Oppday TVO 2018 END YEAR 2018
มีโรงงานหลักๆ 4 แห่ง อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงกันอำเภอนครชัยศรีจังหวัดนครปฐม เป็นโรงสกัดน้ำมันถั่วเหลืองขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทยและในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผลิตจำหน่าย ผลิตภัณฑ์น้ำมันถั่วเหลืองและกากถั่วเหลือง รวมถึงน้ำมันทานตะวันน้ำมันข้าวโพดและคาโนล่าเป็นตัวแทนจำหน่ายน้ำมันมะกอกจากต่างประเทศด้วย
2561 บริษัทมีรายได้รวม 25,077 ล้านบาท เป็นรายได้มาจากขายในประเทศเป็นหลัก รายได้จากการส่งออกมีประมาณ 8 เปอร์เซ็นต์ รายได้จากการขายกากถั่วเหลืองมีสัดส่วน 61 เปอร์เซ็นต์น้ำมันถั่วเหลือง 25 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือมาจากผลิตภัณฑ์ใบ product อื่นๆและบรรจุภัณฑ์ โดย เราถือหุ้นในพรอดดิจิ เป็นบริษัทผลิตน้ำมันพืชพลาสติกให้แก่เรา
ต้นทุนของบริษัทเกินกว่า 90 เปอร์เซ็นต์เป็นต้นทุนจากเมล็ดถั่วเหลือง ที่เรานำเข้ามาจากต่างประเทศ เพราะผลผลิตถั่วเหลืองในประเทศไทยมีน้อยมาก มีเพียง 4-5 หมื่นตัน ทำให้ไม่เพียงพอใช้ โดยเราจะนำเข้าจากบราซิลละ 80 ถึง 85 เปอร์เซ็นต์และอเมริกา 10 ถึง 15 เปอร์เซ็นต์
น้ำมันพืชที่ใช้ในการบริโภคในประเทศไทย ไม่รวมน้ำมันเพื่อพลังงาน จะเป็นน้ำมันปาล์มประมาณ 70% และถั่วเหลือง 24% น้ำมันรำข้าว 1% ซึ่ง TVO เป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทน้ำมันบริโภคไทยซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำมันรําข้าวยี่ห้อคิง ในน้ำมันบริโภคของเมืองไทยที่เหลือจะเป็นประเภทอื่นๆรวมๆกันประมาณ 5 เปอร์เซ็นต์
TVO ขายน้ำมันภายใต้แบรนด์องุ่น อยู่ในตลาดค้าปลีก 37% และในอุตสาหกรรม 46 เปอร์เซ็น ในอุตสาหกรรมจะส่งเป็นรถเป็นแท้งค์ขนาดใหญ่เป็นอุตสาหกรรมทูน่ากระป๋อง อุตสาหกรรมน้ำพริกเผา น้ำมันเพื่อการทอดต่างๆ และ 17% ส่งออกต่างประเทศเมียนมาร์ กัมพูชา ลาว ฟิลิปปินส์และอื่นๆในโซนใกล้บ้านเรา
น้ํามันตราองุ่นของเรามีส่วนแบ่งตลาดสูงถึง 64 เปอร์เซ็นต์ ส่วนที่ได้จากการผลิตนอกจากน้ำมันแล้วก็จะได้กากถั่วเหลือง ซึ่งจะมีโปรตีนประมาณ 46-50 เปอร์เซ็นต์ ตัวนี้จะไปผสมทำเป็นอาหารสัตว์และไปใช้เลี้ยงสัตว์ในฟาร์มอุตสาหกรรมใหญ่ๆ ซึ่งในเมืองไทยมีประมาณการใส่อาหารสัตว์รวมสูงถึง 19.5 ล้านตันและในบรรดาอาหารสัตว์ทั้งหมดจะมีกากถั่วเหลืองเป็นสัดส่วนประมาณ 28 เปอร์เซ็นต์ กากถั่วเหลืองจะไปเติมในส่วนของโปรตีนของอาหารสัตว์
