่า มีราคาถูกกว่ามูลค่าที่แท้จริง และจะให้มีส่วนเผื่อหรือกันชน เพื่อความปลอดภัยที่เพียงพอ

กฎเกณฑ์ ข้อที่ 1-5 จะประเมินเรื่องความเสี่ยง ข้อที่ 6-7 จะดูในเรื่องความแข็งแกร่งทางการเงิน ข้อ 8-10 จะแสดงประวัติผลกำไรที่สม่ำเสมอ

มีบริษัทเพียงไม่กี่แห่ง ที่จะตรงตามเกณฑ์ครบทั้ง 10 ข้อ

การประเมินความเสี่ยง

1. มีอัตราส่วนผลกำไรต่อราคา หรือ E/P (ตรงข้ามกับ P/E) เป็น 2 เท่าของผลตอบแทนของหุ้นกู้ ระดับ AAA เช่น ถ้าหุ้นกู้ ระดับ AAA ให้ผลตอบแทน

6% อัตราส่วน ผลกำไรต่อราคา ก็ควรจะเป็น 12%

2. มีค่า P/E ไม่สูงกว่า 40% ของค่าเฉลี่ยสูงสุดของหุ้นในช่วง 5 ปีที่

ผ่านมา

3. ให้ผลตอบแทนเงินปันผลเป็น 2 ใน 3 ของดอกเบี้ยหุ้นกู้ ระดับ AAA

หุ้นที่ไม่จ่ายเงินปันผลหรือไม่มีกำไรจะถูกตัดออกโดยอัตโนมัติ

4. มีราคาหุ้นเพียง 2 ใน 3 ของมูลค่าทางบัญชีของสินทรัพย์ที่มีตัวตนต่อหุ้น (Tangible Book Value per Share) สินทรัพย์ที่มีตัวตน จะหมายถึง เงินสด และสินทรัพย์ถาวร เช่น ที่ดิน อาคาร เครื่องจักรอุปกรณ์ และ เฟอร์นิเจอร์สำนักงาน สินทรัพย์ถาวร ที่บริษัทชำระเงินหมดแล้ว หากมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นแต่ได้บันทึกไว้ในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าที่เป็นจริง ในปัจจุบันจะกลายเป็นสิ่งสำคัญขึ้นมา

5. มีราคาหุ้นเพียง 2 ใน 3 ของมูลค่าสินทรัพย์หมุนเวียนสุทธิหรือมูลค่าขายทอดตลาดสุทธิ (Net quick liquidation value)

มูลค่าสินทรัพย์หมุนเวียนสุทธิ = สินทรัพย์หมุนเวียน (CA) - หนี้สินหมุนเวียน (CL) -หนี้สินระยะยาว (LL)

จำนวนหุ้น (‪#‎share‬)

(net asset value per share) = CA -CL - LL
การประเมินความแข็งแกร่งทางการเงิน

6. มีหนี้สินทั้งหมดในจำนวนที่ต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชีของสินทรัพย์ที่มีตัวตน

7. มีอัตราส่วนทุนหมุนเวียน (Current Ratio)>= 2 (อย่างน้อยเท่ากับ 2)

จะเป็นตัววัดสภาพคล่อง หรือความสามารถในการชำระหนี้สินจากรายได้ของบริษัท Current Ratio = CA/CL

ประวัติผลกำไรที่สม่ำเสมอ

8. มีหนี้สินรวมไม่สูงกว่ามูลค่าขายทอดตลาดสุทธิ

9. มีผลกำไรเพิ่มขึ้น 2 เท่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา

10. มีผลกำไรลดลงไม่เกิน 5% และไม่เกิน 2 ครั้งในรอบ 10 ปี ที่ผ่านมา

ประเด็นเหล่านี้เป็นเพียงแนวทางเท่านั้น นักลงทุนควรจะใช้มันอย่าง พินิจ

พิเคราะห์ แต่ไม่ควรใช้มันแบบเป็นสูตรสำเร็จ การที่จะเน้นที่กฎเกณฑ์ ข้อใด

ขึ้นอยู่กับเป้าหมายการลงทุนของแต่ละบุคคล

$ นักลงทุนที่ต้องการรายได้ ควรให้ความสนใจเป็นพิเศษ ข้อ 1-7 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ข้อ 3

$ นักลงทุนที่ต้องการความสมดุล ระหว่างความปลอดภัยและการเติบโต อาจจะไม่สนใจกฎเกณฑ์ข้อ 3 เลยก็ได้ ให้ไปเน้นที่ ข้อ 1-5, ข้อ 9-10

$ นักลงทุนที่ต้องการได้การเติบโตของราคาหุ้นสูงๆ สามารถมองข้ามกฎเกณฑ์ ข้อ 3 ไปได้เลย และให้น้ำหนักเล็กน้อยกับ ข้อ 4-5-6 แต่ให้เน้นข้อ 9,10

นักลงทุนสามารถที่จะเน้นที่กฎที่ตรงกับเป้าหมายการลงทุน โดยอาจจะไม่ให้น้ำหนักกับประเด็นอื่นๆมากนัก

