Cpall กับ Cpn ทำคนละธุรกิจก็จริง แต่ความสม่ำเสมอของรายได้เหมือนกัน
Cpn มีซ่อนมูลค่าตรงที่ ตัวอาคาร ที่หักค่าเสื่อมจนค่าเสื่อมหมดไป แต่อาคารไม่ได้เสื่อมจนไร้ค่า มันแค่ต้องการการรีโนเวตเท่านั้น มันจึงมีมูลค่าแฝงอยู่ ส่วน cpall อาศัยได้เงินซัพพลายเออร์มาหมุนก่อน
หนี้ที่แบกไว้ของ cpall หากไม่สามารถขายหุ้นแมคโครออกไปได้ จะทำให้อัตราการเติบโตของกำไรหน่วงไปอีก 4-5ปีครับ แต่การจะขายแมคโครให้ได้ราคานั้น หาคนซื้อไม่ง่าย
แมคโครตอนนี้ PE 42 เท่ากับผลตอบแทนเพียง 2.38% + การเติบโตของแมคโครปีละ 15-20% ซึ่งแปลว่าต้องใช้เวลาถึง 5 ปี ผลตอบแทนจึงจะขึ้นมาเป็น 6% (มองผลตอบแทนจาก inner ของ บ. นะครับ ไม่นับซื้อขายหุ้นเล่นรอบ) ดังนั้นการขาย big lot makro จึงหาคนซื้อไม่ง่ายครับ
ในอีก 4ปีข้างหน้า หาก cpn โตปีละ 16-17% (ผบห ตั้งเป้าปีละ 15% แต่ทำได้เกินตลอด) กำไร น่าจะอยู่ที่ประมาณ 1.3-1.4 หมื่นล้าน cpn ยังมีรายได้พิเศษ ที่มาเป็นประจำทุกสองถึงสี่ปี คือการขายสิทธิเข้ากองทุนอสังหา (จริงๆแล้วมันเป็นกึ่งรายได้พิเศษ กึ่งรายได้ประจำ)
ในขณะที่ cpall อีก สี่ปีข้างหน้า หากยังแบกหนี้แบบนี้อยู่ กำไรไม่น่าจะเกิน 1.4หมื่นล้าน (ไม่รวมกำไรพิเศษนะครับ) นั่นแปลว่า ภายใน 4-5ปี กำไรของ cpn จะแซง cpall
และหากเทียบ พีอี ก็อย่างที่เห็นตามรูป
Cpn เรื่อง capex ไม่น่ากังวล เพราะ D/E ยังต่ำ แถมสามารถขายสิทธิเช่าระยะยาวเข้ากองทุนอสังหาได้อีก รวมถึงมีแนวโน้มจะตั้งกองรีทด้วย กองรีทสามารถกู้ได้ ทำให้การซื้อสิทธิเช่าช่วง จาก CPN สะดวกมากขึ้น หาก CPN ตั้งกองรีทเพิ่ม เรื่องการเงินจะยิ่งคล่องตัว
สังเกตนะครับ ว่า ASSET ที่ cpn ขายเข้ากองอสังหา กับ สาขาที่เพิ่ม ต่างกันค่อนข้างมากครับ ผมเดาใจ ผบห นะครับ เพิ่มสาขามาก เอาเข้ากองน้อย เพื่อรักษาอัตราส่วน D/E ไม่ให้ต่ำเกินไป
การไม่กู้เลยหากจะทำย่อมทำได้ แต่ทำให้การเติบโตไม่เป็นอย่างที่ควร
การไม่กู้เลยหากจะทำย่อมทำได้ แต่ทำให้การเติบโตไม่เป็นอย่างที่ควร
การมีหนี้ในสัดส่วนที่เหมาะสม ทำให้เติบโตได้ดีกว่า
ดังนั้นหากในระยะยาว มีความจำเป็นต้องใช้เงินที่มากๆ ก็ยังมี Asset ที่สามารถขายเข้ากองได้รออยู่