สัตว์ปีกเป็น Sector ที่ค่อนข้างใหญ่จะเป็นไก่เนื้อและไก่ไข่ ไก่เนื้อจะใช้ 37 เปอร์เซ็นต์ของอาหารสัตว์ทั้งหมดที่ประเทศไทยผลิต ไก่เนื้อใช้กากถั่วเหลืองประมาณครึ่งหนึ่งของกากถั่วเหลืองที่ผลิตได้ในประเทศไทยทั้งหมด เราจะส่งกากให้ฟาร์มขนาดใหญ่ประมาณ 50% อีกครึ่งนึงจะไปที่ผู้ผลิตอาหารสัตว์
ผลประกอบการของปี 2018 ต้นปีราคาถั่วเหลือง ที่เป็นวัตถุดิบ ขยับขึ้น เพราะเกิดฝนแล้งในอาร์เจนตินาซึ่งเป็นผู้ผลิตถั่วเหลืองอันดับ 3 ของโลก และอาร์เจนตินาเป็นผู้ส่งออกจากถั่วเหลืองอันดับ 1 ของโลกทำให้ ราคาถั่วเหลืองขยับขึ้นและราคากากถั่วเหลืองขึ้นแรงกว่าอีก จากนั้นราคาก็ทรงตัวที่ราคาระดับสูงเพราะกังวลสงครามการค้าระหว่างจีนกับอเมริกา จนในที่สุด อเมริกาและจีนตั้งกำแพงภาษีทำให้ราคาถั่วเหลืองปรับลง เนื่องจากจีนตั้งกำแพงภาษีนำเข้าถั่วเหลืองจากสหรัฐ 25% แต่ถ้านำเข้าจากที่อื่นก็จะนำเข้าได้ในอัตราภาษีปกติ ทำให้กองทุนอเมริกามีการขาย Short สัญญาถั่วเหลืองในตลาดฟิวเจอร์ของอเมริกา ทำให้ราคาไหลลงมาอย่างรุนแรง เพราะราคาถั่วเหลืองที่ตลาดอเมริกาใช้ เป็นราคาอ้างอิงในการซื้อขายราคาถั่วเหลืองทั่วโลก หลังจากนั้นมีการปรับตัวกันมาเรื่อยๆ ในส่วนของสงครามการค้าจนกระทั่งสุดท้ายทั้งสองฝ่ายรู้สึกว่าตัวเลขเศรษฐกิจไม่ค่อยดีแล้วทั้งคู่ จึงมีการเจรจาการค้ากันประมาณวันที่ 1 ธันวาคมของปีที่ผ่านมาราคาถั่วเหลืองถึงจะเริ่มขยับขึ้นได้ จะเห็นว่าราคาถั่วเหลืองมีความผันผวนเยอะมาก
ในช่วงต้นปี 2561 ที่ราคาขึ้นแรงเราได้ซื้อต้นทุนถั่วเหลืองราคาถูกสะสมเอาไว้แล้วพอที่จะใช้ในไตรมาสที่ 1 ถึงไตรมาสที่ 2 ดังนั้นกำไรไตรมาส 1-2 ของปีที่ผ่านมาจึงมีกำไรดีมากเพราะเราจับจังหวะได้ถูกมีต้นทุนถูกไว้ใช้ หลังจากนั้นที่ราคาถั่วเหลืองปรับลดลง ราคาที่ลดลงเป็นราคาของอเมริกา ในขณะที่ตลาดถั่วเหลืองบราซิลราคาไม่ลง เพราะจีนวิ่งไปซื้อบราซิลแทน เพราะถ้าซื้ออเมริกาต้องจ่ายภาษี 25% เราก็หันมาซื้อถั่วเหลืองอเมริกามาใช้แทน ซึ่งตรงนี้ใช้เวลาในการปรับตัวสต๊อกเก่านิดนึง ดังนั้นต้นทุนใหม่ที่เป็นราคาถูกจะเริ่มเข้ามาเห็นผลชัดประมาณเดือนธันวาคมและต่อเนื่องมาจนถึงไตรมาส 1 ของปีนี้ดังนั้นไตรมาส 1 ของปีนี้ต้นทุนวัตถุดิบจะต่ำลงเพราะเราได้อานิสงส์จากการใช้โอกาสตรงนี้