ในมุมมองของเกรแฮม จะให้ความสำคัญกับปัจจัยเชิงปริมาณมากกว่าเชิงคุณภาพในการเลือกหุ้น แต่ ปัจจัยเชิงคุณภาพจะช่วยให้เรามีส่วนเผื่อหรือกันชนเพื่อความปลอดภัย และบางครั้งก็สำคัญกว่า ค่าตัวเลขด้วยซ้ำ

ส่วน วอร์เรน บัฟเฟตต์ ให้ความสำคัญเชิงปริมาณ 85% เชิงคุณภาพ 15%

เพราะบัฟเฟตต์ ทำตัวเป็นแบบ เกรแฮม 85% และ ฟิลิป ฟิชเชอร์ (Philip Fisher) อีก 15% การพิจารณาเชิงคุณภาพจะช่วยให้ท่านตัดสินใจได้ ในกรณีมีหุ้น 2 ตัว ที่น่าสนใจ เท่าๆกัน แต่ท่านลงทุนได้เพียงตัวเดียว ซึ่งขนาด, ความรู้พิเศษใน อุตสาหกรรมของท่าน, คุณภาพและผลิตภัณฑ์ของบริษัทและผู้บริหารที่มีคุณภาพสูง ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่เราจะนำมาพิจารณาทั้งสิ้น

สรุปแนวทางของ เบนจามิน เกรแฮม

เกรแฮม ทดสอบกฎเกณฑ์ที่ดีที่สุดสำหรับการเลือกหุ้นที่มีความปลอดภัยและให้ผลตอบแทน ในการลงทุนสูงๆ เขาพยายามหาวิธีการที่ง่ายและมีเหตุผลและเป็นวิธีที่ให้ผลตอบแทนในระยะยาว แม้ว่าจะเกิดภาวะตกต่ำก็ตาม

กฎเกณฑ์ 10 ข้อ คือ กฎในการค้นหาหุ้นที่มีมูลค่าต่ำกว่าที่ควรจะเป็น เป้าหมายของเกรแฮม คือให้ง่ายเข้าไว้ แต่นักลงทุนส่วนใหญ่รู้สึกว่ากฎ 10 ข้อยุ่งยากเกินไป แต่ถ้าเราจะเรียนรู้ก็ไม่ยากเกินไป


.............................................................


เบน เกรแฮม บิดาของ Value Investment เขียนหนังสือ บทความ และสอนลูกศิษย์เกี่ยวกับการลงทุนมากมาย ต่อไปนี้คือหลักการสำคัญๆ 10 ข้อ ที่ Value Investor ควรจดจำและพิจารณานำไปปฏิบัติ

ข้อแรก จงเป็นนักลงทุนอย่างเป็นนักเก็งกำไร โดยคำจำกัดความของนักเก็งกำไรก็คือคนที่แสวงหากำไรจากการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นโดยไม่ได้คำนึงถึงมูลค่าที่แท้จริงของกิจการ ส่วนนักลงทุนก็คือคนที่ซื้อหุ้นในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐานของบริษัทและขายเมื่อหุ้นวิ่งขึ้นไปเกินมูลค่าที่แท้จริง

ข้อสอง การคำนวณหามูลค่าที่แท้จริงของกิจการ มีสูตรคือ

มูลค่าของหุ้น = EPS (8.5 + 2 X G)

โดย EPS คือกำไรต่อหุ้น ส่วน G คืออัตราการเจริญเติบโตของกำไรต่อหุ้นต่อปีโดยคิดเฉลี่ยไป 7 - 10 ปีในอนาคต ตัวอย่างเช่น หุ้น ก. มีกำไรต่อหุ้นเท่ากับ 2 บาทและเราคาดว่ากำไรต่อหุ้นนี้จะโตปีละ 5% โดยเฉลี่ยตลอด 10 ปีข้างหน้า มูลค่าของหุ้นจะเท่ากับ 2(8.5 + 2 X 5) หรือเท่ากับ 37 บาท

ข้อสาม จงรู้ว่ากิจการมีราคาเท่าไร สิ่งนี้ทำได้โดยเอาราคาหุ้นคูณด้วยจำนวนหุ้นทั้งหมดที่มีอยู่หรือที่จะมีเนื่องจากการแปลงสภาพหรือใช้สิทธิของวอแรนต์ พูดง่ายๆ ก็คือถ้าเราจะเป็นเจ้าของกิจการทั้งหมดคนเดียวจะต้องจ่ายเงินซื้อในราคาเท่าไร

ข้อสี่ จงตระหนักว่าเราไม่สามารถคำนวณมูลค่าที่แท้จริงได้อย่างแม่นยำ เพราะฉะนั้นจะต้องมีการ ?เผื่อ? การผิดพลาดหรือจะต้องมี Margin of Safety ในการซื้อหุ้น นั่นก็คือต้องซื้อหุ้นที่มีราคาต่ำกว่ามูลค่าที่คำนวณได้ไม่ต่ำกว่า 20%