เรื่อง ดบ เงินกู้ต้องไปอ่านเงื่อนไขที่เขาทำไว้กับธนาคาร
ผมจำไม่ได้ทั้งหมด แต่จำได้ว่า cpn ได้เงื่อนไขที่ดีมาก (ณ 2Q57 ประกอบด้วยเงินกู้ยืมที่มีอัตราดอกเบี้ยคงที่ในสัดส่วน 81% และอัตราดอกเบี้ยลอยตัวในสัดส่วน 19%)
ผมจำไม่ได้ทั้งหมด แต่จำได้ว่า cpn ได้เงื่อนไขที่ดีมาก (ณ 2Q57 ประกอบด้วยเงินกู้ยืมที่มีอัตราดอกเบี้ยคงที่ในสัดส่วน 81% และอัตราดอกเบี้ยลอยตัวในสัดส่วน 19%)
ลองดูคู่แข่งโดยตรงอย่างเดอะมอลล์ครับ น่าสนใจ ผมมองว่า เซนทรัลจับกลุ่มลูกค้าชนกับเดอะมอลล์
และ Tops สู้ Home fresh mart ของเดอะมอลล์ไม่ได้ในแง่ความหลากหลายของสินค้า แต่เรื่องราคาสู้ได้ครับ (แต่ก็ไม่เกี่ยวกับ CPN เพราะ Tops ไม่ใช่ของ CPN)
และ Tops สู้ Home fresh mart ของเดอะมอลล์ไม่ได้ในแง่ความหลากหลายของสินค้า แต่เรื่องราคาสู้ได้ครับ (แต่ก็ไม่เกี่ยวกับ CPN เพราะ Tops ไม่ใช่ของ CPN)
CPN ได้เปรียบ ที่กระจายสาขาไปทั่ว ส่วนเดอะมอลล์เน้นลงทุนหนักๆเป็นจุดๆ และเน้นในกทม เท่านั้น
อย่างเซนทรัลบางนา สัดส่วน พท แค่ประมาณ 3-4% ของพื้นที่พอร์ตรวม ของเซนทรัลเท่านั้น
อย่างเซนทรัลบางนา สัดส่วน พท แค่ประมาณ 3-4% ของพื้นที่พอร์ตรวม ของเซนทรัลเท่านั้น
เดอะมอลล์ทุ่มทุนขนาดนั้น กระทบเซนทรัลในภาพรวมนิดเดียว
กลยุทธ์ของเซนทรัลที่วางไว้ตั้งแต่ต้น ป้องกันผลกระทบจากคู่แข่งได้ดีมาก และเมื่อเปิดสาขาเพิ่มอีกในปี 58 จะทำให้ พท ของเซนทรัลบางนาลดลงไปต่ำกว่า 3%เมื่อเทียบกับ พท.พอร์ตรวม
อีกมุมที่ต้องมองคือ เดอะมอลล์บางนา ลงทุนใหม่ ค่าก่อสร้าง ค่าที่ดินแพงกว่า เซนทรัล ค่าเช่าต้องแพงกว่า อาจเปิดช่องว่างให้เซนทรัลปรับค่าเช่าขึ้นได้อีก
สาขามาเลย์ เลือนเปิดออกไป 6เดือน , ปีหน้า สาขาปิ่นเกล้าพื้นที่สัญญาระยะยาวที่จะถูกเปลี่ยนเป็นสัญญาระยะสั้น(ไม่เกิน 3ปี) คิดเป็น 12% ของ พท พอร์ตรวม
** จุดนี้มีนัยยะมาก ที่จะทำการปรับค่าเช่าเพิ่มได้ และมีผลต่องบการเงินพอสมควร
สาขามาเลย์ เลือนเปิดออกไป 6เดือน , ปีหน้า สาขาปิ่นเกล้าพื้นที่สัญญาระยะยาวที่จะถูกเปลี่ยนเป็นสัญญาระยะสั้น(ไม่เกิน 3ปี) คิดเป็น 12% ของ พท พอร์ตรวม
** จุดนี้มีนัยยะมาก ที่จะทำการปรับค่าเช่าเพิ่มได้ และมีผลต่องบการเงินพอสมควร