ในส่วนของราคาขายผลิตภัณฑ์ราคาขายกากถั่วเหลืองซึ่งทำรายได้ 60% ของรายได้ทั้งหมดของเราปีที่แล้ว กำไรในส่วนของกากถั่วเหลืองดีมากเพราะที่อาร์เจนตินาผลผลิตลดลงจากภัยแล้งปกติผลิตถั่วเหลืองได้ 55-58 ล้านตันแต่พอเกิดภัยแล้งเหลือแค่ 37 ล้านตัน ทำให้ราคากากถั่วเหลืองสูงกว่าราคาเมล็ดถั่วเหลืองค่อนข้างมาก แต่ว่าในส่วนของน้ำมันถั่วเหลือง ปีที่แล้วจะเหนื่อยนิดนึงเราพยายามอย่างเต็มที่ที่ไปเพิ่มในส่วนของการส่งออก คือปีที่แล้วน้ำมันปาล์มในภูมิภาคของเรามีแนวโน้มที่ปรับลดลง ตัวน้ำมันถั่วเหลืองเองก็เลยปรับลดลงไปด้วย แต่โชคยังดีที่ต้นทุนวัตถุดิบคือเมล็ดถั่วเหลืองของเราลงมาด้วยเช่นกัน ดังนั้นโดยรวมบริหารออกมาก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดีและทำให้ค่าการสกัดถั่วเหลืองขั้นต้นหรือที่เรียกว่า Crush margin คือเป็นตัวแทนของกำไรขั้นต้นของธุรกิจนี้ดีมากในปีที่ผ่านมา
ในปีนี้2019 Crush margin อยู่ในระดับที่โอเค ปีที่แล้วจากภาพที่กล่าวไปสรุปก็คือบริษัททำรายได้จากการขายได้ 25,077 ล้านบาท ได้กำไรสุทธิ 1,867 ลบ เป็นอัตรากำไรขั้นต้นสูงถึง 13.1 เปอร์เซ็นต์ อัตรากำไรสุทธิ 7% ปีที่แล้วในไตรมาส 4 กำไรเริ่มลดลงมาแต่อย่างที่บอกไปไตรมาส 1 ต้นทุนจะกลับมาถูกลงเพราะเราอาศัยจังหวะจากการซื้อถั่วเหลืองสหรัฐในราคาถูกไว้ จะทำให้ในส่วนของกำไรค่อยๆปรับตัวดีขึ้น ปีที่ผ่านมา(2018) ROE 22% เปอร์เซ็นต์ อัตราส่วนสภาพคล่อง 3.91 เท่า de ratio 0.25 เท่า โดยนโยบายบริษัทมีนโยบายที่จะจ่ายเงินปันผลไม่ต่ำกว่า 60% ของกำไรสุทธิ ที่เราจ่ายจริงเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 83 เปอร์เซ็นต์ของกำไร ไปบริษัทจะจ่ายเงินปันผลปีละ 2 ครั้ง
Tvo เป็นหุ้นปันผล Capital gain อาจจะไม่หวือหวา สภาพคล่องในตลาดอาจจะไม่มากเท่าคนอื่นๆ เราอาจจะมีโครงการอะไรอื่นๆเพิ่มขึ้นมาที่จะทำให้สภาพคล่องมีมากขึ้นก็ได้เราคอยมาดูกัน แต่เราจะพยายามรักษาความเป็นหุ้นปันผลที่สูงมากเอาไว้ เรามีดูโครงการใหญ่อยู่โครงการนึง ถ้าเราตัดสินใจลงทุนแล้วปันผลจะได้แบบเดิมอยู่ไหมอันนี้คือจุดที่เรามอง