ข้อห้า ต้องกระจายความเสี่ยงในการลงทุน เม็ดเงินที่จะลงทุนในหุ้นควรจะอยู่ระหว่าง 25 ถึง 75 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือควรเป็นพันธบัตรหรือเงินสดขึ้นอยู่กับภาวะตลาดว่าหุ้นมีค่า PE ของตลาดสูงหรือต่ำหรือมีการจ่ายปันผลสูงหรือต่ำเทียบกับอัตราดอกเบี้ยของพันธบัตร การซื้อหุ้นเองก็ควรซื้อหุ้นกระจายอย่ามีหุ้นที่ ?หนักพอร์ต? ควรมีหุ้นอย่างน้อย 30 ตัว (คำสอนข้อนี้จะแตกต่างจากแนวของ วอเร็น บัฟเฟตต์ ที่ถือหุ้นน้อยตัวกว่ามาก)

ข้อหก หุ้นที่จ่ายปันผลต่อเนื่องยาวนานจะมีความเสี่ยงต่ำ คำว่ายาวนานสำหรับเบน เกรแฮม คือ 20 ปีขึ้นไป เขาเห็นว่าการดูแลผู้ถือหุ้นที่ดีที่สุดก็คือการที่บริษัทจ่ายปันผลในอัตราที่เหมาะสมให้กับผู้ถือหุ้น ส่วนบริษัทที่จ่ายปันผลน้อยนั้นนอกจากจะทำให้ผู้ถือหุ้นขาดรายได้จากการลงทุนแล้ว ราคาหุ้นยังมักจะไม่ค่อยวิ่งไปไหน

ข้อเจ็ด เมื่อเกิดความสงสัยให้ยึดคุณภาพ เพราะบริษัทที่มีกำไรดี มีการจ่ายปันผลแน่นอนสม่ำเสมอ มีหนี้น้อย มีค่า PE ที่สมเหตุผลจะปลอดภัยกว่าหุ้นที่มีคุณภาพต่ำ เบนเกรแฮมพูดว่า นักลงทุนจะไม่ผิดพลาดหรือเจ็บตัวหนักจากการซื้อหุ้นคุณภาพดีในราคาที่ยุติธรรม แต่เขาจะเสียหายมากจากการซื้อหุ้นเน่าโดยเฉพาะที่ถูกปั่นทำราคาด้วยวิธีการต่างๆ และบ่อยครั้งอยู่เหมือนกันที่เขาตัดสินใจผิดพลาดโดยการไปซื้อหุ้นของกิจการที่ดีแต่ไปซื้อในช่วงที่ตลาดบูมเป็นกระทิงเปลี่ยวซึ่งทำให้ราคาหุ้นสูงขึ้นไปถึงยอดดอย

ข้อแปด ระวังตัวเลขข้อมูลจากบริษัท เนื่องจากข้อมูลกำไรของบริษัทและการคาดการณ์ผลการดำเนินงานในอนาคตเป็นสิ่งที่จะทำให้ราคาหุ้นวิ่ง ดังนั้น ข้อมูลเหล่านี้อาจจะถูกตกแต่งให้ดูดีกว่าความเป็นจริง หรือสร้างภาพให้ดีเกินกว่าที่จะเป็นไปได้ ดังนั้นก่อนที่จะลงทุนซื้อหุ้น ควรศึกษาให้ลึกซึ้งเสียก่อนว่าอะไรเป็นอะไร

ข้อเก้า จงอดทน เบน เกรแฮม พูดว่า นักลงทุนทุกคนควรเตรียมตัวเตรียมใจในการรับกับภาวะที่ตลาดตกต่ำในบางช่วงเวลาสั้นๆ ปีหรือสองปี ซึ่งเขาอาจจะขาดทุน เป็นตัวเลข แต่ถ้าเขาไม่ขายและถือหุ้นต่อไป เขาก็มักจะได้เงินคืน โดยทั่วไปแล้วถ้าถือหุ้นตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป โอกาสได้กำไรในอัตราที่เหมาะสมจะมีสูง

ข้อสิบ คิดเอง อย่าซื้อขายหุ้นตามแห่ เบนบอกว่ามีเงื่อนไขสองประการในการที่จะประสบความสำเร็จในตลาดหุ้น ข้อหนึ่งคือคุณจะต้องคิดอย่างถูกต้อง และข้อสองคุณจะต้องคิดเอง อย่าเชื่อคนอื่น

คำสอนของเบน เกรแฮม มีมานานแล้ว สานุศิษย์ของเบน เกรแฮม ที่ประสบความสำเร็จสูงต่างก็นำมาประยุกต์ใช้และแนะนำสั่งสอนนักลงทุนรุ่นใหม่ต่อกันมานานจนหลายๆ เรื่องเราคิดว่าเป็นความคิดของคนที่พูด แต่เมื่อศึกษาย้อนกลับไปจะพบว่าพื้นฐานนั้นมาจากหนังสือหรือคำสอนของเบน เกรแฮม ที่อาจจะ ซึม เข้าไปอยู่ในความคิดของลูกศิษย์อย่างไม่รู้ตัว คำสอนสิบข้อนี้เป็นเพียงบางส่วนเท่านั้นใน คัมภีร์ไบเบิล จากศาสดาที่ชื่อว่า เบน เกรแฮม