ปี 62 น่าจะล้อกันกับปี 61 ทิศทางถั่วเหลืองจะมีทิศทางที่ เพิ่มขึ้น เราชอบเพราะกว่าเรือจะเล่นจากต้นทางมา จากบราซิล จากอเมริกา จากอาเจนติน่า เราซื้อของถูก กว่าเรือจะมาถึงเอามาผลิตแล้วเราขายได้ของแพงขึ้นเพราะทิศทางเป็นขาขึ้น แต่ถ้าราคาตกลงก็กลับทางกัน
3 แหล่งใหญ่ อเมริกา บราซิล อาเจนติน่า
อเมริกากับบราซิลส่ง ถั่วเหลืองออกเยอะมาก กำลังการผลิตของเขาเป็นร้อยล้านตันต่อปีส่วนอาร์เจนตินาปลูกเยอะจริงแต่ว่าส่งกากออกเยอะกว่าไม่ได้ส่งเมล็ดถั่วออก ซึ่งมันจะกระทบ ถ้าอาร์เจนตินาแห้งแล้งเหมือนปีที่ผ่านมากากในตลาดจะน้อย ราคากากก็เลยจะวิ่งขึ้นตัวนี้จะมีผลเยอะมาก
บราซิล ปีนี้ไม่ค่อยดีนักจะแล้ง จะปลูกได้น้อยผลผลิตจะได้น้อยกว่าปีที่ผ่านมา ตอนนี้ผลผลิตก็ยังลดลงเรื่อยๆ แต่ว่าถั่วในตลาดจะน้อยลง ราคาจะขึ้น
อเมริกาเหมือนจะดี แต่ยิ่งเข้าไปในฤดูมากขึ้นเท่าไหร่เขาเดาว่ามันจะลดลง เพราะมีน้ำท่วมเข้ามาอีก
อาร์เจนตินาปีนี้ดีกว่าปีที่แล้ว แต่ก็ยังไม่ดีเท่าปีก่อน
Demand ถั่วเหลืองของทั้งโลกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ปีนี้ผลผลิตคาดว่าน่าจะดีกว่าปีที่แล้วซัก 2 ล้านตันแต่ก็ถือว่ายังไม่ดี ถั่วเหลืองไม่ค่อยเยอะ จีนก็มีปัญหาเรื่อง อหิวาหมู ทำให้คาดการณ์ได้ยาก ว่าราคาถั่วเหลืองจะสูงขึ้นไปอีกหรือไม่เพราะมีเรื่องอหิวาต์หมูเป็นปัจจัยเข้ามา ถ้าโลกในหมูแพร่ระบาดมากจะทำให้มี การใช้กากถั่วเหลืองลดลง
ปกติน้ำมันถั่วเหลืองจะอิงจากน้ำมันปาล์ม เพราะเป็นตลาดเดียวกัน น้ำมันปาล์มส่วนหนึ่งนำไปใช้เป็นพลังงานได้มันก็เลยไปเกี่ยวกับราคาน้ำมันปิโตรเลียม
ราคาน้ำมันปาล์มมีทิศทางที่จะขึ้นราคาเพราะอินเดียลดภาษีนำเข้า
EU เคยประกาศจะแบนน้ำมันปาล์มแถวมาเลย์ อินโด มีผลต่อกันราคาซื้อขายน้ำมันปาล์มค่อนข้างมากมันจะสะท้อนให้ราคาน้ำมันปาล์มถูกลง
แต่ถ้าอินเดียบอกว่าลดภาษีให้แล้วนำเข้ามาได้เลย เพราะอินเดียใช้น้ำมันปาล์มเยอะมาก เป็นอันดับ 1 ของโลก จุดนี้ก็จะผลักดันให้ราคาน้ำมันปาล์มสูงขึ้นได้
แล้วต้องมาดูราคาน้ำมันปาล์มในบ้านเราด้วยว่าเป็นอย่างไรเพราะทางใต้บ้านเราปลูกเยอะมากทางภาครัฐบอกว่าราคาน้ำมันปาล์มไม่ดีเลยเพราะสต๊อกในน้ำมันปาล์มมีอยู่ประมาณ 400,000 ต้องพยายามช่วยเหลือชาวสวนปาล์มด้วยการหาทางใช้ปลามากขึ้นข้างซ้ายก็คือเอาไปเติมเป็น bร้อยแล้วเติมเป็นน้ำมันรถยนต์ อีกหน่อยจะเป็นปี 20 จากที่ใช้บี 3 บี 7 ทำให้ปริมาณการใช้มันเพิ่มขึ้น
อีกด้านหนึ่งทางภาครัฐประกาศจะให้นำน้ำมันปาล์มไปเผาตรงเพื่อเป็นเชื้อเพลิงผลิตกระแสไฟฟ้าทั้งหมดประมาณ 160,000 ตัน ตอนนี้รับเข้าไปแล้ว 83,000 ตัน ตอนนี้พรรคการเมืองต่างๆก็หาเสียงกันจะประกันราคาจะดูแลชาวสวนปาล์ม ทางเราก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าราคาปาล์มจะมีราคาสูงขึ้น ผลพลอยได้ก็คือราคาน้ำมันถั่วเหลืองในบ้านเราก็อาจจะขยับตัวตาม
กากถั่วเหลือง มีโปรตีนสูงมากไปทำเป็นอาหารสัตว์หาอะไรมาทดแทนยาก อาหารสัตว์ในบ้านเรา ประมาณ 30 ล้านตัน มีอยู่ประมาณ 5 ล้านตันที่เป็นถั่วเหลืองเป็นสูตรอยู่ในอาหารสัตว์ 2ล้านตันผลิตในประเทศอีก 3 ล้านตันเป็นการนำเข้า ตลาดกากถั่วเหลืองมีรองรับอยู่เต็มที่ มองไปข้างหน้าการใช้กากถั่วเหลืองหรือการใช้อาหารสัตว์ในบ้านเรายังมีการเติบโตที่ต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งปีที่ผ่านๆมา จีนต้องการนำไก่เข้าจากบ้านเราเพิ่มมากขึ้น เขามาตรวจโรงงานผลิตไก่ในบ้านเรา ผ่านการตรวจแล้ว 7 แห่งมีการส่งออกไปและการปริมาณการส่งออกของเราก็เพิ่มสูงมากขึ้นเรื่อยๆ เราเป็นประเทศที่มีเลี้ยงไก่อยู่ประมาณ 3.3 ล้านตัน แต่เราส่งออกถึง 28% เราส่งออกไก่เยอะมาก ถ้าอาหารสัตว์ดีกากถั่วก็จะไปได้ดี การส่งออกเนื้อไก่ของบ้านเรามีการเติบโตมาตลอด
DDGS ในอเมริกาเขาเอาข้าวโพดไปทำเอทานอล
ส่วนที่เหลือของข้าวโพดที่ไปทำเอทานอลแล้วก็เป็นอาหารสัตว์ได้ ตัวนี้เรียกว่า DDGS ทางอเมริกาทำ External กันเยอะมากทำให้มี ddgs เหลือเยอะมาก แล้วก็ส่งออกมาเป็นอาหารสัตว์ในบ้านเรา ปลายปีที่ผ่านมาเราเจอว่าใน ddgs ของอเมริกามีแมลงปีกแข็งที่เป็นอันตราย ทางเราจึงได้ประกาศว่าให้ทางอเมริกาไปแก้มาให้เรียบร้อย ทางอเมริกายังไม่สามารถกำจัดตัวนี้ตามความต้องการของกรมปศุสัตว์ได้ เขาต้องหยุดการนำเข้า ตัวนี้เป็นอาหารสัตว์เมื่อเขาหยุดนำเข้าตัวที่จะชดเชยก็คือกากถั่วเหลือง มาชดเชยกากข้าวโพดที่นำเข้าไม่ได้
ปีนี้ Crush margin ไม่ได้สูงเหมือนปีที่แล้วแต่ก็ไม่ได้ต่ำ ยังสามารถทำกำไรได้สูงกว่าค่าเฉลี่ยของที่ผ่านๆมา
เรามี 3 กลยุทธ์หลัก
เพิ่มกำลังการผลิตและประสิทธิภาพ ปีนี้จะสำเร็จเพิ่มมาอีกประมาณ 1,000 ตันต่อวัน
ในช่วงแรก ในช่วงประมาณเดือนเมษายนจะมีผลิตภัณฑ์ใหม่ออกมาเราใช้กำลังการผลิตเดิมของเราที่เราไม่ได้ใช้งานแล้วเรานำมาปรับปรุงและให้ใช้งานได้ เพิ่มมาอีกประมาณ 500 ตันต่อวัน แล้วไปเพิ่ม ผลิตภัณฑ์ใหม่ เรา Import เม็ด คาโนล่า จากต่างประเทศเข้ามาแล้วมาสกัดเป็นน้ำมันคาโนล่า น้ำมันคาโนล่าเป็นน้ำมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว (ส่วนน้ำมันถั่วเหลืองเป็นน้ำมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน) นอกจากน้ำมันคาโนล่าเรายัง มีตัวอื่นที่เราพยายามทำกันอยู่ออกมาอีกด้วย จะพยายามต่อยอดเพื่อเพิ่ม Value ในธุรกิจของเรา
อีก 500 ตันเป็นช่วงปลายปีประมาณสิงหาคมกันยายนเราจะมีหน่วยที่เรียกว่า expander เสร็จ จะได้เพิ่มมาอีก 500 ตัน ( 500 ตันถั่วจะออกมาเป็นกากถั่วประมาณ 400 ตันและน้ำมันประมาณ 100 ตันต่อวัน )
ในแง่ของยอดขาย เราต้องทำให้ยอดขายเติบโตตลอดเวลา เราจะไปเร่งที่ฝ่ายขาย วอลุ่มขายจำเป็นมาก เราเริ่มขยายออกไปต่างประเทศด้วย เราค่อนข้างมีความสำเร็จมากที่ต่างประเทศ เล่าเรื่องขยายไม่ว่าตลาดของน้ำมันและตลาดกากถั่วออกไปต่างประเทศแล้วทำราคาได้ดี หลายครั้งที่ขายได้ราคาสูงกว่าในประเทศ เรามุ่งหน้าต่อไปสำหรับทิศทางนี้
ที่บอกว่ากำลังการผลิตใหม่จะเสร็จช่วงราวๆ สิงหาคมกันยายน2019 เพิ่มกำลังการผลิตได้ประมาณ 500 ตันต่อวัน จะได้เป็นน้ำมัน 100 ตันต่อวันและกากถั่ว 350 ตันต่อวัน และกากถั่วที่เอาไปทำเป็น by Product อื่นๆอีกประมาณ 50 ตันต่อวัน ตรงจุดนี้เราน่าจะมีรายได้ เพิ่มขึ้นมาสองพันแปดร้อยล้านบาทต่อปี แต่ มันมาขึ้นที่เดือนสิงหาคมกันยายนเพราะฉะนั้นเป็นปลายปี
ส่วนตัวคาโนล่า จะเป็นช่วงเดือนเมษายน 2019 ใช้ เม็ดคาโนล่า ประมาณ 500 ตัน ต่อวันเหมือนกัน ถ้าเป็นคาโนล่าเราจะได้น้ำมันเยอะขึ้นคือ 200 ตันต่อวันและได้กากประมาณ 280 ตันต่อวัน น่าจะเพิ่มเป็นรายได้เพิ่มขึ้นมาได้ประมาณ 2,800 ล้านบาทต่อปีเช่นกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับตลาดคาโนล่าบ้านเราว่าจะรองรับได้มากน้อยแค่ไหน หากคาโนล่า ขายช้าเราสามารถ Switch เอาน้ำมันถั่วเหลืองมาลงที่หน่วยนี้ได้
เราสร้างโรงบรรจุน้ำมันบริสุทธิ์ใหม่ มีกำลังการบรรจุ 118 ล้านขวดต่อปี เพียงพอต่อการขยายตลาด เพียงพอต่อการขยายกำลังการผลิต
เรามีการเปลี่ยนขวด น้ำมันถั่วเหลืองใหม่ อวดโฉมใหม่จะมีจุดที่จับง่ายฝาจุกก็เปลี่ยน เพื่อให้เปิดแล้วค้างอยู่ และออกแบบเพื่อให้เทแล้วน้ำมันไหลออกลื่นไหลดี และขวดออกแบบใหม่เพื่อให้ใช้เม็ดพลาสติกน้อยลง เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
เราพยายามที่จะดูแลผู้ถือหุ้นทุกท่านในเรื่องของกำไรและปันผลกลับคืนสู่ท่านให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
วัตถุดิบเราใช้ของในประเทศเป็นหลักก่อนเราพยายามส่งเสริมเกษตรกรของเรา แต่ก็มีไม่เยอะในบ้านเรามีแค่ 4 5 หมื่นตันต่อปีแต่เราใช้ถึง 1,500,000 ต่อปีทำให้เราต้องนำเข้า
ถาม ตามที่รัฐบาลประกาศให้ลดราคาน้ำมันพืชบริษัทมีผลกระทบหรือไม่
ตอบ ไม่ได้ประกาศให้ลดแต่ประกาศลอยตัว เพราะราคาน้ำมันปาล์มมันต่างกันมาก ประกาศราคาเพดานไว้มันก็เป็นราคาลอยสูงกว่าความเป็นจริงเยอะ เลยเลิกควบคุมเลิกกำกับเพดานราคาสำหรับน้ำมันพืช เพียงแต่จะมีราคาแนะนำ
เมล็ดถั่วเหลือง 100 ส่วนเป็นกาก 80 ส่วนเป็นน้ำมัน 20 ส่วน น้ำมันได้ราคาดีแต่มันมีแค่ 20% ส่วนกากแม้ราคาจะถูกแต่มีปริมาณเยอะ
บริษัทใช้ Future อยู่ประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ของราคาถั่วเหลืองที่นำเข้ามา แต่ถ้าตลาดมีความผันผวนมากกว่านั้นหรือเราเห็นช่องที่มีโอกาสมากกว่านั้นในการล็อคกำไรในระดับที่ดีก็มีโอกาสที่จะทำได้มากกว่านั้นบางช่วงของปีก็จะทำสูงถึง 50% ก็มี นอกจากฟิวเจอร์ถั่วเหลืองแล้วก็ยังมีเรื่องของอัตราแลกเปลี่ยนที่เราใช้อยู่ด้วย
ถาม ด้วยธุรกิจของเราถ้าราคาถั่วเหลืองเพิ่มกำไรก็จะเพิ่ม แต่ช่วงไตรมาส2 ปีที่แล้วราคาถั่วเหลืองมันตกลงมาก
แล้วทำไมเราถึงมีกำไรเยอะมากในช่วงนั้นเรามีกลยุทธ์ยังไง
ตอบ ปีที่แล้วผมโชคดีโชคช่วยเพราะอาร์เจนตินาแรงมาก เคยผลิตถั่วเหลืองได้ประมาณ 50 ถึง 60 ล้านตันต่อปีลดลงมาเหลือ 30 ล้านตัน อาร์เจนตินาเป็นประเทศที่ส่งออกจากถั่วเหลืองเยอะที่สุดในโลก พอเมล็ดถั่วเหลืองผลิตได้น้อยลง กากก็ออกมาน้อย ราคากากก็เลยวิ่งสูงมาก ผมก็เลยไปได้ตรงนั้น
อย่างที่บอก กากถั่วเหลือง ในประเทศเรานำเข้า 3 ส่วนแล้วผลิตเอง 2 ส่วน ราคานำเข้ามันแพงราคากากที่เราขายก็เลยแพงตามตลาดไปด้วยมันเลยบังคับให้รวยครับ เราโชคดีตรงนั้น จริงๆแล้วมันไม่ดีสำหรับประเทศที่เรานำเข้าสินค้ามาแพงแต่มันช่วยไม่ได้จริงๆตลาดกากในโลกมันหายไป 20 ล้านตัน มันเลยทำให้ราคาวิ่งสูงเหลือเกิน นี่ยังดีว่าน้ำมันปีที่แล้วน้ำมันปาล์มทั้งโลกเหลืออยู่เยอะมาก ถ้าปาล์มอีกตัวหนึ่งไป ผู้ถือหุ้นว่าผมแย่เลยกำไรสูงเยอะเกิน ก็ยังโชคดีกำไรได้แค่นั้น ปีที่แล้วกำไร 1,800 ล้านนับว่าใช้ได้
ปีนี้จะเป็นอย่างไรบ้าง
ปีนี้จะคนละแบบยังโชคดีที่ราคามันทิ้งดิ่งลงมา ด้วยสถานการณ์ปัจจุบันที่จีนกับอเมริกา ยังถกกันไปเรื่อยๆอย่างนี้ ทำให้ราคาค่อยๆยกขึ้น และกำลังการผลิตของถั่วเหลืองไม่ได้เยอะมากในปีนี้ ทำให้ราคาอาจจะเหวี่ยงวิ่งขึ้นไป
ปีหน้าน้ำมันคาโนล่ากับโรงงานที่ขยายเพิ่มจะรันได้เต็มปี เราพยายามจะหาทางที่จะลงทุนให้น้อยเพื่อขยายกำลังการผลิตให้ได้
โครงการใหม่ในอนาคตน่าจะมี ในการสร้างโรงงานใหม่เพราะโรงงานเก่าเราก็ใช้มานานแล้ว แต่ยังเป็นเรื่องของอนาคต
จีนประกาศว่าจะเอา DDGS ของอเมริกาเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นถ้าอเมริกาส่งออก ddgs ได้ จะไหลไปทางจีนมากกว่า ก็จะไม่น่าจะกระทบกับประเทศไทย
โรงบรรจุเดิมบรรจุได้ประมาณเกือบ 100 ล้านขวดต่อปี และโรงงานใหม่ ขนาด 1 ลิตร กำลังการผลิต 118 ล้านขวด
ในน้ำมัน 100% แล้วจะไปรีเทล ประมาณ 37 เปอร์เซ็นต์ ส่วนที่เหลือไปในภาคอุตสาหกรรมซึ่งไม่ต้องบรรจุขวด จะเป็นลักษณะของรถแท้งค์
ราคาน้ำมันกับกากในปีนี้ 2019 น่าจะไม่สูงเท่าปีที่แล้ว ต้องรอดูผลการเลือกตั้งดูว่ารัฐบาลจะช่วย ชาวสวนปาล์มอย่างจริงจังแค่ไหน
เงินลงทุนในการ คาโนล่าใช้เงินลงทุนประมาณ 200 ล้านในการปรับปรุงโรงงานเก่า
ความเสี่ยงเกี่ยวกับเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนแล้วเป็นอย่างไรบ้าง
ในส่วนของวัตถุดิบนำเข้ามาจ่ายเป็นดอลลาร์ในส่วนการขายแบ่งเป็น 2 ส่วน ในตลาดกากถั่วเหลือง เมืองไทยนำเข้ามา ประมาณ 3 ล้านตันผลิตในประเทศ 2 ล้านตัน กากถั่วเหลืองเมื่อมีราคานำเข้ามาเป็นตัวเลือกให้กับผู้ซื้อ ตอนเขาซื้อเป็น US Dollar ดังนั้นราคาขายกากในประเทศถึงแม้จะเป็นไทยบาทแต่มันจะเป็น pairity กับตัวราคานำเข้า ดังนั้นมันจะมีการ price in Exchange Rate เข้าไปในราคากากถั่วเหลืองที่เราตั้งราคาขายอยู่แล้ว หมายความว่าต้นทุนวัตถุดิบ 100 รายได้จากถั่วเหลืองประมาณ 60 กว่าเปอร์เซนต์ตรงนี้จะเป็น natural hedge หมายความว่าตอนซื้อเราซื้อมาเป็นดอลลาร์แต่ตอนขายเราไปขายเป็นบาทที่ Price in FX เข้าไปแล้ว ดังนั้นจะเหลือ exposure FX จริงๆประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ ณจุดนั้นบริษัทจะมีการบริหารตลอด เราก็จะดูแลเฉพาะส่วนนั้น ความเสี่ยงจริงๆไซส์มันไม่ได้ใหญ่มาก
By Joe789